โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ศิลป์ พีระศรี อาจารย์ฝรั่งผู้อุทิศชีวิตให้ศิลปะจนไม่มีคำว่า พรุ่งนี้ก็สายเสียแล้ว

Sarakadee Lite

อัพเดต 21 ก.ย 2563 เวลา 10.17 น. • เผยแพร่ 15 ก.ย 2563 เวลา 02.27 น. • เกษศิรินทร์ ผลธรรมปาลิต

“นายไม่อ่านหนังสือ นายจะรู้อะไร”ศิลป์ พีระศรี หรือ อาจารย์ศิลป์ หรือ อาจารย์ฝรั่ง ของชาวศิลปากรมักจะเรียกลูกศิษย์ทุกคนว่า “นาย” และสั่งสอนลูกศิษย์ให้ขยันขันแข็งด้วยประโยคดังกล่าวข้างต้น

วันที่ 15 กันยายน เป็นวันคล้ายวันเกิดของ อาจารย์ศิลป์ (พ.ศ. 2435-2505) ผู้ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งศิลปะสมัยใหม่ของไทย และถือเป็น วันศิลป์ พีระศรี ที่บุคคลในแวดวงศิลปะร่วมรำลึกถึงศาสตราจารย์ชาวอิตาลี ผู้สร้างคุณูปการแก่วงการศิลปะของไทย

ศิลป์ พีระศรี

อนุสาวรีย์ที่สำคัญหลายแห่งในประเทศเกิดจากฝีมือการปั้นหล่อและออกแบบของ อาจารย์ศิลป์ (นามเดิม คอร์ราโด เฟโรจี) เช่น พระบรมราชานุสาวรีย์ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ที่ดอนเจดีย์อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี และอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

อาจารย์ศิลป์ยังมีบทบาทสำคัญในการก่อตั้ง มหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาศิลปะขั้นอุดมศึกษาแห่งแรกของไทยและริเริ่มเขียนบทความและหนังสือศิลปะเป็นจำนวนมากเพื่อหว่านเมล็ดพันธุ์ศิลปะสมัยใหม่ในเมืองไทยตลอดการใช้ชีวิตบนผืนแผ่นดินไทยนานเกือบ 40 ปีในฐานะคนไทยคนหนึ่งโดยสมบูรณ์ตราบจนสิ้นชีวิต อาจารย์ศิลป์ทุ่มเทชีวิตให้กับงานอย่างสม่ำเสมอดังเช่นสุภาษิตที่ท่านมักกล่าวกับลูกศิษย์เสมอว่า “ศิลปะยืนยาว ชีวิตสั้น” และ “พรุ่งนี้ก็สายเสียแล้ว”

อาจารย์ศิลป์

“สอบตก” กับการทดลองงานครั้งแรก

ศาสตราจารย์หนุ่มชาวอิตาลีเดินทางมาสยามพร้อมครอบครัวเมื่อ พ.ศ.2466 ในปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เพื่อเข้ารับราชการในตำแหน่งช่างปั้น ในยุคที่มีการว่าจ้างช่างชาวตะวันตกเข้ามาทำงานในสยามเพื่อปฏิรูปบ้านเมืองให้ทันสมัยตามแบบอารยประเทศในช่วงการล่าอาณานิคม

ความนิยมในการสร้างอนุสาวรีย์บุคคลสำคัญเริ่มปรากฏในเมืองไทย หลังจากการสร้างพระบรมรูปทรงม้า พระบรมราชานุสาวรีย์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เมื่อ พ.ศ.2450 ซึ่งเป็นผลงานการปั้นหล่อของศิลปินชาวฝรั่งเศสโดยพระองค์ทรงเสด็จไปเป็นแบบปั้นเมื่อครั้งเสด็จประพาสยุโรป

ปั้นหุ่นต้นแบบพระรูปของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ จัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์แห่งชาติพระนคร

งานแรกที่เป็น “บททดสอบ” ของโปรเฟสเซอร์หนุ่มคือการปั้นพระรูปพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่มีแบบเป็นเพียงพระบรมฉายาลักษณ์การปั้นรูปจากรูปถ่ายเป็นงานยากที่จะทำให้ได้สมจริงและผลปรากฏว่าท่าน “สอบไม่ผ่าน”

