โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ย้อนมองเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุมีเพื่อ "คนยากไร้" หรือให้ "ทั่วถึงเป็นธรรม"

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 15 ส.ค. 2566 เวลา 07.57 น. • เผยแพร่ 14 ส.ค. 2566 เวลา 11.03 น.

แก้ระเบียบจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ย้อนมองถ้อยความ “มีรายได้ไม่เพียงพอแก่การยังชีพ” เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ?

การเปลี่ยนแปลงระเบียบจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุฉบับล่าสุด ที่กำหนดเงื่อนไขผู้มีสิทธิว่าต้อง “เป็นผู้ไม่มีรายได้หรือรายได้ไม่เพียงพอแก่การยังชีพ” สร้างคำถามแก่ประชาชนจำนวนมากว่าทำไม “เบี้ยยังชีพ” ที่ควรเป็น “สวัสดิการสำหรับทุกคน” ยังต้อง “พิสูจน์ความจน” ว่าตนไม่มีรายได้เพียงพอ และจะใช้อะไรเป็นเกณฑ์วัดว่า “รายได้ที่เพียงพอ” คือเท่าไหร่

ล่าสุด วิโรจน์ ลักขณาอดิสร สส.ก้าวไกล ออกมาระบุว่า อาจมีการใช้ฐานข้อมูล “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” หรือ “บัตรคนจน” เพื่อยืนยันว่า “รายได้ไม่เพียงพอ” หรือ “จนจริง” ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น จะทำให้ผู้สูงอายุ 6 ล้านคนที่ไม่ได้อยู่ในฐานข้อมูลได้รับผลกระทบไปด้วย

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาเนื้อหาเกี่ยวกับการให้รัฐช่วยเหลือ “ผู้ไม่มีรายได้” หรือ “มีรายได้ไม่เพียงพอแก่การยังชีพ” นั้น ในระเบียบการจ่ายเบี้ยดังกล่าว เป็นถ้อยความที่คล้ายคลึงกับที่ระบุไว้ใน “รัฐธรรมนูญ” มาตั้งแต่ ฉบับ 2540-ปัจจุบัน

ไขปม ระเบียบจ่ายเบี้ยยังชีพฯ แบบเก่า-ใหม่ ต่างกันอย่างไร

การออกประกาศระเบียบกระทรวงมหาดไทย เรื่อง หลักเกณฑ์จ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ พ.ศ. 2566 มีผลบังคับใช้ 12 สิงหาคม 2566 มีจุดที่สำคัญและสร้างคำถามคาใจประชาชน อยู่ 2 ประการ คือ เรื่องคุณสมบัติ และเรื่องการระงับสิทธิและการเรียกเงินคืน สำหรับผู้สูงอายุรายใหม่หลัง 12 ส.ค. 2566

เรื่องแรกคุณสมบัติ

ในหมวดที่ 1 ข้อ 6 คุณสมบัติของผู้มีสิทธิได้รับเบี้ยยังชีพ 4 ข้อ

(1) มีสัญชาติไทย

(2) มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

(3) มีอายุหกสิบปีบริบูรณ์ขึ้นไป ซึ่งได้ยืนยันสิทธิขอรับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

(4) เป็นผู้ “ไม่มีรายได้หรือมีรายได้ไม่เพียงพอแก่การยังชีพ” ตามที่คณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติตามกฎหมายว่าด้วยผู้สูงอายุกำหนด

ซึ่งคุณสมบัติ ข้อ (4) เป็นการแก้ไขจากคุณสมบัติเดิมที่ระบุว่า

“ต้องไม่เป็นผู้ได้รับสวัสดิการหรือสิทธิประโยชน์อื่นใดจากหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้แก่ (ก) ผู้รับเงินบำนาญ เบี้ยหวัด บำนาญพิเศษ หรือเงินอื่นใดในลักษณะเดียวกัน (ข) ผู้สูงอายุที่อยู่ในสถานสงเคราะห์ของรัฐหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ค) ผู้ได้รับเงินเดือน ค่าตอบแทน รายได้ประจำ หรือผลประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นที่รัฐ หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดให้เป็นประจำ”

