เจาะความมั่งคั่ง โอ้กะจู๋ ก่อนขึ้นเทรดบนกระดาน SET
เช็คสุขภาพการเงิน “โอ้กะจู๋” ว่าที่หุ้นน้องใหม่บนกระดาน SET ครึ่งปีแรกเปิด 2 แบรนด์น้องใหม่ ดันยอดขายเฉียด 1.1 พันล้านบาท ครึ่งปีหลังสปีดสาขาใหม่ “เท่าตัว” เคาะราคา IPO 6.70 บาท ได้เงินระดมทุน 1,065.30 ล้านบาท นักลงทุนสถาบันจองล้น 11 เท่า ดีเดย์เทรดวันแรก 4 ต.ค.นี้
จากจุดเริ่มต้นของ 3 เพื่อนรักที่ลงมือปลุกปั้นธุรกิจภายใต้ “ปลูกผักเพราะรักแม่” ตามแนววิถีเกษตรอินทรีย์ร้าน “โอ้กะจู๋” จนสามารถแตกแขนงแบรนด์ใหม่ “Ohkajhu Wrap & Roll” และ “Oh! Juice” สร้างการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญให้กับบริษัทอย่างมาก
นางสาวภวิษย์เพ็ญ เหล่ารัตนไพบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บัญชีและการเงิน บริษัท ปลูกผักเพราะรักแม่ จำกัด (มหาชน) (OKJ ) เปิดประเด็นอย่างน่าสนใจว่า “คอนเซ็ปท์แบรนด์ “โอ้กะจู๋” คือ Healthy ดังนั้นผลการดำเนินงานเราก็อยากให้ Healthy เช่นกัน”
หากย้อนไปดูเติบโตของรายได้เฉลี่ย 3 ปีตั้งแต่ปี 2564 - 2566 พบว่า OKJ มีอัตราการเติบโตประมาณ 46% โดย ปี 2564 รายได้ 803 ล้านบาท ขาดทุน 84 ล้านบาท , ปี 2565 รายได้ 1,214 ล้านบาท กำไร 56 ล้านบาท และ ปี 2566 รายได้ 1,716 ล้านบาท กำไร 187 ล้านบาท
ขณะที่ผลประกอบการปี 2567 ในช่วงครึ่งปีแรก(ม.ค.-มิ.ย.) OKJ สามารถปิดรายได้เกือบๆ 1,100 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 42.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ทำได้ 778.0 ล้านบาท ขณะที่กำไรสุทธิทำได้ 102.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 38.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ทำได้ 73.9 ล้านบาท
“ปีนี้เราขยายสาขาใหม่ของ “โอ้กะจู๋” แค่ 1 สาขาในช่วงครึ่งปีแรกขณะที่ปี 2566 มีการเปิดสาขาใหม่ประมาณ 6 สาขา เพราะปีนี้เรามีแบรนด์ใหม่เพิ่มขึ้นไม่ว่าจะเป็น “Ohkajhu Wrap & Roll” 1 สาขาและ “Oh! Juice” 2 สาขา ในผลประกอบการ 6 เดือน”
แต่ปัจจุบัน Oh! Juice สามารถขยายสาขาได้ถึง 6 สาขาแล้ว และในไตรมาส 3 มีการเปิดสาขา โอ้กะจู๋ เพิ่มอีก 3 สาขาที่ กรุงเทพกรีฑา นครปฐม และ เซ็นทรัลพระราม 9 ส่งผลให้ปัจจุบัน OKJ มีร้านโอ้กะจู๋ในรูปแบบ full service Restaurant จำนวน 33 สาขาร้าน Wrap & Roll 1 สาขา และ Oh! Juice 6 สาขา
โดยเริ่มรับรู้รายได้จากแบรนด์ Ohkajhu Wrap & Roll จำนวน 1.6 ล้านบาท ตั้งแต่เดือนเมษายน และ Oh! Juice 6.3 ล้านบาท ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2567 เป็นต้นมา แม้ว่าสัดส่วนของแบรนด์ใหม่ ณ 6 เดือนอยู่ที่ประมาณ 1% แต่ตามแผนการขยายหลังจาก 6 เดือน OKJ ตั้งเป้าขยายไม่ต่ำกว่า “เท่าตัว”
