โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Soylent Green- กับอนาคตแห่งการกินเนื้อคน

INN News

อัพเดต 13 ก.ย 2562 เวลา 07.01 น. • เผยแพร่ 13 ก.ย 2562 เวลา 07.01 น.

เมื่อซักสองวันก่อน…ไปเจอข่าวต่างประเทศอยู่ชิ้นหนึ่ง ซึ่งเมื่ออ่านแล้ว ฟังแล้ว ค่อนข้างก่อให้เกิดอาการขนหัวลุก ไปจนกระทั่งแทบอ้วกแตก อ้วกแตน อยู่พอสมควร นั่นคือข่าวคราวว่าด้วยกรณีศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยสวีเดน ผู้มีนามกรว่านาย “แมกนุส โซเดอร์ลุนด์” (Magnus Soderlund) ที่มีฐานะ ตำแหน่ง เป็นถึงที่ปรึกษาและผู้บริหารสถาบัน “Center for Consumer Marketing” แห่ง “Stockholm School of Economics” ได้ออกมาชี้แนะ ชี้นำ ในระหว่างการพูดคุย เสวนา ในเวทีประชุม “Gastro summit Food Fair” ณ ประเทศสวีเดน ในประเด็นว่าด้วยเรื่อง“อาหารแห่งอนาคต” ด้วยการเสนอว่าการหันมารับประทาน“เนื้อมนุษย์”ด้วยกันเอง อาจเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับโลกอนาคต หรือโลกในยุคที่ต้องเจอกับสภาวะ “การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ” หรือ “ภาวะโลกร้อน” ในอีกไม่นาน-ไม่ช้า…

นี่…ฟังแล้ว อ่านแล้ว ชักอยากจะ “โชคดี…ที่ตายก่อน” ขึ้นมามั่งแล้วมั๊ยทั่น!!! คืออะไรมันจะน่าสยดสยอง น่าอ้วกแตก อ้วกแตน ไปได้ถึงขั้นนั้น เพราะถ้าว่ากันตามรายละเอียดในเนื้อข่าว ดูเหมือนว่าศาสตราจารย์รายนี้ ท่านออกจะเอาจริง-เอาจัง หรือดูจะถือเป็นเรื่องจริง-เรื่องจังอยู่พอสมควร โดยเฉพาะในฐานะศาสตราจารย์ผู้มีความเชี่ยวชาญด้าน “การปรับพฤติกรรมทางวิทยาศาสตร์” ท่านถึงกับเสนอแนะให้เร่งหาทางปรับทัศนะคติต่อ “วัฒนธรรมกินเนื้อคน” (cannibalism)เอาไว้ก่อนล่วงหน้า เอาเลยถึงขั้นนั้น และดูเหมือนว่าบรรดานักวิทยาศาสตร์ หรือบรรดาผู้เชี่ยวชาญ ที่มีแนวคิดออกไปในแนวคล้ายๆกัน คือออกไปทาง“สุดโต่ง”เอามากๆ ในการมองโลก หรือการแสดงตัวเป็นผู้อนุรักษ์ธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมใดๆก็แล้วแต่ ก็เคยออกมาเสนอแนะให้ “กินแมลง” หรือให้หาทางไล่จับแมลงสาป แมงกุดจี่ ตั๊กกะตง ตั๊กกะแตน ฯลฯ เพื่อช่วยประทังชีวิตมนุษย์ ในช่วงภาวะโลกร้อนไปตามสภาพ…