ข้อความส่วนใน หมวด 1 ข้อ 6 (4) นี้ เป็นคุณสมบัติผู้มีสิทธิรับเบี้ยยังชีพที่ใช้มายาวนานตั้งแต่ครั้งคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติยังเป็นผู้ออกหลักเกณฑ์การจ่ายเบี้ยยังชีพฯ และเพิ่งเปลี่ยนเป็น “ไม่มีรายได้หรือมีรายได้ไม่เพียงพอแก่การยังชีพ” ในหลักเกณฑ์ล่าสุด

เรื่องที่สอง เรื่องการระงับสิทธิและการเรียกเงินคืน สำหรับผู้สูงอายุรายใหม่หลัง 12 ส.ค. 2566

สืบเนื่องจากปัญหาในเชิงการปฏิบัติงานในหลักเกณฑ์เดิม คือ คุณสมบัติข้อ (4) ผู้สูงอายุหลายคนมีความสับสนเกี่ยวกับกับช่วยเหลือจากรัฐ เช่น อาจมีการรับเงินสงเคราะห์อื่นจากบุตรหลานที่เสียชีวิตในสงคราม/การปฏิบัติหน้าที่ แล้วมีการจ่ายเงินสงเคราะห์มาอยู่แล้ว หรือพนักงานรัฐวิสาหกิจที่ได้รับเงินบำนาญ แต่เห็นเพื่อนที่รับเงินบำเหน็จแต่สามารถรับเบี้ยยังชีพได้ จึงมาขึ้นทะเบียนเพื่อขอรับสิทธิ เป็นต้น กรณีเหล่านี้หากไม่มีการตรวจสอบตั้งแต่แรกหรือตรวจสอบไม่ทั่วถึง แล้วภายหลังเมื่อมีการทักท้วง พบก็จะมีการเรียกเงินคืน

ดังนั้น เมื่อมีการแก้ไขคุณสมบัติให้ต้องเป็น “ผู้ไม่มีรายได้หรือมีรายได้ไม่เพียงพอแก่การยังชีพ” ตามเกณฑ์ของคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีเกณฑ์ว่า “รายได้ที่ไม่เพียงพอ” คือเท่าใด แต่หากมีการกำหนดขึ้นมา ทุกคนที่จะขอรับเบี้ยยังชีพต้องเทียบเกณฑ์รายได้ดังกล่าว และหากไม่ผ่านเกณฑ์จะเป็นผู้สูงอายุที่ไม่มีสิทธิได้รับเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ

หากได้รับเงินเบี้ยยังชีพมาแล้วโดยสุจริต คือ อาจมีการตรวจสอบภายหลังและอาจพบว่ารายได้เปลี่ยนแปลง หรืออื่น ๆ ที่ทำให้ขาดคุณสมบัติ ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทำเพียงแค่ระงับสิทธิ แต่ยกเว้นไม่ต้องเรียกเงินคืน ต่างจากกรณีคุณสมบัติข้อ 6 (4) เดิมที่หากมีการตรวจพบต้องเรียกเงินคืนด้วย

อย่างไรก็ตาม กรณีนี้จะไม่นำไปพิจารณาเพื่อระงับสิทธิคนที่ได้รับเบี้ยยังชีพย้อนหลัง คนที่ได้รับเบี้ยก่อนวันที่ 12 ส.ค. 2566 จะได้ตามเดิม แต่จะส่งผลถึง “รายใหม่” หรือผู้ที่อายุ 59 ย่างเข้า 60 ที่จะต้องขึ้นทะเบียนเบี้ยเพื่อรับเบี้ยสูงอายุในปีงบประมาณถัดไป

ทั้งนี้ หลักเกณฑ์ “ผู้ไม่มีรายได้หรือมีรายได้ไม่เพียงพอแก่การยังชีพ” ยังไม่ถูกกำหนดขึ้นมา จึงมีการระบุในบทเฉพาะกาลข้อ 18 ว่า หากคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติยังมิได้กำหนดคุณสมบัติตามข้อ 6 (4) ให้ใช้ระเบียบเดิม คือ ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2552 ไปพลางก่อน

