โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“FinTech” ไทย . . . ทำอย่างไรให้เกิดขึ้นจริง?

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 22 ก.ค. 2562 เวลา 05.38 น. • เผยแพร่ 20 ก.ค. 2562 เวลา 06.08 น.

ปัจจุบันทั่วโลกต่างตื่นตัวกับเทคโนโลยีหรือ “ฟินเทค” (FinTech) ที่เข้ามามีบทบาทในโลกธุรกิจการเงินมากขึ้นทุกที ทั้งในแง่ของการอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงแหล่งทุนและการทำธุรกรรมทางการเงิน แต่ขณะเดียวก็สร้างความยากลำบากให้กับหน่วยงานที่กำกับดูแลที่จะต้องปรับตัวให้ทัน เพื่อให้การกำกับดูแลกิจกรรมทางการเงินหลายรูปแบบเป็นไปอย่างเหมาะสมและทั่วถึง

วันที่ 19 ก.ค. ที่ผ่านมา ได้มีการจัดเสวนาในหัวข้อ “Collaboration for Inclusive Digital Finance: How to Make it Happen?” ภายในงาน Bangkok FinTech Fair 2019 ซึ่งจัดขึ้นโดย ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ณ ศูนย์การเรียนรู้ ธนาคารแห่งประเทศไทย โดยมีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับการสร้างความร่วมมือในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีใหม่เพื่อพัฒนาบริการทางการเงินดิจิทัล

อนาคตของฟินเทค เขย่าโลกการเงิน

นายแอนโทนี ตัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง Grab ชี้ว่า ฟินเทคจะเข้ามามีบทบาทในแง่ของเพิ่มประสิทธิภาพและเพิ่มรายได้ให้กับภาคธุรกิจ ขณะเดียวกันก็กระจายโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุนของผู้คนมากขึ้น

ด้านนายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการบริหารธนาคารกรุงเทพ มองในแง่ของผู้ให้บริการธุรกรรมทางการเงินที่จะเพิ่มจำนวนขึ้นจากเดิมที่มีแต่ธนาคาร

ขณะที่นายณัฐวุฒิ อมรวิวัฒน์ ผู้ร่วมก่อตั้ง T2P บริษัทสตาร์ทอัพด้านฟินเทค ชี้ว่าปัญหาสำคัญคือ “ทำอย่างไรให้ผู้บริโภคหันมาใช้ช่องทางออนไลน์ในกาทำธุรกรรมทางการเงินมากขึ้น” โดยยกตัวอย่าง SCG ที่ได้เริ่มใช้แพลตฟอร์ม “B2BC” ของ T2P โดยร่วมกับธนาคารในการจ่ายค่าจ้างให้พนักงาน เป็นการสร้างประสบการณ์ในการใช้จ่ายออนไลน์ให้กับบุคคลทั่วไป ซึ่งจะช่วยให้โลกการเงินดิจิทัลเป็นไปได้ในอนาคต

ส่วนในด้านของหน่วยงานกำกับดูแลการเงิน ดร.วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการ ธปท. ระบุว่า ฟินเทคจะเข้ามาทำให้บริการทางการเงินมีหลากหลายรูปแบบมากขึ้นในอนาคต รวมถึงสังคมที่กำลังก้าวสู่การเป็นสังคมไร้เงินสด (Cashless Society) ทำให้หน่วยงานกำกับดูแลต้องปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ให้เท่าทันโลกเทคโนโลยี

รู้ใจผู้บริโภค ร่วมกันพัฒนาฟินเทค

เมื่อฟินเทคจะมีบทบาทสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจในอนาคต จะทำอย่างไรให้การใช้งานฟินเทคขยายตัว นายณัฐวุฒิ อมรวิวัฒน์ชี้ว่าความร่วมมือของทุกภาคส่วนและสร้างประสบการณ์การในการใช้จ่ายเงินผ่านทางออนไลน์ยังเป็นสิ่งสำคัญ รวมถึงสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการแข่งขันพัฒนาฟินเทคเพื่อสร้างแพลตฟอร์มที่ตอบโจทย์ผู้ใช้งาน นายแอนโทนี ตันกล่าวเสริมว่า การใช้ผู้บริโภคเป็นศูนย์กลางจะนำไปสู่การแข่งขันและการพัฒนาฟินเทคได้

