โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

อนาคตการเงินไทยกับ CBDC จากทดลองสู่ใช้งานจริง

BT Beartai

อัพเดต 27 ส.ค. 2567 เวลา 06.37 น. • เผยแพร่ 27 ส.ค. 2567 เวลา 01.00 น.
อนาคตการเงินไทยกับ CBDC จากทดลองสู่ใช้งานจริง

ย้อนไปในช่วงที่กระแสคริปโทเคอร์เรนซีบูมในช่วง 3-5 ปีที่ผ่านมา เกิดการผลิตเหรียญโทเคนดิจิทัลออกมามากมาย ไม่ว่าจะด้วยวัตถุประสงค์การจับจ่ายใช้สอย ลงทุน ไปจนถึงสิทธิประโยชน์อื่น ๆ ที่เหรียญเหล่านั้นจะกำหนด

ในช่วงเวลานั้นธนาคารแห่งประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในกลุ่มธนาคารกลางลำดับแรก ๆ ที่เห็นถึงกระแสดิจิทัลที่จะมาปฏิวัติรูปแบบการเงินในอนาคตจึงได้จัดทำแผนศึกษาทดลอง และจัดพื้นที่ให้มีการทดสอบใช้ CBDC ภายใต้ชื่อโครงการอินทนนท์ตั้งแต่ปี 2561 ซึ่งบทความนี้จะพาไปดู Central Bank Digital Currency (CBDC) ตั้งแต่วันเปิดโครงการจนถึงวันนี้เป็นอย่างไรบ้าง รวมถึงแผนพัฒนาโครงการการชำระเงินอื่น ๆ ในอนาคตของธนาคารแห่งประเทศไทยว่ามีรูปแบบใดบ้าง

CBDC ไปต่อหรือพอแค่นี้?

เริ่มแรกต้องมาเจาะลึกที่ระบบ CBDC โดยแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่ 1. Retail CBDC เป็นรูปแบบที่คนส่วนใหญ่รู้จักกันมากที่สุดและเป็นที่ถกเถียงถึงประโยชน์และการใช้งาน และอีกส่วนคือ Wholesale CBDC โดยทั้งสองรูปแบบล้วนพัฒนามาจากรากฐานสำคัญของโครงการอินทนนท์

Retail CBDC นั้นได้มีการเปิดโหมด Pilot เพื่อทดลองในวงพื้นที่จำกัดไม่เกิน 10,000 คน โดยมีการใช้จ่ายร้านค้ารอบ ๆ พื้นที่ธนาคารแห่งประเทศไทย รวมทั้ง ธนาคารพาณิชย์ และ non-bank ที่เข้าร่วมโครงการ ซึ่งเพิ่งทดสอบเสร็จสิ้นไปในปี 2566 ที่ผ่านมา โดยผลลัพธ์ที่ออกมาชี้ว่าประโยชน์ที่ได้นั้นไม่เห็นได้อย่างชัดเจนเทียบกับตัวพร้อมเพย์ที่ใช้กันในปัจจุบัน ดังนั้นแบงก์ชาติเองจึงไม่เห็นความสำคัญที่จะต้องเปลี่ยนมาใช้ CBDC ในรูปแบบ retail นี้

ส่วนการพัฒนา Wholesale CBDC กลับมีแนวโน้มในการนำมาใช้จริง เพราะเห็นถึงประโยชน์ที่ชัดเจนกว่า ด้วยการนำมาแก้ไขปัญหาการโอนเงินระหว่างประเทศ ซึ่งใช้ระยะเวลานาน 2-3 วัน มีค่าธรรมเนียมที่สูง เพราะในทุก ๆ การโอนเงินต้องผ่านตัวกลาง ทั้งยังต้องการความเชื่อมั่นของตัวกลางที่จะสามารถให้บริการธุรกรรมการเงินนั้น ๆ ได้ แต่การใช้ระบบบล็อกเชนสามารถสร้างความเชื่อใจโดยไม่ต้องอาศัยตัวกลาง อีกทั้งยังขจัดความเสี่ยงเรื่องการทำธุรกรรมการแลกเปลี่ยนเงินระหว่างกัน (Settlement risk) ,Credit risk และ Operational risk ระบบนี้จะทำให้การโอนเงินระหว่างประเทศมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นด้วยต้นทุนที่ถูกลง

โดยโครงการพัฒนา Wholesale CBDC ดังกล่าว มีชื่อว่าโครงการ mBridge หรือ “Multiple-Central Bank Digital Currency Bridge” เป็นการสร้างระบบที่สถาบันการเงินของแต่ละประเทศสามารถเชื่อมต่อและใช้งานตลอด 24 ชั่วโมงแบบไม่ต้องพึ่งพิงตัวกลาง (corresponding bank) เพื่อทำให้การโอนเงินระหว่างประเทศมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ด้วยต้นทุนที่ถูกลง ซึ่งจากการศึกษาเบื้องต้นพบว่า ช่วยลดระยะเวลาการโอนเงินระหว่างประเทศเหลือเพียงหลักนาที เมื่อเปรียบเทียบกับการโอนเงินในระบบปัจจุบันซึ่งใช้เวลาประมาณ 3-5 วัน

