โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

โลกกำลังจะประสบกับวิกฤตขาดแคลนอาหาร ครั้งใหญ่และรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์

Reporter Journey

อัพเดต 21 เม.ย. 2565 เวลา 15.01 น. • เผยแพร่ 21 เม.ย. 2565 เวลา 05.49 น. • Reporter Journey

สิ่งที่ทั่วโลกกังวลมาตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นโรคระบาดครั้งใหญ่คือ “วิกฤตขาดแคลนอาหาร”

จากข้อมูลขององค์การสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization of the United Nations : FAO) ระบุว่า ในปี 2019 ประชากรโลก 2,000 ล้านคน หรือ 25.9% ของประชากรโลก กำลังเผชิญกับความไม่มั่นคงทางอาหาร

ขณะที่ประชากรโลกมากกว่า 135 ล้านคน ได้เข้าสู่ภาวะอดอยากในปี 2019 แล้ว

ส่วนข้อมูลของโครงการอาหารโลกระบุชัดเจนว่าในปี 2020 ประชากรโลกขาดแคลนอาหารเพิ่มขึ้นเป็น 265 ล้านคน

ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการระบาดใหญ่นี้ เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้โลกขาดแคลนอาหารมากกว่าเดิม มิหนำซ้ำ เมื่อโลกเปิดศักราช 2022 มาได้เพียงไม่กี่เดือน ก็ต้องเผชิญกับสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่ยังไม่มีข้อสรุปว่าจะจบลงอย่างไร

สงครามในยูเครน ทำให้เกิดมาตรการคว่ำบาตรจากหลายๆ ชาติต่อรัสเซียเพิ่มมากขึ้น

ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา มีการออกคำสั่งห้ามส่งออกอาหารเพิ่มขึ้น 25% ซึ่งครอบคลุม 35 ประเทศที่มีการกำหนดนโยบายใหม่ 53 ครั้งที่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมค้าอาหาร

โดยในจำนวนนี้ห้ามส่งออก 31 รายการ และอีก 9 รายการเกี่ยวข้องกับการควบคุมการส่งออกข้าวสาลี ข้อจำกัดดังกล่าวเป็นเรื่องที่น่าเศร้า เพราะถ้าเปรียบเทียบราคาข้าวสาลีในช่วง 1 ทศวรรษที่ผ่านมา พบว่าวิกฤตอาหารโลกรุนแรงขึ้น ทำให้ข้าวสาลีมีราคาเพิ่มขึ้นถึง 30%

แน่นอนว่าวิกฤตอาหารเป็นเรื่องเลวร้ายสำหรับทุกคน เพราะเราซื้ออาหารในราคาที่แพงกว่าเดิม แต่ในขณะเดียวกันมันกำลังทำให้กลุ่มคนยากจนในประเทศที่เปราะบางได้รับผลกระทบมากกว่าผู้คนในประเทศที่ซื้อของแพง

เหตุผล 2 ประการที่ทำให้กลุ่มประเทศยากจนน่าเป็นห่วง

ประการแรก ประเทศที่ยากจน มักจะเป็นประเทศที่นำเข้าสินค้าส่วนใหญ่เป็นอาหาร

ประการที่สอง อาหารคิดเป็นอย่างน้อยครึ่งหนึ่งของค่าใช้จ่ายทั้งหมดของครัวเรือนในประเทศที่มีรายได้ต่ำ

ในปี 2008 วิกฤตขาดแคลนอาหารทำให้เกิดภาวะทุพโภชนาการเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะในเด็ก หลายครัวเรือนจำใจต้องจำนำทรัพย์สินมีค่าของครอบครัวเพื่อมาซื้ออาหาร

งานวิจัยบางชิ้นที่พบว่า อัตราการออกจากโรงเรียนนั้นสูงถึง 50% ในกลุ่มเด็กจากครัวเรือนที่ยากจนที่สุด และเป็นเรื่องที่น่าเศร้าเพราะความเสียหายทางสังคมและเศรษฐกิจแบบนั้นไม่สามารถย้อนกลับมาได้อย่างง่ายดาย

