โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

'จิรภพ ภูริเดช' นายพลสปอร์ตแมน สร้าง 'เมืองกีฬาสอบสวนกลาง' ปั้นตำรวจสตรองสู่งานคอมพลีต

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 09 พ.ค. 2567 เวลา 02.40 น. • เผยแพร่ 09 พ.ค. 2567 เวลา 02.38 น.

ด้วยวัย 48 ปี ของ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก. คนคุ้นเคยเรียกว่า “พี่ก้อง” นั่งในตำแหน่งผู้นำหน่วย “ตำรวจสอบสวนกลาง” ก้าวสู่ปี 3 นอกจากพัฒนาองค์กรให้มีความทันสมัยทุกด้าน เพื่อให้เป็นไปตามม็อตโต้ “มืออาชีพ เป็นกลาง เคียงข้างประชาชน” แล้ว

สิ่งที่นายพลหนุ่มคนนี้ให้ความสำคัญ คือสมรรถภาพร่างกายที่แข็งแรงของผู้ใต้บังคับบัญชา เพื่อให้มีความพร้อมในการปฏิบัติงานได้ทุกสถานการณ์

โดยเจ้าตัวทำให้เป็นตัวอย่างให้เห็นก่อน จะตื่นมาตีเทนนิสทุกเช้าตั้งแต่ 05.30 น.

ด้วยอานิสงส์ความชอบเล่นกีฬาของนายพลหนุ่ม ทำให้ บช.ก.คว้าแชมป์ถ้วยรวมของการแข่งขันกีฬาสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) บ่อยมาก

และได้พัฒนากองบัญชาการที่ตั้งบนถนนพหลโยธินข้างสวนสนุกแดนเนรมิตเก่า ให้มีสนามกีฬา ทั้งฟุตบอล เทนนิส แบดมินตัน และฟิตเนส ที่ทันสมัย

“ผมเรียกว่าเมืองตำรวจสอบสวนกลาง ได้ทำสนามกีฬาขึ้นเพื่อให้เป็นสวัสดิการตำรวจและครอบครัว คนที่อยู่แฟลตก็ไปทำงาน ลูกเลิกเรียนกลับมาเล่นกีฬา ได้ออกกำลังกาย แทนที่จะไปมั่วสุม ชีวิตอยู่แบบพอเพียง ลงตัวมีความสุข”

พร้อมได้เล่าถึงที่มาหัวใจนักกีฬาของตัวเองว่า ชอบเล่นกีฬาตั้งแต่เด็ก เล่นได้เกือบทุกประเภท แต่ไม่ได้เก่งจนติดทีมชาติ

“สมัยเด็กๆ เล่นกีฬากับเพื่อน ทั้งฟุตบอล ปิงปอง แบดมิดตัน บาสเกตบอล”

“ผมเป็นนักกีฬาเทนนิสของสาธิตปทุมวัน เคยไปแข่งกีฬาในเครือโรงเรียนสาธิต คือสาธิตสามัคคีและแข่งกีฬากับกรมพลศึกษา”

“ตีกอล์ฟด้วย พอดีคุณพ่อคุณแม่ชอบตีกอล์ฟจึงให้ลูกทุกคนไปตีตั้งแต่ ม.1 ม.2 เข้าไปเล่นซึ่งก็พอเล่นได้ จะตีในวันเสาร์อาทิตย์ เป็นแฟมิลี่เดย์ จะเริ่มเล่นกอล์ฟเร็วกว่าเพื่อนๆ หน่อย”

“พอเข้าเตรียมทหารก็อยู่ชมรมเทนนิส แต่ไม่ค่อยมีเวลาซ้อม เพราะเน้นฝึก เรียกว่าแทบทิ้งไปเลย ต่อมาเรียนโรงเรียนนายร้อยตำรวจอยู่ชมรมดาบสากล”

“ผมชอบเล่นกีฬาเป็นทีม เวลาแข่งแล้วมันท้าทายดี เน้นสนุก จะชนะหรือแพ้ก็ไม่ได้เครียด แพ้ก็หัวเราะได้ ชนะหัวเราะได้”

มีทัศนคติส่วนตัวว่า คนเล่นกีฬาส่วนมากจะนิสัยดี ด้วยความที่กีฬาจะสอนให้มีน้ำใจนักกีฬา รู้จักแพ้ รู้จักชนะ รู้จักอภัย และเคารพในกติกา จะเป็นคนที่อยู่ในกรอบ ส่วนมากก็จะเป็นคนดี

การเล่นกีฬาทำให้ร่างกายแข็งแรงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับตำรวจมาก ที่ต้องมีทั้งร่างกายและจิตใจที่มีสมรรถภาพที่ดี มีความพร้อมในการทำงาน ไม่อย่างนั้นวิ่งตามคนร้ายไม่ไหว

ส่วนแนวคิดการสร้างสนามกีฬานั้น เริ่มตอนเป็นสารวัตรสืบสวนท่องเที่ยวที่ภูเก็ต ได้ทำสนามฟุตบอลหลังออฟฟิศที่ทำงาน แล้วไปซื้อโกล์หนูมา ชวนคนในสถานีตำรวจท่องเที่ยวภูเก็ตเตะฟุตบอลกัน

และที่ภูเก็ตฝนตกบ่อย ธรรมดาจะเล่นเทนนิสด้วย แต่สนามไม่ค่อยสะดวก จึงลองเล่นแบดมินตัน จากไม่ค่อยเป็นก็เป็น เล่นอยู่หลายปี ลงสนามตั้งแต่ 18.00-22.00 น.