ในแง่ของจำนวนลูกค้าในปี 2566 OKJ มีจำนวนลูกค้าราวๆ 3.4 ล้านคน แต่ครึ่งปีแรกของปี 2567 OKJ มีลูกค้าถึง 2.7 ล้านคนแล้ว สะท้อนให้เห็นว่าในแง่ของการเติบโตทางด้านยอดขายกว่า 8.4% นั้น กว่า 7.5% มาจากจำนวนลูกค้าที่มาใช้บริการเพิ่มขึ้นไม่ได้มาจากราคาที่เพิ่มขึ้น และอีก 1% คือการที่ลูกค้าเลือกซื้อ Healthy snack หรือเบเกอรี่กลับบ้านเพิ่มขึ้นทำให้ยอดจ่ายต่อบิลเพิ่มขึ้น
ส่งผลให้ EBITDA และ Net Profit เติบโตขึ้นทุกปีโดยเฉลี่ย EBITDA อยู่ที่ประมาณ 20% ส่วนกำไรสุทธิอยู่ที่ 9.2% ณ ผลประกอบการ 6 เดือนแรก อย่างไรก็ตาม ในรายได้ 1,339 ล้านบาท หลัก ๆ มาจากการขยายสาขา 737 ล้านบาท และอีก 602 ล้านบาทเป็นเงินสด ขณะที่หนี้สินจะเป็นในส่วนของสัญญาเช่าที่ OKJ เช่าพื้นที่ต่าง ๆ และเงินกู้ราว ๆ 190 ล้านบาท
“ปัจจุบัน ณ สิ้นเดือน 6 เรามีส่วนผู้ถือหุ้นประมาณ 600 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เกือบ 200 ล้านบาทคือกำไรสะสม ซึ่งเรามีนโยบายปันผลไม่น้อยกว่าร้อยละ 40 ของผลประกอบการและกำไร โดยจ่ายปันผลแค่ปีละครั้ง แต่นับตั้งแต่วันนี้ไปจนถึง IPO เราไม่มีการจ่ายปันผลแน่นอน นั่นหมายความว่ากำไรสะสมก็จะสะสมกำไรผลประกอบการอีก 6 เดือนหลังไปเรื่อยๆ
นอกจากนี้เรามีหนี้สินต่อทุนค่อนข้างต่ำและหากเพิ่มทุน 159 ล้านหุ้น ตัวหนี้สินต่อทุนก็จะยิ่งต่ำลงไปอยู่ที่ราว ๆ 0.1% ขณะที่ส่วนของรีเทิร์นปัจจุบันเราทำได้เกือบๆ 30% สำหรับ ROE ”
ผ่าพอร์ตการลงทุนหลัง IPO
ทั้งนี้ OKJ มีแผนสเกลอัพธุรกิจทั้งในส่วนของแบรนด์ “โอ้กระจู๋” เดิม แบรนด์ใหม่ “Ohkajhu Wrap & Roll” และ “Oh! Juice” รวมไปถึง New s Curve ใหม่ๆ ดังนั้นเงินที่ได้จากการระดมทุนราวๆ 75% จะถูกใช้ไปในการสเกลอัพธุรกิจ ประกอบไปด้วย
- ขยายสาขา “โอ้กระจู๋” “Ohkajhu Wrap & Roll” และ“Oh! Juice” ภายใต้งบลงทุน 753.9-758.9 ล้านบาทภายในปี 2571
- ก่อสร้างครัวกลางกรุงเทพแห่งใหม่ และลงทุนเพิ่มประสิทธิภาพไลน์การผลิต 190 -230 ล้านบาทภายในปี 2571
- ลงทุนและพัฒนาเครื่องจักรอุปกรณ์และระบบสาธารณูปโภคสำหรับการเพาะปลูก 30-50 ล้านบาท ภายในปี 2571
- ชำระคืนเงินกู้ยืมสถาบันการเงิน 0-50 ล้านบาทภายในปี2568 - 2569
เปิดราคา IPO ที่ 6.70 บาทนักลงทุนสถาบันOver Booking ทะลุ 11 เท่า
ด้าน “อาทิตยา ปัญจทรัพย์” หัวหน้าฝ่ายตลาดทุน บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน และผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย เปิดเผยเพิ่มเติมว่าสำหรับภาพรวมการเสนอขายหลักทรัพย์ บริษัท ปลูกผักเพราะรักแม่ จำกัด (มหาชน) ตัวย่อ “OKJ” จะเข้าไปจดทะเบียนในหมวดธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม “F&B” ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET)