ตัวอย่างของสินค้าสำคัญอย่างข้าวสาลี การส่งออกและนำเข้าในปัจจุบันครอบคลุมประมาณ 21% ของการค้าข้าวสาลีทั่วโลก ซึ่งยังไม่รุนแรงเท่ากับวิกฤตในปี 2008

แต่ทว่าเงื่อนไขต่างๆ ของโลกกำลังสุกงอม มาตรการทางการค้ามีผลกระทบโดยตรงต่อราคาอาหาร รัสเซียจำกัดข้อกำหนดในการส่งออกข้าวสาลีไปยังกลุ่มประเทศนอกสหภาพยูเรเซีย (ยูเรเซียคือกลุ่มประเทศระหว่างยุโรปกับเอเชีย)

ผู้ส่งออกรายย่อย เช่น เซอร์เบียและมาซิโดเนียเหนือ ก็ได้กำหนดข้อจำกัดการส่งออกเช่นกัน ในขณะที่ประเทศผู้นำเข้าอาหารอย่างอียิปต์ ซึ่งนำเข้าข้าวสาลีมากถึง 80% จากรัสเซียและยูเครน ซึ่งมาตรการนี้เพียงอย่างเดียว ครอบคลุมสินค้าโลกถึง 16% และมีส่วนทำให้ข้าวสาลีราคาพุ่งขึ้นถึง 7%

การแทรกแซงทางการค้าด้วยมาตรการต่างๆ ในเดือนมีนาคม มันคือสัญญาณที่หยุดชะงักอุปทานการค้าโลกในอนาคต ข้อจำกัดการส่งออกอาหารในเดือนมีนาคมคิดเป็น 2 เท่า ของตัวเลขใน 2 เดือนก่อน

ยิ่งมีการแทรกแทรงทางการค้ามากเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้สินค้ามีราคาเพิ่มสูงขึ้นมากเท่านั้น เมื่อราคาในประเทศได้รับการกดดัน มันทำให้เกิดผลกระทบทวีคูณต่อราคาต่างประเทศ

สิ่งที่น่าสนใจ หากผู้ส่งออกข้าวสาลีรายใหญ่ 5 อันดับแรกของโลก มีมาตรการห้ามส่งออก ผลลัพธ์ที่ออกมาคือราคาต่างประเทศที่สูงขึ้นอย่างน้อย 13% และจะมากกว่านั้นหากไม่ใช่แค่ 5 ประเทศ

อย่างไรก็ดี วิกฤตอาหารทั่วโลกไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ แม้ว่าราคาอาหารทั่วโลกจะพุ่งแรงเป็นพิเศษในช่วงที่ผ่านมา แต่ข่าวดีก็ยังมี เพราะสต็อกสินค้าทั่วโลกของวัตถุดิบ 3 อย่าง ได้แก่ ข้าว ข้าวสาลี และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ยังคงสูงตามเกณฑ์มาตรฐาน

เร็วๆ นี้ ในการประชุมของกลุ่ม G7 ได้ดำเนินขั้นตอนสำคัญโดยให้คำมั่นว่าจะไม่บังคับใช้มาตรการส่งออกอาหาร และใช้กลไกทั้งหมดที่มี เพื่อสนับสนุนความมั่นคงด้านอาหารของโลก

ในช่วงเวลาที่โลกกำลังเผชิญความตึงเครียดทางเศรษฐกิจและภูมิศาสตร์การเมืองเพิ่มขึ้นเช่นนี้ นี่คือโอกาสในการกำหนดนโยบายการส่งออกอาหารของประเทศอุตสาหกรรมอาหาร ที่เป็นประโยชน์ต่อพลเมืองโลก

เพราะมันไม่ใช่แค่การก้าวไปก่อนชาติมหาอำนาจ 1 ก้าว แต่มันยังช่วยหลีกเลี่ยงแรงสั่นสะเทือนที่เกิดจากสงครามในยูเครนได้ดีมาก

แหล่งอ้างอิง
World Bank Barrons

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...