โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ฉันเกิดใหม่เป็นหลานสาวชาวนายุค60

นิยาย Dek-D

อัพเดต 21 เม.ย. 2567 เวลา 14.46 น. • เผยแพร่ 21 เม.ย. 2567 เวลา 14.46 น. • เฟยเทียน
ในช่วงที่หญิงสาวกำลังรู้สึกสิ้นหวังในชีวิต เธอได้ช่วยชีวิตหญิงชราคนหนึ่งเอาไว้ นับตั้งแต่วันนั้นชีวิตของเธอก็เปลี่ยนไปตลอดกาล

ข้อมูลเบื้องต้น

ชี้แจง

นิยายเรื่องนี้เกิดจากจินตนาการของผู้เขียน ดังนั้น ชื่อตัวละคร รวมถึงเหตุการณ์และเมืองเป็นเรื่องที่สมมุติขึ้นทั้งสิ้น ทั้งนี้ทั้งนั้นหากมีความผิดพลาดประการใดผู้เขียนก็ต้องขออภัยมา ณ โอกาสนี้ด้วยนะคะ สุดท้ายนี้ขอนักอ่านได้โปรดเมตตาหนูน้อยฟางซินด้วยนะคะ ขอขอบพระคุณล่วงหน้าค่ะ

โชคร้ายนี้เป็นของฟางซิน?

“คุณฟาง นับตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไปคุณไม่ต้องมาทำงานแล้วนะ เนื่องจากบริษัทมีการลดจำนวนพนักงานตามนโยบาย และผมต้องขอแสดงความเสียใจด้วยที่คุณเป็นหนึ่งในนั้น ส่วนซองนี้เป็นเงินค่าชดเชยผมหวังว่าคุณจะหางานใหม่ได้ในเร็ววัน” น้ำเสียงของชายวัยกลางคนผู้เป็นหัวหน้า ยังคงดังก้องในหัวของหญิงสาววัยยี่สิบห้าปี

นามของเธอคือฟางซิน ในขณะที่หญิงสาวกำลังเดินอย่างไร้เรี่ยวแรงไปตามริมทางเท้า

หลังจากเดินออกจากบานประตูกระจกหมุนซึ่งเป็นที่ทำงานของตนมาตลอดระยะเวลาสามปี

(เหอะ! ลดพนักงานลงตามนโยบายอย่างนั้นหรือ งี่เง่าสิ้นดี ไล่ฉันออกก็มีคนมาเสียบต่อทันทีอย่างนี้เขาเรียกว่าลดตรงไหน ประเทศนี้มันเป็นอะไรกันคนไม่มีเส้นสายมักจะถูกรังแกอยู่เสมออย่างนั้นหรือ) หญิงสาวคิดในระหว่างที่เดินไปด้านหน้าอย่างไร้จุดหมาย

ใบหน้าห่อเหี่ยวของเธอ มองซองสีขาวยับยู่ยี่ในกำมือแน่น (เงินชดเชยสามเดือนแลกกับการปิดปากไม่ให้ฉันไปร้องเรียน จะว่าคุ้มก็ไม่เชิง จะว่าไม่คุ้มก็ไม่ใช่อีกเหมือนกัน ถ้าเป็นคนอื่นคงได้ประท้วงไปแล้ว แต่ใครใช้ให้คนนั้นเป็นฉันกันล่ะ

อยู่ตัวคนเดียวญาติพี่น้องไม่มี ชีวิตเด็กกำพร้าที่ปากกัดตีนถีบมาตลอดมันก็ต้องดิ้นกันต่อไปละนะ เอาเถอะในเมื่ออยู่เมืองใหญ่ไม่ได้ก็ไปอยู่เมืองอื่นก็แล้วกัน) หญิงสาว คิดเรื่อยเปื่อยในขณะที่สองเท้าเดินไปยังจุดรอรถประจำทางเบื้องหน้า

แต่แล้วสายตาของเจ้าตัวก็มองเห็นหญิงชราท่าทางงก ๆ เงิ่น ๆ เดินอยู่ตรงทางข้ามแยก ซึ่งอีกไม่นานสัญญาณไฟจะเปลี่ยนสี “แย่แล้ว!”

ฟางซิน ไม่มีความลังเลแม้แต่น้อยในการวิ่งไปช่วยหญิงชราคนนั้น “คุณยาย!” เธอตะโกนขึ้นจนสุดเสียง เมื่อมองเห็นรถยนต์คันหนึ่งพุ่งตรงไปยังร่างของผู้ที่ตนกำลังจะเข้าไปช่วยเหลือ

ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกันกับที่รถคนนั้นกำลังจะชนเข้ากับร่างของหญิงชรา ฟางซินก็ได้ผลักร่างกายผอมบางของหญิงคนนั้นให้พ้นรัศมีของพญามัจจุราชไปได้อย่างฉิวเฉียด

แต่ทว่าผู้โชคร้ายนั้นกลับเป็นตัวของฟางซินเองที่เป็นผู้มารับเคราะห์แทนในครั้งนี้

ร่างของหญิงสาว ลอยละลิ่วราวว่าวขาดออกจากเชือกก่อนที่จะตกกระแทกลงกับพื้นถนน เสียงผู้คนกรีดร้องไม่ได้เข้าหูผู้กำลังนอนมองท้องฟ้าด้วยดวงตาพร่ามัว

“เจ็บ อย่างน้อยฉันก็ได้ทำความดีก่อนตายล่ะนะ” ถ้อยคำพึมพำแผ่วเบาผสมกับเลือดสีแดงสดก่อนดวงตาของหญิงสาวจะปิดลงตลอดกาล

วิญญาณของฟางซินมองสภาพแสนอเนจอนาถของตัวเอง ด้วยความรู้สึกชวนอดสู

“ความโชคร้ายนี้ช่างเป็นของฉันฟางซินคนนี้จริง ๆ ถูกเชิญออกจากงานยังไม่พอ มาช่วยคนข้ามถนนก็มาโดนรถชนตายสภาพดูไม่ได้ อ๊ะ! ว่าแต่คุณยายที่เราช่วยไว้ไปไหนแล้ว”

วิญญาณของฟางซินหันซ้ายแลขวา แต่แล้วก็ต้องสะดุ้ง เมื่อจู่ ๆ มีมืออันเย็นเยียบของใครบางคนจับหัวไหล่ของเธอจากทางด้านหลัง

“มองหาฉันอยู่หรือแม่หนู ขอบใจนะที่ช่วยฉันเอาไว้ โดยไม่ห่วงชีวิตตัวเอง” น้ำเสียงของผู้พูดไม่คล้ายกับหญิงชราเฉกเช่นรูปลักษณ์ทำให้ฟางซินหัวคิ้วชนกันด้วยความสงสัย

“เธอนี่ตลกดีนะ ฉันนึกว่าจะแปลกใจเสียอีกที่เห็นฉันในสภาพเช่นนี้แต่ทว่ากลับสงสัยในน้ำเสียงของฉันแทน”

(อุ๊ต๊ะ! คุณยายอ่านใจเราได้ด้วย) เจ้าตัวคิด

“ฉันไม่ได้อ่านใจได้หรอก เพียงแต่ใบหน้าของเธอมันฉายชัดออกมาต่างหาก”

ฟางซินยิ้มแหย ก่อนที่จะพูดขึ้นด้วยความเสียใจ เนื่องจากเจ้าตัวคิดว่าเธอไม่สามารถช่วยหญิงชราเอาไว้ได้นั่นเอง “หนูขอโทษนะคะ ที่ไม่สามารถช่วยคุณยายเอาไว้ได้”

