โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

คนตกสีที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง : ‘หน้าแข้ง’ เป็นของท่าน ‘นิติรัฐ’ (ไม่น่าจะ) เป็นของเรา

MATICHON ONLINE

อัพเดต 06 มี.ค. 2567 เวลา 06.47 น. • เผยแพร่ 06 มี.ค. 2567 เวลา 06.16 น.

ญาติผู้ใหญ่ท่านหนึ่งได้ถามผมในครั้งที่ไปเยือนประเทศสวิตเซอร์แลนด์ด้วยกันว่า “ทำไมคนที่นี่เขาเคารพกฎหมาย กติกาสังคม มีระเบียบวินัย และตรงต่อเวลา สิ่งที่เป็นเหมือนนิสัยประจำชาตินี้เกิดจากอะไร”

ข่าวดังเรื่อง “ฝรั่งรำเท้า” ใส่คุณหมอท่านหนึ่งที่ภูเก็ตเรียกให้ผมนึกถึงบทสนทนาดังกล่าวนั้น ในขณะที่ตอนนี้สถานการณ์บานปลายไปอย่างที่ค่ำวันอาทิตย์ที่แล้วก็ยังเดาไม่ถูกว่าตอนจบฝรั่งผู้นั้นได้รับบทเรียนจากการกระทำของเขาสถานใด

“ฝรั่ง” ที่ว่านั้นก็เป็นชาวสวิส สัญชาติเดียวกับที่ผู้ใหญ่ท่านนั้นเชื่อว่ามีนิสัยประจำชาติที่ “เคารพกฎหมาย กติกาสังคม มีระเบียบวินัย และตรงต่อเวลา” นั่นเอง

ในตอนนั้น ผมตอบผู้ใหญ่ท่านนั้นไปว่า โดยส่วนตัวแล้วไม่เชื่อเรื่องนิสัยประจำเชื้อชาติว่าจะมีติดตัวไปตามพาสปอร์ต เพราะเชื่อว่าหากให้คนชาติใดก็ตามไปอยู่ในสภาวะแวดล้อมสังคมอื่นนานพอ เขาก็จะค่อยๆ ละทิ้งคุณลักษณะที่เราเชื่อกันว่าตกทอดมาโดยเชื้อชาตินี้ไปได้ในเวลาไม่กี่ปี และกลายไปมีพฤติกรรมตามสังคมและสภาวะแวดล้อมใหม่นั้น

ไม่ผิดกับที่หลายท่านน่าจะมีประสบการณ์ว่า ชาวต่างชาติที่เราเคยเชื่อว่ามี “นิสัยประจำชาติ” บางอย่างในทางเรียบร้อยน่ารักบางคน หากว่าเมื่อเขาหรือเธอได้มาใช้ชีวิตในประเทศไทย แบบที่เข้ามาอยู่คลุกคลีตีโมงในสังคมกับสังคมชาวไทยเข้าจริงๆ แล้ว ไม่ว่าจะเป็นคนญี่ปุ่น สวิส เยอรมัน ก็เป็นอันกลายเป็นคนยืดหยุ่นอะลุ้มอล่วย หรือหนักข้อก็อีเหละเขละขละไปได้ หรือแม้แต่กลายเป็นคนพาลเกเรเหมือนฝรั่งในข่าวรายนั้น

ในทางกลับกันสำหรับ“คนไทย” ที่หลายท่านอาจจะรู้จักบางคน หรือแม้แต่บางท่านเองที่ได้มีนิสัยบางอย่างเปลี่ยนไปเมื่อไปใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศ เช่น บางคนกลายเป็นคนที่ตรงต่อเวลาเพราะต้องใช้ชีวิตตามตารางยานพาหนะขนส่งมวลชน หรือใครที่ไปอยู่ในประเทศที่มีระบบการแยกทิ้งขยะที่เข้มงวดก็ยังติดนิสัยการแยกขยะอยู่ในความทรงจำของกล้ามเนื้อและระบบประสาทโดยที่สมองไม่ต้องเหมือนคนในประเทศนั้นชาตินั้นอยู่จนถึงตอนนี้เลยก็มีเช่นกัน

