โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

SMEs-การเกษตร

เกษตรกรระยอง ปลูกมะเขือเทศเชอรี่ เน้นคุณภาพ ลูกค้าติดใจรสชาติ ผลผลิตมีไม่ทันขาย

เทคโนโลยีชาวบ้าน

อัพเดต 10 พ.ย. 2565 เวลา 09.59 น. • เผยแพร่ 13 พ.ย. 2565 เวลา 10.00 น.

ปัจจุบัน เกษตรกรทั้งรายใหม่และรายเก่า ได้มีการปรับเปลี่ยนการทำเกษตรมากขึ้น โดยเน้นผลิตสินค้านำตลาดที่สามารถจำหน่ายได้แน่นอน ส่งผลให้พืชที่ปลูกออกมาแต่ละรอบการผลิตไม่ล้นตลาด แถมยังจำหน่ายได้ราคา จึงมีผลกำไรไม่เกิดหนี้สินทำเป็นอาชีพได้อย่างยั่งยืน

คุณพศิณ พิมมะรัตน์ เป็นเกษตรกรที่ได้เรียนรู้การผลิตสินค้านำตลาด โดยปลูกมะเขือเทศเชอรี่ให้มีคุณภาพเป็นพืชปลอดสารพิษ พร้อมทั้งใช้ปุ๋ยชีวภาพเสริมในเรื่องของการเจริญเติบโต ทำให้มะเขือเทศทุกผลมีรสชาติดี และที่สำคัญตลาดมีความต้องการผลผลิตที่เขาปลูก จนบางช่วงสินค้ามีไม่เพียงพอต่อความต้องการเลยทีเดียว

มีแรงบันดาลใจอยาก

ทำงานด้านการเกษตร

คุณพศิณ เล่าให้ฟังว่า อาชีพหลักที่ทำอยู่ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับงานเกษตรเลยแม้แต่น้อย และเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมามีโอกาสได้ดูสารคดีต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับในหลวงรัชกาลที่ 9 เห็นพระองค์ท่านทรงงานและมีโครงการที่เกี่ยวกับด้านการทำเกษตรเป็นจำนวนมาก ทำให้ได้รับแรงบันดาลใจว่างานด้านเกษตรนี้เป็นเหมือนอาชีพหลักของคนไทย ทำให้เริ่มมีความสนใจและอยากเรียนรู้การทำเกษตรมากขึ้น จึงได้เข้าอบรมและศึกษาข้อมูลต่างๆ เพื่อนำองค์ความรู้ที่ได้มาทำเกษตรในพื้นที่บ้านของเขาเอง

“พอเรามีเวลาใครชวนไปอบรมในเรื่องอะไร เราก็จะไปเพื่อศึกษาหาองค์ความรู้ ช่วงแรกๆ มีโอกาสไปเรียนรู้การปลูกพืชแบบอินทรีย์ พอเสร็จแล้วเราก็นำความรู้ที่ได้มาปรับใช้กับพื้นที่บ้านของเรา มาปลูกพืชแบบอินทรีย์ ช่วงแรกๆ ปลูกผักถึง 22 ชนิด การดูแลค่อนข้างมีปัญหา ต่อมาได้ปรับเปลี่ยน ปลูกพืชที่ตลาดมีความต้องการ อย่างมะเขือเทศเชอรี่ เราก็ปลูกอยู่และได้รสชาติที่ดี จึงได้หันมาปลูกมะเขือเทศเชอรี่อย่างเดียว และปลูกให้มีคุณภาพ ปัจจุบันทำให้พืชตัวนี้เป็นสินค้าหลักของสวนเรา และลูกค้ามีความต้องการสูง” คุณพศิณ เล่าถึงที่มาของการทำเกษตร

มะเขือเทศเชอรี่จึงเป็นพืชหลักของเขา ที่ส่งจำหน่ายให้กับห้างสรรพสินค้าและลูกค้าที่มาติดต่อขอซื้อเพียงอย่างเดียว โดยทำสินค้าให้มีคุณภาพและรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว หรือเรียกง่ายว่าหากจะทานมะเขือเทศเชอรี่ที่อร่อต้องมาซื้อที่นี่เพียงที่เดียว

ใช้ปุ๋ยชีวภาพแทนปุ๋ยเคมี

เพื่อบำรุงต้นมะเขือเทศ

ในเรื่องของการปลูกมะเขือเทศเชอรี่ให้ได้คุณภาพนั้น คุณพศิณ บอกว่า หากมีการจัดการที่ดีมะเขือเทศก็ไม่ใช่พืชที่ปลูกยากอย่างที่คิด โดยที่สวนของเขาเน้นปลูกแบบปลอดสารพิษ มีการสร้างโรงเรือนและปลูกพืชอยู่ภายใน จึงทำให้ไม่มีแมลงศัตรูพืชเข้ามาทำลาย ซึ่งโรงเรือนมีขนาดอยู่ที่ 7×15 เมตร ความสูงอยู่ที่ 3 เมตร หลังคาโรงเรือนคุมด้วยพลาสติก ความหนา 150 ไมครอน และด้านข้างล้อมด้วยตาข่ายกันแมลงทั้งหมด