“ไม่ใช่ความผิดของเธอหรอก ความจริงแล้วรถคันนั้นมองไม่เห็นฉันตั้งแต่แรกแล้ว โน ๆ เธออย่ามองฉันแบบนั้นสิ ฉันไม่ใช่วิญญาณหาตัวตายแทนอย่างที่เธอคิดนะ ฉันเป็นเทพต่างหาก และกำลังมองหาผู้ที่มีชะตาต้องกันไปรับทำหน้าที่บางอย่าง

ซึ่งบังเอิญว่าเป็นเธอที่มาช่วยฉันเอาไว้และมีคุณสมบัติตามที่ฉันต้องการ” ฟางซิน นิ่งฟังหญิงชราก่อนที่เธอจะเริ่มรู้สึกไม่ค่อยดี

“คุณยายคะ การที่จะหาใครสักคนให้ทำหน้าที่แทน ฉันคิดว่าอย่างน้อย ๆ คุณยายก็ควรถามความเห็นของเขาก่อนไหมคะ ไม่ใช่ว่าจะมาทำแบบนี้และดูสภาพศพของฉันสิแหลกเหลวไปทั้งร่างหาดีไม่ได้เลย แถมซ้ำผู้คนยังลือกันไปอีกว่าฉันฆ่าตัวตาย” วิญญาณสาวกล่าวตัดพ้อ

“เธออย่าได้โทษฉันเรื่องนี้เลย ความจริงคือเธอนะดวงชะตาขาดแล้วเพียงแต่ว่าได้มาเจอเข้ากับฉัน จึงทำให้ยังไม่มีใครมารับต่างหาก แต่ถ้าหากเธอไม่รับข้อเสนอพวกเขาก็คงจะต้องมารับวิญญาณของเธอในไม่ช้านี่แหละ” เทพในร่างหญิงชรากล่าวตามจริง

“จริงหรือคะ แต่ฉันยังไม่ทันได้ใช้เงินที่ได้มาเลยนะ เฮ้อ! คิดแล้วก็เศร้าแปลก ๆ” ฟางซิน ถอนใจอย่างเสียดาย

“ไม่ต้องเสียดายไปหรอก เพราะหากเธอรับข้อเสนอของฉัน เงินรวมถึงความโชคดีจะมีต่อเธอดั่งสายน้ำไหลทีเดียว” เทพ ในร่างหญิงชรากล่าวชวนเชื่อ โดยที่เจ้าตัวปิดบังความจริงไว้กึ่งหนึ่ง

“จะมีสิ่งดี ๆ อย่างนี้จริงหรือคะ ไม่ใช่ว่าคุณยายจะคุยโวให้ฉันรับปากหรอกนะ” ฟางซิน หรี่ตามองผู้พูดด้วยแววตาเคลือบแคลง

“ฉันจะหลอกทำไม อีกอย่างเธออยากมีครอบครัวไม่ใช่หรือ โลกใบนั้นมีครอบครัวของเธอด้วยนะ เป็นอย่างไรเริ่มสนใจขึ้นมาบ้างหรือยัง”

ฟางซิน นิ่งเงียบอย่างใช้ความคิดไปชั่วขณะหนึ่ง ความคิดของเธอเริ่มที่จะเอนเอียงไปทางคำว่าครอบครัว ซึ่งตลอดทั้งชีวิตตั้งแต่เกิดมาจนตกตายไม่เคยได้สัมผัสเลยสักครั้ง

“แล้วหน้าที่นั้นคืออะไรหรือคะ”

“เมื่อถึงเวลาเธอจะรู้เอง แต่ฉันรับรองได้ว่าไม่เกินความสามารถของเธอหรอก และฉันจะยังมีของแถมให้ด้วยว่าอย่างไรเวลาไม่คอยท่า หากฉันไม่ส่งเธอไปเกิดใหม่ในตอนนี้เขาจะไม่ยอมแล้วนะ”

“ตกลงค่ะ” ฟางซินตอบ หลังจากเห็นท่าทางอันร้อนรนของหญิงชรา “เป็นคำตอบที่ฉลาดมาก ฉันข้าอวยพรให้เธอโชคดี ของแถมจะปรากฏเมื่อเธอมีอายุได้หนึ่งปีจำไว้นะจงใช้สติและสิ่งที่ได้ไปให้คุ้มค่าล่ะ เอาไว้ค่อยพบกันใหม่ในภายหลัง”

จบคำของเทพผู้อยู่ในรูปลักษณ์ของหญิงชรา ร่างวิญญาณของฟางซินก็ถูกท้องฟ้าเบื้องบนดูดกลืนเข้าไป

โดยที่เจ้าตัว ไม่ได้รู้เลยว่าตัวเองกำลังจะต้องไปเกิดยังยุคแห่งความอดยากและที่สำคัญมากกว่านั้นก็คือเป็นยุคแห่งประวัติศาสตร์ที่กำลังจะเกิดขึ้นอีกด้วย

สายลมเย็นของการเริ่มต้นฤดูใบไม้ผลิ ได้นำพาความสดชื่นให้กับผู้คนใช้แรงในขณะที่กำลังนั่งพักอยู่ใต้ร่มเงาไม้ใหญ่

จู่ ๆ หญิงสาวคนหนึ่งก็เริ่มรู้สึกเจ็บท้องคลอดขึ้นมาอย่างกะทันหัน “โอ๊ย! มะ..แม่ฉันเจ็บท้อง” น้ำเสียงกระท่อนกระแท่นดังออกมาจากริมฝีปากขาวซีดของลูกสะใภ้คนที่สาม

ทำให้หญิงวัยกลางคนรีบลุกขึ้นเดินมาทางหล่อนด้วยความร้อนใจ

และเมื่อนางเห็นท่าไม่ดี จึงได้ตะโกนเรียกให้หลานชายคนโตวัยหกขวบไปตามลูกชายคนที่สามที่ยังอยู่ในแปลงนา

“ต้าซวน รีบไปเรียกพ่อเร็ว ส่วนเอ่อห่าวรีบไปบอกป้าสะใภ้สองให้ไปตามหมอตำแยสี่มาเร็วเข้า แม่พวกแกกำลังจะคลอดน้อง”

เด็กชายผู้มีใบหน้าคล้ายกันรีบวิ่งออกไปทำตามคำสั่งผู้เป็นย่าด้วยความรวดเร็ว

“พ่อ! แย่แล้วแม่จะออกน้อง” เด็กชายวัยหกขวบ ตะโกนไปพลางวิ่งไปพลาง “แกว่าอะไรนะ” ชายหนุ่ม ผู้อยู่ห่างออกไปตะโกนกลับมาเมื่อได้ยินไม่ชัดเจน

“แม่จะออกน้อง” กู้ซีซวนหรือต้าซวนรวบรวมพละกำลังเท่าที่ทำได้ตะโกนตอบกลับ

เด็กชายงอตัว เอามือกุมเข่าท่าทางคล้ายหมดแรง กู้ซานไห่เมื่อสองหูได้ยินอย่างชัดเจน สองเท้าของเขารีบสาวเท้าเดินลุยดินโคลนมาทางบุตรชายคนโตอย่างเร่งรีบ

“มีใครไปตามป้าสี่หรือยัง” เขาถามเมื่อเดินขึ้นจากแปลงนามาได้ พร้อมกับอุ้มบุตรชายขึ้นเข้าเอว “น้องรองไปตาม” น้ำเสียงของเด็กน้อยยังคงหอบเนื่องจากเจ้าตัววิ่งมาไกล

“แกจับตัวพ่อดี ๆ นะ” หลังซานไห่กล่าวจบ เจ้าตัวก็ออกแรงวิ่งทำให้บุตรตัวน้อยหัวสั่นหัวคลอนไปตามการเคลื่อนไหวของผู้เป็นพ่อสองแขนผอมบางโอบรอบคอของผู้เป็นพ่อแน่นด้วยกลัวตนเองจะตกลงไปยังพื้นดินแข็งเบื้องล่าง

