โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

แบงก์ชี้ "รวมหนี้รายย่อย" ไม่ปัง! เหตุมีทางเลือกอื่น-คนกังวลถูกปิดบัตร

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 20 พ.ย. 2563 เวลา 23.43 น. • เผยแพร่ 20 พ.ย. 2563 เวลา 23.43 น.

แบงก์เผยมาตรการ “รวมหนี้รายย่อย” ไม่เปรี้ยง ! ลูกค้าเข้าร่วมโครงการแค่หลักร้อยล้านบาท เหตุมีหลายมาตรการช่วยไปแล้ว “ทีเอ็มบี” นำเสนอ “รถแลกเงินเคลียร์หนี้” ใช้รถเป็นหลักประกันแทนบ้าน เชื่อเอื้อให้ลูกหนี้ที่มีรถรวมหนี้ง่ายขึ้น “กสิกรไทย” ชี้คนกังวลต้อง “ปิด/ถูกลดวงเงิน” บัตร ด้าน ธปท.เผย Q3 สัดส่วนหนี้ที่ได้รับความช่วยเหลือลดลง 7.7 แสนล้านบาท เหตุลูกหนี้เริ่มกลับมาชำระหนี้ได้

นายอนุวัติร์ เหลืองทวีกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารลูกค้ารายย่อย ธนาคารทหารไทย (TMB) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า จากที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้มีมาตรการปรับปรุงโครงสร้างหนี้สำหรับลูกหนี้รายย่อยด้วยวิธีการรวมหนี้ (debt consolidation) เพื่อช่วยลูกหนี้ที่เป็นหนี้หลายประเภท ล่าสุดธนาคารสำรวจพบว่าลูกค้าสนใจพอสมควร มูลหนี้ราว 500 ล้านบาท

ซึ่งส่วนใหญ่จะสนใจรวมหนี้สินเชื่อบัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล (พีโลน) และสินเชื่อรถยนต์ อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้ธนาคารมีโครงการช่วยเหลือลูกค้าหลากหลายมาตรการ เช่น เลื่อนพักการชำระหนี้ (skip payment)เป็นต้น ทำให้ลูกค้ามีทางเลือกในการแก้ปัญหาหนี้หลายทาง

“ลูกค้าที่เป็นหนี้กับทีเอ็มบีและธนชาตสามารถรวมหนี้กันได้ ซึ่งแม้วงเงินต่อรายจะไม่สูง แต่ถือว่าลูกค้าให้ความสนใจดี เนื่องจากช่วยลดภาระดอกเบี้ยเดิมที่ลูกค้าจะต้องจ่ายราว 18-22% ลดลงมาอยู่ในอัตราต่ำเท่ากับดอกเบี้ยบ้าน”

นายป้อมเพชร รสานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านสินเชื่อรถยนต์ ธนาคารทหารไทย (TMB) และรองกรรมการผู้จัดการธุรกิจสินเชื่อรถยนต์ ธนาคารธนชาต กล่าวว่า ธนาคารได้จัดทำโปรดักต์ “รถแลกเงินเคลียร์หนี้” ให้ลูกค้าใช้รถยนต์เป็นหลักประกันในการรวมหนี้ได้ โดยรวมหนี้กับสินเชื่อไม่มีหลักประกัน เช่น บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล บัตรกดเงิน เพื่อลดภาระผ่อนการชำระหนี้ในดอกเบี้ยลดลงเหลือเฉลี่ย 4% ต่อปี จากปกติดอกเบี้ยสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกันเฉลี่ย 18-25%

“การเพิ่มฟีเจอร์นี้จะทำให้ตลาดเรากว้างมากขึ้น เพราะทำง่ายกว่าการรวมหนี้กับสินเชื่อบ้าน เนื่องจากการประเมินราคารถจะง่ายกว่าและไม่ซับซ้อน โดยลูกค้าเองก็ได้ดอกเบี้ยถูกลง และสัดส่วนภาระหนี้ต่อรายได้ (DSR) ของลูกค้าก็ลดลงด้วย เพราะหนี้บัตรต่าง ๆ ถูกรวมไว้ในก้อนเดียว”

นายสุรัตน์ ลีลาทวีวัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ธนาคารไม่ได้ทำมาตรการรวมหนี้แบบปูพรม แต่จะสำรวจลูกค้าบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลที่เริ่มมีสัญญาณผิดปกติ เช่น เริ่มผ่อนชำระล่าช้าและค้างชำระ

