โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

ย้อนรอย 20 ปี เหตุวินาศกรรม 9/11 ผ่าน 5 สารคดี 4 ภาพยนตร์

Sarakadee Lite

อัพเดต 19 ก.ย 2564 เวลา 19.02 น. • เผยแพร่ 10 ก.ย 2564 เวลา 16.16 น. • ทศพร กลิ่นหอม

11 กันยายน ค.ศ. 2021 ครบรอบ 20 ปีเหตุวินาศกรรม 9/11 เหตุการณ์วินาศกรรมครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่มีการบันทึกภาพเหตุการณ์จริงขณะเกิดเหตุจริงถ่ายทอดทางโทรทัศน์ไปทั่วโลก ย้อนไปในเช้าวันอังคารที่ 11 กันยายน ค.ศ. 2001 ไม่มีใครคาดคิดว่าประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาจะถูกโจมตีจากกลุ่มผู้ก่อการร้ายอย่างสาหัสที่สุด โดยเครื่องบินโดยสารจำนวน 4 ลำถูกจี้กลางอากาศลำหนึ่งพุ่งชนตึกเพนตากอน และอีก 2 ลำถูกบังคับให้พุ่งชนอาคารเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ ตึกแฝด 110 ชั้น ศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ ส่วนเครื่องบินลำที่ 4ตกลงในทุ่งที่รัฐเพนซิลเวเนีย

9/11 ไม่ได้สร้างความเสียหายและความเศร้าสะเทือนเฉพาะแผ่นดินอเมริกาแต่ยังเป็นเหตุการณ์ช็อกโลกที่ติดอยู่ในความเศร้าโศกของหลายคน รวมทั้งยังได้ส่งผลให้สงครามก่อการร้ายเปิดฉากขึ้นต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน Sarakadee Lite ขอพาย้อนไปสู่ 20 ปี เหตุวินาศกรรม 11 กันยายน ผ่าน 5 สารคดี 4 ภาพยนตร์ สะท้อนเหตุวินาศกรรม 9/11 ซึ่งบางเรื่องอย่าง NYC Epicenters9/11 ->2021½ ของผู้กำกับ สไปค์ ลี และ Turning Point: 9/11 and the War on Terror ของ ไบรอันแนปเพนเบอร์เกอร์ก็สร้างใหม่เนื่องในครบรอบ 20 ปีในปี 2021โดยเฉพาะ

9/11

Fahrenheit 9/11

ประเภท : ภาพยนตร์สารคดี

ผู้กำกับ : ไมเคิล มัวร์ (Michael Moore)

ปีที่ออกฉาย : ค.ศ.2004

เนื้อหา

3 ปีหลังเหตุวินาศกรรมเมื่อวันที่ 11 กันยายน ค.ศ.2001 สหรัฐอเมริกายกทัพบุกอิรักและเปิดสงครามอิรัก โค่นซัดดัม ฮุสเซน ผู้นำอิรักในเวลานั้นไมเคิล มัวร์ ทำหนังแทนการเขียนบทความวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลสหรัฐอเมริกาภายใต้การนำของประธานาธิบดีจอร์จ บุช (ซีเนียร์) ว่าใช้ข้ออ้างจากเหตุวินาศกรรม 9/11 ในการผลักดันอเมริกาเปิดสงครามต่อต้านก่อการร้าย (War on Terror) ในอิรักและอัฟกานิสถาน รวมถึงการที่สภาคองเกรสผ่านร่าง พ.ร.บ. ต่อต้านก่อการร้าย(Patriot Act) อย่างรวดเร็วเมื่อเดือนตุลาคม ค.ศ.2001 เพียง 1 เดือนหลังเหตุวินาศกรรม

ความเห็นผู้กำกับ

“ผมคิดว่าคนอเมริกันส่วนใหญ่เห็นด้วยว่าเราต้องไล่ล่าหาตัวคนมารับผิดชอบการก่อเหตุที่คร่าชีวิตคนไปกว่า 3,000 คน แต่อย่างที่ ริชาร์ด คลาร์ก (Richard Clarke) พูดตรงประเด็นว่า ในวันที่ 12 กันยายน (1 วันหลังเกิดเหตุ) รัฐบาลบุชไม่ได้สนใจจะล่าตัวคนก่อการจริงๆหรอก แค่อยากถล่มอิรักอยู่แล้ว”