“ซานไห่ มาแล้ว แม่แกพาเมียเข้าไปภายในห้องพักของหัวหน้าหน่วยผลิตแล้ว แกรีบไปดูเถอะ” หญิงวัยเดียวกับมารดารีบบอกชายหนุ่มรุ่นลูกอย่างหวังดี

ซ่านไห่ ยังไม่ทันปล่อยลูกน้อยสองเท้าของเขาก็วิ่งมายังเรือนกระต๊อบที่สร้างขึ้นมาอย่างหยาบเพื่อให้หัวหน้าหน่วยได้พักเป็นการชั่วคราว

“พี่รอง เมียกับแม่ของผมล่ะ” เมื่อสองตาไม่เห็นเมียกับแม่เจ้าตัวจึงได้ถามเอากับพี่ชายที่ยืนอยู่ด้านนอกกับชาวบ้านอีกสามสี่คน “อยู่ข้างใน”

“แกเข้าไปไม่ได้ ผู้หญิงจะคลอดผู้ชายห้ามยุ่งมีลูกมาตั้งสองแล้วยังไม่รู้เรื่องอีก” หญิงวัยกลางคนผู้เป็นญาติแซ่เดียวกันรีบกล่าวห้ามเมื่อเห็นว่าหลานชายทำท่าจะเข้าไปในห้องด้านหน้า

ซ่านไห่ ชะงักฝีเท้ายกมือข้างที่ว่างลูบท้ายทอยด้วยอาการเก้อเขิน ตอนนี้ชายหนุ่มได้หลงลืมไปแล้วว่าได้อุ้มลูกชายคนโตเหน็บเอวอยู่

“พ่อ ปล่อย” ต้าซานผู้น่าสงสารส่งเสียงบอกข้างหูของบิดา ก่อนที่เจ้าตัวจะถูกปล่อยให้ยืนลงกับพื้นด้วยท่าทางโงนเงน (ต่อไปนี้จะไม่ให้พ่ออุ้มอีกแล้ว) เจ้าตัวคิด

ในระหว่างที่คนทั้งหมดกำลังยืนอยู่ด้านนอก พี่สะใภ้คนที่สองของชายหนุ่มก็เดินเข้ามาโดยมีหญิงวัยกลางคนผู้หนึ่งเดินนำหน้า “คนท้องอยู่ไหน”

ทุกคนชี้ไปทางห้องด้านหน้าพร้อมกัน หมอทำคลอดรีบเดินเข้าไปด้านในทันทีก่อนที่จะสั่งความกับคนด้านนอก “ไปต้มน้ำ” สิ้นคำสั่งนี้ ซานไห่ผู้กำลังจะได้เป็นพ่อคนอีกครั้งรีบเดินไปหากระทะใบใหญ่เพื่อต้มน้ำร้อนตามคำสั่งของหมอหญิงโดยที่ไม่ต้องรอให้ใครสั่งซ้ำ

ภายในท้องของหญิงสาวตั้งครรภ์ ฟางซินผู้กำลังรอการเกิดรู้สึกแปลกใจที่ตนเองมาอยู่ในสถานที่แคบแต่ทว่ากลับมีความอบอุ่นเธอจำได้ว่าหลังจากตนเองถูกท้องฟ้าดูดก็สลบไป

และหลังจากลืมตาตื่นก็มองเห็นเพียงแต่ความมืด อีกทั้งแขนขาของตนก็ดูไม่เหมือนเดิมทำให้เจ้าตัวรู้สึกตื่นตระหนกไม่น้อยและไม่รู้ว่าการที่ตนถีบขาไปมานั้นทำให้แม่ของตนรู้สึกเจ็บ

(เราอยู่ที่ไหน) เธอเริ่มนิ่งเพื่อใช้ความคิด กระนั้นทุกสิ่งกลับไม่ได้เป็นดั่งที่ต้องการเมื่อเธอรู้สึกเหมือนกับว่ามีใครมาถีบก้นของตน อีกทั้งยังได้ยินเสียงจากภายนอกอีกด้วย

“เบ่ง แม่ต้าซวนออกแรงอีกหัวเด็กใกล้จะโผล่ออกมาแล้ว” หมอตำแยสี่พูดขึ้น

“อาจิน อดทนอีกหน่อยนะลูก” นางโม่ผู้เป็นแม่สามี พูดพลางซับเหงื่อให้ลูกสะใภ้อย่างเป็นห่วง

ตอนนี้ฟางซินรู้แล้วว่าตัวเองเป็นเพียงเด็กตัวน้อยที่อยู่ในครรภ์ของมารดา (ท่านเทพ อย่าให้แม่ของหนูทรมานมากกว่านี้เลยนะให้หนูคลอดออกไปเถอะ)

พรู๊ด!!! “ออกมาแล้ว คลอดง่ายเสียจริง” หมอตำแยกล่าวชม นางโม่เองก็ยิ้มออกมาบ้างนางจึงได้ถามขึ้นด้วยความอยากรู้และคาดหวัง

“ผู้ชายผู้หญิง” คำถามนี้ทำให้ฟางซินรู้สึกเย็บวาบถึงสันหลัง (หรือว่าที่นี่จะไม่ชอบเด็กผู้หญิง ไม่จริงใช่ไหม ฉันคงจะไม่ซวยซ้ำซวยซ้อนหรอกใช่หรือไม่) เด็กน้อยไม่ต้องรอให้ใครตี เธอก็แหกปากร้องออกมาเสียงดังจนคนด้านนอกได้ยินกันจนทั่ว

การเกิดของเด็กหญิงได้ทำให้ทั่วทั้งท้องทุ่งถูกแดดย้อมจนดูเหมือนสีของทองคำไม่มีผิด

“เด็กคนนี้ต้องน้ำโชคมาให้หมู่บ้านสือเยี่ยน กองผลิตหน่วยที่แปดของเราเป็นแน่” ชายวัยชรา ฟันเหลือน้อยคนหนึ่งพูดขึ้นเมื่อเขาแหงนใบหน้ามองไปยังพระอาทิตย์เบื้องบน

####สปอยล์ อย่าเพิ่งเข้าใจคุณย่าผิดกันนะคะ เรื่องนี้คุณย่าน่ารักมากถึงมากที่สุดอ่ะขอบอก สวัสดีค่ะ ไรต์ขอฝากหนูน้อยฟางซินไว้ในอ้อมอก อ้อมใจของทุกท่านด้วยนะคะ กราบงาม ๆ

หลานสาวที่น่ารักของฉัน

“นางโม่ หากเป็นหลานสาวแกไม่ต้องการอย่างนั้นหรือทำไมถึงถามแบบนี้กัน” หมอทำคลอดแซ่สี่ ถามกับหญิงวัยเดียวกันในขณะทำความสะอาดร่างกายของเด็กน้อย

“จะใช่ที่ไหนล่ะ ที่ฉันถามเพราะต้องการหลานสาวนี่แหละ แกไม่รู้อะไรฉันมีลูกชายมาสามคน พอมีหลานกี่คนต่อกี่คนก็มีแต่หลานชายตัวเหม็น ๆ แม้ว่าพวกเขาจะเป็นเด็กดีก็ตามแต่ฉันก็อยากได้หลานสาวตัวนุ่มนิ่มมาให้หอมให้กอดบ้าง

ตระกูลกู้รวมถึงตระกูลของฉันแกก็รู้ไม่ใช่หรือ กี่รุ่นต่อกี่รุ่นกว่าจะมีหลานสาวตกทอดมาสักคนยาวนานตั้งหลายปี” นางโม่ ได้ถ่ายทอดความในใจของตนออกมาอย่างละเอียดทำให้ฟางซินที่ได้ยินยิ้มออกมาอย่างโล่งอก