ดังนั้น ณ ขณะนี้ระเบียบเกี่ยวกับคุณสมบัติยังใช้เหมือนเดิม จนกว่าจะระบุว่า ไผู้ไม่มีรายได้หรือมีรายได้ไม่เพียงพอแก่การยังชีพ” คืออะไร

“ยากไร้ หรือทั่วถึงเป็นธรรม” ข้อขัดแย้งเชิงหลักการ กม.ผู้สูงอายุ กับ รัฐธรรมนูญ

ดังที่กล่าวไว้ว่า ถ้อยความ “ผู้ไม่มีรายได้หรือมีรายได้ไม่เพียงพอแก่การยังชีพ” ที่ระบุในคุณสมบัติ ตามข้อ 6 (4) ที่แก้ไขใหม่นั้น เป็นถ้อยความที่อยู่ในการให้การรับรอง “สิทธิของประชาชน” ในหมวด 3 สิทธิเสรีภาพของปวงชนชาวไทย มาตรา 49 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2560 ความว่า

“บุคคลซึ่งมีอายุเกินหกสิบปี และไม่มีรายได้เพียงพอแก่การยังชีพ และบุคคลผู้ยากไร้ย่อมมีสิทธิ ได้รับความช่วยเหลือที่เหมาะสมจากรัฐตามที่กฎหมายบัญญัติ”

รัฐธรรมนูญ 2540-2550 เริ่มต้นการใช้ พ.ร.บ.ผู้สูงอายุ และการจัดสวัสดิการผู้สูงอายุ

การระบุสิทธิของ “ผู้ที่มีอายุเกิน 60 ปี” เริ่มเห็นชัดใน รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ในหมวด 5 แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ มาตรา 54 ระบุว่า

“บุคคลซึ่งมีอายุเกินหกสิบปีบริบูรณ์ และไม่มีรายได้เพียงพอแก่การยังชีพ มีสิทธิได้รับความช่วยเหลือจากรัฐ ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ”

และมาตรา 80 “รัฐต้องสงเคราะห์คนชรา ผู้ยากไร้ ผู้พิการ ผู้ทุพพลภาพและผู้ด้อยโอกาสให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี พึ่งพาตนเองได้”

โดยความดังนี้ก่อให้เกิดการร่าง พ.ร.บ.ผู้สูงอายุ ฉบับแรกในปี 2546 ซึ่งเป็นที่มาของการตั้งคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ และมีการเริ่มจัดหาแหล่งเงินเพื่อจ่ายเบี้ยยังชีพ และมีการให้สิทธิได้รับการคุ้มครอง การส่งเสริม และการสนับสนุนในด้านต่าง ๆ แก่ผู้สูงอายุ 13 ข้อ ตามมาตรา 11 แห่ง พ.ร.บ.ผู้สูงอายุ โดยการให้เบี้ยยังชีพเป็นข้อที่ 11 และเลือกใช้คำว่า “ผู้สูงอายุ” แทนคำว่า “คนชรา” (ในทางการแพทย์ถือว่าความชราภาพอาจเกิดขึ้นในบุคคลที่มีอายุน้อยหรือบุคคลที่มีอายุยังไม่ถึงหกสิบปีก็ได้)

หลังจากนั้นในปี 2545-2549 มีการให้เบี้ยยังชีพฯ ในชื่อเรียกขานว่า “เงินสงเคราะห์คนชรา” หรือเงินสงเคราะห์เพื่อการยังชีพ 200 บาท เป็น 500 บาทต่อเดือน และให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินการ และหากองค์กรปกครองท้องถิ่นใดมีศักยภาพหรือมีเงินในคลังสามารถพิจารณาให้เงินเพิ่มได้ไม่เกิน 1,000 บาท ซึ่งมีการบังคับใช้ระบบยืนยันสิทธิแทนการลงทะเบียน และยกเลิกเกณฑ์รายได้ในปี 2552