อาจารย์ศิลป์จึงได้กราบทูลขอคำปรึกษาจากสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ผู้ได้รับเชิดชูว่าเป็น นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม สมเด็จฯ จึงได้ทรงกรุณาเป็นแบบให้จนฝีมือของอาจารย์ศิลป์เป็นที่ประจักษ์แก่เหล่าข้าราชการ ภายหลังท่านจึงได้เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวและถวายงานปั้นโดยทรงเสด็จมาเป็นแบบด้วยพระองค์เอง

อาจารย์ศิลป์

งานใหญ่ชิ้นแรกก่อนปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง

หลังจากถวายการปั้นพระรูปได้ไม่นาน สยามเกิดการผลัดแผ่นดินใหม่ เมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ขึ้นเสวยราชย์สมบัติมีพระราชดำริจัดงานฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ครบรอบ 150 ปี โดยให้มีการสร้างสะพานพระพุทธยอดฟ้าและทางขึ้นสะพานด้านฝั่งพระนครให้เป็นที่ประดิษฐานพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 โดยให้สมเด็จฯกรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ทรงรับหน้าที่ดูแลการออกแบบก่อสร้างทั้งหมด และอาจารย์ศิลป์รับผิดชอบการปั้นดินและหล่อพระบรมรูป

โปรเจกต์นี้เป็นงานอนุสาวรีย์ขนาดใหญ่ของท่านครั้งแรกในแผ่นดินสยาม แม้เบื้องต้นแบบร่างของท่านถูกวิพากษ์วิจาณ์ให้ต้องแก้ไขตามโบราณราชประเพณีซึ่งค้านกับการทำงานศิลปะอย่างตะวันตกอยู่พอสมควร แต่ในที่สุดท่านก็สามารถปรับงานแบบตะวันตกให้ผสานความเป็นตะวันออกได้จนเป็นที่พอใจทุกฝ่าย จนสามารถเปิดได้ทันงานเฉลิมฉลองพระนคร ซึ่งจัดเมื่อวันที่ 6 เมษายนพ.ศ. 2475 แต่อีกเพียง 2 เดือนต่อมาเกิดการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

ศิลป์ พีระศรี

กำเนิดโรงเรียนและมหาวิทยาลัยศิลปะแห่งแรกของไทย

โรงเรียนประณีตศิลปกรรม ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2477 เป็นโรงเรียนศิลปะแห่งแรกของไทยที่มีชื่อ ศิลป์ พีระศรี เป็นผู้ดูแลการเรียนการสอนทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติอย่างเข้มงวด โดยมีนักเรียนรุ่นแรก อาทิ นายแช่ม แดงชมพู, นายพิมาน มูลประมุข,นายเฟื้อ ทองอยู่ (ภายหลังเปลี่ยนเป็น เฟื้อ หริพิทักษ์), นายสนั่น ศิลากรณ์ และ ม.ร.ว.ถนอมศักดิ์ กฤดากร ซึ่งบุคคลเหล่านี้ต่อมากลายเป็นศิลปินชั้นเยี่ยม และครูที่สร้างคุณประโยชน์แก่วงการศิลปะไทย

ห้องเรียนในช่วงแรกเป็นห้องบริเวณตึกชั้นล่างของกรมศิลปากรในขณะนั้นและห้องทำงานของอาจารย์ศิลป์เอง หลักสูตรเป็นแบบ 4 ปีตามแบบอะคาเดมีของฟลอเรนซ์บ้านเกิดของท่าน

“นายไม่รู้ นายมาเรียนแล้วนายต้องรู้ เป็นหน้าที่ของฉัน”

คำพูดของอาจารย์ศิลป์แสดงถึงการเป็นครูที่เอาจริงเอาจังในการสอนลูกศิษย์ เป็นที่รู้กันดีว่าท่านจะมาทำงานแต่เช้า เมื่อว่างเว้นจากการสอนท่านจะใช้เวลาส่วนใหญ่ในห้องทำงานเพื่อเตรียมการสอน เขียนบทความทางวิชาการ และให้คำปรึกษาแก่ลูกศิษย์ แม้จนหมดเวลางานอาจารย์ศิลป์ทำงานต่อในห้องปั้นไปจนพลบค่ำ

