โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“ชิมิลาคัง” จากวัดสุนัขหาย กลายเป็นที่ขอลูก และจุดกำเนิดภาพองคชาติแห่งภูฏาน

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 21 เม.ย. 2566 เวลา 17.56 น. • เผยแพร่ 23 ก.พ. 2566 เวลา 14.31 น.
“องคชาติแห่งภูฏาน” ลวดลายและสีสันบนองคชาติทำจากวัสดุคือไม้เป็นส่วนใหญ่ (ภาพโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อาชว์ภูริชญ์ น้อมเนียน สงวนลิขสิทธิ์ภาพ)

ชิมิลาคัง หรือ วัดสุนัขหาย เป็นวัดเก่าแก่ในภูฏาน ถูกค้นพบเมื่อปลายศตวรรษที่ 15 มีความน่าสนใจไม่น้อย เพราะผู้คนมักเดินทางมาที่ ชิมิลาคัง เพื่อขอลูก ทั้งยังเป็นจุดกำเนิดภาพองคชาติแห่งภูฏานอีกด้วย

ประเทศภูฏาน หรือ พระราชอาณาจักรภูฏาน แผ่นดินที่ถูกโอบล้อมไปด้วยแนวเทือกเขาหิมาลัย ร่ำรวยด้วยวัฒนธรรมประเพณีดั้งเดิมที่รักษาไว้ได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์และงดงาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเชื่อในพระพุทธศาสนาแบบวัชรยานแบบพุทธตันตระหรือลัทธิลามะแบบทิเบต ที่ยังคงปรากฏอยู่ทั่วทั้งแผ่นดินภูฏาน เช่น การก้มลงกราบแบบอัษฎางคประดิษฐ์ โดยให้อวัยวะทั้ง 8 จรดสัมผัสลงไปราบกับพื้นไม้/ดิน ตลอดจนถึงผู้คนที่นั่งนับสายประคำ การแกว่งกงล้อธรรมพร้อมทั้งเสียงสวดมนต์ ตามวิหาร อาราม สถูป พระเจดีย์เป็นต้น

หากสังเกตอย่างถ้วนถี่จะพบว่าคนภูฏานสร้างบ้านมีความละม้ายคล้ายคลึงกัน คือกำแพงก่อด้วยดินผสมด้วยเศษฟาง อัดทับเข้าด้วยกันจนแน่นและแข็งแรง ลักษณะเด่นเห็นจะเป็นบานกรอบหน้าต่างซึ่งทำด้วยไม้มีการเขียนลวดลายและระบายสีจนเกิดความสดใสและสวยงาม

บ้านที่เก่าแก่จะมีลักษณะเป็นอาคาร 4 ชั้น โดยชั้นล่างไว้เป็นที่เลี้ยงสัตว์ ได้แก่ หมู ม้า ลา ส่วนชั้นที่ 2 และ 3 เป็นห้องครัว ห้องพักผ่อน ห้องเก็บของ และชั้นบนสุดมีลักษณะเปิดโล่งให้แสงแดดและสายลมได้ส่องและลมโกรกเข้าออกได้ตลอดเวลา เพื่อการเก็บรักษาฟางไว้เป็นอาหารให้สำหรับบรรดาสัตว์เลี้ยง และห้องที่สำคัญที่สุดซึ่งทุกบ้านต้องมีคือ ห้องพระ

ส่วนกำแพงบ้านที่ทาด้วยสีขาว นอกจากจะมีภาพวาดที่สวยงามและเป็นสิริมงคลอันเป็นความหมายที่ดีแล้วอย่างเช่น อัฐมมงคล หรือ มงคล 8 อย่างได้แก่ รูปดอกบัว, กงล้อธรรม, หอยสังข์, แจกันสมบัติ, ลายประแจจีน, ธงแห่งชัยชนะ, ฉัตรทองคำ และ ปลาคู่ ภาพอื่น ๆ ยังมีให้เห็น และสะดุดตาที่สุดก็คือ รูปองคชาติ (อวัยวะเพศชาย) นิยมวาดไว้ตามผนังกำแพงบ้าน ร้านค้า ตลอดจนร้านอาหาร และโรงแรมต่าง ๆ ล้วนมีสัญลักษณ์องคชาติประดับตกแต่งให้เห็นเด่นชัดทั่วบ้านทั่วเมือง นี่ไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับคนภูฏาน แต่คงเป็นเรื่องที่คนแบบเราจะสนใจใคร่รู้เรื่องนี้ ซึ่งจุดกำเนิดรูปองคชาติและพิธีกรรมขอลูกล้วนเกี่ยวข้องกับ “ชิมิลาคัง”