ไมเคิล มัวร์ ผู้กำกับ อ้างความเห็นของ ริชาร์ด คลาร์ก อดีตผู้สื่อข่าวด้านสายข่าวต่อต้านก่อการร้ายที่ทำเนียบขาว ซึ่งเขาได้ให้สัมภาษณ์ไว้ในสารคดีเพื่อประกอบการสร้างเรื่องราวนำเสนอถึงความไม่โปร่งใสของรัฐบาลสหรัฐฯ ในการทำสงครามที่ตะวันออกกลาง และการเปิดฉากสงครามอิรัก โดยส่งเครื่องบินไปทิ้งระเบิดหวังปลิดชีพ ซัดดัม ฮุสเซน ผู้นำอิรักในวันที่ 20 มีนาคม ค.ศ.2003 ด้วยข้อกล่าวหาว่า อิรัก ภายใต้การปกครองของซัดดัม ฮุสเซน แอบผลิตและครอบครองอาวุธร้ายแรง รวมถึงการสนับสนุนกลุ่มก่อการร้ายอัลกออิดะห์ ผู้อยู่เบื้องหลังเหตุวินาศกรรม 9/11

รางวัลและกระแส

ภาพยนตร์เรื่องนี้แม้จะเป็นสารคดี มีข้อมูลข้อเท็จจริง แต่แนวทางการนำเสนอเน้นการผลักดันประเด็นทางการเมืองที่ชัดเจน ทำให้ภาพยนตร์ได้เปิดข้อถกเถียงและแบ่งแยกความเห็นต่างขั้วในสังคมอเมริกัน ทั้งยังได้รับการตอบรับจากผู้ชมล้นหลามจนกลายภาพยนตร์สารคดีที่ทำเงินสูงสุดตลอดกาลในสหรัฐอเมริกา และชนะรางวัลปาล์มทองคำ สำหรับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม จากเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ (The Cannes Film Festival) ที่ฝรั่งเศสเมื่อเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2004

นักวิจารณ์บางคนชี้ว่า เนื้อหาเข้าข่ายภาพยนตร์โฆษณาชวนเชื่อ และมีวาระซ่อนเร้นเพื่อขับเคลื่อนความเห็นทางการเมือง ที่ผู้กำกับไมเคิล มัวร์ แสดงท่าทีชัดเจนว่าไม่เห็นด้วยกับนโยบายเปิดสงครามต่อต้านก่อการร้ายในอิรักและอัฟกานิสถาน ของประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช ในช่วงที่มีกระแสต้านบุช ช่วงเวลาที่ภาพยนตร์ออกฉายในปีที่สหรัฐอเมริกาจะเลือกตั้งประธานาธิบดีวาระใหม่

อ้างอิง

9/11

9/11: One Day in America

ประเภท : สารคดี ซีรีส์ 6 ตอนจบ

ผู้กำกับ : แดเนียล โบกาโด (Daniel Bogado)

ปีที่ออกฉาย : ค.ศ.2021

เนื้อหา

9/11: One Day in America อำนวยการผลิตโดย พิพิธภัณฑ์และอนุสรณ์สถานรำลึกเหตุการณ์ 9/11 ร่วมกับ เนชันแนล จีโอกราฟิก (National Geographic) ในวาระครบรอบ 20 ปีเหตุวินาศกรรม โดยสารคดีมีทั้งหมด 6 ตอน เล่าเรื่องเรียงลำดับไทม์ไลน์เหตุการณ์ ตั้งแต่บรรยากาศช่วงเช้าตรู่ของอเมริกา ก่อนที่เครื่องบินลำแรกพุ่งชนตึกเวิลด์เทรดฝั่งใต้ (เซาท์ทาวเวอร์) ในเวลา 8.30 น. ตามเวลาที่นิวยอร์กและความสับสนอลหม่านที่เกิดขึ้นในลำดับต่อมา ตามด้วยการเจาะชีวิตของคนที่อยู่ในเหตุการณ์นั้น ทั้งจากคลิปเสียง ฟุตเทจและบทสัมภาษณ์ย้อนหลังจากปัจจุบันถึงประสบการณ์ส่วนตัวของแต่ละคนที่ผ่านเหตุการณ์จริง

ความเห็นผู้กำกับ

“ประเด็นคืออยากให้เห็นว่าวันนั้นคนที่อยู่ในเหตุการณ์มีพฤติกรรมอย่างไรเป็นการให้ข้อมูลกับผู้ชมถึงความน่าสะพรึงของเหตุการณ์ที่มันมากมาย แต่ก็ทำให้เห็นถึงมนุษยธรรมด้วย”

รับชม : ช่อง National Geographic บริการผ่าน AIS Play Box

อ้างอิง

20 ปี เหตุวินาศกรรม 9/11

Turning Point: 9/11 and the War on Terror

ประเภท : สารคดีซีรีส์ 5 ตอนจบ

ผู้กำกับ : ไบรอันแนปเพนเบอร์เกอร์(Brian Knappenberger)