เมื่อเข้าสู่ช่วงรัฐธรรมนูญ 2550 มีการระบุให้ หมวด 5 แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ มาตรา 53 บุคคลซึ่งมีอายุเกินหกสิบปีบริบูรณ์และ “ไม่มีรายได้เพียงพอแก่การยังชีพ” มีสิทธิได้รับสวัสดิการ สิ่งอํานวยความสะดวกอันเป็นสาธารณะอย่างสมศักดิ์ศรี และความช่วยเหลือที่เหมาะสมจากรัฐ

และในปี 2553 จึงมีการอาศัยความตามมาตราดังกล่าวของ รธน. 2550 มาแก้ไข พ.ร.บ.ผู้สูงอายุ ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2553 โดยมีการเพิ่ม มาตรา 11 (11) เป็น “การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพเป็นรายเดือนอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม”

ต่อมาในปี 2554-2555 รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีการปรับแก้ให้การจ่ายเบี้ยยังชีพเป็นแบบขั้นบันได คือ อายุ 60 ปี ได้ 600 บาท, 70 ปี ได้ 700 บาท, 80 ปีได้ 800 บาท และอายุ 90 ปี ได้ 1,000 บาทต่อเดือน

จุดขัดแย้ง

จะเห็นได้ว่า รัฐธรรมนูญทั้ง 3 ฉบับ ระบุใจความคล้ายกัน คือ ผู้สูงอายุที่มีสิทธิได้รับความช่วยเหลือจากรัฐมักต้องเป็นผู้ที่มีอายุเกิน 60 ปี “และ” ไม่มีรายได้เพียงพอแก่การยังชีพ จึงจะได้รับการช่วยเหลือจากรัฐที่เหมาะสมจากรัฐ ขณะที่ รธน. 2550 เพิ่มด้วยว่าผู้อายุเกินหกสิบปี ไม่มีรายได้เพียงพอแก่การยังชีพ มีสิทธิได้รับ “สวัสดิการ”

ในขณะที่ พ.ร.บ.ผู้สูงอายุ ฉบับที่ 2 แก้ไขเพิ่มเติม 2553 ที่ระบุว่า การจ่ายเบี้ยยังชีพต้อง “ทั่วถึงและเป็นธรรม” ซึ่งเป็นหลักการในการจ่ายเบี้ยยังชีพมาตลอดเวลาสิบกว่าปี

หลักการจ่ายเบี้ยให้ “ทั่วถึงและเป็นธรรม” จึงดูขัดกับการที่รัฐพึงให้ช่วยเหลือเฉพาะ “ผู้มีรายได้ไม่เพียงพอ” หรือผู้ยากไร้ ที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ 3 ฉบับดังกล่าว และยังกล่าวได้ว่าคุณสมบัติผู้มีสิทธิได้รับเบี้ยยังชีพตามข้อ 6 (4) ของระเบียบกระทรวงมหาดไทย ที่ประกาศไปล่าสุดค่อนข้างสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ และหลักการตามรัฐธรรมนูญควรจะใหญ่กว่ากฎหมายชั้น พ.ร.บ.หรือไม่ในกรณีนี้

ดังนั้น หากจะเริ่มถกเถียงกันเรื่องเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเป็น “สวัสดิการถ้วนหน้า” หรือไม่ อาจต้องเริ่มวางกันก่อนว่า “หลักการ” ที่ควรใช้คืออะไร หรือปัญหาเรื่อง “หลักการ” ของเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ต้องจบที่การระบุในรัฐธรรมนูญ ว่าจะใช้หลักสงเคราะห์ผู้ยากไร้ หรือหลักทั่วถึงและเป็นธรรมกันแน่ ?

ย้อนมองเบี้ยยังชีพ “สงเคราะห์” หรือ “รัฐสวัสดิการ”

สำหรับประเทศไทย แม้ในทางวัฒนธรรมเรามักจะเรียกคนที่ชรา หรือผู้อาวุโสที่มีบทบาทเป็นปู่ย่าตายาย ที่อายุอาจยังไม่ถึง 60 ปีว่า “ผู้เฒ่าผู้แก่” แล้ว แต่ในทางกฎหมายเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องระบุกลุ่มประชากรเหล่านี้ให้แน่ชัดเพื่อที่จะนำไปสู่การบริหารจัดการในรูปแบบของรัฐสมัยใหม่