เอาเป็นว่า…ไม่ว่าโลกอนาคต ที่กำลังร้อนขึ้นๆ มันอาจต้องไปสู่จุดจบแบบน่าสยดสยอง พองขน อย่างที่บรรดานักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้ พยายามวาดฉาก วาดจินตนาการ ไว้ล่วงหน้า ว่าอาจถึงขั้นต้อง“คนกินเนื้อคน” หรือต้อง“กินหนอน” “กินแมลง” ต่างข้าว กันเลยหรือไม่ อย่างไร??? แต่การวาดฉาก วาดจินตนาการ ทำนองนี้…ต้องถือว่าย่อมไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะก่อนหน้านั้น เมื่อเกือบ 50 ปีที่แล้ว หรือประมาณปีค.ศ. 1973 โน่นเลย เคยมีหนังอยู่เรื่องหนึ่ง ที่มีพล๊อตเรื่อง โครงเรื่อง แบบชนิดแทบไม่ต่างอะไรไปจากจินตนาการและข้อเสนอแนะของศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยสวีเดน เมื่อไม่กี่วันมานี้นั่นแหละ นั่นก็คือเรื่อง “Soylent Green” ที่อาศัยฉากจินตนาการใน “นิยายวิทยาศาสตร์” เรื่อง “Make Room! Make Room!” ของ นักเขียนชาวอเมริกัน ชื่อว่านาย “แฮร์รี่ แฮร์ริสสัน” (Harry Harrison) มาดัดแปลงเป็นเค้าเรื่อง โครงเรื่อง และบทภาพยนตร์ของหนังเรื่องนี้ โดยฝีมือการกำกับของผู้กำกับหนังชาวอเมริกัน ชื่อว่านาย “ริชาร์ด เฟลซเชอร์” (Richard Fleischer) และได้พระเอกรุ่นปู่ หรือรุ่นพระเจ้าเหายังใส่กางเกงหูรูด อย่างคุณปู่ “ชาร์ลตัน เฮสตัน” (Charlton Heston)เป็นดารานำแสดง…

โดยเค้าโครงของเรื่อง “Soylent Green” ที่ว่านี้…ต้องถือว่าออกจะก้าวล้ำ นำหน้า เอามากๆ สำหรับยุคๆนั้น หรือยุคเมื่อเกือบ 50 ปีที่แล้ว ยุคที่บรรดาร้านค้า ศูนย์การค้า ยังไม่คิดจะ“งดถุงพลาสติค” ยุคที่ยังไม่ใครคิดจะ “ถือถุงผ้า” หรือยังไม่ “ดัดจริต” ไปตามภาวะโลกร้อนกันซักเท่าไหร่นัก แต่นักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ อย่างนาย “แฮร์รี่ แฮร์ริสสัน” ไปจนถึงผู้กำกับหนัง อย่างนาย“ริชาร์ด เฟลซเชอร์” กลับได้เริ่มวาดฉากจินตนาการถึงโลกอนาคต ในยุคที่ “มหาสมุทรแห้งเหือด” ไปเพราะ“ภาวะเรือนกระจก” ยุคที่เต็มไปด้วยมลภาวะ ความยากจน ขาดแคลน ไปจนถึงการล้นเกินของจำนวนประชากร หรือของบรรดาพลโลก ฯลฯ จนทำให้บรรดามวลมนุษย์ที่ยังมีชีวิตอยู่ ต้องต่อสู้ ดิ้นรน ไปกับบรรยากาศอันน่าสยดสยอง น่าขนลุก ขนพอง เอามากๆ จนสุดท้ายต้องหันมาปรับทัศนะคติ หรือ “ปรับพฤติกรรมทางวิทยาศาสตร์” ด้วยการหันมา “คนกินเนื้อคน” ด้วยกันเอง นั่นแล…

ภายใต้ฉากจินตนาการเช่นนี้นี่เอง…เลยทำให้เกิดพฤติกรรมในอีกชนิดหนึ่งตามมา นั่นก็คือพฤติกรรมที่เรียกๆกันในภาษาปะกิตว่า“Euthanasia” หรือพฤติกรรมของการ “ฆ่าตัวตาย” โดยความสมัครใจ อะไรประมาณนั้น ที่ดารารุ่นใหญ่ อย่าง“เอ็ดเวิร์ด จี. โรบินสัน” (Edward G. Robinson) รับบทเป็นผู้ซึ่งพร้อมจะถูกกระทำการ “การุณยฆาต” ได้อย่างน่าซาบซึ้ง น่าคิด น่าสนใจและน่าน้ำตาไหลพรากๆได้ไม่ยากซ์ซ์ซ์ สำหรับผู้ที่เคยดู เคยชม หนังเรื่องนี้มาบ้างแล้ว คือถ้าหากโลกมันกลายเป็นอะไรที่โหดร้าย ไปได้ถึงปานนั้น โหดระดับถึงขั้นต้องหันมา “กินเนื้อคน” ด้วยกันเองกันจนได้ มันคงหนีไม่พ้นต้อง “โชคดี…ที่ตายก่อน” นั่นแหละทั่น ยิ่งถ้าหากสามารถตายได้แบบสวยสด งดงาม แบบไม่ต้องเจ็บปวด ทรมาณ มากมายเกินไปนัก ค่อยๆตายไปพร้อมๆกับบทเพลงคลาสสิค ตายไปในขณะที่ภาพของแม่น้ำ ลำธาร ต้นไม้ ขุนเขา และห้วงมหาสมุทร หรือภาพของ“ธรรมชาติ” ซึ่งเคยดำรง คงอยู่ ตั้งแต่เมื่อครั้งอดีต ได้ปรากฏขึ้นมาจอภาพ ก่อนตัวเองจะสิ้นลมหายใจไปอย่างช้าๆ ต้องถือเป็นฉากที่น่าประทับใจเอามากๆของหนังเรื่องนี้…