ปีที่ออกฉาย : ค.ศ.2021

เนื้อหา

สารคดีซีรีส์ โดย Netflix ชื่อภาษาไทยว่าจุดเปลี่ยน: 11 กันยายนและสงครามต่อต้านการก่อการร้าย เป็น ซีรีส์ 5 ตอนจบ ที่เล่าประวัติศาสตร์การเมืองและการทหารของสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่เหตุการณ์ที่ปูทางมาสู่วินาศกรรม11 กันยายน 2001 อันเป็นผลพวงมาจากนโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาและการเข้าร่วมในสงครามหลายครั้งหลายหนกับหลายกลุ่มและหลายประเทศในแถบตะวันออกกลางนับตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1970 ช่วงท้ายของยุคสงครามเย็น (การต่อสู้ระหว่าง สหรัฐฯ มหาอำนาจเสรีประชาธิปไตยกับ สหภาพโซเวียต ฝ่ายมหาอำนาจสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ที่เริ่มมาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2)

เมื่อสหรัฐฯ จัดทัพครูฝึกไปฝึกฝนนักรบมูจาฮิดีนเพื่อขับไล่โซเวียตที่มาบุกอัฟกานิสถานในปี ค.ศ. 1979 และทำสงครามยาวไป 10 ปี ต่อด้วยสงครามปราบปรามอิรักในยุค 90 เพื่อช่วยคูเวตจากการรุกรานของอิรักและเป็นต้นทางกลุ่มต่อต้านสหรัฐฯอย่างกลุ่มอัลกออิดะห์ที่มีทั้งการโจมตีสหรัฐฯ ในต่างประเทศ และนำมาสู่เหตุวินาศกรรม 11 กันยายน ค.ศ. 2001 ต่อเนื่องถึงสงครามอัฟกานิสถานที่ยืดเยื้อถึง 20 ปีที่สหรัฐฯ ตั้งต้นจากการไล่ล่า โอซามา บิน ลาเดน ผู้นำกลุ่มอัลกออิดะห์ที่ทางการสหรัฐฯ เชื่อว่าได้รับความช่วยเหลือจากกลุ่มตาลีบันในอัฟกานิสถาน

เรื่องราวร้อยเรียงจากบทสัมภาษณ์ยืนยันข้อมูลโดยบุคคลที่เกี่ยวข้องในเหตุการณ์สงคราม ทั้งเจ้าหน้าที่รัฐ อดีตหน่วยสืบราชการลับซีไอเอ ทหารผ่านศึกจากกองทัพสหรัฐฯ กองทัพอัฟกานิสถาน หัวหน้าหน่วยของกลุ่มติดอาวุธตาลีบัน อดีตสมาชิกรัฐบาลอัฟกานิสถาน ผู้รอดชีวิตและประชาชนทั่วไป

รับชม : Netflix

20 ปี เหตุวินาศกรรม 9/11

NYC Epicenters9/11 ->2021½

ประเภท : สารคดีซีรีส์ 4 ตอนจบ

ผู้กำกับ : สไปค์ ลี (Spike Lee)

ปีที่ออกฉาย : ค.ศ.2021

เนื้อหา

สารคดี 4 ตอนจบโดย สไปค์ ลี ผู้กำกับที่เกิดและเติบโตในย่านบรุกลิน นิวยอร์กเล่าเรื่องชะตากรรมของชาวเมืองนิวยอร์ก จากเหตุการณ์สำคัญในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา เริ่มจากเหตุการณ์ล่าสุดที่นิวยอร์กเผชิญโรคระบาดโควิด-19 ย้อนไปถึงเหตุการณ์เมื่อ 20 ปีก่อนเกิดเหตุวินาศกรรม 11 กันยายน ค.ศ. 2001 ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์ที่ร้ายแรงที่สุดบนแผ่นดินสหรัฐอเมริกาและนิวยอร์ก สารคดีนำเสนอเรื่องราวของเหตุการณ์ 9/11 ผ่านคำบอกเล่าของผู้ประสบเหตุการณ์จริงทั้งประชาชนทั่วไปและเจ้าหน้าที่ส่วนต่างๆ ที่ร่วมอยู่ในเหตุการณ์ครั้งนั้น

