92 ปีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475
งานเขียนนี้ต้องการเขียนถึง 92 ปีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ใน 2 ด้านสำคัญคือ
ประการแรก อะไรคือแกนกลางของการเปลี่ยนแปลงการปกครองสยามในปี 2475
ประการที่สอง แรงต่อต้านการเปลี่ยนแปลงการปกครองในเวลาต่อมาคืออะไร
แกนกลางการเปลี่ยนแปลง
การปกครองสยาม
จากการศึกษาของอาจารย์ฉัตรทิพย์ นาถสุภา หมุดประชาธิปไตย ที่คณะราษฎรประดิษฐานลง ณ ลานพระรูปทรงม้า มีถ้อยคำจารึกไว้ว่า
“…ณ ที่นี้ 24 มิถุนายน 2475 เวลาย่ำรุ่ง คณะราษฎรได้ก่อกำเนิดรัฐธรรมนูญเพื่อความเจริญของชาติ… รัฐธรรมนูญฉบับแรก คือพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามซั่งคราว พุทธศักราช 2475 ก็มีถ้อยคำว่า ‘…คณะราษฎรได้ขอร้องให้อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยาม เพื่อบ้านเมืองจะได้เจริญขึ้น…'”1
อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ (ค.ศ.1900-1983) ได้ระบุในเค้าโครงการเศรษฐกิจว่า
“…ในการทำการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ข้าพเจ้ามิได้ปรารถนาที่จะเปลี่ยนพระเจ้าแผ่นดินองค์เดียวมาเป็นหลายองค์ ซึ่งเป็นการปกครองแบบประชาธิปไตยแต่เปลือกเท่านั้น ข้าพเจ้ามุ่งต่อสาระสำคัญคือ บำรุงความสุขสมบูรณ์ของราษฎร…”
อุดมการณ์ของ 2475 คือ การเปลี่ยนระบบสังคม ล้มระบบศักดินา ก่อตั้งระบบใหม่
คณะราษฎรต้องการให้ช่วงหลังจาก 2475 ต่างอย่างมากกับช่วงสมัยก่อนหน้านั้น
เมื่อคิดถึงว่าสังคมไทยเคยชินกับการมีระบอบพระมหากษัตริย์สมบูรณาญาสิทธิ์ติดต่อกันตลอดมาหลายร้อยปี และคณะราษฎรประกาศเลิกระบอบดังกล่าว อีกทั้งประกาศจะสถาปนาชาติไทยที่เจริญรุ่งเรืองราษฎรมีความสุขสมบูรณ์ หรือที่ประกาศฉบับที่ 1 ของคณะราษฎรที่เรียกว่าสมัยศรีอาริย์
เห็นได้ว่าคณะราษฎรมีจุดหมายเกินกว่าระบอบการปกครอง แต่ก้าวไปถึงระบบสังคมและวัฒนธรรม มุ่งสู่การก่อตั้งอีกสมัยหนึ่งของประวัติศาสตร์ไทย และเนื่องจากคณะราษฎรก็มีอำนาจรัฐอยู่ช่วงระยะเวลาหนึ่งคือ อย่างน้อยก็จนถึง ค.ศ.1941 หรือ พ.ศ.2484 ที่ญี่ปุ่นบุก2
อาจารย์ฉัตรทิพย์ นาถสุภา เห็นว่าประสบการณ์ 2475 และช่วงประมาณ 10 ปีหลังจากนั้นคือ ประสบการณ์และการต่อสู้กันของแนวคิดการเข้าสู่สมัยใหม่ของไทย เป็นจุดสำคัญที่สุดว่า เราจะเปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยนจากยุคสมัยหนึ่งไปสู่อีกยุคสมัยหนึ่ง
อาจารย์ฉัตรทิพย์ นาถสุภา ได้สรุปการกระทำของคณะราษฎรที่พยายามก่อตั้งอีกสมัยหนึ่งของไทย โดยเฉพาะที่พยายามล้มระบบศักดินาและพยายามมุ่งสู่การสถาปนายุค ศรีอาริยะ ของราษฎรคือ
ประกาศฉบับที่ 1 ของคณะราษฎรเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 และรัฐธรรมนูญฉบับแรกของไทย มีข้อความในลักษณะนี้ชัดเจนมากกว่าในเอกสารอื่นใดที่ปรากฏต่อมา
คณะราษฎรประกาศว่า
“…ประเทศเรานี้เป็นของราษฎร ไม่ใช่ของกษัตริย์…” และคณะราษฎรคิดถึงจะตั้งระบอบสาธารณรัฐ หากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่ทรงยอมเป็นกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ
ในประกาศฉบับที่ 1 คณะราษฎรระบุว่าจะทำกิจ อันคงจะอยู่ชั่วดินฟ้า สร้างยุคศรีอาริยะ ที่ราษฎรสุขสมบูรณ์ในทางเศรษฐกิจ พ้นจากสมัยที่เจ้าทำนาบนหลังราษฎร ราษฎรพ้นจากความเป็นไพร่ เป็นข้า มีเสรีภาพ รัฐธรรมนูญฉบับแรก พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว 27 มิถุนายน 2475 มาตรา 1 ระบุว่า
“…อำนาจสูงสุดของประเทศนี้เป็นของราษฎรทั้งหลาย…”
ในประกาศฉบับที่ 1 นั้น คณะราษฎรได้ประกาศหลัก 6 ประการ ที่จะยึดถือในระบอบการปกครองประเทศหลัง 2475 คือ
1. จะต้องรักษาความเป็นเอกราชทั้งหลาย เช่น เอกราชในทางการเมือง การศาล ในทางเศรษฐกิจ ฯลฯ ของประเทศไว้ให้มั่นคง
2. จะต้องรักษาความปลอดภัยภายในประเทศ ให้การประทุษร้ายต่อกันลดน้อยลงให้มาก
3. ต้องบำรุงความสุขสมบูรณ์ของราษฎรในทางเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลใหม่จะจัดหางานให้ราษฎรทุกคนทำ จะวางโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติ ไม่ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก
4. จะต้องให้ราษฎรมีสิทธิเสมอภาคกัน (ไม่ใช่พวกเจ้ามีสิทธิยิ่งกว่าราษฎรดังที่เป็นอยู่)
5. จะต้องให้ราษฎรมีเสรีภาพ มีความเป็นอิสระ เมื่อเสรีภาพนี้ไม่ขัดต่อหลักการข้อ 5 ดังกล่าวข้างต้น
6. จะต้องให้การศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร
สงครามความทรงจำ
แม้ความพยายามเปลี่ยนแปลงการปกครองของคณะราษฎรเกิดขึ้นอย่างมีเป้าหมายทางการเมืองและการเปลี่ยนแปลงระบบสังคมและวัฒนธรรมชัดเจนดังได้กล่าวแล้ว อย่างไรก็ตาม แรงต้านการเปลี่ยนแปลงการปกครองสยามก็ชัดเจนและหลากหลายวิธีการ
เป็นความจริงเมื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว มีความพยายามประนีประนอมระหว่างคณะราษฎรและฝ่ายต่อต้าน ในที่สุดการประนีประนอมก็ล้มเหลว เครือข่ายระบอบเก่าได้ยกกำลังเข้าปะทะระบอบใหม่ เกิดเป็นสงครามกลางเมืองครั้งแรกในยุคประชาธิปไตยสยาม ปี 2476
สมรภูมิหลักของสงครามเกิดขึ้นที่ทุ่งบางเขน กรุงเทพฯ และตามแนวรางรถไฟจนสุดขอบที่ราบสูง ไปถึงจังหวัดนครราชสีมา พร้อมด้วยการเคลื่อนไหวของระบอบเก่าในการเมืองทั้งในและนอกรัฐสภา
สงครามข่าวสารในหนังสือพิมพ์นิยมระบอบเก่าที่ต่อกรกับหนังสือพิมพ์ฝ่ายนิยมคณะราษฎร
การใช้กำลัง ใช้อาวุธลอบสังหารแกนนำคณะราษฎร
การปรับ เปลี่ยน โยกย้ายผู้นำทหาร ที่สำคัญ ปลดนายทหารนิยมระบอบเก่า พันเอก พระยาทรงสุรเดช (เทพ พันธุมเสน) ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก ฝ่ายยุทธการ ใช้ต้นแบบจากสวิตเซอร์แลนด์ที่มีกองทัพขนาดเล็ก
ยุบหน่วยระดับกองทัพ กองพล กรม ให้กองทัพแต่ละกองทัพ เหล่า (ราบ ม้า ปืนใหญ่) ขึ้นกับผู้บังคับการเหล่าโดยตรง ชั้นยศสูงสุดมีแค่พันเอก ผลคือเจ้านายและนายพลที่คุมกำลังถูกปลดเป็นจำนวนมาก3
รวมทั้งการจัดการทรัพย์สินของประเทศใหม่ทั้งในแง่นโยบายและจัดสรรงบประมาณภาครัฐและการพัฒนาเศรษฐกิจ อันสอดคล้องกับการเป็นสมัยใหม่ (Modernity) รวมทั้งความผาสุกทางเศรษฐกิจ การศึกษา การสาธารณสุขของประชาชน
คอมมิวนิสต์ สังคมนิยม
สมุดปกเหลือง สมุดปกขาว
แรงปะทะทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคมวัฒนธรรมในสยามหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ หรือเกิดจากสุญญากาศ
แรงปะทะเหล่านี้เกิดขึ้นท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและเศรษฐกิจในโลกช่วงนั้น