ซึ่งการกระทำเช่นนี้ของเจ้าตัว ได้ทำให้ผู้ที่กำลังอุ้มตนอยู่ได้แต่มองด้วยความตกตะลึงที่เห็นเด็กทารกแรกเกิดแย้มยิ้มเช่นนี้

“นะ..นางโม่แกมาดูหลานสาวของแกสิ หล่อนยิ้มหลังจากได้ยินคำพูดของแกด้วยล่ะ แกมาดูสิว่าฉันตาฝาดไปเองหรือเปล่า” นางสี่ กล่าวเสียงสั่นพลันยื่นห่อผ้าไปทางสหาย

“แกว่าอะไรนะ หลานสาวอย่างนั้นหรือ นี่ฉันได้หลานสาวจริงอย่างนั้นหรือ” โม่โฉว ถามขึ้นด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นระคนดีใจ

“ก็ใช่นะสิ มาดูเร็วเข้า หล่อนยิ้มจนเห็นเหงือกแดงแจ๋ น้ำลายไหลย้อยออกจากมุมปากแล้ว” นางสี่ กล่าวเร่ง

“ไหน ๆ โอ๊ย! ตายแล้ว หลานสาวของฉัน หล่อนต้องเป็นดาวนำโชคให้ครอบครัวกู้ของเราแน่ ๆ แกดูรอยยิ้มนี่สิ ดวงตาที่มองฉันเป็นประกายนี่อีก หลานสาวของย่าดีที่สุด” นางโม่ พูดไปก็ยิ้มหยอกล้อกับหลานสาวตัวน้อยที่ดวงตายังมองไม่เห็นราวคนเสียสติ

“แกนี่ท่าจะเป็นเอามาก เด็กเพิ่งคลอดจะมองเห็นจนดวงตาเป็นประกายได้ยังไง หลงหลานสาวเกินไปหน่อยมั้ง” ผู้ทำคลอดกล่าวกึ่งหยอกกึ่งประชด

“เรื่องของฉันเถอะน่า แกรีบไปดูลูกสะใภ้ของฉันก่อนเถอะ อาจินแม่ขอบใจนะที่คลอดหลานสาวออกมา” ความยินดีฉายชัดบนใบหน้าของแม่สามีทำให้หญิงสาวผู้เพิ่งผ่านการคลอดหมาด ๆ ดีใจไม่แพ้กัน

ส่วนคนด้านนอกเมื่อได้ยินคำพูดของนางโม่ แต่ละคนก็หลากความคิดกันไปแต่ส่วนใหญ่มักจะคิดเหมือน ๆ กันคือ (มีหลานสาวมันดีกว่าตรงไหนพอโตจนออกเรือนได้ก็ต้องไปอยู่บ้านของคนอื่น)

“อาไห่ พี่ได้เป็นลุงของหลานสาวแล้ว แกแน่มากที่มีลูกสาว” กู้เอ๋อกั๋ว กำหมัดชกไปยังหัวไหล่ของน้องชายเบา ๆ เชิงหยอกล้อ

“นั่นสิค่ะ ฉันเองก็อยากมีลูกสาวตัวน้อยบ้าง แต่ที่ไหนได้กลับมีแต่เด็กชายตัวเหม็นน้ำมูกกรังถึงสามแทน แต่ก็ยังนับว่าดีตรงที่เด็กพวกนี้ต่างก็เชื่อฟัง” หยูเซียน มองไปยังใบหน้าเล็กของเด็กชายทั้งห้ากล่าวตามตรง

ซึ่งสองพี่น้องกู้ก็พากันพยักหน้าอย่างเห็นพ้องก่อนที่ซานไห่จะพูดออกมาด้วยรอยยิ้ม

“พี่สะใภ้รอง ไม่ต้องเสียใจไปหรอกครับ ลูกสาวของผมก็ถือว่าเป็นลูกของพี่รองกับพี่สะใภ้รองด้วย หล่อนจะเป็นดวงใจของคนตระกูลกู้เราใช่ไหมลูก” คำพูดของซานไห่ได้เรียกรอยยิ้มให้กับคนในครอบครัวรวมถึงเด็กชายทั้งห้าคนด้วย

“ใช่ ๆ น้องสามพูดถูกแล้ว จะว่าไปเมียจ๋า น้องกลับไปช่วยเตรียมห้องอยู่ไฟให้น้องสะใภ้สามดีหรือไม่” เอ๋อกั๋ว หัวเราะร่าพูดขึ้นตามน้องชายอย่างเห็นพ้องก่อนหันมาบอกเมียรัก

“อุ๊ยตาย! นั่นสิค่ะ ฉันก็ลืมเรื่องนี้ไปเลย เด็ก ๆ ไปช่วยแม่กับป้าสะใภ้รองที่บ้านกันก่อนเมื่อน้องสาวกับแม่ออกมาพวกเธอจะได้มีที่นอน” หยูเซียน ตอบรับพลางเรียกเด็กชายทั้งห้าคน

“ครับ” พวกเขาตอบรับพร้อมกัน ก่อนที่จะเดินเรียงแถวหน้ากระดานเดินตามผู้เป็นทั้งแม่และป้าไปด้วยรอยยิ้มอันเบิกบานบนใบหน้า

ในระหว่างนั้นพวกเขาก็พูดคุยกันอย่างสนุกสนาน มีวิ่งไล่กัน เดินหัวเราะ ร้องเพลงเชิดชูผู้นำ พูดคุยถึงน้องสาวผู้ที่ยังไม่เห็นหน้าด้วยรอยยิ้ม

“เรามีน้องสาว ดังนั้นต่อไปต้องช่วยกันปกป้องน้องให้ดี” ผู้พูดคือกู้ต้าโถววัยแปดขวบ บุตรชายของเอ๋อกั๋วกับหยูเซียน

“ใช่ พี่ใหญ่พูดถูกต้อง ผมจะไปหาปลามาย่างให้น้องกิน” กู้เอ้อเป่าวัยเจ็ดปีพี่น้องท้องเดียวกันพูดออกมาบ้าง

“พี่เอ้อเป่าน้องเพิ่งเกิดกินปลายังไม่ได้ ต้องกินนมอย่างเดียวไม่ใช่หรือ” กู้ซีห่าว แฝดคนรองน้องชายของกู้ซีซวนแย้งขึ้น

เอ้อเป่ายกมือเกาศีรษะหัวเราะแห้ง ๆ “พี่ก็ลืมไป ถ้าอย่างนั้นเอาเป็นว่าให้น้องสาวโตก่อนมีฟันเคี้ยวค่อยไปหาปลาดีไหม”

“ดี แต่พี่รองกว่าน้องสาวจะโต ผมก็กินเป็นนะ พี่หาให้ผมกินก่อนก็ได้” คำว่าดีนั้นพูดขึ้นพร้อมกัน

ส่วนประโยคหลังเป็นของเด็กชายผู้เป็นน้องสุดท้องของคนพูดซึ่งเขาเกิดปีเดียวกับสองแฝดเพียงแต่แก่เดือนกว่า

“ซานเหมา อยากกินปลาอย่างนั้นหรือ” กู้ต้าโถว ถามน้องชายคนเล็กเสียงอ่อน

“อืม” เด็กชายพยักหน้ารับคำในลำคอ

หยูเซียน ฟังเด็กทั้งห้าคนพูดคุยกันไปมาอย่างมีความสุข แม้ว่าพวกเธอจะเป็นชาวนาแต่ลูก ๆ กลับเป็นเด็กดีพูดจากันรู้ความ

ซึ่งผิดจากเด็กคนอื่นสาเหตุที่เด็กทั้งหมดว่านอนสอนง่ายจะต้องยกความดีความชอบให้กับแม่สามีที่มีความรักให้กับทุกคนอย่างเท่าเทียม