ทั้งหมดนี้อาจจะพอจะพิสูจน์ได้บ้างว่า สิ่งที่เรียกว่า“นิสัยประจำชาติ” หรือค่าปริยายที่มนุษย์จะได้มาพร้อมกับการเกิดมาเป็นคนสัญชาติไม่น่าจะมีอยู่จริง

เพราะการตอบสนองหรือการตัดสินใจทำหรือไม่ทำในรูปแบบเดียวกันนานเข้าก็จะหล่อหลอมกลายเป็นพฤติกรรมและนิสัย และการที่มนุษย์เราจะทำหรือไม่ทำ หรือมีพฤติกรรมหรือตอบสนองอย่างไรต่อเรื่องใดนั้น ถ้าไม่ใช่เรื่องใหญ่โตระดับที่กระทบกระเทือนในระดับจิตวิญญาณหรือคุณค่าทางจริยธรรมของแต่ละบุคคลแล้ว กลไกการตัดสินใจโดยทั่วไปของมนุษย์ที่ระบบตรรกะทำงานเป็นปกติอยู่นั้นก็แสนจะธรรมดาตรงไปตรงมา คือ เราจะ“ชั่งใจ” ว่า ผลที่จะเกิดขึ้นหรือน่าจะเกิดขึ้นจากการกระทำใดนั้น ส่วนที่จะเป็นประโยชน์สุขมีน้ำหนักมากกว่าหรือน้อยกว่าโทษทุกข์ที่จะเกิดหรืออาจเกิดขึ้น หากด้านประโยชน์มากกว่าก็ทำ หากด้านโทษมากกว่าก็ไม่ทำ ง่ายๆ แค่นี้เอง

ถ้าเราอยู่ในประเทศหรือเมืองที่มีระบบขนส่งมวลชนที่มาตามตารางตรงเวลาแบบมีความคลาดเคลื่อนเพียงหลักวินาที ในที่สุดคนที่ต้องเดินทางประจำในเมืองนั้นก็จะพบว่า การเดินทางกับขนส่งมวลชนในวันทำงานที่ไปถึงแล้วเริ่มงานได้กำลังดีไม่เร็วเกินไปจนเปล่าประโยชน์หรือใกล้เวลาเข้างานเกินจนกระหืดกระหอบ คือการขึ้นรถเที่ยวที่ออกจากสถานีใกล้บ้านในเวลาเท่าไร เราก็จะเริ่มตื่นในเวลาที่เมื่อทำกิจวัตรประจำวันแล้วจะเดินทางไปถึงทันเวลาที่จะขึ้นรถเที่ยวนั้นได้พอดี ในที่สุดเวลานั้นก็จะเป็นเวลาตื่นของเราในวันทำงาน จากนั้นรวมกับเรื่องอื่นๆ ก็จะหล่อหลอมให้เราเป็นคนใช้ชีวิตตรงเวลา เช่นเดียวกับการทิ้งขยะโดยไม่แยกให้ถูกต้องตามวันคือการต้องทนอยู่กับกองขยะเดิมรวมกับขยะใหม่ไปอีกสัปดาห์ เราก็จะได้ทักษะนิสัยในการแยกขยะทิ้งตามวันที่กำหนดซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการใช้ชีวิตขึ้นมา ส่วนการไม่แยกขยะนั้นเป็นพฤติกรรมให้โทษที่เราจะไม่ทำอีก