จำนวนหุ้นที่เสนอขายในครั้งนี้จะเป็นหุ้นใหม่ทั้งหมด คือหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวนไม่เกิน 159 ล้านหุ้นหรือประมาณ 26.1% ของทุนชำระแล้วภายหลัง IPO ราคาเสนอขายจะอยู่ที่ 6.70 บาท มูลค่าการเสนอขาย 1,065.3 ล้านบาท
“ถ้าดู PE ย้อนหลัง 12 เดือนหรือตั้งแต่ครึ่งหลังของปี 2566 ต่อเนื่องถึงครึ่งแรกของปี 2567 พบว่ามี PE อยู่ที่ 24 เท่า ซึ่งราคา 6.70 บาทเป็นราคาสูงสุดที่อนุญาตให้นักลงทุนสถาบันจองเข้ามา ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีจากนักลงทุนสถาบันกว่า 10 รายสะท้อนผ่าน Over Booking ถึง 11 เท่า”
ทั้งนี้กลุ่มผู้ถือหุ้นเดิมจะนำหุ้นจำนวน 55% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและเลือกชำระแล้วทั้งหมดของบริษัท ภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนในครั้งนี้นำฝากไว้กับ บริษัทศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด ( “TSD” ) เป็นระยะเวลา 1 ปีนับตั้งแต่วันที่หุ้นของบริษัทเริ่มทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์
นอกจากนี้กลุ่มผู้ถือหุ้นเดิมจะนำหุ้นส่วนที่เหลือฝากไว้กับ บริษัท หลักทรัพย์บัวหลวง จำกัด (มหาชน) โดยตกลงที่จะไม่ขายหรือจำหน่ายจ่ายโอนหุ้นดังกล่าวเป็นระยะเวลา 180 วัน เพื่อสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนว่ากลุ่มผู้ถือหุ้นเดิมยังคงอยู่
“ก่อน IPO โครงสร้างผู้ถือหุ้นประกอบไปด้วย founder ทั้ง 3 ได้แก่ ครอบครัวเอกชัยพัฒนกุล 46.4% นายจิรายุทธ ภูวพูนผล 22.4% ครอบครัวสุชัยบุญศิริ 11.2% นอกจากนี้ยังมี Partner ที่สำคัญคือ OR เข้ามาถือหุ้น 20% ผ่านบริษัท มอดูลัส เวนเจอร์ จำกัด
ซึ่งภายหลังจากการออกหุ้นใหม่และเสนอขายหุ้น IPO จะทำให้ผู้ถือหุ้นทุกรายลดสัดส่วนลง ซึ่ง OR มีความประสงค์ที่จะคงสัดส่วนการถือหุ้นที่ 20% ไว้ ทำให้วันที่ OKJ เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์วันแรกจำต้องมีการทำ Big Lot โดย founderทั้ง 3 คนจะขายหุ้นรวมทั้งหมด 31.8 ล้านหุ้นหรือประมาณ 5.2% ให้กับทาง OR เพื่อให้ OR สามารถคงสัดส่วนการถือหุ้นครั้งนี้”
ทั้งนี้กำหนดการเสนอขายระยะเวลาจองซื้อวันที่ 23 - 25 กันยายน 2567 และซื้อขายวันแรกในตลาดหลักทรัพย์ในวันที่ 4 ตุลาคม โดยจัดสรรให้นักลงทุนสถาบัน 50% หรือ 79 ล้านหุ้น มูลค่าประมาณ 529.3 ล้านบาท
ส่วนที่เหลือจะจัดสรรผ่านโบรกเกอร์ 3 รายให้บุคคลตามดุลพินิจของผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ประมาณ 68 ล้านหุ้น มูลค่าประมาณ 458.8 ล้านบาท ผู้บริหารพนักงานและผู้มีอุปการะคุณของบริษัทประมาณ 11 ล้านหุ้น มูลค่าประมาณ 77.2 ล้านบาท รวมหุ้นที่เสนอขายทั้งหมดไม่เกิน 159 ล้านหุ้น มูลค่าประมาณ 1,065.3 ล้านบาท