โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เจาะความมั่งคั่ง โอ้กะจู๋ ก่อนขึ้นเทรดบนกระดาน SET

การเงินธนาคาร

อัพเดต 19 ก.ย 2567 เวลา 17.12 น. • เผยแพร่ 19 ก.ย 2567 เวลา 08.53 น.

เช็คสุขภาพการเงิน “โอ้กะจู๋” ว่าที่หุ้นน้องใหม่บนกระดาน SET ครึ่งปีแรกเปิด 2 แบรนด์น้องใหม่ ดันยอดขายเฉียด 1.1 พันล้านบาท ครึ่งปีหลังสปีดสาขาใหม่ “เท่าตัว” เคาะราคา IPO 6.70 บาท ได้เงินระดมทุน 1,065.30 ล้านบาท นักลงทุนสถาบันจองล้น 11 เท่า ดีเดย์เทรดวันแรก 4 ต.ค.นี้

จากจุดเริ่มต้นของ 3 เพื่อนรักที่ลงมือปลุกปั้นธุรกิจภายใต้ “ปลูกผักเพราะรักแม่” ตามแนววิถีเกษตรอินทรีย์ร้าน “โอ้กะจู๋” จนสามารถแตกแขนงแบรนด์ใหม่ “Ohkajhu Wrap & Roll” และ “Oh! Juice” สร้างการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญให้กับบริษัทอย่างมาก

นางสาวภวิษย์เพ็ญ เหล่ารัตนไพบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บัญชีและการเงิน บริษัท ปลูกผักเพราะรักแม่ จำกัด (มหาชน) (OKJ ) เปิดประเด็นอย่างน่าสนใจว่า “คอนเซ็ปท์แบรนด์ “โอ้กะจู๋” คือ Healthy ดังนั้นผลการดำเนินงานเราก็อยากให้ Healthy เช่นกัน

หากย้อนไปดูเติบโตของรายได้เฉลี่ย 3 ปีตั้งแต่ปี 2564 - 2566 พบว่า OKJ มีอัตราการเติบโตประมาณ 46% โดย ปี 2564 รายได้ 803 ล้านบาท ขาดทุน 84 ล้านบาท , ปี 2565 รายได้ 1,214 ล้านบาท กำไร 56 ล้านบาท และ ปี 2566 รายได้ 1,716 ล้านบาท กำไร 187 ล้านบาท

ขณะที่ผลประกอบการปี 2567 ในช่วงครึ่งปีแรก(ม.ค.-มิ.ย.) OKJ สามารถปิดรายได้เกือบๆ 1,100 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 42.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ทำได้ 778.0 ล้านบาท ขณะที่กำไรสุทธิทำได้ 102.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 38.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ทำได้ 73.9 ล้านบาท

“ปีนี้เราขยายสาขาใหม่ของ “โอ้กะจู๋” แค่ 1 สาขาในช่วงครึ่งปีแรกขณะที่ปี 2566 มีการเปิดสาขาใหม่ประมาณ 6 สาขา เพราะปีนี้เรามีแบรนด์ใหม่เพิ่มขึ้นไม่ว่าจะเป็น “Ohkajhu Wrap & Roll” 1 สาขาและ “Oh! Juice” 2 สาขา ในผลประกอบการ 6 เดือน”

แต่ปัจจุบัน Oh! Juice สามารถขยายสาขาได้ถึง 6 สาขาแล้ว และในไตรมาส 3 มีการเปิดสาขา โอ้กะจู๋ เพิ่มอีก 3 สาขาที่ กรุงเทพกรีฑา นครปฐม และ เซ็นทรัลพระราม 9 ส่งผลให้ปัจจุบัน OKJ มีร้านโอ้กะจู๋ในรูปแบบ full service Restaurant จำนวน 33 สาขาร้าน Wrap & Roll 1 สาขา และ Oh! Juice 6 สาขา

โดยเริ่มรับรู้รายได้จากแบรนด์ Ohkajhu Wrap & Roll จำนวน 1.6 ล้านบาท ตั้งแต่เดือนเมษายน และ Oh! Juice 6.3 ล้านบาท ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2567 เป็นต้นมา แม้ว่าสัดส่วนของแบรนด์ใหม่ ณ 6 เดือนอยู่ที่ประมาณ 1% แต่ตามแผนการขยายหลังจาก 6 เดือน OKJ ตั้งเป้าขยายไม่ต่ำกว่า “เท่าตัว”