แต่ในทางกลับกัน หากคนที่ถูกหล่อหลอมปลูกฝังในสังคมเช่นนั้นมาก่อนแล้ว ต่อมาย้ายไปอยู่ในเมืองหรือสังคมที่พฤติกรรมหรือการกระทำนั้นไม่ได้เป็นประโยชน์อีกต่อไป จะออกจากบ้านเวลาไหนก็ไม่รับประกันว่าจะได้ขึ้นรถเมล์เวลาใด หรือแยกขยะไปสุดท้ายเขาก็เทรวม หรือถึงไม่เทรวม แต่การไม่แยกขยะก็ไม่ได้มีสภาพบังคับอะไร ต่อให้ไม่แยกไปเขาก็ยังเก็บให้อยู่ดี นัดประชุมงานกับคนไทยเวลา 9 นาฬิกา กว่าจะเข้าวาระจริงจังเข็มนาฬิกาก็เลยเลข 10 ไปแล้ว เมื่อนานไป การตื่นเช้าและมีกิจวัตรออกจากบ้านตรงเวลา หรือการแยกขยะก็เป็นพฤติกรรมที่ไม่มีประโยชน์ที่จะทำ เพราะเมื่อไม่ทำก็ไม่ก่อความเสียหายหรือเป็นโทษอย่างไร ก็ไม่แปลกที่หลายคนที่มาอยู่เมืองไทยจะกลายเป็นคนไม่ตรงต่อเวลาหรือเสียความสามารถในการแยกขยะชั่วคราวได้เมื่อกลับไปที่ประเทศบ้านเกิด

เรื่องนี้ก็สัมพันธ์กับ“นิติรัฐ” ที่ถือหลักการปกครองโดยกฎหมายซึ่งทุกคนจะต้องถูกบังคับใช้โดยบทบัญญัติแห่งกฎหมายลายลักษณ์อักษรที่บัญญัติไว้แล้วอย่างชัดเจนเสมอหน้ากันด้วย นั่นคือหากผู้ใดกระทำการใดที่กฎหมายกำหนดไว้ว่าจะต้องได้รับผลอย่างไร หากไปกระทำการหรือเข้าเงื่อนไขนั้นไม่ว่าจะเป็นใครมีสถานะทางสังคมหรือฐานะอย่างไรก็จะต้องได้รับผลอย่างเสมอหน้ากัน ต่อให้เป็นผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ที่ทำรายได้ให้ประเทศเป็นหลักพันล้านมาแล้วหลายเรื่อง แต่ถ้าหลอกให้เด็กนักเรียนมัธยมต้นถ่ายภาพลามกอนาจารก็มีความผิดและต้องได้รับโทษไม่ต่างจากชายไร้งานที่หมกมุ่นอยู่กับโลกสองมิติอยู่ในบ้านที่ทำเรื่องอย่างเดียวกัน หรือถ้าบริเวณใดไม่สามารถปลูกสร้างบ้านที่พักอาศัยส่วนตัวได้ก็จะไม่มีใครที่สร้างได้ทั้งสิ้นไม่ว่าจะมีเงินมากเงินน้อยเท่าใด

แล้วมันเกี่ยวด้วยหรือที่ว่า “ระเบียบวินัย” ของสังคมจะต้องมาคู่กับ “นิติรัฐ” ของชาติประเทศ เอาเข้าจริงทั้งสองมีส่วนที่เชื่อมโยงแตะกันบ้างคือเป็นวิถีการควบคุมผู้คนในสังคมทั้งคู่ และในบางเรื่องก็มีส่วนเสริมกัน เช่น ประเทศที่มีนิติรัฐ การเมาแล้วขับจะมีโทษตามกฎหมายและมาตรการเพื่อความปลอดภัยที่รุนแรงเข้มงวดเพียงพอที่จะไม่มีใครกล้าฝ่าฝืน ก็จะก่อร่างให้เกิดเป็นระเบียบของสังคมให้คนที่ดื่มเหล้าจะไม่พยายามขับรถ หรือหากไปเที่ยวกันเป็นหมู่คณะก็ต้องกำหนดตัวคนขับรถที่จะเป็นคนไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เอาไว้ แต่ถึงอย่างนั้นกลไกทั้งสองกลไกนี้ก็ไม่ได้มีผลต่อกันโดยตรงเสียทีเดียวนักเพราะระเบียบวินัยในสังคมสั้นส่วนใหญ่ไม่ได้มีสภาพบังคับตามกฎหมาย ดังนั้นก็เป็นไปได้ที่จะมีประเทศที่พลเมืองมีระเบียบวินัยที่ดีแต่ไร้นิติรัฐโดยสิ้นเชิง ถึงอย่างนั้นก็นึกไม่ออกว่าหลักการที่ไม่สอดคล้องกันนั้นจะไปด้วยกันหรืออยู่ร่วมกันได้อย่างไร ใครจะต่อแถวเข้าคิวรอติดต่อราชการได้ในประเทศที่รู้อยู่ว่ามีคนกลุ่มที่เรียกเจ้าหน้าที่ของรัฐไปทำให้ได้ถึงบ้าน ต่อให้มี (ซึ่งยังนึกตัวอย่างประเทศแบบนี้ไม่ออก) ระบบแบบนี้จะยั่งยืนไปได้แค่ไหน