ประเด็นเกี่ยวกับ 9/11

ในซีรีส์ตอนสุดท้าย เน้นถึงการสดุดีผู้ที่รอดจากเหตุการณ์ 9/11 และคนที่เสียชีวิตโดยเฉพาะวีรบุรุษนิรนามที่อยู่เบื้องหลังการอพยพคนออกจากย่านแมนแฮตตัน หลังจากตึกเวิลด์เทรดอาคารฝั่งเหนือฝั่งใต้และอาคาร 7 ได้ถล่มลงมาราบเป็นหน้ากลองยังจุดที่ปัจจุบันเรียกว่า กราวด์ ซีโร (Ground Zero) ซึ่งผู้กำกับสไปค์ ลี ได้แสดงภาพใบหน้าของคนเหล่านั้นพร้อมให้เครดิตชื่อพวกเขาด้วย

นอกจากนี้เนื้อหาของเรื่องราวยังชี้ถึงนโยบายของรัฐที่ไม่จริงใจในการดูแลประชาชน โดยเฉพาะประเด็นที่ไม่มีใครพูดถึงว่า หลังจากตึกแฝดถล่มลงมาแล้ว หัวหน้ากรมควบคุมมลพิษของนิวยอร์กยืนยันกับเจ้าหน้าที่กู้ภัยด่านหน้าเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะไม่มีสารพิษหรือมลพิษใดๆ ที่เสี่ยงกระทบต่อสุขภาพแต่สไปค์ ลีได้นำหลักฐานตัวตนผู้ที่มีปัญหาสุขภาพเรื้อรังนับตั้งแต่วันเกิดเหตุและต้องดูแลตัวเองโดยที่รัฐยังคงทำเหมือนรู้เท่าไม่ถึงการณ์ว่าจะมีผลกระทบเกิดขึ้น และแม้การกล่าวหารัฐเรื่องมลพิษกระทบต่อสุขภาพจะพูดได้ไม่เต็มปาก แต่สไปค์ ลี ก็ใส่เรื่องนี้ไว้ในภาพยนตร์แบบไม่ยั้ง โดยตีตราว่ารัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดีบุชนั้น “โกหก” ที่ไปกล่าวหาว่าประเทศในตะวันออกกลางแอบซุกอาวุธที่มีประสิทธิภาพทำลายล้างเพื่อเป็นเหตุผลในการบุกประเทศเหล่านั้น

อย่างไรก็ตาม สไปค์ ลี ก็ได้เซนเซอร์ตัวเองไปเรียบร้อย เพื่อเลี่ยงข้อครหาว่าป้ายยาหรือใส่ทฤษฎีสมคบคิดที่ทำให้คนไขว้เขว โดยผู้กำกับ สไปค์ ลี ยอมตัดต่อพาร์ตที่เขาใส่ข้อมูลและเรื่องราวกว่า 30 นาที ที่สัมภาษณ์ข้อมูลด้านสถาปัตยกรรมที่ตั้งข้อสงสัยกับการถล่มของตึกเวิลด์เทรดที่พังลงมาราวกับถูกกดปุ่มระเบิดจากฐานในชั่วพริบตาและทรุดตัวลงมาเป็นเศษฝุ่นผงไม่เหลือกระทั่งซากโครงสร้างตึกว่าอาจจะเป็นการกดปุ่มถล่มตึกของคนวงใน (รัฐบาลรู้เห็น) ไม่ใช่แรงระเบิดจากเชื้อเพลิงของเครื่องบินที่พุ่งชนตึกจนทำให้โครงสร้างของตึกเวิลด์เทรดทนความร้อนหลอมละลายจากภายในอย่างที่ทางการสรุป

รับชม : HBO Max

อ้างอิง

Manhunt: The Inside Story of the Hunt for Bin Laden

ประเภท : ภาพยนตร์สารคดี

ผู้กำกับ : เกรก บาร์เกอร์ (Greg Barker) ดัดแปลงบทจากหนังสือ Manhunt: The Ten-Year Search for Bin Laden from 9/11 to AbbottabadโดยPeter Bergen

ปีที่ออกฉาย : ค.ศ.2013

เนื้อหา

ภาพยนตร์สารคดีติดตามภารกิจลับของเจ้าหน้าที่ซีไอเอกลุ่มเล็กๆกลุ่มหนึ่งที่เป็นผู้หญิงในการติดตามข้อมูลแกะรอยตามหาตัว โอซามา บิน ลาเดน ผู้ต้องหาว่าบงการการก่อวินาศกรรมถล่มอเมริกา 11 กันยายน ค.ศ. 2001เจ้าหน้าที่ซีไอเอทีมนี้ติดตามเก็บข้อมูลแกะรอยบินลาเดนมาตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1990 และส่งข่าวกรองเพื่อจะหยุดยั้งการโจมตีอเมริกาของเขาให้ได้ แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ 9/11 พวกเขาก็ถูกตำหนิติเตียนจนกระทั่ง 10 ปีต่อมาจึงสามารถแกะรอยและปลิดชีพบิน ลาเดนได้ในที่สุด