ในแง่ของจำนวนลูกค้าในปี 2566 OKJ มีจำนวนลูกค้าราวๆ 3.4 ล้านคน แต่ครึ่งปีแรกของปี 2567 OKJ มีลูกค้าถึง 2.7 ล้านคนแล้ว สะท้อนให้เห็นว่าในแง่ของการเติบโตทางด้านยอดขายกว่า 8.4% นั้น กว่า 7.5% มาจากจำนวนลูกค้าที่มาใช้บริการเพิ่มขึ้นไม่ได้มาจากราคาที่เพิ่มขึ้น และอีก 1% คือการที่ลูกค้าเลือกซื้อ Healthy snack หรือเบเกอรี่กลับบ้านเพิ่มขึ้นทำให้ยอดจ่ายต่อบิลเพิ่มขึ้น

ส่งผลให้ EBITDA และ Net Profit เติบโตขึ้นทุกปีโดยเฉลี่ย EBITDA อยู่ที่ประมาณ 20% ส่วนกำไรสุทธิอยู่ที่ 9.2% ณ ผลประกอบการ 6 เดือนแรก อย่างไรก็ตาม ในรายได้ 1,339 ล้านบาท หลัก ๆ มาจากการขยายสาขา 737 ล้านบาท และอีก 602 ล้านบาทเป็นเงินสด ขณะที่หนี้สินจะเป็นในส่วนของสัญญาเช่าที่ OKJ เช่าพื้นที่ต่าง ๆ และเงินกู้ราว ๆ 190 ล้านบาท

“ปัจจุบัน ณ สิ้นเดือน 6 เรามีส่วนผู้ถือหุ้นประมาณ 600 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เกือบ 200 ล้านบาทคือกำไรสะสม ซึ่งเรามีนโยบายปันผลไม่น้อยกว่าร้อยละ 40 ของผลประกอบการและกำไร โดยจ่ายปันผลแค่ปีละครั้ง แต่นับตั้งแต่วันนี้ไปจนถึง IPO เราไม่มีการจ่ายปันผลแน่นอน นั่นหมายความว่ากำไรสะสมก็จะสะสมกำไรผลประกอบการอีก 6 เดือนหลังไปเรื่อยๆ

นอกจากนี้เรามีหนี้สินต่อทุนค่อนข้างต่ำและหากเพิ่มทุน 159 ล้านหุ้น ตัวหนี้สินต่อทุนก็จะยิ่งต่ำลงไปอยู่ที่ราว ๆ 0.1% ขณะที่ส่วนของรีเทิร์นปัจจุบันเราทำได้เกือบๆ 30% สำหรับ ROE ”

ผ่าพอร์ตการลงทุนหลัง IPO

ทั้งนี้ OKJ มีแผนสเกลอัพธุรกิจทั้งในส่วนของแบรนด์ “โอ้กระจู๋” เดิม แบรนด์ใหม่ “Ohkajhu Wrap & Roll” และ “Oh! Juice” รวมไปถึง New s Curve ใหม่ๆ ดังนั้นเงินที่ได้จากการระดมทุนราวๆ 75% จะถูกใช้ไปในการสเกลอัพธุรกิจ ประกอบไปด้วย

  • ขยายสาขา “โอ้กระจู๋” “Ohkajhu Wrap & Roll” และ“Oh! Juice” ภายใต้งบลงทุน 753.9-758.9 ล้านบาทภายในปี 2571
  • ก่อสร้างครัวกลางกรุงเทพแห่งใหม่ และลงทุนเพิ่มประสิทธิภาพไลน์การผลิต 190 -230 ล้านบาทภายในปี 2571
  • ลงทุนและพัฒนาเครื่องจักรอุปกรณ์และระบบสาธารณูปโภคสำหรับการเพาะปลูก 30-50 ล้านบาท ภายในปี 2571
  • ชำระคืนเงินกู้ยืมสถาบันการเงิน 0-50 ล้านบาทภายในปี2568 - 2569

เปิดราคา IPO ที่ 6.70 บาทนักลงทุนสถาบันOver Booking ทะลุ 11 เท่า

ด้าน “อาทิตยา ปัญจทรัพย์” หัวหน้าฝ่ายตลาดทุน บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน และผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย เปิดเผยเพิ่มเติมว่าสำหรับภาพรวมการเสนอขายหลักทรัพย์ บริษัท ปลูกผักเพราะรักแม่ จำกัด (มหาชน) ตัวย่อ “OKJ” จะเข้าไปจดทะเบียนในหมวดธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม “F&B” ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET)