“ก่อนที่จะนำต้นมะเขือเทศเชอรี่มาปลูกในโรงเรือน จะเพาะกล้าแยกไว้ก่อน พอกล้าได้อายุประมาณ 20 วัน ก็จะนำเข้ามาปลูกภายในโรงเรือน ปลูกลงในวัสดุปลูกวางได้ 4 แถว หรือทั้งหมดประมาณ 140 ต้น ต่อ 1 โรงเรือน โดยการให้น้ำทั้งหมดจะเน้นเป็นระบบน้ำหยดวันละ 1 ครั้ง แต่ช่วงที่ปลูกในโรงเรือนใหม่ๆ 45 วันแรก ต้องรดน้ำด้วยสายยางเข้ามาช่วย เพราะช่วงนี้ต้องการน้ำปริมาณมาก และจะทำให้รากมะเขือเทศกระจายได้ทั่ววัสดุปลูกอีกด้วย” คุณพศิณ บอก

เมื่อต้นมะเขือเทศเริ่มมีความแข็งแรงจะจับยอดให้เลื่อยขึ้นกับหลักที่เตรียมไว้ จากนั้นฉีดพ่นน้ำหมักชีวภาพทุก 3-4 วันครั้งให้ทั่วบริเวณโรงเรือนเพื่อบำรุงทางใบ ส่วนธาตุอาหารทางรากจะใส่จุลินทรีย์จากหน่อกล้วย ดูแลอย่างนี้ไปเรื่อยๆ จนมะเขือเทศได้อายุ 60-70 วัน พืชจะเริ่มออกดอก หลังจากนั้นอีก 1 เดือน จะมีผลผลิตให้เก็บจำหน่ายได้

ซึ่งผลผลิตที่ออกมาสามารถเก็บจำหน่ายได้เกือบทุกวันเป็นเวลานานถึง 3 เดือน หลังจากนั้นจะรื้อต้นเก่าทิ้งและเริ่มปลูกใหม่ในรุ่นต่อไป

ส่วนในเรื่องของการป้องกันโรคในมะเขือเทศเชอรี่นั้น คุณพศิณ บอกว่า จะใช้สารชีวภัณฑ์ต่างๆ เช่น เชื้อราบิวเวอเรีย เชื้อไตรโคเดอร์ม่า และอื่นๆ อีกหลายชนิด เพื่อเป็นการป้องกันโรคและแมลง จะไม่มีการใช้สารเคมีเด็ดขาด เพราะจากประสบการณ์ที่ได้ปลูกมะเขือเทศมา การใช้สารเคมีส่งผลต่อรสชาติของมะเขือเทศให้เปลี่ยนไป มีรสสัมผัสที่ไม่อร่อยคงเดิม

ส่งห้างสรรพสินค้า

และมีลูกค้าซื้อถึงหน้าสวน

ในเรื่องของการทำตลาดจำหน่ายมะเขือเทศเชอรี่ คุณพศิณ บอกว่า เกิดจากช่วงแรกที่มีลูกค้าได้มาซื้อผักอินทรีย์ภายในสวน และได้ลองทานมะเขือเทศและติดใจในรสชาติ ก็ยังเป็นลูกค้าประจำซื้อขายกันอยู่เสมอ และลูกค้าบางส่วนเกิดจากการบอกกันไปปากต่อปาก จึงทำให้มีลูกค้าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ บางช่วงมะเขือเทศที่ผลิตในสวนมีปริมาณที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการ

“โดยการปลูกเราก็จะวางแผนให้มีผลผลิตต่อเนื่อง ขั้นต่ำที่ส่งจำหน่ายอยู่ที่ 50-100 กิโลกรัมต่อสัปดาห์ โดยผลผลิตแต่ละครั้งจะค่อนข้างพอดี ตามแผนที่วางไว้ จะไม่ผลิตเกินต่อความต้องการ ดังนั้นเราจึงไม่มีของเหลือหรือเกินอายุส่งให้ลูกค้าแน่นอน ราคามะเขือเทศเชอรี่สีแดงขายอยู่ที่กิโลกรัมละ 170 บาท ส่วนสีเหลืองขายที่กิโลกรัมละ 300 บาท ซึ่งการเก็บแต่ละครั้งก็จะนำมาคัดไซซ์อีกครั้ง เพื่อให้ได้ขนาดผลเล็ก ผลกลาง และผลใหญ่ ตามความชอบของลูกค้าแต่ละคน” คุณพศิณ บอก

สำหรับท่านใดที่สนใจในเรื่องของการทำเกษตรเป็นอาชีพสร้างรายได้นั้น คุณพศิณ แนะนำว่า ให้เลือกพืชชนิดใดก็ได้ที่ตลาดนิยม แต่ต้องมีการปลูกให้มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว และเป็นที่ต้องการของลูกค้าอยู่เสมอ พร้อมทั้งหมั่นศึกษาและทดลองลงมือทำด้วยตนเองอยู่เป็นประจำ ช่วยให้เกิดเป็นประสบการณ์และความชำนาญ ส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตรมีคุณภาพและจำหน่ายได้ราคาดี เกิดเป็นอาชีพที่ทำได้อย่างต่อเนื่อง

สนใจศึกษาดูงานและปรึกษาเรื่องการปลูกมะเขือเทศเชอรี่แบบคุณภาพ สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณพศิณ พิมมะรัตน์ ณ ตำบลสำนักท้อน อำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง หมายเลขโทรศัพท์ 081-410-4101

เผยแพร่ในระบบออนไลน์เป็นครั้งแรก เมื่อวันเสาร์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ.2564

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...