ประเด็นที่เกี่ยวกับ 9/11

สารคดีของ HBO Documentary Films เรื่องนี้เล่าข้อมูลชุดเดียวกับภาพยนตร์เรื่อง Zero Dark Thirty แต่เป็นการร้อยเรียงคำสัมภาษณ์ข้อมูลภาพและเสียงจากบุคคลที่เข้าร่วมในปฏิบัติการจริง โดยเฉพาะกลุ่มเพื่อนสาวเจ้าหน้าที่ซีไอเอหญิงที่สามารถระบุตำแหน่งของบิน ลาเดน ได้ หลังจากเวลายืดเยื้อมากว่า 2 ทศวรรษและปลดภาระที่หนักอกในประวัติศาสตร์ที่แสนชอกช้ำของชาวอเมริกันได้เสียที

ความเห็นผู้กำกับ

“ผมหวังว่าหนังจะสะท้อนการไล่ล่าบิน ลาเดน ว่ามันเป็นเรื่องของทางเลือก… และผู้ชมจะกลับไปถามตัวเองว่า ถ้าพวกเขาเผชิญกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นแบบที่เห็นในหนังพวกเขาจะเลือกทำอะไร”

รางวัล

เอมมีอวอร์ด (Emmy Award) ปี 2013สาขาภาพยนตร์สารคดียอดเยี่ยม ฉายทางโทรทัศน์ช่วงไพรม์ไทม์(Outstanding Documentary or Nonfiction Special)

รับชม : HBO Max

อ้างอิง

United 93

ประเภท : ภาพยนตร์แนวชีวิต ระทึกขวัญ

ผู้กำกับ : พอล กรีนกราส (Paul Greengrass)

ปีที่ออกฉาย : ค.ศ.2006

เนื้อหา

United 93 เป็นภาพยนตร์เรื่องแรกที่พูดถึงเหตุการณ์ 9/11 ที่เกิดขึ้น และออกฉายหลังเหตุการณ์ผ่านไปแล้ว 5 ปี กับการนำเสนอภาพที่สะเทือนขวัญผู้รอดชีวิตและญาติผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ แม้ภาพยนตร์จะไม่ได้เก็บทุกรายละเอียด แต่ภาพยนตร์ถ่ายทอดเรื่องราวและอารมณ์ความรู้สึกบรรยากาศที่เกิดขึ้นในสถานการณ์คับขันก่อนที่ผู้โดยสารและลูกเรือ United Airlines Flight 93 จะลาโลกไปพร้อมกับเหตุวินาศกรรมที่คนทั้งโลกไม่เคยลืม

สำหรับเครื่องบินสายการบินยูไนเต็ดแอร์ไลน์ เที่ยวบินที่93 (United Airlines Flight 93) เป็นเครื่องบิน 1ใน 4 ลำที่ถูกสลัดอากาศจี้เพื่อนำไปก่อเหตุวินาศกรรมในวันที่ 11 เดือนกันยายน ค.ศ. 2001 โดยเครื่องบินสายการบินยูไนเต็ดแอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ 93 ทำการบินระหว่างสนามบินที่ นวร์ก (Newark) มุ่งหน้าสู่กรุงวอชิงตัน ดีซี พร้อมบรรดาลูกเรือ ผู้โดยสารและผู้บังคับอากาศยานรวม 40 คน ทั้งหมดต้องเผชิญกับช่วงเวลาระทึกขวัญก่อนที่เครื่องบินจะตกที่บริเวณเมืองแชงค์วิลล์(Shanksville) รัฐเพนซิลวาเนีย ในเวลา 10.30 น.ช่วงสายของวันที่11 กันยายน