จำนวนหุ้นที่เสนอขายในครั้งนี้จะเป็นหุ้นใหม่ทั้งหมด คือหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวนไม่เกิน 159 ล้านหุ้นหรือประมาณ 26.1% ของทุนชำระแล้วภายหลัง IPO ราคาเสนอขายจะอยู่ที่ 6.70 บาท มูลค่าการเสนอขาย 1,065.3 ล้านบาท

“ถ้าดู PE ย้อนหลัง 12 เดือนหรือตั้งแต่ครึ่งหลังของปี 2566 ต่อเนื่องถึงครึ่งแรกของปี 2567 พบว่ามี PE อยู่ที่ 24 เท่า ซึ่งราคา 6.70 บาทเป็นราคาสูงสุดที่อนุญาตให้นักลงทุนสถาบันจองเข้ามา ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีจากนักลงทุนสถาบันกว่า 10 รายสะท้อนผ่าน Over Booking ถึง 11 เท่า”

ทั้งนี้กลุ่มผู้ถือหุ้นเดิมจะนำหุ้นจำนวน 55% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและเลือกชำระแล้วทั้งหมดของบริษัท ภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนในครั้งนี้นำฝากไว้กับ บริษัทศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด ( “TSD” ) เป็นระยะเวลา 1 ปีนับตั้งแต่วันที่หุ้นของบริษัทเริ่มทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์

นอกจากนี้กลุ่มผู้ถือหุ้นเดิมจะนำหุ้นส่วนที่เหลือฝากไว้กับ บริษัท หลักทรัพย์บัวหลวง จำกัด (มหาชน) โดยตกลงที่จะไม่ขายหรือจำหน่ายจ่ายโอนหุ้นดังกล่าวเป็นระยะเวลา 180 วัน เพื่อสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนว่ากลุ่มผู้ถือหุ้นเดิมยังคงอยู่

“ก่อน IPO โครงสร้างผู้ถือหุ้นประกอบไปด้วย founder ทั้ง 3 ได้แก่ ครอบครัวเอกชัยพัฒนกุล 46.4% นายจิรายุทธ ภูวพูนผล 22.4% ครอบครัวสุชัยบุญศิริ 11.2% นอกจากนี้ยังมี Partner ที่สำคัญคือ OR เข้ามาถือหุ้น 20% ผ่านบริษัท มอดูลัส เวนเจอร์ จำกัด

ซึ่งภายหลังจากการออกหุ้นใหม่และเสนอขายหุ้น IPO จะทำให้ผู้ถือหุ้นทุกรายลดสัดส่วนลง ซึ่ง OR มีความประสงค์ที่จะคงสัดส่วนการถือหุ้นที่ 20% ไว้ ทำให้วันที่ OKJ เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์วันแรกจำต้องมีการทำ Big Lot โดย founderทั้ง 3 คนจะขายหุ้นรวมทั้งหมด 31.8 ล้านหุ้นหรือประมาณ 5.2% ให้กับทาง OR เพื่อให้ OR สามารถคงสัดส่วนการถือหุ้นครั้งนี้”

ทั้งนี้กำหนดการเสนอขายระยะเวลาจองซื้อวันที่ 23 - 25 กันยายน 2567 และซื้อขายวันแรกในตลาดหลักทรัพย์ในวันที่ 4 ตุลาคม โดยจัดสรรให้นักลงทุนสถาบัน 50% หรือ 79 ล้านหุ้น มูลค่าประมาณ 529.3 ล้านบาท

ส่วนที่เหลือจะจัดสรรผ่านโบรกเกอร์ 3 รายให้บุคคลตามดุลพินิจของผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ประมาณ 68 ล้านหุ้น มูลค่าประมาณ 458.8 ล้านบาท ผู้บริหารพนักงานและผู้มีอุปการะคุณของบริษัทประมาณ 11 ล้านหุ้น มูลค่าประมาณ 77.2 ล้านบาท รวมหุ้นที่เสนอขายทั้งหมดไม่เกิน 159 ล้านหุ้น มูลค่าประมาณ 1,065.3 ล้านบาท

📌 อ่านข่าว แวดวงธุรกิจ ที่น่าสนใจ ทั้งหมด ได้ที่นี่ 📌

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...