ในประเทศที่ปกครองและผู้คนเคารพหลักนิติรัฐ หากผู้ใดจะเลือกใช้หน้าแข้งกระทบร่างกายผู้อื่นโดยเจตนาประสงค์ต่อผล หรือเล็งเห็นผลก็จะได้รับโทษตามกฎหมายทั้งในทางอาญาฐานทำร้ายผู้อื่นไม่เป็นอันตรายแก่กายที่มีบัญญัติไว้โดยชัดเจนว่าจะต้องจำคุกนานเพียงไรหรือปรับเป็นเงินเท่าไร รวมถึงมาตรการคุมประพฤติเพื่อความปลอดภัยของสังคม ทั้งนี้ ยังไม่รวมถึงมาตรการเชิงสังคมต่างๆ เช่น การมีประวัติว่าเป็นบุคคลอันธพาล หรือเคยใช้ความรุนแรงโดยไม่มีเหตุอันควรซึ่งจะเป็นข้อพิจารณา หากเขาเสนอตัวเข้าทำงานในตำแหน่งสำคัญใดๆ ทั้งหมดนี้คือราคาที่จะต้องตระหนักให้ดีก่อนที่ใครจะเล่น “ฝรั่งรำเท้า” เข้าแผ่นหลังหรือร่างกายใส่ผู้อื่น ไม่ว่าจะโดยเหตุผลหรือข้ออ้างใดก็ตาม

ตามรูปเรื่อง ลุงฝรั่งผู้นั้นคงเป็นคนขี้รำคาญ ไม่ชอบให้ใครมานั่งยุ่มย่ามอยู่หน้าบ้านตัวเองซึ่งเป็นวิลล่าไม่มีรั้วรอบขอบชิด เฉพาะท่อนนี้ยังพอเข้าใจได้ แต่เรื่องที่ทำไมเขาถึงเลือกที่จะใช้เท้าสัมผัสเข้ากับแผ่นหลังของผู้ที่บังอาจมานั่งในบริเวณที่เขาเชื่อว่าเป็นเขตบริเวณบ้านของเขา (ซึ่งมาปรากฏตามกฎหมายแล้วว่าไม่ใช่) ได้โดยไม่ยำเกรงกฎหมายก็คงเป็นเพราะนิสัยอันธพาล หนำซ้ำกลับเชื่อว่าด้วยอำนาจรัฐแล้วเขาเป็นฝ่ายที่จะดำเนินคดีเอาผู้เสียหายไปติดคุกตะรางได้ อ้างถึงว่ารู้จักกับ“นายตำรวจใหญ่” ด้วยว่าลูกติดภรรยาของเขาเป็นตำรวจ อันนี้ต่างหากที่เริ่มเลยเถิดไป อีกทั้งโดยพฤติกรรมต่างๆ ที่ถูกขุดขึ้นมาภายหลังของเขาก็ปรากฏว่าเขาก็ได้อ้างเรื่องการ “รู้จักตำรวจใหญ่” นี่แหละ