สังคมไทยได้ปรากฏวัยสูงอายุหรือ “วัยเกษียณ” ขึ้นครั้งแรก ในสมัยรัชกาลที่ 5 ตามพระราชบัญญัติเบี้ยบำนาญทหารและข้าราชการพลเรือน ฉบับแรก ระบุว่าให้ข้าราชการได้รับเบี้ยบำนาญหลังจากเกษียณอายุที่ 55 ปี พระราชบัญญัติฉบับนี้ได้รับการแก้ไขเมื่อปี พ.ศ. 2482 กำหนดว่า ข้าราชการพลเรือนและทหารเกษียณอายุ เมื่อมีอายุครบ 55 ปี แต่สามารถต่ออายุการทำงานได้คราวละหนึ่งปี และไม่เกินอายุ 60 ปี ขณะที่คนในอาชีพอื่น ๆ ยังไม่มีกำหนดอายุที่ต้องหยุดทำงาน ซึ่งขณะนั้นประชากรสูงอายุในประเทศยังไม่มากนักและการทำสำมะโนประชากรที่มีประสิทธิภาพ

จากนั้นมีการพยายามจัดทำ “ยอดบัญชีพลเมือง” โดยการจัดตั้งกรมสถิติพยากรณ์ (กลายเป็น “สำนักงานสถิติแห่งชาติ” ในเวลาต่อมา) และได้สำรวจประชากรอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งเปลี่ยนแปลงการปกครอง

ในสมัยรัฐบาล จอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี มีพระราชบัญญัติควบคุมขอทาน พ.ศ. 2484 เพื่อดูแลสงเคราะห์กลุ่มคนยากไร้ คนเร่ร่อนไร้ที่อยู่ และเพื่อรักษาความสงบภายในประเทศ คนเหล่านี้จะได้ไม่ต้องเป็นคนเร่ร่อนทำความเดือดร้อนรำคาญแก่คนอื่น ตลอดจนเผยแพร่แนวคิดรัฐนิยมว่า “การช่วยเหลือ หรือให้เกียรติยสแก่สตรีเพส หรือคนป่วย คนชรา ตามสมควน เป็นหน้าที่ของคนไทย ผู้มีวัธนธัม” จะเห็นได้ว่า “คนชรา” จัดอยู่ในผู้ที่ต้องได้รับการช่วยเหลือ

ต่อมารัฐบาลก็สร้างสถานสงเคราะห์คนชราแห่งแรกที่บ้านบางแค กรุงเทพมหานคร ในปี พ.ศ. 2496 โดยให้กรมประชาสงเคราะห์ดูแลตามนโยบายการจัดสวัสดิการสังคม ช่วยเหลือ สงเคราะห์ขอทานและคนชราที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ ฐานะยากจน ไร้ที่อยู่อาศัย หรือไม่สามารถอยู่กับครอบครัวได้ โดยจัดที่พัก อาหารและให้การรักษาพยาบาล และรับได้ตั้งสถานสงเคราะห์คนชราในส่วนภูมิภาคอื่น ๆ

ในช่วงปี 2500 เข้าสู่กระบวนการทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ ฉบับที่ 1 ทำให้มีการสำรวจสำมะโนประชากรทุกรอบ 10 ปี อย่างไรก็ตาม การสำรวจประชากรสูงอายุโดยเฉพาะนั้น เพิ่งจะเริ่มต้นเมื่อ พ.ศ. 2537, 2545, 2550, 2554 และ 2557 ตามลำดับ แสดงให้เห็นชัดว่า ภาครัฐไม่ได้เจาะจงสำรวจประชากรผู้สูงอายุ เพื่อสร้างระบบสวัสดิการมารองรับกลุ่มคนเหล่านี้แต่เเรก หากแต่บทบาทสวัสดิการของรัฐนั้นขึ้นตรงกับ “กรมประชาสงเคราะห์” ซึ่งทำหน้าที่สงเคราะห์ผู้ยากไร้

