โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ยานยนต์

“EV จีน” สู่ไทย เจาะ “ทางตัน” #saveอุตฯยานยนต์

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 02 ส.ค. 2567 เวลา 14.13 น. • เผยแพร่ 03 ส.ค. 2567 เวลา 00.02 น.

อุตสาหกรรมรถยนต์ที่เคยเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลักของประเทศ และไทยถูกยอมรับเป็น “ดีทรอยต์ออฟเอเชีย” เคยทำยอดการผลิตต่อปีสูงถึง 2.5 ล้านคัน สร้างมูลค่ากว่า 2 ล้านล้านบาท วันนี้ความรุ่งเรืองนั้นกำลังถูกท้าทายและเผชิญกับมรสุมลูกใหญ่จนกำลังกลายเป็น “วิบากกรรม” ด้วยหลากหลายเหตุผล ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลต่อตลาดส่งออก รวมถึงตลาดในประเทศที่ถูกกระหน่ำจากภาพรวมเศรษฐกิจตกต่ำ ฉุดกำลังซื้อให้อ่อนแอลงอย่างต่อเนื่อง หนี้ครัวเรือนที่พุ่งปรี๊ดสูงถึง 90% ของ GDP รบกวนการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินและไฟแนนซ์ต่าง ๆ

รวมถึงนโยบายของรัฐบาลที่ย้อนแย้งวิ่งตามเทรนด์การเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีจากเครื่องยนต์สันดาปภายในไปสู่มอเตอร์ไฟฟ้า จนกลายเป็นปรากฏการณ์ EV ดีสรัปต์ ปั่นป่วนอุตฯ รถยนต์ทั้งระบบ แม้ว่าช่วงแรกหลายคนอาจตีปีกมองเห็นเม็ดเงินการลงทุนที่ไหลเข้าเป็นแสนล้าน แต่เอาเข้าจริงยังมีผลกระทบที่ตามมาอีกมากมาย เป็นการบ้านข้อใหญ่ที่รัฐบาลต้องรีบจัดการอย่างเร่งด่วน

ยอดขายทรุดรอบ 15 ปี

ปรากฏการณ์สำคัญที่ทำให้เห็นผลกระทบอย่างชัดเจนกับอุตสหกรรม หนีไม่พ้นยอดขายที่ทรุดตัวอย่างรวดเร็ว ผู้บริหารโตโยต้าพี่ใหญ่ของค่ายรถยนต์โชว์สถิติยอดขายรถยนต์ พบว่าลดลงต่อเนื่องทุกเดือน ตั้งแต่ปลายปี 2566 เฉพาะครึ่งปีแรก (ม.ค.-มิ.ย. 2567) ยอดขายสะสมมีแค่ 308,027 คัน ลดลง 24.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

แบ่งเป็นรถยนต์นั่ง 119,326 คัน ลดลง 19.4% รถรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ 188,701 คัน ลดลง 26.9% และรถกระบะขนาด 1 ตัน ยอดขายสะสม 108,437 คัน ลดลง 40.7% ทั้งหมดเป็นผลกระทบต่อเนื่องจากสภาพเศรษฐกิจโดยรวม และดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ยังคงฟื้นตัวช้า

ส่วนแนวโน้มตลาดน่าจะทรงตัวไปแบบนี้อีกพักใหญ่ ทุกยี่ห้อขายน้อยลง โตโยต้า ลดลง 15%, อีซูซุ 46%, ฮอนด้า ลดลงราว ๆ 6%, ฟอร์ด ลดลงเกือบ 30%, มิตซูบิชิ ลดลง 43%, นิสสัน ลดลง 42%, มาสด้า ลดลง 47% นับเป็นสถิติที่น่ากังวล และน่าจะเป็นตัวเลขลดต่ำสุดในรอบ 15 ปี ซึ่งคาดกันว่าปีนี้ประเทศไทยจะทุบสถิตินิวโลว์อยู่ที่ 6.4 แสนคัน จากเดิมเฉลี่ยขายกัน 8-9 แสนคันต่อปี

สภาอุตฯ ปรับเป้าผลิตรถยนต์

ผลพวงคนไทยหนี้พุ่ง กำลังซื้อหด สถาบันการเงินเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อรถยนต์ โดยเฉพาะรถปิกอัพ จำนวนแรงงานวัยทำงานน้อยกว่าเพื่อนบ้าน จากอัตราการเกิดต่ำ ทำให้นักลงทุนลังเลที่จะลงทุน ดัชนีภาคการผลิตร่วงทุกเดือน

การเบิกจ่ายงบประมาณและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหลักยังมาไม่ถึง ทำให้สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ยืนยันว่าสภาอุตฯได้ปรับเป้าการผลิตรถยนต์ทั้งปี 2567 ลงถึง 2 แสนคัน จากเป้าเดิมเมื่อต้นปีตั้งไว้ 1.9 ล้านคัน เหลือ 1.7 ล้านคัน