ทำให้ชายฝรั่งชาวสวิส สัญชาติแห่งประเทศที่เราเชื่อว่าผู้คนเคร่งครัดเคารพกฎเกณฑ์และกฎหมายนั้น ไม่จำเป็นต้องรักษานิสัยประจำชาติเช่นนั้นเมื่ออยู่ในประเทศไทย เพราะเขาอาจจะได้มาอยู่ในสภาวะแวดล้อมของการ “ยกเว้นการใช้หลักนิติรัฐ” เฉพาะรายให้แก่ตัวเองอย่างเคยตัว โดยอำนาจเงินหรือสายสัมพันธ์กับเจ้าหน้าที่ของรัฐตามที่อ้าง จนไม่เห็นประโยชน์ที่จะต้องแยแสต่อกฎหมายไทยเหมือนตอนอยู่ที่ประเทศบ้านเกิดของเขาไปแล้ว จนทำให้เขากลายเป็นบุคคลอันธพาลตามข่าวที่ปรากฏออกมาทั้งในข่าวคุณหมอและเรื่องราวที่เขาก่อขึ้นก่อนหน้านี้หรือไม่

อันนี้อาจจะคล้ายกับคนญี่ปุ่นที่อยู่ประเทศไทยมาเป็นเวลานานบางคนสารภาพกับรายการโทรทัศน์ว่าลืมวิธีแยกขยะเพราะมาอยู่ในประเทศที่ไม่เคร่งครัดกับเรื่องนี้นานเกินไป

ในที่สุดการไม่เคารพต่อ “นิติรัฐ” นี้ก็กลับมาเป็น“ราคา” ให้เขาต้องชดใช้หนักหนาเกินคาดการณ์ไว้หลายเท่า เกินกว่าโทษอาญา มาตรการคุมประพฤติ หรือแม้แต่มาตรการทางสังคมที่อาจจะได้รับหากเรื่องนี้เกิดขึ้นที่ประเทศที่เขาเคยเกิดและเติบโตด้วยซ้ำ เพราะในวันนี้เพื่อเป็นการ“รักษาหน้า” เจ้าหน้าที่ของรัฐพร้อมขุดคุ้ยพฤติกรรมทุกอย่างของเขาที่อาจเป็นความผิดตามกฎหมายมาเพื่อดำเนินคดี แถมยังถูกมาตรการทางสังคมในระดับที่เกือบๆ เป็นการบูลลี่ พื้นที่หน้าบ้านของเขาในส่วนที่เป็นทางสาธารณะนั้นกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวของผู้คนเป็นร้อยต่อวัน ถูกคนในพื้นที่ ซึ่งเขาเคยเหยียดว่าเป็น Local Thai ชุมนุมรวมตัวกันเพื่อขับไล่ จนล่าสุดก็มีการเปรยจากคนระดับรัฐมนตรีว่าอาจจะพิจารณาเพิกถอนการอนุญาตให้อาศัยอยู่ในราชอาณาจักรได้ ซึ่งมันเกินกว่าสัดส่วนของการที่ใครคนหนึ่งทำร้ายร่างกายผู้อื่นโดยไม่เป็นอันตรายแก่กายไปหลายเท่านัก

ราคาหนึ่งของการสละทิ้ง “นิติรัฐ” เพื่อเลือกใช้อภิสิทธิ์เหนือผู้อื่นและไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย คือการบอกลา “ความมั่นคงแน่นอนแห่งนิติฐานะ” และการที่จะได้รับการปฏิบัติตามหลักความได้สัดส่วนหรือความพอสมควรแก่เหตุไปด้วยในตัวนั่นเอง

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : คนตกสีที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง : ‘หน้าแข้ง’ เป็นของท่าน ‘นิติรัฐ’ (ไม่น่าจะ) เป็นของเรา

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...