“เอาล่ะ เรามาถึงบ้านของอาสามแล้ว รีบไปช่วยกันทำความสะอาดห้องกันเถอะ” จบคำของคนพูด

เด็กทั้งห้าต่างช่วยกันทำงานในสิ่งที่ตนพอจะช่วยได้ไม่ว่าจะเป็นเช็ดถูเตียง ตามขอบหน้าต่าง ตามกำแพง

บ้านดินหลังนี้มีทั้งหมดสามห้องนอน หลังคามุงด้วยหญ้าแห้งอย่างแน่นหนากำแพงดินเคยทาสีขาวเอาไว้เมื่อนานหลายปีมาแล้ว ตอนนั้นเป็นตอนที่ซานไห่แต่งลี่จินเข้ามาซึ่งตอนนี้สีเริ่มเปลี่ยนเป็นคราบเหลือง

บนพื้นยิ่งไม่ต้องพูดถึงเพราะยังคงเป็นดินแข็งดังนั้นเท้าของเด็ก ๆ จึงเต็มไปด้วยรอยสีดำ “ก่อนจะขึ้นไปเช็ดบนเตียงหาน้ำมาล้างเท้าตัวเองกันก่อนล่ะ ดูเล็บแต่ละคนสิดูได้ที่ไหนเอาไว้หากมีเงินแม่จะตัดรองเท้าให้”

หยูเซียน มองสภาพเท้าของลูกหลานแล้วก็ได้แต่ทอดถอนใจ (ชาวนาแม้จะถูกจัดว่าเป็นอาชีพมีเกียรติมาตั้งแต่ยุคโบราณกระนั้นใครจะรู้หรือไม่ว่าอาชีพนี้เป็นอาชีพที่ยากจนมากเช่นกัน ยิ่งตอนนี้ทางรัฐได้ยึดที่ดินทำกินของชาวบ้านมาเป็นของประเทศเมื่อสองปีก่อน ยิ่งทำให้ผลผลิตทุกอย่างถูกจัดสรรตามแรงงาน ยิ่งทำให้พวกนางต้องขยันไม่อย่างนั้นคนในครอบครัวคงได้พากันอดอยากเป็นแน่ แม้จะมีคูปองปันส่วนกระนั้นเงินก็ยังเป็นสิ่งที่หายากอยู่ดี) หญิงสาว คิดไปพลางจัดเตรียมสิ่งของสำหรับการอยู่ไฟให้น้องสะใภ้คนเล็ก

เวลาเกือบพลบค่ำ แสงของดวงตะวันสาดแสงกับท้องทุ่งเป็นสีแดง เสียงของซ่านไห่ก็ดังขึ้นก่อนที่เจ้าตัวจะอุ้มลี่จินเดินเข้ามาในลานดินหน้าบ้าน

“พ่อ พาแม่กลับมาแล้ว” สิ้นเสียงของชายหนุ่ม ซีห่าวผู้ได้ยินเสียงจึงได้เดินออกมา “พ่อ น้องล่ะ” คำถามของลูกชายคนเล็กได้เรียกรอยยิ้มของพ่อแม่พร้อมกัน

“อยู่ในอ้อมกอดย่า กำลังเดินตามหลังมา” ซ่านไห่ ตอบพลางพยักพเยิดหน้าไปทางประตู

ซีห่าว ไม่รอช้าสองเท้าเล็ก ๆ รีบวิ่งออกไปด้านนอกทันทีและเมื่อเห็นย่าเดินอยู่ไม่ไกลเจ้าตัวก็รีบวิ่งไปด้วยความเร็ว

“ย่า น้องอยู่ไหน” เด็กชายแหงนหน้ามอม ๆ ถามกับหญิงชราสีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความตื่นเต้น

“นี่ยังไงล่ะ อยู่ในห่อผ้า น้องตัวเล็กโดนลมไม่ได้เดี๋ยวไม่สบาย” นางโม่ตอบหลานชายด้วยรอยยิ้มเอ็นดู

“ถ้าอย่างนั้น ย่ารีบเดิน” เด็กชายพูด พลางเปิดทางให้หญิงชรา แม้เจ้าตัวจะยังไม่เห็นน้องน้อยก็ตามกระนั้นเขาก็พร้อมที่จะปกป้องอย่างเต็มที่

“ได้ ๆ ย่ารีบเดินแล้ว เสี่ยวห่าวก็รีบเดินเข้าบ้านเหมือนกันเล่า แล้วอาซวนไปไหน” ผู้เป็นย่า เดินไปชวนหลานสนทนาไป

“กำลังช่วยพี่ ๆ กับป้าสะใภ้รองทำอาหารเย็นครับ ย่ารีบเดินระวังอย่าให้น้องป่วย” ซีห่าวตอบตามตรงพลางกล่าวเร่ง

“รู้แล้ว ๆ รักน้องมากเลยใช่ไหม ดีแล้วเกิดเป็นพี่น้องต้องรักกันช่วยเหลือกัน” โม่โฉว ถือโอกาสนี้สอนหลานชายไปในตัว

“ครับ” เด็กชายตัวน้อยพยักหน้ารับคำเสียงหนัก

ฟางซิน นอนฟังคำพูดของย่ากับพี่ชายด้วยความรู้สึกอบอุ่นในหัวใจ (ขอบคุณนะคะที่ให้ฉันได้เจอครอบครัวดี ๆ) เจ้าตัวคิดก่อนที่จะปล่อยน้ำอุ่น ๆ ออกมารดคนเป็นย่าอย่างไม่รู้ตัว

“ฮ่า ๆ น้องสาวของหลานท่าจะรักย่ามากแน่ ๆ ฝากรักใส่ย่าเสียแล้ว” น้ำจากห่อผ้าไหลเป็นทางยาว

“ย่า น้องสาวเป็นอะไร” ซีห่าว ถามขึ้นเมื่อเห็นว่าห่อผ้าของน้องสาวมีน้ำไหลออกมา

“น้องของหลานฉี่ใส่ย่านะสิ เสี่ยวห่าว รีบไปบอกพ่อให้เตรียมผ้าอ้อมเอาไว้ด้วย” ไม่ต้องรอให้ผู้เป็นย่าพูดซ้ำสองเด็กชายก็หายวับไปราวบินได้ เขาวิ่งเข้าไปยังห้องที่เตรียมไว้ให้มารดา

“พ่อ น้องฉี่ย่าให้พ่อเตรียมผ้าอ้อม เตรียมเอาไว้ให้มากด้วย” คนพูดถ่ายทอดคำสั่งของผู้สูงวัยอย่างไม่ตกหล่น

“ได้สิ ถ้าอย่างนั้นลูกไปช่วยพ่อฉีกผ้าอ้อมให้น้องก็แล้วกันได้ไหม” ซานไห่ พูดพลางลุกขึ้นจากม้านั่ง

“ครับ” แม้เขาจะยังไม่รู้ว่าผ้าอ้อมคือสิ่งใด กระนั้นในเมื่อพ่อขอความช่วยเหลือเจ้าตัวจึงตอบรับโดยไม่ต้องคิดให้ยุ่งยาก

ลี่จิน ฟังการสนทนาของสามีกับบุตรชายด้วยความรู้สึกตื้นตัน เนื่องจากตั้งแต่เธอแต่งเข้ามาอยู่บ้านหลังนี้จนกระทั่งถึงตอนนี้ไม่มีครั้งไหนเลยที่เธอจะไม่ได้รับความเป็นธรรม

(ฉันคงต้องใช้บุญสั่งสมมาจนหมดทุกชาติเป็นแน่ถึงได้มาเจอครอบครัวดี ๆ แบบนี้) หญิงสาวคิด ก่อนที่จะเอนกายลงนอน ทั้งพ่อและลูกชายคนเล็กต่างช่วยกันฉีกผ้าอ้อมอย่างแข็งขัน