โดยโครงการ mBridge มีการรวมตัวกันทั้งหมด 4 ประเทศ ประกอบด้วย ไทย, จีน, ฮ่องกง, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) และ ประเทศที่กำลังจะเข้าร่วมเป็นประเทศที่ 5 คือ ซาอุดีอาระเบีย ในส่วนของไทยเองมีการทดสอบการทำธุรกรรมจริงในขอบเขตจำกัดในปี 2022 และ 2024 โดยในปัจจุบันยังอยู่ระหว่างการปรับปรุงและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เพิ่มประสิทธิภาพของระบบให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งคาดว่าจะเปิดให้ทำธุรกรรมจริงในขอบเขตจำกัดในไตรมาสที่ 3 ของปี 2025 โดยหากมีการเปิดใช้ ธุรกิจที่ได้รับประโยชน์เป็นอันดับแรก ๆ ก็คือธุรกิจที่ต้องทำธุรกรรมระหว่างประเทศ เช่น ธุรกิจนำเข้า-ส่งออก เป็นต้น

โดยในปัจจุบันโครงการ mBridge ถือเป็นโครงการที่มีการพัฒนาต่อเนื่องและเข้าสู่ระดับการใช้งานจริง ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนธนาคารกลางและองค์กรระหว่างประเทศสากลเข้าร่วมเป็นสมาชิกสังเกตการณ์ (Observing Member) ถึง 30 ราย

ความท้าทายในอนาคตของระบบ Wholesale CBDC คือการที่แต่ละประเทศต้องตกลงเงื่อนไขบางอย่างร่วมกัน เช่น ขอบเขตการใช้งาน นโยบายและกฎเกณฑ์การแลกเปลี่ยนเงินของแต่ละประเทศ เนื่องจากระบบนี้ต้องการการกำกับดูแลที่โปร่งใสและตรวจสอบได้

นอกจากโครงการ CBDC ข้างต้นที่เล่าไปแล้ว ทางแบงก์ชาติเองยังมีการพัฒนาอีก 2 โครงการ ได้แก่ PromptBiz และโครงการ Nexus

PromptBiz เปลี่ยนบิลกระดาษสู่ดิจิทัล

โดยเป็นการ transform รูปแบบการทำธุรกิจจากกระดาษสู่รูปแบบดิจิทัล ตั้งแต่การเริ่มต้นวางบิล ชำระเงิน ไปจนถึงกระบวนการใบเสร็จ โดยจะลดความยุ่งยากและเพิ่มประสิทธิภาพ ทั้งช่วยติดตามสถานะการชำระเงินและเป็นระบบชำระเงินที่ออกแบบมาสำหรับธุรกิจโดยเฉพาะ

โดย PromptBiz ได้เริ่มให้บริการแล้วตั้งแต่ปี 2023 ซึ่งต้องอาศัยการขับเคลื่อนร่วมกันกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนเพื่อให้เกิดการใช้งานวงกว้าง และระบบนี้จะเป็นประโยชน์ช่วยให้หลังบ้านของแต่ละธุรกิจมีการจัดการง่ายขึ้น รวมถึงช่วยในเรื่องการขอสินเชื่อง่ายขึ้นอีกด้วย

Nexus การเงินไร้พรมแดน

Nexus เป็นการเชื่อมระบบโอนเงินแบบทันที (Instant Payment System) ของประเทศต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ทำให้สามารถโอนเงินระหว่างประเทศได้ด้วยแอปฯ ธนาคารด้วยบริการ PromptPay จากประเทศเราได้ทันที สร้างความสะดวกสบาย โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานในต่างประเทศและกลุ่มนักท่องเที่ยว โดยมีจุดเด่นที่ค่าธรรมเนียมถูก รวดเร็ว ปลอดภัย และโปร่งใส

ระบบ Nexus นี้เป็นความร่วมมือของธนาคารแห่งประเทศไทยร่วมกับธนาคารกลางอื่น ๆ และธนาคารพาณิชย์ เพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (Bank for International Settlements: BIS) ที่จะรองรับการเชื่อมโยงบริการโอนเงินระหว่างประเทศแบบพหุภาคีสำหรับผู้ใช้บริการรายย่อย ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยเราอยู่ในกลุ่ม 5 ประเทศแรกที่อยู่ระหว่างดำเนินการเชื่อมต่อกัน โดยมี 4 ประเทศพันธมิตร ได้แก่ มาเลเซีย สิงคโปร์ อินเดีย และฟิลิปปินส์

เรื่องระบบการชำระเงินที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหลายเหล่านี้จึงเป็นสิ่งที่น่าจับตามองว่าจะนำพาประเทศไทยไปในทิศทางใดต่อ รวมถึงการเข้ามาของ Virtual Bank จะปรับเปลี่ยนสังคมไทยอย่างไรต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...