วัดชิมิลาคัง (Chimi Lhakhang) หรือวัดสุนัขหาย ตั้งอยู่บนเนินเขาที่เมืองพูนาคา ถูกค้นพบใน ค.ศ. 1499 โดยพระงาหวัง ซอคเยล คนภูฏานเชื่อว่าหากไม่ประสบความสำเร็จเรื่องคู่ครองจะต้องมาแสวงบุญที่นี่ วัดแห่งนี้ยังมีความศักดิ์สิทธิ์เรื่องการมาขอพรให้ตั้งครรภ์มีลูกด้วย

วัดแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อถวายแด่ท่านดรุกปา คินเลย์ (Drukpa Kuenley) ตามตำนานของคนภูฏานเล่าว่า ท่านดรุกปา คินเลย์ ได้เผยแผ่ศาสนาพุทธนิกายวัชรยานตันตระ จนได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในบรรดาพระอริยะเจ้าผู้เป็นที่รักยิ่งของคนภูฏาน มีจุดเด่นในการเผยแผ่ธรรมนอกตำรา เช่น การใช้เพลง หรือบทกวีสองแง่สามง่าม นิทานที่มีเรื่องการร่วมเพศมาประกอบคำสอน เป็นจุดดึงดูดผู้คนให้เข้าถึงเนื้อแท้แห่งคำสอนของพระพุทธเจ้า

ข้อวัตรปฏิบัติของท่านจะแตกต่างจากพระลามะทั่วไป เช่น ชอบยิงธนูเล่น จนมีเรื่องเล่าว่า วันหนึ่ง ชาวบ้านถามท่านว่าจะแสดงปาฏิหาริย์อะไรเพื่อพิสูจน์ว่ามีความสามารถแกล้วกล้าในคาถาอาคมจริง ท่านบอกให้ชาวบ้านไปหาแพะกับวัวมา แล้วท่านก็ชำแหละเนื้อมาฉันจนอิ่ม แล้วนำกะโหลกแพะกับซี่โครงวัวมาเสกจนกลายเป็น “ทาคิน” (Takin) ที่กลายมาเป็นสัตว์มีลักษณะพิเศษคือหัวเป็นแพะ ตัวเป็นวัว จนคนภูฏานนับถือว่าเป็นสัตว์พิเศษ และยกย่องให้เป็นสัตว์ประจำชาติของภูฏาน

อีกตำนานหนึ่งเล่าขานกันว่า เมื่อท่านดรุกปา คินเลย์ จาริกผ่านช่องเขาศิลา บนเส้นทางระหว่างนครหลวงทิมพู สู่อดีตราชธานีพูนาคา ท่านพบเด็กเลี้ยงวัวนั่งร้องไห้ เพราะถูกนางปีศาจแห่งช่องเขาศิลารังควานจนเลี้ยงวัวไม่เป็นสุข ท่านจึงสำแดงเดชด้วยการเสกองคชาติให้ยาวเป็นงูเลื้อยรอบกาย จนนางปีศาจตกใจกลัวเผ่นหนีลงจากภูเขา จากนั้นท่านจึงสาบให้นางปีศาจกลายเป็นสุนัข แต่เกรงว่าจะไปรังควานชาวบ้านอีก จึงปราบสุนัขปีศาจตัวนั้นหายไปในพริบตา

ต่อมา มีผู้คนมาตั้งถิ่นฐานบริเวณนั้น จึงเรียกขานว่า “ตำบลชิมิ” แปลว่าตำบลสุนัขหาย อุทิศถวายแด่ท่านดรุกปา คินเลย์ แล้วท่านก็ได้ทำนายว่า ในอนาคตจะมีการสร้างวัดขึ้นที่นี่ เป็นที่มาของชื่อวัด “ชิมิ” แปลว่า ไม่มีสุนัข

วัดชิมิลาคัง ต้องใช้การเดินเท้า (trekking) ระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร ทางเดินเป็นธรรมชาติ ได้สัมผัสกับทุ่งนาและหมู่บ้านคนภูฏานแบบใกล้ชิด พร้อมทั้งภาพองคชาติที่ประดับตามผนังบ้านหลากหลายรูปแบบ ตลอดถึงองคชาติที่ทำด้วยไม้ ขนาดใหญ่ กลาง เล็ก มีสีสันสดสวย สดใส และราคาที่จับต้องได้ วางเรียงรายชวนให้เข้าไปชมและสัมผัส

