โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

92 ปีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 18 มิ.ย. 2567 เวลา 07.34 น. • เผยแพร่ 18 มิ.ย. 2567 เวลา 07.18 น.

งานเขียนนี้ต้องการเขียนถึง 92 ปีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ใน 2 ด้านสำคัญคือ

ประการแรก อะไรคือแกนกลางของการเปลี่ยนแปลงการปกครองสยามในปี 2475

ประการที่สอง แรงต่อต้านการเปลี่ยนแปลงการปกครองในเวลาต่อมาคืออะไร

แกนกลางการเปลี่ยนแปลง

การปกครองสยาม

จากการศึกษาของอาจารย์ฉัตรทิพย์ นาถสุภา หมุดประชาธิปไตย ที่คณะราษฎรประดิษฐานลง ณ ลานพระรูปทรงม้า มีถ้อยคำจารึกไว้ว่า

“…ณ ที่นี้ 24 มิถุนายน 2475 เวลาย่ำรุ่ง คณะราษฎรได้ก่อกำเนิดรัฐธรรมนูญเพื่อความเจริญของชาติ… รัฐธรรมนูญฉบับแรก คือพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามซั่งคราว พุทธศักราช 2475 ก็มีถ้อยคำว่า ‘…คณะราษฎรได้ขอร้องให้อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยาม เพื่อบ้านเมืองจะได้เจริญขึ้น…'”1

อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ (ค.ศ.1900-1983) ได้ระบุในเค้าโครงการเศรษฐกิจว่า

“…ในการทำการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ข้าพเจ้ามิได้ปรารถนาที่จะเปลี่ยนพระเจ้าแผ่นดินองค์เดียวมาเป็นหลายองค์ ซึ่งเป็นการปกครองแบบประชาธิปไตยแต่เปลือกเท่านั้น ข้าพเจ้ามุ่งต่อสาระสำคัญคือ บำรุงความสุขสมบูรณ์ของราษฎร…”

อุดมการณ์ของ 2475 คือ การเปลี่ยนระบบสังคม ล้มระบบศักดินา ก่อตั้งระบบใหม่

คณะราษฎรต้องการให้ช่วงหลังจาก 2475 ต่างอย่างมากกับช่วงสมัยก่อนหน้านั้น

เมื่อคิดถึงว่าสังคมไทยเคยชินกับการมีระบอบพระมหากษัตริย์สมบูรณาญาสิทธิ์ติดต่อกันตลอดมาหลายร้อยปี และคณะราษฎรประกาศเลิกระบอบดังกล่าว อีกทั้งประกาศจะสถาปนาชาติไทยที่เจริญรุ่งเรืองราษฎรมีความสุขสมบูรณ์ หรือที่ประกาศฉบับที่ 1 ของคณะราษฎรที่เรียกว่าสมัยศรีอาริย์

เห็นได้ว่าคณะราษฎรมีจุดหมายเกินกว่าระบอบการปกครอง แต่ก้าวไปถึงระบบสังคมและวัฒนธรรม มุ่งสู่การก่อตั้งอีกสมัยหนึ่งของประวัติศาสตร์ไทย และเนื่องจากคณะราษฎรก็มีอำนาจรัฐอยู่ช่วงระยะเวลาหนึ่งคือ อย่างน้อยก็จนถึง ค.ศ.1941 หรือ พ.ศ.2484 ที่ญี่ปุ่นบุก2

อาจารย์ฉัตรทิพย์ นาถสุภา เห็นว่าประสบการณ์ 2475 และช่วงประมาณ 10 ปีหลังจากนั้นคือ ประสบการณ์และการต่อสู้กันของแนวคิดการเข้าสู่สมัยใหม่ของไทย เป็นจุดสำคัญที่สุดว่า เราจะเปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยนจากยุคสมัยหนึ่งไปสู่อีกยุคสมัยหนึ่ง

อาจารย์ฉัตรทิพย์ นาถสุภา ได้สรุปการกระทำของคณะราษฎรที่พยายามก่อตั้งอีกสมัยหนึ่งของไทย โดยเฉพาะที่พยายามล้มระบบศักดินาและพยายามมุ่งสู่การสถาปนายุค ศรีอาริยะ ของราษฎรคือ

ประกาศฉบับที่ 1 ของคณะราษฎรเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 และรัฐธรรมนูญฉบับแรกของไทย มีข้อความในลักษณะนี้ชัดเจนมากกว่าในเอกสารอื่นใดที่ปรากฏต่อมา

คณะราษฎรประกาศว่า

“…ประเทศเรานี้เป็นของราษฎร ไม่ใช่ของกษัตริย์…” และคณะราษฎรคิดถึงจะตั้งระบอบสาธารณรัฐ หากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่ทรงยอมเป็นกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ

ในประกาศฉบับที่ 1 คณะราษฎรระบุว่าจะทำกิจ อันคงจะอยู่ชั่วดินฟ้า สร้างยุคศรีอาริยะ ที่ราษฎรสุขสมบูรณ์ในทางเศรษฐกิจ พ้นจากสมัยที่เจ้าทำนาบนหลังราษฎร ราษฎรพ้นจากความเป็นไพร่ เป็นข้า มีเสรีภาพ รัฐธรรมนูญฉบับแรก พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว 27 มิถุนายน 2475 มาตรา 1 ระบุว่า

“…อำนาจสูงสุดของประเทศนี้เป็นของราษฎรทั้งหลาย…”

ในประกาศฉบับที่ 1 นั้น คณะราษฎรได้ประกาศหลัก 6 ประการ ที่จะยึดถือในระบอบการปกครองประเทศหลัง 2475 คือ

1. จะต้องรักษาความเป็นเอกราชทั้งหลาย เช่น เอกราชในทางการเมือง การศาล ในทางเศรษฐกิจ ฯลฯ ของประเทศไว้ให้มั่นคง

2. จะต้องรักษาความปลอดภัยภายในประเทศ ให้การประทุษร้ายต่อกันลดน้อยลงให้มาก

3. ต้องบำรุงความสุขสมบูรณ์ของราษฎรในทางเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลใหม่จะจัดหางานให้ราษฎรทุกคนทำ จะวางโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติ ไม่ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก

4. จะต้องให้ราษฎรมีสิทธิเสมอภาคกัน (ไม่ใช่พวกเจ้ามีสิทธิยิ่งกว่าราษฎรดังที่เป็นอยู่)

5. จะต้องให้ราษฎรมีเสรีภาพ มีความเป็นอิสระ เมื่อเสรีภาพนี้ไม่ขัดต่อหลักการข้อ 5 ดังกล่าวข้างต้น

6. จะต้องให้การศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร

สงครามความทรงจำ

แม้ความพยายามเปลี่ยนแปลงการปกครองของคณะราษฎรเกิดขึ้นอย่างมีเป้าหมายทางการเมืองและการเปลี่ยนแปลงระบบสังคมและวัฒนธรรมชัดเจนดังได้กล่าวแล้ว อย่างไรก็ตาม แรงต้านการเปลี่ยนแปลงการปกครองสยามก็ชัดเจนและหลากหลายวิธีการ

เป็นความจริงเมื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว มีความพยายามประนีประนอมระหว่างคณะราษฎรและฝ่ายต่อต้าน ในที่สุดการประนีประนอมก็ล้มเหลว เครือข่ายระบอบเก่าได้ยกกำลังเข้าปะทะระบอบใหม่ เกิดเป็นสงครามกลางเมืองครั้งแรกในยุคประชาธิปไตยสยาม ปี 2476

สมรภูมิหลักของสงครามเกิดขึ้นที่ทุ่งบางเขน กรุงเทพฯ และตามแนวรางรถไฟจนสุดขอบที่ราบสูง ไปถึงจังหวัดนครราชสีมา พร้อมด้วยการเคลื่อนไหวของระบอบเก่าในการเมืองทั้งในและนอกรัฐสภา

สงครามข่าวสารในหนังสือพิมพ์นิยมระบอบเก่าที่ต่อกรกับหนังสือพิมพ์ฝ่ายนิยมคณะราษฎร

การใช้กำลัง ใช้อาวุธลอบสังหารแกนนำคณะราษฎร

การปรับ เปลี่ยน โยกย้ายผู้นำทหาร ที่สำคัญ ปลดนายทหารนิยมระบอบเก่า พันเอก พระยาทรงสุรเดช (เทพ พันธุมเสน) ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก ฝ่ายยุทธการ ใช้ต้นแบบจากสวิตเซอร์แลนด์ที่มีกองทัพขนาดเล็ก

ยุบหน่วยระดับกองทัพ กองพล กรม ให้กองทัพแต่ละกองทัพ เหล่า (ราบ ม้า ปืนใหญ่) ขึ้นกับผู้บังคับการเหล่าโดยตรง ชั้นยศสูงสุดมีแค่พันเอก ผลคือเจ้านายและนายพลที่คุมกำลังถูกปลดเป็นจำนวนมาก3

รวมทั้งการจัดการทรัพย์สินของประเทศใหม่ทั้งในแง่นโยบายและจัดสรรงบประมาณภาครัฐและการพัฒนาเศรษฐกิจ อันสอดคล้องกับการเป็นสมัยใหม่ (Modernity) รวมทั้งความผาสุกทางเศรษฐกิจ การศึกษา การสาธารณสุขของประชาชน

คอมมิวนิสต์ สังคมนิยม

สมุดปกเหลือง สมุดปกขาว

แรงปะทะทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคมวัฒนธรรมในสยามหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ หรือเกิดจากสุญญากาศ