ดังนั้น ข้อกฎหมายที่สร้างขึ้นในช่วงเวลาที่ประเทศไทยเข้าสู่สมัยใหม่ ผู้ได้รับ “สวัสดิการ” คือข้าราชการและทหาร ตาม พ.ร.บ.เบี้ยบำนาญฯ เท่านั้น ขณะที่ผู้สูงอายุอื่นที่ได้รับสวัสดิการคือ “ผู้ยากไร้” ดังนั้นแนวคิดในการมองผู้สูงอายุของไทยในยุคแรกเริ่มก็มองว่า ผู้สูงอายุเป็นพวกที่ต้องได้รับการ “พึ่งพิง” หากขาดแคลนก็จะต้องให้การ “สงเคราะห์”

หลังจากประเทศไทยเข้าร่วม “สมัชชาว่าด้วยผู้สูงอายุ” ที่จัดโดยสหประชาชาติ ณ กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรเลีย ในปี 2525 ก็เริ่มมีการพิจารณาเพื่อเตรียมรับมือกับสังคมสูงอายุ และได้จัดทำแผนพัฒนาฯ ประเภทหนึ่งที่เรียกว่า “แผนผู้สูงอายุแห่งชาติ ฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2525-2544)” และเป็นหมุดหมายในการปฏิบัติการเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุในไทยนับแต่นั้นมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการดูแลรักษาสุขภาพหรือด้านสาธารณสุข จนในปี 2534 ได้มีการออกบัตรประจำตัวผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป

ในปี 2535 เริ่มพิจารณานโยบายช่วยเหลือผู้สูงอายุที่ยากจน กระทั่ง พ.ศ. 2536 รัฐบาลจึงออกระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เพื่อช่วยเหลือผู้สูงอายุที่ยากจนในโครงการเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ โดยคัดเลือกผู้สูงอายุที่ยากจนหมู่บ้านละ 3-5 คน และจ่ายเบี้ยยังชีพคนละ 200 บาทต่อเดือน ดำเนินการโดยกรมประชาสงเคราะห์

เมื่อมีการเริ่มต้นแผนผู้สูงอายุแห่งชาติฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2545-2564) ในปี พ.ศ. 2545 เริ่มถ่ายโอนภารกิจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (จากเดิมกรมประชาสงเคราะห์ดูแล) ให้พิจารณาประชากรสูงวัยในเขตพื้นที่ตนที่เข้าข่ายไม่มีหลักประกันรายได้ “ทุกคน” จากเดิมที่มุ่งเน้นการสงเคราะห์ผู้ยากไร้เท่านั้น ต่อมาในปี พ.ศ. 2552 จึงให้จ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุแก่ประชากรสูงวัย “ทุกคน” ในเขตพื้นที่ ที่ไม่ได้รับการช่วยเหลืออื่น ๆ จากรัฐอยู่แล้ว เป็นเดือนละ 500 บาท

ในปี พ.ศ. 2554 เพิ่มแบบอัตราขั้นบันได คือ อายุ 60-69 ปี เดือนละ 600 บาท อายุ 70-79 ปี เดือนละ 700 บาท 80-89 ปี เดือนละ 800 บาท 90 ปีขึ้นไป เดือนละ 1,000 บาท การดำเนินการขึ้นทะเบียนและแจกจ่ายนี้ให้เป็นไปด้วยการบริหารท้องถิ่นเอง ส่วนงบประมาณนั้นเป็นงบประมาณอุดหนุนจากส่วนกลางจ่ายผ่านสภาองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบต่าง ๆ โดยมีสมาชิกสภาท้องถิ่นเป็นผู้ให้การรับรอง

อย่างไรก็ตาม ในปี พ.ศ. 2561-2562 เริ่มมีการปรับปรุงการดำเนินงานโดยกรมบัญชีกลางจะสั่งจ่ายโดยตรงเข้าบัญชีผู้สูงอายุ

ล่าสุด ปี 2566 มีการออกระเบียบคุณสมบัติใหม่ที่ต้องให้แก่ผู้สูงอายุที่มีรายได้ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ จึงทำให้ผู้คนตั้งคำถามว่า ระบบเบี้ยยังชีพจะวนกลับไปที่การ “สงเคราะห์” คนชราเช่นในอดีตหรือไม่อย่างไร ?

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...