ประเด็นที่เกี่ยวกับ 9/11

เอกสารของหน่วยงานสืบสวนกลางของสหรัฐฯ หรือ FBI ระบุว่า เครื่องบิน United 93 ถูกสลัดอากาศ 4 คน บังคับเครื่องบินให้พุ่งเข้าชนตึกสำนักงานเหมืองร้างที่ตั้งอยู่แชงค์วิลล์ เมืองเล็กๆ ที่ห่างจากพิตต์สเบิร์ก (Pittsburgh) ราว 80 ไมล์ ด้วยความเร็ว 580 ไมล์ต่อชั่วโมง ในมุมตั้งฉากกับอาคาร ส่งผลให้ตัวเครื่องบินถูกทำลายจนย่อยยับและจมอยู่ในซากอาคาร ไม่มีใครบนเครื่องบินรอดชีวิตจากเหตุการณ์นั้นเลย สำหรับเหตุการณ์เครื่องบินสายการบินยูไนเต็ดแอร์ไลน์ เที่ยวบินที่93 ตกเป็นเหตุการณ์สุดท้ายในเหตุวินาศกรรม 11 กันยายน 2001 หลังจากมีเหตุเครื่องบินพุ่งชนตึกเวิลด์เทรดเซนเตอร์ที่นิวยอร์ก 2 ลำ และพุ่งชนตึกเพนตากอน อีก 1 ลำ ในช่วงเช้าวันนั้น

ความเห็นผู้กำกับ

“ในสถานการณ์ตึงเครียดสุดจินตนาการแบบนั้น (ผู้โดยสาร) ต้องพยายามตั้งสติว่ามันกำลังเกิดอะไรขึ้น และพยายามตัดสินใจว่าควรจะทำอย่างไรจึงจะดีที่สุด ความคิดที่โต้แย้งกันว่า เราจะนั่งเฉยรอโชคช่วยหรือควรจะทำอะไรสักอย่าง และถ้าเราทำ มันจะส่งผลอย่างไรข้อถกเถียงที่เราคุยกันหลังเหตุการณ์ 9/11ทั้งเรื่องอัลกออิดะห์ สงครามต้านก่อการร้าย เป็นประเด็นใหญ่โตทั้งนั้น แต่เมื่อนึกถึงคนที่อยู่บนเครื่องบิน 1 ใน 4 ลำที่ถูกจี้ก่อเหตุในวันนั้นล่ะ สมองระดับมนุษย์อย่างเราๆ มันแทบจะไม่สามารถจับต้นชนปลายได้เลยนะ”

รับชม : YouTube, iTunes, GooglePlay

อ้างอิง

Land of Plenty

ประเภท : ภาพยนตร์แนวชีวิต

ผู้กำกับ : วิม เวนเดอร์ส (Wim Wenders)

ปีที่ออกฉาย : ค.ศ.2004

เนื้อหา

อดีตทหารผ่านศึกสงครามเวียดนามที่มีภาวะทางจิต หมกมุ่นกับการต่อต้านผู้ก่อการร้าย เขาจึงหวาดระแวงกับคนที่มีหน้าตาแบบชาวเอเชียตะวันออกกลาง และเกิดการละเมิดสิทธิคนในพื้นที่ด้วยความคิดเรื่องระวังความปลอดภัยจากผู้ก่อการร้ายขณะที่นักสอนศาสนาคริสต์ในกลางลอสแอนเจลิสก็เผชิญผลกระทบจากภาวะสังคมหวาดระแวงก่อการร้ายในอีกรูปแบบ

ภาพยนตร์เรื่องนี้นับว่าสะท้อนสภาพจิตวิทยาสังคมอเมริกันที่ตกอยู่ในภาวะหวาดระแวงหลังจากเหตุวินาศกรรม 9/11 การประกาศสงครามต่อต้านผู้ก่อการร้ายโดยผู้นำอเมริกันและกระแสหวาดระแวงคนเชื้อสายอาหรับและตะวันออกกลางที่เชื่อมโยงกับมุสลิม

ความเห็นผู้กำกับ

“Land of Plenty ไม่ใช่หนังต่อต้านอเมริกันเลย มันเป็นหนังที่พยายามจะรับมือกับความสับสน ความเจ็บปวดและความหวาดระแวงแต่ก็นะคุณจะเอาอะไรล่ะ บุช (จอร์จ ดับเบิลยู บุชประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในขณะนั้น) ก็ได้โน้มน้าวให้ทุกคนตั้งแต่วันแรกแล้วว่า คนที่ไม่เห็นด้วยกับสหรัฐฯ ก็คือเป็นผู้ต่อต้านสหรัฐฯ”

อ้างอิง

The Road to Guantanamo

ประเภท : ภาพยนตร์เรื่องยาวนำเสนอในแนว Docudrama

ผู้กำกับ : แม็ต ไวท์ครอส (Mat Whitecross) และ ไมเคิล วินเทอร์บอตทอม (Michael Winterbottom)

