โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เกราะแก้วพิสดาร - ปราบดา หยุ่น

THINK TODAY

เผยแพร่ 27 ส.ค. 2561 เวลา 09.31 น. • ปราบดา หยุ่น

เมืองกับตึกเป็นสองคำที่ยากจะแยกออกจากกัน แม้คำว่า “เมือง” ในตัวมันเองจะมีคุณสมบัติเป็นนามธรรม แต่คนจำนวนมากก็ให้มโนภาพกับความเป็นเมืองอย่างเป็นรูปธรรม นั่นคืออาคารใหญ่และตึกระฟ้า หากถูกบอกให้นึกถึงเมืองหรือบรรยายความเป็นเมือง เชื่อว่าแท่งตึกสูงจะเป็นรูปทรงแรกๆที่ผุดขึ้นในหัว คงไม่ผิดที่จะสรุปได้ด้วยซ้ำว่าหากไม่มีตึก หลายคนจะไม่เรียก “เมือง” ว่า “เมือง”

นอกจากจะตึกจะกลายเป็นคำจำกัดความของความเป็นเมือง มันยังมีสถานะเป็น “หน้าตา” ของเมืองอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง และในความเป็นหน้าตาก็ย่อมมี “ยุคสมัย” เป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลง กล่าวอีกอย่างคือเมืองก็ล่องอยู่ในสายธารของ “กระแสแฟชั่น” เช่นเดียวกับเครื่องแต่งกาย การออกแบบวัตถุ หรือมิติทางวัฒนธรรมและความสวยความงามอื่นๆ

การศึกษาประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมจะเผยให้เห็นทันทีว่าความนิยมทาง “หน้าตา” ของเมืองถูกแบ่งเป็นยุคสมัยชัดเจน แต่ต้นเหตุของการเกิดกระแสนิยมก็เปลี่ยนไปตามแวดวงผู้มีอำนาจหรืออิทธิพลหลากหลายที่มีต่อผู้มีอำนาจของแต่ละยุคสมัย เมืองเก่าในประวัติศาสตร์มักถูกสร้างขึ้นจากดำริของผู้ปกครอง หน้าตาของเมืองจึงขึ้นอยู่กับสิ่งที่คนเหล่านั้นเชื่อถือหรือบูชา ซึ่งโดยส่วนมากมักเกี่ยวข้องกับความศรัทธาสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหนือธรรมชาติ สัญลักษณ์แห่งวงศ์ตระกูล และศาสนา แต่สิ่งหนึ่งซึ่งอาจมีบทบาทขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลงอย่างเงียบๆ แต่สำคัญกว่าปัจจัยอื่นทั้งหมดมาเสมอ คือเทคโนโลยีทางการก่อสร้างและการค้นพบวัสดุใหม่ๆ

กระแสแฟชั่นของหน้าตาเมืองยิ่งเปลี่ยนแปลงรวดเร็วขึ้นมากเมื่อโลกเข้าสู่ยุค “สมัยใหม่” ปัจจัยหลักนอกจากจะเป็นพัฒนาการทางเทคโนโลยีที่ก้าวกระโดดกว่ายุคโบราณหลายเท่า การเติบโตของระบอบทุนนิยมที่จูงมือไปกับโลกาภิวัตน์ก็ช่วยเผยแพร่สิ่งที่เรียกว่า “ความเป็นสากล” หรือ “รูปแบบสากล” (international style) ไปบนหน้าตาของเมืองทุกแห่งหน จนทุกวันนี้คำว่าเมือง นอกจากจะตัดไม่ขาดกับคำว่าตึกสูง ก็ยังมาพร้อมกับลักษณะหน้าตาและโครงสร้างอาคารที่คล้ายคลึงกันไปหมด นั่นคือ “ตึกกระจก” หรือ “ตึกแก้ว”

การใช้คอนกรีตเสริมแรง (reinforced concrete) และบานกระจกในสถาปัตยกรรม เป็นแนวคิดที่เกิดพร้อมกับสิ่งที่เรียกว่าสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ นำเสนอในงานออกแบบของกลุ่มสถาปนิกยุคบุกเบิกซึ่งส่วนใหญ่เป็นครูหรือศิษย์ของสถาบันการเรียนการสอนศิลปะสัญชาติเยอรมันชื่อ “บาวเฮาส์” (Bauhaus) สถาบันศิลปะแห่งนี้แม้จะมีอายุค่อนข้างสั้น (ค.ศ. 1919 - 1933) เพราะเผชิญแรงกดดันจากการปกครองของพรรคนาซี แต่แนวคิดด้านการออกแบบและการมอบหน้าตาให้กับโลก “สมัยใหม่” ของบาวเฮาส์ก็เรียกได้ว่าเป็นแนวคิดทรงอิทธิพลที่สุดของศตวรรษที่ยี่สิบ และยังมีบทบาทมาถึงปัจจุบัน 

หลักการสำคัญในการออกแบบของบาวเฮาส์อยู่ที่ความเรียบง่าย ไร้การตกแต่งประดับประดา และความลงตัวในการใช้งานอย่างฟุ่มเฟือยน้อยที่สุด แต่ได้ประโยชน์มากที่สุด หนึ่งในอาจารย์ใหญ่ของบาวเฮาส์ ลุดวิก มีส ฟาน เดอร์ โฮห์ (Ludwig Mies van der Rohe, ค.ศ. 1886 - 1969) ได้ชื่อว่าเป็นผู้ออกแบบตึกกระจกระฟ้าแห่งแรกในปี ค.ศ. 1921 และเป็นผู้ทำให้วลี “น้อยคือมาก” เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย

