โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เทรนด์ “รักษ์โลก”มาแรง! โอกาสเป็น “เศรษฐี” ของเอสเอ็มอีมาถึงแล้ว

เส้นทางเศรษฐี

อัพเดต 16 ธ.ค. 2562 เวลา 08.20 น. • เผยแพร่ 15 ธ.ค. 2562 เวลา 05.56 น.

เทรนด์ “รักษ์โลก” มาแรง! โอกาสเป็น “เศรษฐี” ของเอสเอ็มอีมาถึงแล้ว

ต้องยอมรับว่าเทรนด์ของการรักษาสิ่งแวดล้อมมาแรงมากๆ ในปีสองปีผ่านมา ทั้งยังทำท่าว่าจะมาแรงขึ้นเรื่อยๆ เพราะเท่าที่ดูจากหลายๆ องค์กรที่ทำธุรกิจค้าปลีก และธุรกิจอื่นๆ ต่างช่วยกันรณรงค์ในการลดละเลิกในการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากพลาสติกกันมากขึ้น

บางองค์กรประกาศเป็นนโยบายของบริษัทเลย ขณะที่อีกหลายๆ องค์กรก็พยายามกระโดดเข้ามาเล่นในแคมเปญนี้ เพราะมองเห็นแล้วว่าปัญหาขยะพลาสติกส่งผลต่อโลกใบนี้จริงๆ

ใครไม่สนใจอาจตกขบวนได้

ฉะนั้น จึงไม่แปลกที่เราจะเห็นแทบทุกหน่วยงานของภาคเอกชน มหาวิทยาลัย ห้างค้าปลีก และแม้แต่ร้านกาแฟแบรนด์ดังๆ ต่างช่วยกันลดละเลิกการใช้ผลิตภัณฑ์พลาสติกทุกชนิดให้กับลูกค้า ด้วยการถามว่า…จะรับถุง หลอด แก้วพลาสติกไหมคะ

สำคัญไปกว่านั้น เร็วๆ นี้ภาครัฐจะเชื้อเชิญห้างโมเดิร์นเทรดใหญ่ๆ ประมาณ 9 หน่วยงานมาช่วยกันรณรงค์ในเรื่องนี้ด้วย โดยหนึ่งในไฮไลต์สำคัญที่คาดว่าห้างโมเดิร์นเทรดเหล่านั้นน่าจะให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่คือการลดหย่อนภาษีให้กับทุกๆ หน่วยงานที่ไม่ใช้พลาสติกสูงถึง 125 เปอร์เซ็นต์

ผมว่าเป็นเรื่องดีทีเดียว เพราะนับจากนี้เป็นต้นไป ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจห้างร้าน หรือร้านค้าย่อยต่างๆ ที่ขายสินค้าอะไรก็ตามที่เดิมทีเคยใช้ถุง หลอด จาน ชาม แก้วพลาสติกทั้งหลายก็จะประหยัดต้นทุนไปได้ส่วนหนึ่ง

แต่สำหรับรายละเอียดจะเป็นอย่างไร ลองค่อยๆ ติดตามกันต่อไป เห็นทราบข่าวเลาๆ ว่าน่าจะเริ่มบังคับใช้ในปี 2563 ถามว่าเรื่องที่ผมเล่ามาให้ฟังทั้งหมดเกี่ยวอะไรกับผู้อ่านบ้าง ต้องบอกว่าเกี่ยวแน่นอนครับ เพราะทางหนึ่งเป็นเรื่องของมาตรการในการรณรงค์ลดละเลิกในการใช้ผลิตภัณฑ์พลาสติก เพื่อให้โลกน่าอยู่ขึ้น

โดยมีห้างค้าปลีก และหน่วยงานอื่นๆ มากมายเป็นหัวหมู่ทะลวงฟัน แต่กระนั้น ถ้าพิจารณาดีๆ จะเห็นว่าปรากฏการณ์เช่นนี้น่าจะเป็นโอกาสทางธุรกิจของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทั่วประเทศอีกเช่นกันว่าจะหาทางพัฒนาผลิตภัณฑ์อะไรขึ้นมาได้บ้าง เพื่อให้ผลิตภัณฑ์เหล่านั้นเป็นที่ยอมรับ