กำเนิดลัทธิมาร์กซ์ในยุโรป ระบอบซาร์และราชวงศ์ในรัสเซียล่มสลาย การเคลื่อนไหวของพรรคคอมมิวนิสต์และขบวนการคอมมิวนิสต์สากลได้แพร่กระจายความคิดการเปลี่ยนแปลงการเมืองการปกครองในหลายๆ ประเทศ แล้วได้แพร่มายังสยาม อาณานิคมบริติชมลายา พม่าอาณานิคมอังกฤษ และอินโดไชน่าของฝรั่งเศสอีกด้วย
ดังนั้น ข้อถกเถียงจนไปถึงข้อกล่าวหาเพื่อหาทางกำจัดศัตรูทางการเมืองจึงเกิดขึ้นในประเทศไทยช่วงหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองด้วย
แล้ว สมุดปกเหลือง หรือเค้าโครงเศรษฐกิจที่ร่างและเขียนโดยอาจารย์ปรีดี พนมยงค์4 มันสมองของคณะราษฎรก็ถูกหยิบขึ้นมาเป็นเอกสารการเมืองเพื่อถกเถียงและเลยไปถึงกล่าวหาว่าเป็น คอมมิวนิสต์
ไม่เพียงแต่เท่านั้น ด้วยมันสมองของคณะนิยมระบอบเก่าที่ประกอบด้วยข้าราชการในระบอบเก่า ผู้สูญเสียผลประโยชน์ทางการเมืองก็เผยแพร่แนวคิดของกลุ่มตนผ่านสมุดปกขาว
ที่น่าสนใจ ในงานศึกษาจำนวนหนึ่งเห็นว่า บทบาทของคณะราษฎรน่าจะอยู่ในช่วง 10 ปีหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองเท่านั้น ด้วยการยึดอำนาจทำรัฐประหารปี พ.ศ.2490 ฝ่ายอำนาจนิยมที่นำโดยผู้นำกองทัพได้ยึดอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จ ก้าวเข้าสู่ระบอบเผด็จการทหารและต่อมาระบอบเผด็จการยุคใหม่หลังรัฐประหาร 2500 เท่ากับสิ้นสุดบทบาทคณะราษฎร
อย่างไรก็ตาม การทำลายซากเดนของคณะราษฎรและสมาชิกคนสำคัญก็อุบัติขึ้นเรื่อยมา จนถึงในปีที่ 90 ของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง
หมุดประชาธิปไตย ที่ลานพระรูปทรงม้า ชื่อของผู้นำระบอบเก่าถูกแทนที่ชื่อของห้องของกองทัพ5 ค่ายทหาร พร้อมด้วยการทำลายประวัติศาสตร์ของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง อนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญหรืออนุสาวรีย์หลักสี่ ที่สร้างขึ้นเพื่อรำลึกวีรกรรม 17 ทหารและตำรวจโดยรัฐบาลพระยาพหลพลพยุหเสนา พระยาพหลฯ เปิดเมื่อ 15 ตุลาคม 2479 ยังมีการพิจารณาสร้างวัดพระศรีมหาธาตุ (วัดประชาธิปไตย)6
อนุสาวรีย์หลักสี่ที่ชาวบ้านเรียกหายไป หายไปโดยไม่ทราบสาเหตุ หายไปอย่างไม่มีร่องรอยจนทุกวันนี้
การเปลี่ยนแปลงการปกครองยังดำเนินต่อไป ท่ามกลางสงครามความทรงจำ
1วรเจตน์ ภาคีรัตน์, ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์และพระราชบัญญัติ ธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว ฉบับ 27 มิถุนายน 2475 (กรุงเทพฯ : สถาบันปรีดี พนมยงค์ 2550) : 55-56.
2ฉัตรทิพย์ นาถสุภา การเป็นสมัยใหม่กับแนวคิดชุมชน (บริษัท สำนักพิมพ์สร้างสรรค์ จำกัด 2553) : 132.
3“มิถุนายน-ธันวาคม 2476 เมฆหมอกปัญหา คณะราษฎร-คณะเจ้า” สารคดี, ตุลาคม 2566 : 60.
4หลวงประดิษฐ์มนนูธรรม เค้าโครงเศรษฐกิจ (สำนักพิมพ์ ศศิลปานนท์)
5“ทบ. ใช้ชื่อ ‘บวรเดช’ ตั้งเป็นชื่อห้องที่ปรับปรุงใหม่ในกองบัญชาการกองทัพบก” มติชนออนไลน์, 9 ตุลาคม 2562
6“อนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ และ อำเภอบางเขน,” สารคดี, ตุลาคม 2566 : 110.
https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : 92 ปีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com