ฟางซิน เมื่อเจ้าตัวได้ทำสิ่งที่รู้สึกว่าอับอายลงไป เธอก็มีใบหน้าแดงก่ำ นางโม่มองใบหน้าเล็กเหี่ยวย่นของหลานสาวด้วยรอยยิ้มขำ

“หลานรัก ไม่ต้องอายตอนนี้หลานยังไม่โตมันเป็นเรื่องธรรมดา หากหลานไม่อยากให้เป็นอย่างนี้อีกเอาแบบนี้ดีหรือไม่ เวลาหลานจะถ่ายเบาหลานก็ร้องออกมาหนึ่งครั้ง

หากจะถ่ายหนักก็ร้องสองครั้ง และถ้าเมื่อไหร่ที่หิวหลานก็ร้องสามครั้ง” ถ้อยคำของโม่โฉว ทำให้ผู้ที่ได้ยินต่างพากันหัวเราะคิกคัก “แม่ครับ หลานเพิ่งจะลืมตาดูโลก เธอจะเข้าใจที่แม่พูดได้อย่างไร” เอ๋อกั๋ว ยกยิ้มสัพยอกแม่

แต่แล้วเมื่อเจ้าตัวได้ยินน้ำเสียงเล็ก ๆ ของเด็กทารกในห่อผ้าดวงตาของชายหนุ่มก็เบิกกว้างเช่นเดียวกับซานไห่ ยกเว้นเพียงแต่บุตรชายที่ยังเล็กจึงยังไม่รู้เรื่องพวกนี้

“แม่ เมื่อสักครู่หูของผมฝาดไปใช่หรือเปล่า เหมือนว่าจะได้ยินเสียงตอบรับจากหลานสาวตัวน้อยน้องสามได้ยินไหม” เอ๋อกั๋ว ถามขึ้นโดยที่ในตอนนี้เจ้าตัวได้มายืนมองดูเด็กตัวน้อยในห่อผ้าบนโต๊ะตัวใหญ่พร้อมกับน้องชายผู้เป็นพ่อของเด็กหญิง

“หูฝาดอะไรแม่ก็ได้ยิน ซานไห่แกก็ได้ยินใช่หรือเปล่า หากแกไม่เชื่อเป่าเป้ยของย่าหลานส่งเสียงให้ลุงรองได้ยินอีกครั้งสิ” หญิงชรา พูดเสียงสองกับหลานสาวคนโปรด

ฟางซิน จึงส่งเสียงออกมาอีกครั้ง เอ๋อกั๋ว แทบไม่อยากเชื่อว่าสิ่งที่ได้ยินจะเป็นเรื่องจริงและยังไม่ทันที่เขาจะถามอะไรเช่นเดียวกับซานไห่

เสียงร้องจากท้องน้อย ๆ ของคนในห่อผ้าก็ดังขึ้น ฟางซินใบหน้าแดงอีกครั้งก่อนที่จะส่งเสียงร้องออกมาสามครั้งตามที่ผู้เป็นย่าพูดเอาไว้ก่อนหน้า

“ฮ่า ๆ แกเห็นไหมหลานสาวของฉันฉลาดที่สุด” นางโม่ หัวเราะร่วนพูดขึ้นอย่างชอบใจ “ย่าจะพาหลานไปกินนม อาห่าวไปกับย่าไหม” หญิงวัยกลางคนหาได้สนใจลูกชายทั้งสองของตนอีกต่อไปเพราะในตอนนี้ทั้งความคิดและจิตใจอยู่ที่หลานสาวหลานชายเพียงเท่านั้น

กว่าทั้งเอ๋อกั๋วกับซานไห่จะได้สติก็ตอนที่ได้ยินน้ำเสียงของหยูเซียน “พ่อต้าโถว คุณเป็นอะไรยืนนิ่งเหมือนรูปปั้นเชียวหรือจะป่วย” น้ำเสียงของหญิงสาวเต็มไปด้วยความกังวล

“มะ…ไม่ใช่ เมียจ๋า เมื่อสักพักนี่ผมได้ยินเสียงของยาโถวน้อยร้องกินนม”

“เด็กร้องกินนมก็ธรรมดานี่ค่ะ แปลกตรงไหน หากคุณไม่มีอะไรก็มาช่วยฉันยกอาหารเย็นเถอะ” หยูเซียนถอนใจอย่างโล่งอกก่อนที่จะพูดออกมาด้วยรอยยิ้มขันให้กับท่าทางของสามี

ส่วนซานไห ตอนนี้เขาได้เดินตามแม่กับบุตรชายคนเล็กไปติด ๆ แต่หลังจากเจ้าตัวคิดได้ใบหน้าของชายหนุ่มก็เกิดแดงก่ำดังนั้นสองเท้าจึงได้เดินเลี้ยวไปทางครัวด้านหลังแทน

#### เปิดตัวน้องแบบเบาะ ๆ 55 ฝันดีนะคะ ขอขอบคุณนักอ่านทุกท่านมาก ๆ เลยค่ะที่ให้การต้อนรับน้องน้อยคนใหม่ กราบงาม ๆ

หลานของฉันคือดาวนำโชค

ทางด้านย่ากับหลานตัวน้อยเมื่อเดินเข้ามาภายในห้องอยู่ไฟ ซีห่าวรู้สึกร้อนจึงได้ถามขึ้นอย่างสงสัย “ย่าครับ ร้อนเปิดหน้าต่างได้ไหม”

“เปิดไม่ได้ แม่ของหลานต้องอยู่ไฟห้ามถูกลมถูกแดด หากหลานทนไม่ไหวก็ออกไปก่อนเถอะ หลังจากน้องกินนมเสร็จย่าก็จะพาออกไปด้านนอกเหมือนกัน” หญิงวัยกลางคน อธิบายให้หลานชายได้เข้าใจ

ซีห่าวพยักหน้ารับก่อนที่เจ้าตัวจะเดินออกไปด้านนอก โดยที่เจ้าตัวก็ยังเหลียวหน้าไปมองแม่ที่นั่งเอาหลังพิงหมอน สีหน้าของเด็กน้อยเต็มไปด้วยความเป็นห่วง

“แม่ไม่ร้อน อาห่าวออกไปก่อนเถอะลูก” น้ำเสียงของมารดาทำให้เด็กชายใจชื้นขึ้นมาบ้าง ก่อนที่เขาจะยอมเดินออกไปแต่โดยดี

คล้อยหลังบุตรคนรองเดินจากไป ลี่จินก็หันมาสนใจบุตรสาวที่แม่สามีอุ้มเข้ามา

“แม่คะ เจ้าตัวเล็กหิวอย่างนั้นหรือ” เธอถามพร้อมกับยื่นมือไปรับลูกน้อยซึ่งนอนในห่อผ้าอย่างนิ่งเงียบ

“อืม เด็กคนนี้ฉลาดทีเดียวแม่จะเล่าให้ลูกฟัง….แม่ว่าบรรพบุรุษของเราคงอวยพรและใช้บุญกุศลมากมายเป็นแน่ถึงได้มีเด็กคนนี้เกิดขึ้นในครอบครัวของเรา”

“จริงหรือคะ” ลี่จิน ย้อนถามอย่างเหลือเชื่อพลางเปิดเสื้อของตน และอุ้มคนตัวเล็กในห่อผ้าจ่อเข้าไปใกล้กับหน้าอก

“แม่จะกล้าโกหกหรือ” โม่โฉว ตอบก่อนที่เจ้าตัวจะก้มมองใบหน้าเล็กจ้อยของหลานสาวด้วยความรัก