ตลาดน่ะมีอยู่แล้ว แต่การใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการครีเอตผลิตภัณฑ์ขึ้นมาเพื่อให้ลูกค้าตอบสนอง ตรงนี้เป็นสิ่งที่น่าสนใจมากกว่า

ยกตัวอย่าง พวงหรีดกระดาษรีไซเคิล เพราะอย่างที่ทุกคนทราบกัน พวงหรีด 1 พวงที่เราส่งไปแสดงความอาลัยต่อญาติพี่น้อง หรือผู้ใหญ่ที่เราเคารพ สนนราคาขั้นต่ำก็ประมาณ 1,000 บาท ต่อพวง เมื่อใช้เสร็จก็เป็นขยะ

แถมยังเป็นขยะที่ทำลายค่อนข้างยาก หากพวงหรีดเหล่านั้นใช้โฟมเป็นองค์ประกอบในการปักดอกไม้สด ซึ่งเป็นสิ่งที่ทางวัดส่วนใหญ่ไม่ปรารถนาเลย บางวัดจึงเรียกค่าธรรมเนียมในการทำลายพวงหรีดด้วย

เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องยุ่งยากในการบริหารจัดการสำหรับเขา

แต่สำหรับพวงหรีดกระดาษรีไซเคิล ไม่เพียงจะย่อยสลายง่าย ไม่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งยังช่วยทำให้ทางวัดบริหารจัดการง่ายด้วย เป็นใคร ใครจะไม่ชอบ

ผมทราบข่าวว่าตอนนี้เริ่มมีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีหลายรายหันมาทำพวงหรีดกระดาษรีไซเคิลเป็นจำนวนมากขึ้น ที่สำคัญ ยังมีรายได้เป็นกอบเป็นกำด้วย

ผมถึงบอกไงว่าทุกอย่างอยู่ที่วิธีคิดทั้งสิ้น

เพราะตอนนี้เทรนด์ของโลกไปทางเรื่องสิ่งแวดล้อมแล้ว ถ้าผู้ประกอบการรายใดจับจุดถูก โอกาสที่จะลืมตาอ้าปากย่อมมีสูง ดูตัวอย่างจากชาวไร่ชาวนาหลายคนที่หันมาปลูกพืชผักอินทรีย์ หรือปลูกข้าวอินทรีย์

สำหรับคนที่มีที่มีทางอยู่แล้วสามารถทำได้ทันที แต่คนที่ไม่มีที่มีทางก็สามารถทำได้เช่นกัน ด้วยการเข้าไปพูดคุยกับห้างโมเดิร์นเทรดต่างๆ เพื่อขอเป็นตัวแทนในการส่งพืชผักอินทรีย์ให้กับเขา ผมว่าเขาสนใจ

แม้จะมีบางโมเดิร์นเทรดที่เขามีโครงการส่งเสริมเรื่องเหล่านี้อยู่บ้างแล้วให้กับชุมชนต่างๆ แต่กระนั้น ก็ไม่เพียงพอในระยะยาว อีกอย่างการที่ผู้บริโภคมีตัวเลือกมากขึ้นในการจับจ่ายใช้สอยก็นับเป็นเรื่องที่ดีสำหรับห้างโมเดิร์นเทรด และเราเอง เพราะจะได้มีชอยซ์มากขึ้น

จะได้ดูเหมือนไม่ผูกขาดไปเสียทีเดียว สำคัญไปกว่านั้น ตอนนี้โลกทั้งใบกำลังสนใจเรื่องนี้ และถ้าหากผลิตภัณฑ์ที่เราพัฒนาขึ้นมาเกิดไปเตะตาตลาดจีน อินเดีย และยุโรปขึ้นมาล่ะจะทำอย่างไรเพราะคนไทยมีฝีมือในเรื่องนี้ มีความละเอียด มีความใส่ใจ

ขอให้สินค้ามีความแตกต่างทั้งในเรื่องรูปแบบ แพ็กเกจจิ้ง คุณภาพ และราคา เราก็สามารถกลายเป็น “เศรษฐี” ได้ โดยไม่ยากเย็น ลองศึกษาเรื่องนี้ดูนะครับ ลองเสิร์ชจากกูเกิ้ลก็ได้

แล้วคุณจะรู้ว่าทุกๆ ปัญหามีโอกาสซ่อนอยู่เสมอ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...