อย่างไรก็ตาม กระแสนิยมในการสร้างตึกระฟ้าหน้าตาเหมือนกล่องแก้ว และการใช้กระจกใสเป็นวัสดุหลักของอาคารในเมืองน้อยใหญ่แห่งศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด กลายเป็นแฟชั่นที่เตลิดหลุดไปไกลจากหลักการและหน้าตาของงานสถาปัตยกรรมบาวเฮาส์อย่างมาก ยากจะเดาความเห็นที่บิดาและมารดาแห่งสถาปัตยกรรมสมัยใหม่อาจมีต่อพัฒนาการเหล่านี้ เป็นไปได้ว่าพวกเขาจะตื่นตาตื่นใจกับขนาดอลังการและเทคโนโลยีล้ำสมัยซึ่งพวกตนไม่เคยมีโอกาสทดลองหรือสัมผัส แต่ถ้าได้รับรู้ถึงความไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของการใช้กระจกท่ามกลางวิกฤติการเปลี่ยนแปลงสภาวะอากาศ และได้เห็นว่ามันถูกมองเป็นสัญลักษณ์ของความหรูหราราคาแพง ความร่ำรวยขององค์กร ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือรับใช้การเชิดชูสถานะ “ความเจริญแบบสากลตะวันตก” พวกเขาจะนับกระแสแฟชั่นนี้เป็นทายาทหรือไม่

การใช้บานกระจกขนาดยักษ์เป็นผิวพรรณและเกราะหุ้มอาคารมีความสะดวกในการรักษาสภาพตึกให้ดูดีในระยะยาว เพราะสามารถถอดเปลี่ยนแยกออกเป็นชิ้นๆโดยไม่ต้องรื้อทำลายโครงสร้างหลัก นอกจากนั้นกระจกยังทำความสะอาดง่าย ตึกที่ผิวภายนอกเป็นกระจกทั้งหมดจึงจะไม่ “เก่า” เพราะสีซีด ปูนร้าว หรือเกิดรอยด่างจากคราบน้ำฝนหรือเขม่าควันดำ ความโปร่งใสและสะท้อนแสงธรรมชาติของมันให้ภาพลักษณ์แบบ “เมืองอนาคต” ในจินตนาการ ซึ่งปัจจุบันหมายถึงความทันสมัยและเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ และถ้าสร้างในย่านสำคัญๆของเมือง การใช้กระจกใสที่เปิดทัศนวิสัยรอบด้านก็สามารถผลักมูลค่าของอาคารให้สูงขึ้นได้มหาศาล

ขณะเดียวกัน ตึกกระจกต้องได้รับการประคบประหงมด้วยพลังงานมหาศาลเพื่อดูแลหน้าตาหรูหราไฉไลของมันให้ไม่ร้อนรุ่มเกินไป ภายในตัวอาคารต้องคุมให้เย็นอยู่เสมอด้วยเครื่องปรับอากาศกำลังสูง เปิดตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง การใช้พลังงานลักษณะนี้ส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมและซ้ำเติมภาวะโลกร้อนที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆและไม่อาจถูกมองข้ามอีกต่อไป แม้แต่ เคน ชัตเติลเวิร์ธ (Ken Shuttleworth) สถาปนิกของบริษัท Foster and Partners ซึ่งโด่งดังจากการออกแบบตึกเกอร์คิน (The Gherkin) แห่งกรุงลอนดอน หนึ่งในตึกกระจกแก้วที่มีชื่อเสียงและคุ้นตาที่สุดในโลก ยังออกมาสารภาพว่าการออกแบบตึกระฟ้าสวมเกราะกระจกทั้งแท่งเป็นวิธีคิดที่ไม่ควรทำต่อไปอีกแล้ว เขาใช้คำว่า “เราต้องมีความรับผิดชอบกันมากขึ้น” หมายความว่าถึงเวลาที่เมือง องค์กร และนักออกแบบ ต้องคิดถึงปัจจัยอื่นที่สำคัญกว่าหน้าตาและการตามกระแสแฟชั่นของมโนภาพแห่งเมืองเสียที

นอกจากประเด็นสิ่งแวดล้อม นักวิจารณ์จำนวนหนึ่งเริ่มเห็นว่าตึกกระจกทำให้ทุกมุมโลกมีหน้าตาเหมือนกันจนทำให้ประสบการณ์ “ใช้ชีวิต” ของคนเมืองขาดความหลากหลายในการเรียนรู้จากการสัมผัสมิติทางพื้นผิวของวัสดุและขาดการแลกเปลี่ยนเชิงวัฒนธรรม การตามกระแสแฟชั่นของผู้สร้างตึกกระจกส่งผลต่อทัศนวิสัยและสภาพแวดล้อมของสังคมอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง และการต้องเห็นต้องใช้สิ่งที่เหมือนกันในทุกแห่งหนคือการมอบประสบการณ์ซ้ำซากที่ไม่ส่งเสริมให้มนุษย์ใช้ศักยภาพในการอยู่ร่วมกันได้อย่างสร้างสรรค์ 

เห็นได้ไม่ยากว่าการตามกระแสแฟชั่นทางสถาปัตยกรรมเป็นการสนองประโยชน์ขององค์กรและปัจเจกที่ต้องการได้ชื่อว่าเป็นส่วนหนึ่งของยุคสมัย ในขณะที่การคำนึงถึงปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมและมิติการใช้ชีวิตของคนในชุมชนเป็นการวิเคราะห์คำนึงถึงสังคมและประโยชน์ส่วนรวม

เช่นนี้แล้ว หากจำเป็นต้องเลือกแนวทางที่เหมาะสมที่สุดสำหรับหน้าตาในอนาคตของเมือง เราคงต้องเริ่มจากคำถามง่ายๆว่า “เมืองมีไว้สำหรับใครกันแน่”

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...