แบบร่างงานของอาจารย์ศิลป์

นอกจากการเรียนในห้องเรียน อาจารย์ศิลป์ยังส่งเสริมให้ลูกศิษย์เรียนเพิ่มเติมจากภายนอกไม่ว่าจะเป็นตำราศิลปะจากต่างประเทศที่ท่านสั่งเข้ามา ดูหนังและฟังเพลง เมื่อไรที่มีหนังต่างประเทศดีๆเข้ามาฉายท่านจะแนะนำให้ลูกศิษย์ไปดูและลงท้ายว่า “ใครไม่มีสตางค์มาเอาที่ฉัน”

อนันต์ ปาณินท์ ศิลปินแห่งชาติและลูกศิษย์รุ่นสุดท้ายที่เรียนกับอาจารย์ศิลป์ พีระศรี ครบ 5 ปีการศึกษาก่อนท่านจะสิ้น เคยกล่าวไว้ว่าอาจารย์ศิลป์มักสั่งสอนลูกศิษย์เสมอว่า

“พวกเธอต้องเรียนรู้ความเป็นมนุษย์ก่อน… แล้วจึงเรียนศิลปะ”

ด้วยความมุ่งมั่นและทุ่มเทในการทำงาน ศิลป์ พีระศรี ได้รับการปรับตำแหน่งจากอาจารย์เอกกองสถาปัตยกรรม เป็น ประติมากรชั้นพิเศษซึ่งเป็นตำแหน่งใหม่เทียบเท่าอธิบดีกรมศิลปากรในปี พ.ศ. 2485 โดยการผลักดันของพระยาอนุมานราชธน อธิบดีกรมศิลปากรในขณะนั้น

ในปีถัดมาจึงได้มีการยกฐานะโรงเรียนประณีตศิลปกรรมเป็น มหาวิทยาลัยศิลปากร นับเป็นสถาบันศิลปะระดับอุดมศึกษาแห่งแรกของประเทศโดยเปิดสอนเพียงคณะเดียวในขณะนั้นคือ คณะจิตรกรรมและประติมากรรม และก่อตั้งขึ้นในช่วงที่สงครามโลกครั้งที่ 2 กำลังปะทุขึ้นทั่วโลก

พิมพ์ดีดประจำตัวที่ยังคงเก็บไว้ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ศิลป์ พีระศรี อนุสรณ์

ภาวะสงครามกับชื่อ ศิลป์ พีระศรี

ในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศอิตาลีเป็นหนึ่งในกลุ่มอักษะซึ่งอยู่ฝ่ายเดียวกับเยอรมนีและญี่ปุ่น ได้ประกาศยอมแพ้แก่ฝ่ายสัมพันธมิตร ทำให้ชาวอิตาลีในประเทศไทยถูกญี่ปุ่นที่ยังไม่ยอมแพ้จับเป็นเชลยไม่เว้นแม้แต่อาจารย์ฝรั่งของลูกศิษย์

ทางฝ่ายรัฐบาลไทยได้พยายามหาหนทางช่วยโดยเจรจากับฝ่ายญี่ปุ่นขอให้ทางการไทยเป็นผู้ควบคุมตัว และเพื่อเป็นการตัดปัญหาทั้งหมดทางกรมศิลปากรจึงจัดการให้อาจารย์ฝรั่งโอนสัญชาติมาเป็นไทย และเปลี่ยนชื่อจาก “คอร์ราโด เฟโรจี” เป็น ศิลป์ พีระศรี ในปี พ.ศ. 2487

สภาพเศรษฐกิจหลังสงครามที่ค่าครองชีพสูงขึ้น อาจารย์ศิลป์ตัดสินใจส่งภรรยาและลูกสาวกลับไปอิตาลี และท่านยื่นเรื่องขอปรับเงินเดือนซึ่งได้รับค่าจ้างเดือนละ 800 บาท ค่าเช่าบ้าน 80 บาท นับตั้งแต่ พ.ศ.2466 แต่อัตราใหม่ที่ทางการปรับให้ก็ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายจนทำให้ท่านต้องจากเมืองไทยที่ท่านผูกพันและใช้ชีวิตมาเกือบ 30 ปีกลับไปบ้านเกิดที่อิตาลีในปี พ.ศ. 2492