ดังนั้น…ใครที่ยังไม่เคยดู ควรควานหามาดูไว้ซะแต่เนิ่นๆ เพราะถ้าหากโลกในอนาคต หรือเมนู “อาหารแห่งอนาคต” มันถึงขั้นต้องเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมแบบชนิดหน้ามือเป็นหลังตีน หรือต้องหันมาเสิร์ฟ “แกงเขียวหวานเนื้อคน” “เกาเหลาเนื้อมนุษย์” ไปจนถึง “ส้มตำตั๊กกะแตน” ฯลฯ อะไรประมาณนั้น เหมือนอย่างเมนูอาหารที่เรียกๆกันว่า “Soylent Green” ในหนังเรื่องนี้ ก็จะได้ตัดสินใจกันซะแต่เนิ่นๆ ว่าเอาไป-เอามาแล้ว เราทั้งหลายควรจะรับบทเป็นพระเอก “ชาร์ลตัน เฮสตัน” หรือควรจะเล่นเป็น “เอ็ดเวิร์ด จี. โรบินสัน” เอาไว้ซะก่อนล่วงหน้า…
ส่วนที่น่าคิด น่าสะกิดใจ ยิ่งไปกว่านั้น…ก็น่าจะเป็นว่า แม้ว่าหนังเรื่อง “Soylent Green” จะออกฉายมาตั้งแต่เมื่อเกือบ 50 ปีที่แล้ว แต่การตัดสินใจหันมา“ถือถุงผ้า” หรือการ “งดใช้ถุงพลาสติค” โดยเด็ดขาด ของบ้านเรา หรือของที่ไหนๆก็ตาม น่าจะเพิ่งเริ่มต้นมาเมื่อไม่กี่เดือน ไม่กี่ปี มานี้นี่เอง หรือเพิ่งจะมาเกิด “แรงกระตุ้น” หลังจากที่ “ธรรมชาติ” ขุนเขา แม่น้ำ ลำธาร ป่าไม้ ห้วงมหาสมุทร ฯลฯ ต่างพังพินาศฉิบหายกันไปเป็นแถบๆมาไม่รู้กี่ทศวรรษต่อกี่ทศวรรษเข้าไปแล้ว หรือพูดง่ายๆว่า…อาจเป็นเพราะผู้ที่เคยดูหนังเรื่องนี้ โดยส่วนใหญ่ อาจหนักไปทางเอาสนุก เอามันซ์ซ์ซ์ เข้าว่า โดยไม่ได้คิดจะนำอะไรต่อมิอะไรในหนังมาใช้เป็นอุทาหรณ์ สอนใจ หรือนำมาเป็นแรงกระตุ้น แรงบันดาลใจ มากมายซักเท่าไหร่ ฉากแต่ละฉากที่ปรากฏอยู่ในจอภาพยนตร์ หรือในเค้าโครงจินตนาการของหนังเรื่องนี้ มันเลยชักจะกลายมาเป็นฉากสถานการณ์ในโลกแห่งความเป็นจริง ชนิดส่งผลให้ศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยสวีเดน ถึงกับต้องออกมาเสนอแนะให้ปรับทัศนะคติ ต่อการ“กินเนื้อคน” เอาไว้ซะแต่เนิ่นๆ ด้วยประการละฉะนี้…แล…

 

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...