แรงปะทะเหล่านี้เกิดขึ้นท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและเศรษฐกิจในโลกช่วงนั้น

กำเนิดลัทธิมาร์กซ์ในยุโรป ระบอบซาร์และราชวงศ์ในรัสเซียล่มสลาย การเคลื่อนไหวของพรรคคอมมิวนิสต์และขบวนการคอมมิวนิสต์สากลได้แพร่กระจายความคิดการเปลี่ยนแปลงการเมืองการปกครองในหลายๆ ประเทศ แล้วได้แพร่มายังสยาม อาณานิคมบริติชมลายา พม่าอาณานิคมอังกฤษ และอินโดไชน่าของฝรั่งเศสอีกด้วย

ดังนั้น ข้อถกเถียงจนไปถึงข้อกล่าวหาเพื่อหาทางกำจัดศัตรูทางการเมืองจึงเกิดขึ้นในประเทศไทยช่วงหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองด้วย

แล้ว สมุดปกเหลือง หรือเค้าโครงเศรษฐกิจที่ร่างและเขียนโดยอาจารย์ปรีดี พนมยงค์4 มันสมองของคณะราษฎรก็ถูกหยิบขึ้นมาเป็นเอกสารการเมืองเพื่อถกเถียงและเลยไปถึงกล่าวหาว่าเป็น คอมมิวนิสต์

ไม่เพียงแต่เท่านั้น ด้วยมันสมองของคณะนิยมระบอบเก่าที่ประกอบด้วยข้าราชการในระบอบเก่า ผู้สูญเสียผลประโยชน์ทางการเมืองก็เผยแพร่แนวคิดของกลุ่มตนผ่านสมุดปกขาว

ที่น่าสนใจ ในงานศึกษาจำนวนหนึ่งเห็นว่า บทบาทของคณะราษฎรน่าจะอยู่ในช่วง 10 ปีหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองเท่านั้น ด้วยการยึดอำนาจทำรัฐประหารปี พ.ศ.2490 ฝ่ายอำนาจนิยมที่นำโดยผู้นำกองทัพได้ยึดอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จ ก้าวเข้าสู่ระบอบเผด็จการทหารและต่อมาระบอบเผด็จการยุคใหม่หลังรัฐประหาร 2500 เท่ากับสิ้นสุดบทบาทคณะราษฎร

อย่างไรก็ตาม การทำลายซากเดนของคณะราษฎรและสมาชิกคนสำคัญก็อุบัติขึ้นเรื่อยมา จนถึงในปีที่ 90 ของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

หมุดประชาธิปไตย ที่ลานพระรูปทรงม้า ชื่อของผู้นำระบอบเก่าถูกแทนที่ชื่อของห้องของกองทัพ5 ค่ายทหาร พร้อมด้วยการทำลายประวัติศาสตร์ของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง อนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญหรืออนุสาวรีย์หลักสี่ ที่สร้างขึ้นเพื่อรำลึกวีรกรรม 17 ทหารและตำรวจโดยรัฐบาลพระยาพหลพลพยุหเสนา พระยาพหลฯ เปิดเมื่อ 15 ตุลาคม 2479 ยังมีการพิจารณาสร้างวัดพระศรีมหาธาตุ (วัดประชาธิปไตย)6

อนุสาวรีย์หลักสี่ที่ชาวบ้านเรียกหายไป หายไปโดยไม่ทราบสาเหตุ หายไปอย่างไม่มีร่องรอยจนทุกวันนี้

การเปลี่ยนแปลงการปกครองยังดำเนินต่อไป ท่ามกลางสงครามความทรงจำ

1วรเจตน์ ภาคีรัตน์, ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์และพระราชบัญญัติ ธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว ฉบับ 27 มิถุนายน 2475 (กรุงเทพฯ : สถาบันปรีดี พนมยงค์ 2550) : 55-56.

2ฉัตรทิพย์ นาถสุภา การเป็นสมัยใหม่กับแนวคิดชุมชน (บริษัท สำนักพิมพ์สร้างสรรค์ จำกัด 2553) : 132.

3“มิถุนายน-ธันวาคม 2476 เมฆหมอกปัญหา คณะราษฎร-คณะเจ้า” สารคดี, ตุลาคม 2566 : 60.

4หลวงประดิษฐ์มนนูธรรม เค้าโครงเศรษฐกิจ (สำนักพิมพ์ ศศิลปานนท์)

5“ทบ. ใช้ชื่อ ‘บวรเดช’ ตั้งเป็นชื่อห้องที่ปรับปรุงใหม่ในกองบัญชาการกองทัพบก” มติชนออนไลน์, 9 ตุลาคม 2562

6“อนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ และ อำเภอบางเขน,” สารคดี, ตุลาคม 2566 : 110.

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : 92 ปีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...