ปีที่ออกฉาย : ค.ศ.2006

เนื้อหา

หลังเหตุการณ์ 9/11 หนุ่ม3 คนเชื้อสายปากีสถาน สัญชาติบริติชและนับถือศาสนาอิสลาม ออกเดินทางเพื่อไปเข้าพิธีแต่งงานของ 1 ใน 3 หนุ่มกับเจ้าสาวของเขาที่ปากีสถาน พวกเขาถือโอกาสไปเที่ยวดินแดนอัฟกานิสถานที่มีชายแดนติดกับปากีสถานโดยไม่รู้ว่าภัยกำลังจะมาถึงตัว ทริปผจญภัยนอกเส้นทางนี้กลับกลายเป็นฝันร้าย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาสุขภาพ อาหารเป็นพิษ และสิ่งที่ไม่คาดคิดเมื่อพวกเขาพบว่าไม่เป็นที่ต้อนรับทั้งจากนักรบในพื้นที่และทหารอเมริกันที่ยึดครองอัฟกานิสถานตั้งแต่ค.ศ.2003 เป็นต้นมา และปลายทางสุดท้ายของพวกเขากลับกลายเป็น Camp X-Rayค่ายกักกันนักโทษของกองทัพสหรัฐฯ ที่อ่าวกวนตานาโม (Guantanamo Bay) ในคิวบา

ประเด็นที่เกี่ยวกับ 9/11

ภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างจากเรื่องจริงของพลเมืองอังกฤษเชื้อสายปากีสถาน 3 คนที่สื่อมวลชนอังกฤษเรียกว่า “เดอะ ทิปตัน ทรี”(The Tipton Three) เดินทางในเดือนตุลาคมค.ศ.2001 จากเมืองทิปตัน(Tipton) ไปปากีสถานและลัดเลาะเข้าไปที่เมือง คอนดุซ (Konduz) ทางตอนเหนือของอัฟกานิสถาน ดินแดนยึดครองของกลุ่มพันธมิตรฝ่ายเหนือซึ่งต่อต้านรัฐบาลตาลีบันและทั้งสามก็ถูกกลุ่มพันธมิตรฝ่ายเหนือจับตัวไปคุมขังที่คุกทางตอนเหนือของอัฟกานิสถาน ก่อนส่งตัวให้กองทัพสหรัฐฯซึ่งตั้งข้อหาว่าพวกเขาเป็นคนของกลุ่มอัลกออิดะห์และส่งตัวสามหนุ่มไปคุมขังและผ่านการสอบสวนอย่างทารุณที่อ่าวกวนตานาโมในคิวบาที่เดียวกับที่สหรัฐฯ ใช้คุมขังผู้ต้องหาคดีก่อวินาศกรรม 9/11และเป็นค่ายกักกันที่ตั้งขึ้นโดยรัฐบาลบุชเมื่อค.ศ.2002 เพื่อไล่จับผู้ก่อการร้ายเบื้องหลังเหตุการณ์ 9/11และคดีอื่นๆที่ต่อต้านสหรัฐอเมริกาโดยการก่อตั้งคุกที่คิวบาเพื่อเลี่ยงการละเมิดข้อตกลงเจนีวา

ทั้งสามหนุ่มบริติช-มุสลิมกลายเป็นเหยื่อไปด้วย พวกเขาถูกจองจำและผ่านกระบวนการสอบสวนที่มีการทรมานนักโทษอย่างโหดเหี้ยมยาวนานถึง 2 ปี

ความเห็นผู้กำกับ

The Road to Guantanamo เปิดโอกาสให้บริติช-มุสลิม3 คนนี้ได้เล่าเรื่องจากมุมของพวกเขา รวมถึงเปิดเผยให้เห็นว่าค่ายกักกันสอบสวนผู้ต้องสงสัยอย่างทารุณและละเมิดความเป็นมนุษย์อย่างไร”

อ้างอิง

Zero Dark Thirty

ประเภท : ภาพยนตร์แนวแอ็กชันระทึกขวัญ

ผู้กำกับ : แคทธริน บิเกโลว์ (Kathryn Bigelow)

ปีที่ออกฉาย : ค.ศ.2012

เนื้อหา

มายา เจ้าหน้าที่หญิงนำทีมเจ้าหน้าที่หน่วยราชการลับซีไอเอของสหรัฐฯแกะรอยโอซามา บิน ลาเดน ศัตรูหมายเลข 1 ของสหรัฐฯ หลังเหตุการณ์ 9/11 จนพบแหล่งที่ซ่อนตัวแน่ชัด ทางรัฐบาลสหรัฐฯ ในยุคของประธานาธิบดีบารัค โอบามา จึงสั่งการให้หน่วยปฏิบัติการพิเศษเข้าสังหารเขาทันที