ภายหลังกลับมาอยู่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) เห็นว่าไม่มีสนามกีฬาเลย จึงมีไอเดียว่าสิ่งแรกที่จะทำคือฟิตเนส ที่ชั้น 8 บก.ป.

เพราะได้มีโอกาสไปดูงานต่างประเทศ เห็นตำรวจเมืองนอกรูปร่างใหญ่ และแข็งแรง แล้วไปเห็นตามโรงพักจะมีฟิตเนสเกือบทุกที่ เลยคิดว่าเป็นสิ่งสำคัญต้องมี

ต่อมาทำสนามบาสเกตบอล ที่ชั้นสามกองปราบฯ เป็นสนามค่อนข้างดีและสวย แล้วสร้างสนามฟุตบอล กีฬาฮิตของตำรวจ และสนามเทนนิส เพราะตัวเองเล่นมาตั้งแต่เด็ก

และทำสนามฝึกยิงปืนโดยปรับปรุงจากห้องประชุมเก่า จำลองสถานการณ์ต่างๆ เพื่อให้ทุกคนได้ฝึกซ้อมให้มีความพร้อม เพราะลงภาคสนามถ้าไม่แม่นก็เป็นอันตรายต่อตัวเองและประชาชน

จึงทำให้ข้าราชการตำรวจและครอบครัวที่อาศัยอยู่ในแฟลต 1,400 ห้องในเมืองสอบสอบสวนกลางแห่งนี้ได้มาใช้ออกกำลังกายเป็นสวัสดิการสำหรับทุกคน

ตอนนี้ “แบดมินตัน” เป็นกีฬาประสบความสำเร็จที่สุด เพราะลูกๆ หลานๆ ตำรวจนิยมเล่นกัน

“ตัวเล็กๆ มาวิ่ง มาซ้อมกันในตอนเย็น น่ารักมาก สนามกีฬาเหมือนบ้านหลังที่สอง เห็นแล้วมีความสุข” พล.ต.ท.จิรภพกล่าว

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการสร้างสนามกีฬานั้นเป็นกุศโลบายที่จะสร้างสมรรถภาพร่างกายที่แข็งแรงและสมบูรณ์ให้กับตำรวจ โดยที่ไม่ต้องบังคับให้ออกกำลังกาย และยังได้พักผ่อนหย่อนใจ รวมทั้งสร้างความสามัคคีระหว่างเพื่อนร่วมงาน

เพราะถ้าสุขภาพไม่แข็งแรง เกิดปัญหาในการทำงาน จะวิ่งไล่ตามคนร้าย จะยกปืนยิงก็ไม่ไหว

นอกจากนี้ ยังให้กรมพลศึกษามาทดสอบร่างกายด้วยปีละ 2 ครั้ง ถ้าใครอยู่ภาคสนามแล้วทดสอบไม่ผ่านก็ต้องไปอยู่ฝ่ายอำนวยการ ดังนั้น ถ้ากลัวไม่ผ่านก็ต้องออกกำลังกาย

ดังนั้น สถานที่ที่ทำให้ออกกำลังกายให้มีสมรรถภาพร่างกายแข็งแรงและฝึกยุทธวิธีในการปฏิบัติหน้าที่ ทั้งการยิงปืน รวมทั้งด้านอื่นๆ มีความพร้อม และมีความทันสมัย ที่ได้มอบให้เป็นสวัสดิการอย่างเต็มที่ เพื่อให้ทุกคนใน “เมืองสอบสวนกลาง” มีความรู้สึกดี และอยู่อย่างมีความสุข เวลามีงานที่ต้องทำต่อเนื่องติดต่อกันหลายวัน โดยไม่ได้หลับไม่ได้นอน ร่างกายและจิตใจสู้ไหว

มีความพร้อมที่จะทุ่มเท เสียสละ

อย่างกรณีปฏิบัติการจับกุม “ฉุย รักจันทร์” หรือนายจำรัส รักจันทร์ หรือฉุย อายุ 45 ปี ที่ยิงตำรวจกองปราบฯ เสียชีวิตและบาดเจ็บ ขณะปิดล้อม อ.เขาชัยสน จ.พัทลุง เมื่อ 9 มีนาคม 2565 แล้วหลบซ่อนตัว หนีมากบดานย่านมหาวิทยาลัยรามคำแห่ง ในที่สุดจนมุม ใช้เวลา 16 วัน จับได้ยกแก๊งนั้น ถือเป็นงานที่ต้องร่วมมือร่วมใจกัน

ซึ่งคนร้ายกลุ่มนี้มีความฉลาด ขนาดมีรถนำและปิดท้าย เปลี่ยนทะเบียนระหว่างทาง เปลี่ยนเสื้อผ้า เพราะได้เรียนรู้จากการเข้าออกคุกหลายรอบ

ตำรวจต้องใช้ทั้งคน ใช้ทั้งเทคโนโลยี ลงพื้นที่เกือบ 200 นาย และประจำอยู่ที่ศูนย์ REAL-TIME CRIME CENTER (RTCC) 50 นาย ทำหน้าที่เป็นทั้งตา และมันสมอง รวบรวมข้อมูลวิเคราะห์ข้อมูลตลอด 24 ชั่วโมง ต้องขนหมอนผ้าห่มกันเลย ซึ่งทุกคนพร้อมใจช่วยกันจนงานลุล่วง

ทั้งหมดคือบทพิสูจน์ เมื่อกายและใจพร้อม สามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างเต็มที่ สำเร็จตามความมุ่งหมาย

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘จิรภพ ภูริเดช’ นายพลสปอร์ตแมน สร้าง ‘เมืองกีฬาสอบสวนกลาง’ ปั้นตำรวจสตรองสู่งานคอมพลีต

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...