สำหรับพิธีกรรมการขอบุตร เริ่มต้นจากสตรีผู้นั้นต้องเดินทางไปด้วยตนเองโดยปราศจากสามี (ข้อนี้คือเคล็ดลับสำคัญ) จากนั้นเดินขึ้นไปยังวิหารซึ่งเป็นห้องที่ประดิษฐานพระพุทธรูป ตลอดจนสิ่งศักดิ์สิทธิ์หลากหลายพระองค์ เมื่อไปถึงแล้วให้ไปแจ้งพระลามะว่าจะมาประกอบพิธีขอลูก ท่านจะทำการเคาะหัวสตรีที่ต้องการขอบุตรด้วยงาช้างขนาดยาว 10 นิ้ว ต่อด้วย แท่งไม้ และไม้รูปองคชาติที่แกะสลักมาจากกระดูก

จากนั้นสตรีจะนำไม้แกะรูปองคชาติขนาดใหญ่ หนักประมาณ 2 กิโลกรัม เดินลงจากวิหารเพื่อเวียนประทักษิณรอบวิหาร 7 รอบ โดยเคล็ดนี้ถือว่าเป็นจำนวนเท่ากับก้าวที่เจ้าชายสิทธัตถะเมื่อครั้งประสูติจากพระมารดาทรงก้าวพระบาท 7 ก้าว เมื่อครบแล้วกลับขึ้นไปบนวิหาร เพื่อให้การขอพรนั้นสำเร็จตามที่ปรารถนา

หากสำเร็จ มารดาบางท่านจะนำรูปของเด็กกลับมาเพื่อมอบแก่ทางวัด ซึ่งจะพบเห็นได้จากรูปภาพและรายชื่อเด็กเหล่านั้นบนวิหาร สำหรับชื่อเด็กมารดาอาจจะต้องกลับมาที่วัด เพื่อให้พระลามะตั้งชื่อเป็นภาษาภูฏานอีกครั้ง ส่วนใหญ่เด็กที่เกิดจากการขอบุตรที่วัดนี้จะชื่อ “คุนเล่ห์” ตามชื่อของบุคคลที่นำไม้แกะรูปองคชาติมาจากทิเบต และชื่อ ชิมิ แปลว่า ไม่มีสุนัข อันเกิดจากการปราบของท่านดรุกปา คินเลย์นั่นเอง

ด้วยเหตุนี้ คนภูฏานจึงนิยมวาดรูปองคชาติประดับไว้ที่กำแพงบ้าน ร้านค้า ตลอดจนร้านอาหาร และโรงแรมต่าง ๆ นัยว่าเป็นยันต์กันภูตผีปีศาจไม่ให้มากรายกล้ำ บ้างก็เป็นไม้แกะสลักทาสีแดงติดไว้ที่ประตู แขวนไว้ที่ยุ้งฉาง ด้วยเชื่อว่าจะนำโชคลาภอีกทั้งความอุดมสมบูรณ์มาสู่ครอบครัว จึงไม่ใช่เรื่องน่าอายแต่อย่างใด และเป็นที่รู้กันว่า สามีภรรยาที่ปรารถนาอยากมีบุตร หนุ่ม-สาวที่ครองโสดอยากมีคู่ครอง จะชวนกันไปทำบุญที่วัดสุนัขหาย และปฏิบัติตามพิธีอย่างเคร่งครัด และอธิษฐานให้ความปรารถนาเป็นจริง

ปรากฏการณ์รูปภาพองคชาติตามกำแพงบ้าน คือร่องรอยของศาสนาพุทธนิกายวัชรยานตันตระ ที่ยังหลงเหลืออยู่ในวิถีชีวิตคนภูฏาน แม้ว่าในทางปฏิบัติ การฝึกตันตระโดยใช้กิเลสเป็นอุบายสู่การบรรลุธรรม จะถูกยกเลิกไปแล้วก็ตามที

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่**

อ้างอิง :

ทวีทอง หงส์วิวัฒน์, ยอดแก้ว อักษรา. (2544). เที่ยวไป กินไป ในต่างแดน. กรุงเทพฯ:แสงแดด

พิสมัย จันทวิมล. (2543). ภูฏาน มนต์เสน่ห์ในอ้อมกอดหิมาลัย. กรุงเทพฯ:อมรินทร์

มนทิรา จูฑะพุทธิ.(2554). ภูฏาน ความสุข พุทธศาสนา และลามะน้อยผู้กลับชาติมาเกิด. กรุงเทพฯ:บอสส์การพิมพ์

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อาชว์ภูริชญ์น้อมเนียน ภาควิชามนุษยศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล, E-mail: banaras2009@gmail.com

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 4 มิถุนายน 2562

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งที่ 2 เมื่อ 12 ธันวาคม 2563

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...