ลี่จินดีใจที่ลูกสาวนั้นเป็นที่รักของแม่สามีซึ่งผิดกับบ้านอื่น “อ้าปากสิลูก ไม่อยากนั้นหนูจะดูดนมได้ยังไง” หญิงสาว พูดอย่างจนใจเมื่อบุตรีไม่ยอมอ้าปาก

นางโม่เองก็เริ่มร้อนใจขึ้นมาบ้างแล้วเมื่อเห็นว่าหลานสาวไม่ยอมกิน

“เป่าเป้ยของย่า หากหลานไม่กินหลานจะป่วยและไม่โตนะ” หญิงวัยกลางคนนำนิ้วมือไปสะกิดแก้มของหลานตัวน้อยอย่างแผ่วเบาด้วยกลัวว่าผิวละเอียดของเธอจะเป็นรอย

แม้ฟางซินจะเข้าใจ แต่กระนั้นด้วยความที่จิตวิญญาณของตนเป็นผู้ใหญ่มันก็เลยค่อนข้างกระดากอาย หากจะต้องมาอ้าปากดูดนมจากอกของมารดา คิ้วน้อย ๆ เริ่มขมวดเข้าหากัน

“ลูกรัก ได้โปรดอ้าปากเถอะนะ หนูกินสักนิดหน่อยก็ได้ตกลงไหม” น้ำเสียงเว้าวอนของมารดาก็ทำให้ฟางซินเป็นทุกข์ไม่น้อย

(เฮ้อ! เป็นไงก็เป็นกัน ตอนนี้เราเป็นเด็กนี่นะก็จงใช้ชีวิตแบบเด็กทารกไปก่อนก็แล้วกันกินให้มากจะได้โตไว ๆ) หลังจากตกตะกอนความคิดได้

เด็กหญิงจึงหลับหูหลับตาอ้าปากสีแดงของตนก่อนที่เจ้าตัวจะออกแรงดูดตามสัญชาตญาณ แต่ไม่ว่าเธอจะออกแรงมากขนาดไหนน้ำนมก็หาได้ไหลออกมาไม่

“แม่คะ ไม่ดีแล้วน้ำนมของฉันไม่ยอมไหลหรือว่าฉันจะไม่มีน้ำนมให้ลูกกิน ทำยังไงดี” ลี่จิน พูดไปก็คล้ายจะร้องไห้ไป ด้วยความสงสารบุตรีตัวน้อยที่ตอนนี้ใบหน้าเริ่มแดงก่ำ

ท้องของเจ้าตัวเล็กก็ส่งเสียงร้องไม่หยุด แม้จะหิวมากขนาดไหน กระนั้นเจ้าตัวกลับไม่เปิดปากร้องไห้โยเยเลยสักแอะ

โม่โฉวเองก็สงสารหลานสาวจับใจ “แม่จะให้อาซานฆ่าไก่ เพื่อต้มน้ำแกงมาบำรุงให้ลูกและให้ไปหาซื้อไข่ไก่มาเพิ่ม วันนี้เห็นทีคงจะต้องให้เป่าเป้ยผู้น่าสงสารกินน้ำข้าวไปก่อน”

เมื่อฟางซินได้ยินคำพูดนี้เจ้าตัวจึงได้หลับตานึกถึงเทพผู้ชราอีกครั้ง (คุณยายคะ หากไม่มีน้ำนมฉันจะโตได้ยังไง)

โม่โฉว เพิ่งหันหลังให้กับลูกสะใภ้ เจ้าตัวก็ต้องหันกลับมาเมื่อได้ยินเสียงร้องตกใจของสะใภ้คนเล็ก “แม่คะ ดูนี่” น้ำนมสีขาวปนเหลืองพุ่งออกมา

“รีบให้เป่าเป้ยกินเร็วเข้าเธอไม่รู้หรือว่าน้ำนมแรกมีประโยชน์มากขนาดไหน” สิ้นเสียงของโม่โฉว ลี่จินมีหรือจะไม่รีบทำตาม ฟางซินตัวน้อยก็อ้าปากดูดนมจากอกของมารดาเสียงดังจ๊วบ ๆ “ลูกรักเปลี่ยนมาดูดอีกข้างได้ไหม แม่เจ็บข้างนี้มากเลย” จบคำพูดนี้ คนตัวเล็กก็หยุดการกระทำของตนพลางอ้าปากเล็ก ๆ ออกอย่างรู้ความ

“อาจิน เห็นหรือยังว่าเป่าเป้ยฉลาดรู้ความมากขนาดไหน แม่เกิดมาจนอายุจะครึ่งคนเข้าไปแล้วไม่เคยเห็นเด็กทารกคนไหนจะฟังรู้เรื่องเหมือนเป่าเป้ยบ้านเราเลย” โม่โฉว กล่าวเยินยอหลานตัวน้อยที่หันมายิ้มหวานให้นาง

“นั่นสิค่ะ ฉันต้องใช้บุญที่สั่งสมมาหลายชาติหมดไปแล้วเป็นแน่ถึงได้คลอดเด็กที่ทั้งฉลาดและรู้ความแบบนี้ออกมาได้” ลี่จิน กล่าวด้วยรอยยิ้มเห็นพ้องกับแม่สามี

ฟางซิน ซึ่งได้เปลี่ยนมาดูดนมจากอกอีกข้างของมารดา รู้สึกชื่นชอบย่าของตนเป็นอย่างมาก เนื่องจากเธอไม่เคยได้ยินว่ามีครอบครัวใดที่แม่สามีจะรักลูกสะใภ้แบบครอบครัวของตนมาก่อน เจ้าตัวเล็กนอนดูดนมฟังการสนทนาจนท้องอิ่มตาก็เริ่มปรือ

ลี่จิน เมื่อเห็นว่าปากน้อย ๆ ของบุตรสาวคายหัวนมออกแล้วเจ้าตัวก็อุ้มคนตัวเล็กพาดบ่าลูบหลังเล็ก ๆ นั้นอย่างอ่อนโยน ฟางซินเรอออกมาก่อนที่เจ้าตัวจะตกใจจนลืมตาตื่น

แต่ก็เพียงแค่ชั่วพริบตาเดียว จากนั้นเธอก็พ่ายแพ้ให้กับความง่วงของร่างกาย เด็กน้อยหลับปุ๋ยอย่างเป็นสุข

หนึ่งเดือนผ่านไป ใบหน้าของฟางซินในขณะนี้กลมราวซาลาเปาผิวของเจ้าตัวก็ขาวราวหิมะทำให้เธอเป็นที่รักของทั้งคนในบ้านและผู้คนที่พบเห็น

วันนี้เป็นวันรับขวัญหลานสาวของบ้านกู้ทำให้ภายในลานดินค่อนข้างครึกครื้น

แม้ว่าจะขาดแคลนอาหารแต่กระนั้นนางโม่ก็ไม่ขี้เหนียวนางจึงได้ลงมือทำซาลาเปาผสมแป้งข้าวโพดสีเหลืองทองแจกจ่ายให้กับคนที่มาร่วมอวยพรหลานสาวตัวเล็ก

ในขณะที่ทุกคนกำลังเข้าร่วมพิธีภายในห้องโถงเล็กของตัวบ้าน ด้านนอกก็มีเสียงดังเอะอะจากชายคนหนึ่ง

ซึ่งเป็นน้องชายของสามีนางโม่ผู้จากไปจากการพลีชีพในช่วงสงครามกลางเมืองระหว่างพรรคเมื่อหลายปีที่ผ่านมา

“พี่สะใภ้รอง อาซานกับเอ๋อกั๋วอยู่ไหน ผมมีข่าวดีมาบอก” น้ำเสียงของคนพูดหอบเล็กน้อยเนื่องจากเจ้าตัวทั้งวิ่งทั้งเดินมาตั้งแต่กลางหมู่บ้าน