โดยธนาคารจะเสนอโปรแกรมรวมหนี้ให้ลูกค้า หรือลูกค้าจะเดินเข้ามาติดต่อ (walk in) สาขาธนาคารได้ด้วยตัวเองก็ได้ ซึ่งปัจจุบันมีลูกค้าเข้าโครงการรวมหนี้แล้วประมาณ 188 รายถือว่าค่อนข้างน้อย โดยส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากมาตรการช่วยเหลือต่าง ๆ ที่แบงก์ออกมาก่อนหน้านี้ ทำให้ลูกค้าได้รับความช่วยเหลือไปค่อนข้างมากแล้ว

“เราก็สำรวจลูกค้าต่อเนื่อง หากเริ่มมีวันค้างชำระเราก็จะเข้าไปนำเสนอเลยว่ามีโครงการนี้ ลูกค้าสนใจหรือไม่ แต่ส่วนใหญ่ประเด็นลูกค้ากังวลเรื่องปิดบัตรเครดิต หรือลดวงเงินในบัตร ทำให้คนสนใจเข้ามาน้อยแค่ 188 ราย จากฐานบัตรเป็นล้านราย และมูลหนี้ต่อรายเฉลี่ยไม่สูงมากเพราะเป็นลูกค้ารายย่อย”

นางอภิพันธ์ เจริญอนุสรณ์ ผู้จัดการใหญ่ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า มีลูกค้าจำนวนหนึ่งที่ให้ความสนใจติดต่อสอบถามข้อมูลของโครงการดังกล่าวเข้ามา คิดเป็นมูลหนี้ราว 100 ล้านบาท อย่างไรก็ดี พบว่าส่วนใหญ่ไม่เข้าเกณฑ์ เนื่องจากลูกค้าไม่มีสินเชื่อที่มีหลักประกัน หรือบางรายเป็นลูกค้าที่มีสถานะปกติ ไม่ได้มียอดค้างชำระ

นางสาวณญาณี เผือกขำ ประธานกรรมการ กรุงศรี คอนซูมเมอร์ กล่าวว่า มีลูกค้ากรุงศรีให้ความสนใจเข้าร่วมโครงการรวมหนี้รายย่อยประมาณ 14 รายคิดเป็นมูลหนี้รวม 1.4 ล้านบาท วงเงินเฉลี่ยอยู่ที่ 1 แสนบาทต่อบัญชี ถือว่าค่อนข้างน้อย

เนื่องจากก่อนหน้านี้มีหลายมาตรการออกมาช่วยแล้ว เช่น การลดอัตราการชำระขั้นต่ำ บัตรเครดิตจาก 10% เหลือ 5% และสินเชื่อส่วนบุคคลลงมาอยู่ที่ 3% จาก 5% หรือมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ TDR ที่ลดดอกเบี้ยและยืดอายุการชำระหนี้ให้นานที่สุดในระบบถึง 96 เดือน ซึ่งปัจจุบันมีลูกค้าเข้าโครงการแล้วกว่า 3.2 หมื่นรายวงเงิน 2,500 ล้านบาท เป็นต้น

นางสาวสุวรรณี เจษฎาศักดิ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ธปท. กล่าวว่า ในไตรมาส 3 ปี 2563 ระบบธนาคารพาณิชย์มีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) อยู่ที่ 3.14% ปรับเพิ่มขึ้นจากไตรมาส 2 ที่เอ็นพีแอลอยู่ที่ 3.09% ถือว่าเพิ่มขึ้นไม่สูง เนื่องจากผลของมาตรการ ธปท. และมาตรการช่วยเหลือของธนาคารพาณิชย์ผ่านการปรับโครงสร้างหนี้เชิงป้องกัน

“ในไตรมาส 3 สัดส่วนหนี้ที่ได้รับความช่วยเหลือปรับลดลง เนื่องจากลูกหนี้บางส่วนกลับมาชำระหนี้ได้หลังมาตรการทยอยสิ้นสุดลง โดยการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ ณ 30 ก.ย. 2563 อยู่ที่ 3.78 ล้านล้านบาท คิดเป็น 26% ของสินเชื่อรวม ลดลงจาก 4.55 ล้านล้านบาท หรือ 31% ณ มิ.ย. 63 ซึ่งลดลงจากพอร์ตสินเชื่อรายย่อย” นางสาวสุวรรณีกล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...