ด้าน ดร.วิรไท สันติประภพ ได้มองในมุมของผู้กำกับดูแลว่า การแข่งขันทางธุรกิจยังคงต้องเป็นไปอย่างเหมาะสมและอยู่ภายใต้การกำกับดูแล อย่างไรก็ตาม หน่วยงานด้านการกำกับดูแลจะต้องสร้างระบบนิเวศหรือ Ecosystem ที่เหมาะสมต่อการแข่งขันเพื่อดึงภาคธุรกิจเข้ามาร่วมมือในการพัฒนาฟินเทค

ขณะที่นายจรัมพร โชติกเสถียรกล่าวว่า การใช้จ่ายออนไลน์ต่างจากการใช้จ่ายด้วยเงินสด ตรงที่ทุกความเคลื่อนไหวทางการเงินออนไลน์จะถูกบันทึกไว้ ซึ่งข้อมูลดังกล่าวอาจถูกนำไปวิเคราะห์เพื่อใช้ประโยชน์ทั้งโดยภาครัฐและภาคธุรกิจ นั่นคือสิ่งสำคัญที่ทำให้หลายคนรู้สึกวิตกกังวลว่าจะถูกละเมิดความเป็นส่วนตัว การสร้างความเข้าใจเป็นหนทางหนึ่งที่ทำให้ผู้บริโภคสบายใจมากขึ้นที่จะใช้บริการทางการเงินออนไลน์

สร้างความร่วมมือที่ดี ใน “Ecosystem”

สำหรับ Ecosystem หรือการสร้างระบบนิเวศให้เหมาะสมต่อการพัฒนาฟินเทคต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน นายจรัมพร โชติกเสถียรชี้ว่า ธนาคารต้องเป็นสถาบันหลักที่อำนวยความสะดวกทั้งต่อภาคธุรกิจและผู้บริโภค ขณะเดียวกันก็ธนาคารยังต้องรักษาความเชื่อมั่นในการเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้บริการ ทั้งนี้ประสานกันระหว่าง ธนาคาร เอกชนรายใหญ่ และฟินเทค จะยิ่งเพิ่มศักยภาพในการให้บริการทางการเงินดิจิทัล

ส่วนนายณัฐวุฒิ อมรวิวัฒน์กล่าวว่า ภาคธุรกิจจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานด้านการกำกับดูแลเพื่อปรับปรุงข้อกำหนดต่าง ๆ ที่อุปสรรคต่อการใช้เทคโนโลยีให้บริการทางการเงินรูปแบบใหม่ ส่วนนายแอนโทนี ตันชี้ว่า ความร่วมมือระหว่างธุรกิจต่างชาติกับธุรกิจท้องถิ่นโดยเฉพาะการเรียนรู้ซึ่งกันและกันเป็นสิ่งสำคัญ รวมถึงต้องสร้างความเชื่อใจกันระหว่างภาคธุรกิจและภาครัฐด้วย

ขณะที่ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแล ดร.วิรไท สันติประภพระบุว่า การปรับตัวเพื่อสร้างความสมดุลระหว่างการเป็นผู้กำกับดูแลและผู้อำนวยความสะดวกเป็นสิ่งสำคัญของภาครัฐ โดยเฉพาะการเน้นไปที่ผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ ทั้งนี้ ธปท. ได้มีบทบาทในการผลักดันฟินเทคมาโดยตลอด ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนคือ พร้อมเพย์ ที่ปัจจุบันมีผู้ใช้งานที่เชื่อมต่อกับบัญชีธนาคารราว 50 ล้านราย ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง

ทั้งนี้ ธปท. ยังตั้งเป้าจะพัฒนา Thai QR Code เพื่ออำนวยความสะดวกในการใช้จ่ายเงินออนไลน์อีกด้วย

ดร.วิรไท สันติประภพยังได้กล่าวถึงประเด็นเรื่องสกุลเงินออนไลน์หรือคริปโตเคอเรนซี่ “ลิบรา” ของเฟสบุ๊กที่อาจกลายเป็นส่วนสำคัญของฟินเทคในอนาคต โดยมองว่า ลิบรายังไม่น่ากังวลสำหรับประเทศไทย เนื่องจากสกุลเงินบาทยังคงเป็นที่เชื่อมั่นในความมีเสถียรภาพ และลิบรายังไม่ได้รับการยอมรับจากภาคธุรกิจ ดังนั้นจึง “เป็นไปไม่ได้เลย” ที่ลิบราจะเข้ามาทดแทนเงินบาทได้ อย่างไรก็ตาม ธปท. ยังคงจับตามองลิบราอย่างใกล้ชิดด้วยหลักคิดของมาร์ค คาร์นีย์ ผู้ว่าการธนาคารกลางแห่งอังกฤษที่ว่า “Open mind but not open door” ดร.วิรไทกล่าวทิ้งท้าย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...