วันที่ท่านออกเดินทางมีลูกศิษย์ไปส่งคับคั่ง อาจารย์ศิลป์บอกลากับลูกศิษย์ว่า

“ฉันจะไปทำงานปั้นเหรียญ เขาจ้างฉันที่เมืองนอกแล้ว คงต้องไปแล้วเพราะไม่พอใช้ที่เมืองไทย ฉันหวังว่าทุกคนคงได้ใช้วิชาความรู้ที่ได้ให้ไว้แล้วอย่างเต็มที่ ช่วยประเทศชาติของเราได้”

ในปีเดียวกันนั้นเอง กรมศิลปากรโดยพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าภานุพันธุ์ยุคล อธิบดีกรมศิลปากรในขณะนั้นได้ทำเรื่องขอให้ทางรัฐบาลเห็นชอบและอนุมัติปรับอัตราค่าจ้างชาวต่างประเทศใหม่เพื่อให้อาจารย์ศิลป์ได้กลับมาทำงานที่ไทยอีกครั้ง

อาจารย์ฝรั่ง

ศิลปะยืนยาว ชีวิตสั้น

อาจารย์ศิลป์กลับมาทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อพัฒนาวงการศิลปะของไทยโดยริเริ่มให้มีการประกวดศิลปกรรมแห่งชาติครั้งที่ 1 ในปี พ.ศ. 2492 เพื่อเป็นการเผยแพร่ศิลปะในวงกว้างและส่งเสริมศิลปินพร้อมกับการเติบโตของมหาวิทยาลัยศิลปากรที่ท่านก่อตั้ง

“Ars longa, vita brevis” (ศิลปะยืนยาว ชีวิตสั้น) เป็นสุภาษิตละตินที่ อาจารย์ศิลป์ มักหยิบยกมาสอนลูกศิษย์อยู่เสมอจนกลายเป็นคำขวัญของมหาวิทยาลัยศิลปากร เพื่อให้ตระหนักว่าชีวิตเราแสนสั้นแต่การศึกษาหาความรู้ไม่มีวันจบ

โต๊ะทำงานของอาจารย์ศิลป์ยังคงเก็บไว้ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ศิลป์ พีระศรี อนุสรณ์

“ท่านชื่นใจที่เห็นพวกเราตั้งใจเรียนและทำงาน วันไหนไม่เห็นผมทำงานก็ฝากด่าไว้ว่า ‘เป็นโปรเฟสเซไปแล้วเหรอ’ ไม่ได้เป็นอาจารย์แบบสั่ง ลงมือทำด้วย อะไรไม่ดีก็แก้ให้เดี๋ยวนั้นพร้อมกับอธิบายให้เข้าใจ เมื่อผิดก็ยอมรับผิด ท่านเคยพูดว่า ‘แม้แต่พระเจ้าก็อาจทำผิดได้นาย’ ท่านไม่ซ่องสุมสมัครพรรคพวก ถือหางศิษย์ผู้หนึ่งผู้ใด”

ดำรง วงศ์อุปราช ศิลปินและอาจารย์มหาวิทยาลัยศิลปากรผู้ล่วงลับเคยให้สัมภาษณ์กับนิตยสารสารคดีฉบับเดือนกันยายน พ.ศ. 2531

อาจารย์ศิลป์ ถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2505 ด้วยโรคมะเร็งในวัย 70 ปี พร้อมคำสั่งสอนที่ให้ลูกศิษย์ตั้งมั่นในการทำงานเพื่อพัฒนาวงการศิลปะว่า “ถ้าฉันตาย นายคิดถึงฉัน นายรักฉัน นายไม่ต้องทำอะไร นายทำงาน”

ต้นเรื่อง

นิตยสารสารคดี ฉบับเดือนกันยายน พ.ศ.2535 และ เดือนกันยายน พ.ศ.2531

ภาพประกอบ

  • ฝ่ายภาพและฝ่ายข้อมูลนิตยสารคดี
  • หอจดหมายเหตุมหาวิทยาลัยศิลปากร www.facebook.com/SilpakornUniversity.Archives

The post ศิลป์ พีระศรี อาจารย์ฝรั่งผู้อุทิศชีวิตให้ศิลปะจนไม่มีคำว่า พรุ่งนี้ก็สายเสียแล้ว appeared first on SARAKADEE LITE.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...