โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

‘สิงคโปร์’ จ่อแบนโฆษณา ‘เครื่องดื่มรสหวาน’ สู้โรคเบาหวาน

The Bangkok Insight

อัพเดต 10 ต.ค. 2562 เวลา 11.04 น. • เผยแพร่ 10 ต.ค. 2562 เวลา 10.54 น. • The Bangkok Insight

สิงคโปร์เตรียมสั่งห้ามโฆษณาเครื่องดื่มประเภทน้ำอัดลม และน้ำผลไม้จำนวนหนึ่ง ส่วนหนึ่งของมาตรการที่ออกมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อควบคุมการบริโภคน้ำตาลของประชาชนในประเทศ ที่มีอัตราผู้ป่วยโรคเบาหวานสูงสุดแห่งหนึ่งของโลก

กระทรวงสาธารณสุข สิงคโปร์ เปิดเผยว่า ภายใต้มาตรการที่วางไว้นั้น เครื่องดื่มที่มีน้ำตาลปริมาณมาก จะต้องติดฉลากคำเตือนสุขภาพเอาไว้ด้วย

“เราจะสั่งห้ามการโฆษณาผลิตภัณฑ์ ที่ไม่มีประโยชน์ต่อสุขภาพนี้ ในทุกช่องทางสื่อ รวมถึง วิทยุและโทรทัศน์ สื่อสิ่งพิมพ์ สื่อนอกบ้าน และช่องทางออนไลน์”

การเคลื่อนไหวล่าสุดของสิงคโปร์นี้ ถือได้ว่าก้าวไปไกลกว่ามาตรการควบคุมการบริโภคน้ำตาลของประเทศอื่นๆ อย่างเม็กซิโก และอังกฤษ ที่มีกฎควบคุมการโฆษณาทางโทรทัศน์ สำหรับเครื่องดื่ม และอาหารที่มีแคลลอรีสูง เพื่อป้องกันความเสี่ยงสำหรับเด็ก

นอกจากนี้ สิงคโปร์ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาจัดเก็บภาษีต่อผู้ผลิต และผู้นำเข้าเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาลในปริมาณสูง หรืออาจถึงขั้นสั่งห้ามขายเครื่องดื่มบางประเภท

แถลงการณ์ของกระทรวงสาธารณสุข สิงคโปร์ บอกด้วยว่า จะดำเนินการปรึกษากับผู้บริโภค ผู้ผลิตเครื่องดื่ม และอุตสาหกรรมโฆษณาในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า เกี่ยวกับมาตรการต่างๆ แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดถึงกำหนดเวลาที่ชัดเจนสำหรับการบังคับใช้ในเรื่องข้างต้น

ทางด้านโคคา โคลา ผู้ผลิตเครื่องดื่มรายใหญ่สุดของโลก ระบุว่า บริษัทชื่นชมต่อแผนการดังกล่าว ที่สิงคโปร์มีกำหนดเปิดเผยรายละเอียดในปีหน้า และจะเดินหน้าลดระดับน้ำตาลในเครื่องดื่มของบริษัทที่จำหน่ายในสิงคโปร์

“เราจะดำเนินการทบทวนสูตรเครื่องดื่มต่างๆ ของเราในสิงคโปร์ เพื่อลดปริมาณน้ำตาลลงมา เราเห็นด้วยว่า น้ำตาลที่มากเกินไปไม่ได้เป็นผลดีสำหรับใคร” นายอาห์เหม็ด เยเฮีย ผู้จัดการประจำประเทศ โคคา โคลา สิงคโปร์ และมาเลเซีย กล่าว พร้อมเสริมว่า บริษัทมองเห็นผลกระทบที่จะมีต่อสินค้าของบริษัทจากการประกาศนี้ไม่มากนัก

ทั้งนี้ สิงคโปร์ ถือเป็น 1 ในประเทศที่มีจำนวนผู้ป่วยโรคเบาหวานสูงสุดของโลก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการมีประชากรสูงวัยเพิ่มขึ้นอย่างมาก และวัฒนธรรมการบริโภคอาหารนอกบ้าน ตามศูนย์อาหารต่างๆ ที่มีราคาย่อมเยา

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...