ประเด็นที่เกี่ยวกับ 9/11

ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นดราม่าที่อิงจากเหตุการณ์จริงปฏิบัติการตามล่า โอซามา บิน ลาเดน ผู้นำกลุ่มอัลกออิดะห์ผู้ถูกรัฐบาลสหรัฐอเมริกาประกาศล่าตัวข้อหาเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการก่อวินาศกรรม 11 กันยายน ได้สำเร็จหลังตามล่ามายาวนานถึง 10 ปี

หนังฉายภาพตั้งแต่การแกะรอยโดยทีมสายลับซีไอเอจนถึงขั้นตอนสืบสวนที่ใช้การทารุณนักโทษเพื่อเค้นข้อมูลและนาทีที่หน่วยปฏิบัติการพิเศษ (หน่วยซีล แห่งกองทัพเรือสหรัฐฯ) ได้เข้าบุกสังหาร โอซามา บิน ลาเดนที่ปากีสถาน ในคืนวันที่ 1 พฤษภาคม ค.ศ. 2011 โดยการปลิดชีวิต โอซามา บิน ลาเดนศัตรูหมายเลข 1 ของสหรัฐฯ ผู้ต้องหาบงการการก่อวินาศกรรม 11 กันยายน 2001 เป็นภารกิจที่ยืดเยื้อแต่ก็จบลงในที่สุดและคนที่ทำให้ปฏิบัตินี้สำเร็จคือ ทีมเจ้าหน้าที่หญิงกลุ่มเล็กๆในหน่วยซีไอเอ

เหตุการณ์ในภาพยนตร์และชื่อตัวละครปฏิบัติการและตัวตนทั้งหมดของผู้ร่วมงานเป็นชื่อสมมติขึ้นเพื่อถ่ายทอดอารมณ์เท่านั้น ส่วนตัวตนและปฏิบัติการจริงนั้นมีในภาพยนตร์สารคดีเรื่อง Manhunt: The Inside Story of the Hunt for Bin Laden ภาพยนตร์สารคดี(ค.ศ.2013)ร่วมทุนสร้างโดย HBO กำกับโดย เกรก บาร์เกอร์ (Greg Barker)

ความเห็นผู้กำกับ

“สงครามต้านก่อการร้ายกระทบกับทุกคนทั่วโลก โดยเฉพาะครอบครัวผู้ประสบเหตุการณ์ 9/11 เจ้าหน้าที่กู้ภัยและสายลับพิเศษของกองทัพ เป็นเกียรติอย่างมากที่ได้เล่าเรื่องราวที่ยืดเยื้อมาตลอดช่วง 10 ปีในความมืดตั้งแต่เกิดเหตุวินาศกรรม 11 กันยายน 2001 จนถึงคืนวันที่ 1 พฤษภาคม ค.ศ. 2011 (เมื่อบิน ลาเดนถูกปลิดชีพในที่สุด)”

“ในฐานะมนุษย์คนหนึ่งฉันอยากจะปิดตา แต่ในฐานะคนทำหนังฉันรู้สึกว่ามันเป็นความรับผิดชอบที่ต้องบันทึกและเป็นประจักษ์พยาน (กับฉากทรมานนักโทษในค่ายที่กวนตานาโมซึ่งมีอยู่จริง) ฉันคิดว่าการที่หนังมันกระตุ้นให้เกิดการพูดคุยถกเถียงกันจริงจังก็ถือเป็นคำชมนะ แต่แอบผิดหวังอยู่บ้างเมื่อหนังถูกมองผิดประเด็น”

รับชม: Mono Max

อ้างอิง

Fact File

เหตุวินาศกรรม 11 กันยายน ค.ศ. 2001 ได้เกิด 3 เหตุการณ์ 3 จุดเกิดเหตุโดยเครื่องบินโดยสาร 4 ลำ

  • เหตุการณ์ที่ 1 : เครื่องบินโดยสาร 2 ลำ พุ่งชนตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ที่นิวยอร์ก
  • เหตุการณ์ที่ 2 : เครื่องบินโดยสาร 1 ลำ พุ่งชนตึกอาคารสำนักงานใหญ่ของกองบัญชาการทหารสหรัฐฯ หรือ เพนตากอน
  • เหตุการณ์ที่ 3 : เครื่องบินโดยสารพร้อมผู้โดยสารสายการบิน ยูไนเต็ดแอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ 93 (United Airline Flight 93)ตกลงในทุ่งที่รัฐเพนซิลเวเนีย

The post ย้อนรอย 20 ปี เหตุวินาศกรรม 9/11 ผ่าน 5 สารคดี 4 ภาพยนตร์ appeared first on SARAKADEE LITE.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...