“อาสี่ มีเรื่องอะไรหรือครับ เข้ามาดื่มเหล้ากินซาลาเปามงคลของหลานน้อยก่อน” ซานไห่ เดินออกมาหลังจากได้ยินเสียงของชายวัยกลางคน

“ดี ดี ดี วันนี้นับว่าเป็นมงคล หลานน้อยคนนี้ต้องเป็นดาวนำโชคมาเกิดเป็นแน่ทั้งลุงรองทั้งพ่อได้เข้าไปทำงานในโรงงานทั้งคู่” เมื่อคำพูดนี้หลุดออกจากปากของเขา

ก็เกิดเสียงฮือฮาจากคนที่ได้ยินทันทีโดยเฉพาะเจ้าของเรื่องอย่างซานไห่ เขาแทบจะสติหลุดไปแล้ว

“อาสี่ อาพูดจริงอย่างนั้นหรือเรื่องนี้พูดเล่นไม่ได้นะครับ” ซานไห่ ถามย้ำเนื่องจากเขากับพี่ชายคนรองไปสมัครเข้าโรงงานผลิตน้ำมันพืชมามากกว่าครึ่งปีนับตั้งแต่ตอนนั้นจนถึงตอนนี้ยังไม่มีวี่แวว

“ไฮ! เรื่องแบบนี้ใครจะกล้าเอามาล้อเล่น พวกแกรีบไปรายงานตัวกันวันพรุ่งตั้งแต่เช้าได้เลย” ชายวัยกลางคน ยกจอกเหล้าเหลืองที่หลานชายรินให้กระดกเข้าปากก่อนตบเข่าพูดขึ้นสีหน้าจริงจัง

ซานไห่ ไม่รอรินเหล้าให้เขาอีก เพราะตอนนี้เจ้าตัวรีบวิ่งเข้าไปในห้องโถงของบ้านอีกทั้งยังตะโกนเรียกพี่รองของตนให้ลั่นอีกด้วย “พี่รอง พวกเราได้เข้าทำงานในโรงงานแล้ว”

ฉับพลันความเงียบได้เกิดขึ้น เมื่อทุกชีวิตที่กำลังสนทนากันพร้อมใจกันหยุดปากของตนลง “ลูกสาม/น้องสาม แกพูดจริงอย่างนั้นหรือ” ทั้งแม่และพี่ต่างถามออกมาพร้อมกัน

“อาสี่ เป็นคนมาบอก หากไม่เชื่อก็ถามเขาได้เลย” ซานไห่ ตอบเสียงหนักพลางชี้นิ้วไปทางชายวัยกลางคนที่เดินตามตนเข้ามา “สื่อหม่า เรื่องจริงอย่างนั้นหรือ” โม่โฉว ถามกับน้องชายสามีคนเล็กออกมาน้ำเสียงตื่นเต้นใบหน้าเต็มไปด้วยความหวัง

“จริง ผมเพิ่งกลับมาจากโรงงานก็เลยแวะไปดูที่ป้ายประกาศก็เห็นชื่อหลานทั้งสองคนอยู่ในนั้น อาไห่ได้เป็นคนขับรถรับส่งน้ำมัน ส่วนอากั๋วได้อยู่แผนกผลิต”

ทันทีหลังจบประโยคของคนผู้นี้ เสียงแสดงความยินดีจากผู้คนและคนที่รู้สึกอิจฉาในวาสนาของคนในครอบครัวนี้ต่างก็กล่าวออกมากับนางโม่

ฟางซิน นอนฟังน้ำเสียงอันหลากหลายจนกระทั่งเคลิ้มหลับ เจ้าตัวรู้แค่ว่าพ่อกับลุงได้เข้าทำงานในโรงงานเพียงเท่านั้นซึ่งเธอยังไม่ค่อยเข้าใจว่าผู้คนดีใจอะไรกัน

ทั้งนี้ทั้งนั้นเป็นเพราะเด็กน้อยรู้แค่ว่าตนน่าจะมาเกิดที่ไหนสักแห่งซึ่งเป็นชนบทแต่ยังไม่รู้ว่าตัวเองได้มาอยู่ในยุค1960ซึ่งเป็นปีที่ผู้คนต่างพากันรัดเข็มขัดและหลังจากปีนี้ยังมีเรื่องอีกมากมายตามมา

ในระหว่างที่เด็กหญิงตัวน้อยหลับใหลปากของเธอก็ขมุบขมิบคล้ายกับว่ากำลังกินอะไรอยู่ คุณย่าผู้หลงหลานสาวก็เอ่ยปากพูดขึ้นด้วยรอยยิ้มเต็มใบหน้า “หลานของฉันต้องเป็นดาวนำโชคเป็นแน่”

“แม่พูดถูกทุกอย่างเลย” เอ๋อกั๋ว กล่าวเสียงดังอย่างเห็นพ้อง แม้ใบหน้าของผู้เป็นแม่จะยิ้มอยู่ ทว่าเจ้าตัวกลับกล่าวตำหนิบุตรชายคนรองออกมา “แกเบาเสียงหน่อย หลานหลับอยู่ไม่เห็นหรือ”

เอ๋อกั๋ว รีบหุบปากของตนลงทันที สำหรับซานไห่นั้นชายหนุ่มได้เดินเข้าไปอุ้มบุตรตัวน้อยจากเมียรักขึ้นมาแนบอกพลางก้มใบหน้าลงจุมพิตบนหน้าผากของบุตรตัวน้อยอย่างแผ่วเบา

ฟางซิน ทำหน้านิ่วคิ้วขมวดเล็กน้อยก่อนที่คนตัวเล็กจะคลายใบหน้าของตนและหลับต่อไป

ภายในความฝันของเจ้าตัว ฟางซินรู้สึกว่าตัวเองเหมือนลอยอยู่ยังสถานที่อันแสนคุ้นเคย “ที่นี่ในห้างไม่ใช่หรือ” เธอพึมพำพลางกวาดตามองไปจนรอบห้างแห่งนี้

“เด็กน้อย เจ้าพอใจในสิ่งที่ข้ามอบให้หรือไม่” น้ำเสียงอันคุ้นเคยดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของหญิงสาวรูปร่างงดงาม

“เอ๋! คุณยายหรือคะ ไม่ใช่สิท่านเทพอย่างนั้นหรือ!!” ฟางซินรู้สึกตกใจ “ใช่แล้วล่ะ ฉันยังมีอีกอย่างมอบให้เจ้าด้วยนะ” จบคำ เทพสาวได้จิ้มนิ้วชี้ลงไปยังกึ่งกลางหน้าผากของฟางซิน

ซึ่งตอนนี้อยู่ในรูปลักษณ์ของเด็กน้อยวัยไม่เกินห้าปีและในขณะที่เจ้าตัวยังจับต้นชนปลายไม่ถูก เทพสาวก็พูดขึ้นพร้อมกับกดนิ้วของตนลงแนบกับหน้าผากเล็กของเด็กหญิง

“พลังที่ฉันมอบให้เธอนั้นคือการรวมเป็นหนึ่งกับธรรมชาติ เด็กน้อยเจ้าจงใช้ให้ดีเพราะมันเกี่ยวข้องกับหน้าที่ของเจ้าในอนาคตหลังจากเติบโต” จบคำพูดของเทพสาว ร่างของฟางซินก็ถูกแสงอบอุ่นอันสว่างเจิดจ้าเข้าครอบคลุม

####น้องมาได้สามตอนแล้วขอบคุณสำหรับยอดวิวและการติดตามมาก ๆ เลยค่ะ ช่วงนี้น้องยังกินกับนอนแต่มีเรื่องชวนให้ตกใจเป็นพัก ๆ 55

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...