โดยตัวเลขยอดผลิตรถยนต์ครึ่งปีแรก (มกราคม-มิถุนายน 2567) มีจำนวนแค่ 761,240 คัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 17.39% และที่น่าตกใจตัวเลขคือสัดส่วนส่งออกสูงถึง 68% ขายในประเทศมีแค่ 32% ซึ่งผิดไปจากปกติที่ส่งออกกับขายในประเทศจะห่างกันไม่มาก ประมาณ 54% กับ 46% ตามลำดับ

แสดงให้เห็นว่าตลาดในประเทศย่ำแย่มาก ถึงขนาดกรมสรรพสามิตออกปากว่าฉุดเม็ดเงินภาษีในบ้านเราหายไปเกือบ 2 หมื่นล้านบาท

EV จีนจุดเปลี่ยนยานยนต์ไทย

บรรดาผู้ผลิตรถยนต์ค่ายญี่ปุ่นหลายค่ายมองปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ว่า นอกจากกำลังซื้อในตลาดหดตัว ตลาดยังมีการแข่งขันสูง โดยเฉพาะสงครามราคาจากค่ายจีน ที่เรียกได้ว่าป่วนกันไปทั้งตลาดรถใหม่และรถมือสอง ความเข้มงวดของแบงก์ในการปล่อยสินเชื่อก็เป็นปัจจัยสำคัญ

แต่ที่น่าผิดหวังมากสุดคือนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมของรัฐบาลเองที่ย้อนแย้ง ก่อนหน้านี้ผลักดันโปรดักต์แชมเปี้ยนทั้งปิกอัพและอีโคคาร์ แต่พอเทรนด์ EV มา กลับลำพลิกตัวไปอุ้มค่ายจีน ลอยแพนักลงทุนญี่ปุ่นกลุ่มเดิมที่มาก่อน

ตรงนี้เองที่กลายเป็นฟางเส้นสุดท้ายให้ค่ายรถญี่ปุ่น 2 แบรนด์ประกาศถอนลงทุนและเลือกปิดไลน์ผลิตในเร็ว ๆ นี้ หันไปลงทุนประเทศอื่นที่มีศักยภาพมากกว่า และยังวิเคราะห์เพิ่มเติมว่า หากเปรียบเทียบอุตฯรถยนต์ไทยกับเพื่อนบ้านอาเซียน ให้จับตาดูปี 2567 นี้ ตำแหน่งอาจมีการเปลี่ยนแปลง โดยอินโดนีเซียยังครองแชมป์

แต่เมื่อไตรมาสแรกที่ผ่านมาเราถูกมาเลเซียซึ่งเดิมอยู่อันดับ 3 แซงหน้าขึ้นเป็นตลาดรถยนต์ที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในภูมิภาค เท่านั้นยังไม่พอตลาดบ้านเราปีนี้ซึ่งประเมินกันว่าจะไปไม่ถึง 7 แสนคัน “ฟิลิปปินส์” ซึ่งอันดับห่างไกลเราพอสมควรน่าจะขึ้นมาแซงหน้าได้เช่นกัน

โรงงานชิ้นส่วนลดคนเตะฝุ่นนับแสน

หันกลับมามองประเด็นการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนรถ EV จีนของรัฐบาลไทย ตามนโยบาย 30@30 ที่เล็งผลิตรถ EV ให้ได้ 30% ของกำลังผลิตในประเทศ ในปี 2030 แม้ตอนนี้กำลังไปได้สวย เพราะปีนี้จะมีโรงงานผลิตรถ EV จีนเดินเครื่องภายในประเทศ 7-8 โรงงาน

แต่นั่นอาจไม่ใช่คำตอบการต่อยอดอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนไทย เพราะการเข้ามาของนักลงทุนจีนเพื่อใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อการส่งออก ต่างจากช่วงที่ญี่ปุ่นเข้ามาตั้งฐานผลิตในบ้านเราเมื่อ 50 ปีก่อน ที่ญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับซัพพลายเชน

ตอนนี้ผู้ผลิตชิ้นส่วนกำลังถูกถล่มถึง 2 ทาง จากกำลังซื้อหดตัวอย่างรุนแรง ผู้ผลิตรถลดกำลังผลิต ยังเจอปัญหาค่าแรงที่สูงมากขึ้นอีก และเชื่อว่าจะพุ่งขึ้นไปเรื่อย ๆ ตามนโยบายรัฐบาล ซึ่งค่าแรงจัดเป็นต้นทุนใหญ่ในการผลิต

โดยเฉพาะกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนเทียร์ 2 และเทียร์ 3 รวมถึงกลุ่ม SMEs แม้ระยะหลังจะมีออร์เดอร์จากผู้ผลิตรถจีน แต่นโยบายของโรงงานจีนกับการกดราคามาคู่กันตลอด ถ้าซัพพลายเออร์คนไทยรับราคาไม่ได้ เขาก็มีซัพพลายเออร์จากจีนเข้ามาดำเนินการเองทั้งหมด

ทำให้ล่าสุดผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์สันดาปหลายรายปิดกิจการ โดยเฉพาะในภาคตะวันออกกระอัก ปิดแล้วกว่า 500 ราย บางโรงลดเวลาทำงาน เปิดโครงการสมัครใจลาออก ผลจากการขาดสภาพคล่องเท่าที่ดูตอนนี้มีพนักงานตกงานประมาณ 1 แสนคน ทั้งพนักงานประจำ และซัพคอนแทร็กต์ ส่วนโรงงานที่ยังพอมีสภาพคล่องไปต่อได้ แต่ยอดการสั่งซื้อก็ลดลงมาก

เตือน 2 พันบริษัทไม่รอดกว่าครึ่ง

นายสุพจน์ สุขพิศาล ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมชิ้นส่วนและอะไหล่ยานยนต์ มองว่าประเทศไทยมีโรงงานผลิตรถยนต์ 28 โรง มอเตอร์ไซค์ 8 โรง ผู้ผลิตชิ้นส่วนเทียร์ 1 จำนวน 476 แห่ง และผู้ผลิตที่เป็นเทียร์ 2 และ 3 อีกประมาณ 1,200 ราย เชื่อว่าผลกระทบจากการผลิตรถยนต์ที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง

รวมถึงการเข้ามาของรถ EV น่าจะทำให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนมีล้มหายตายจาก เพราะรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในมีปริมาณการใช้ชิ้นส่วนราว 30,000 ชิ้น แต่ถ้าเปลี่ยนเป็นรถ EV จะเหลือเพียง 3,000 ชิ้น หายไปราว ๆ 10 เท่าตัว

มีการสำรวจพบว่าบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนจะหายไปราว ๆ 800 บริษัท แรงงานตกงานอีกราว ๆ 3 แสนราย ไม่เพียงแต่ผู้ผลิตชิ้นส่วนเท่านั้น ยังมีพวกทำ JIGS&FIXTURE ที่คอยสนับสนุนการผลิตอีกเกือบ 200 บริษัท เท่าที่ดูน่าจะหายไปเกือบครึ่ง คนที่จะอยู่รอดก็เป็นชิ้นส่วนที่มีญี่ปุ่นถือหุ้น หรือไม่ก็เพียงไทยที่พร้อมปรับตัวไปทำชิ้นส่วนที่รองรับรถ EV ตามที่บีโอไอกำหนด

เช่น มอเตอร์, แทรกชั่น, คอนเวอร์เตอร์, แบตเตอรี่, ระบบควบคุมการขับขี่ หรือไม่ก็ดิ้นหาอุตฯใหม่ทดแทน เช่น อุตสาหกรรมการแพทย์ ชิ้นส่วนอากาศยาน อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ โดรน เครื่องจักรทางการเกษตร แต่อย่างไรก็ตาม บรรดาผู้ผลิตชิ้นส่วนยังมองว่า นโยบาย 30@30 พอมีเวลา อีกกว่า 6 ปีในการปรับตัว ช่วงนี้ก็มุ่งทำรถยนต์กลุ่มไฮบริดไปก่อน

ลุ้นไทยฐานผลิตสุดท้ายสันดาป

เช่นเดียวกับนายสมพล ธนาดำรงศักดิ์ นายกสมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย (TAPMA) และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ฟอร์จูน พาร์ท อินดัสตรี้ ผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์รายใหญ่ ยืนยันว่าแนวคิดของรัฐบาลที่เลือกส่งเสริมรถ EV จีนตามข้อตกลงปารีส (COP 21) ที่ต้องการลดโลกร้อน โดยเลือกคำตอบสำหรับประเทศไทยคือ รถ EV จนมีนโยบาย 30@30 ออกมา ย่อมกระทบกับอุตสาหกรรมทั้งระบบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ซึ่งต้องยอมรับว่าจีนมีกำลังการผลิตรถยนต์กว่า 40 ล้านคันต่อปี แบ่งเป็นตลาดภายในประเทศ 25 ล้านคัน และตลาดส่งออก 5 ล้านคัน เหลืออีกกว่า 10 ล้านคันต่อปี นั่นคือกำลังการผลิตส่วนเกิน ซึ่งยอดขายรถยนต์ในจีนมีแนวโน้มชะลอตัวต่อเนื่อง และภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่มีสัญญาณฟื้นตัว ส่งผลให้มีกำลังผลิตส่วนเกินเพิ่มขึ้นอีก ตลาดส่งออกจึงยังเป็นตลาดสำคัญของจีน เพื่อระบายสต๊อกรถยนต์ที่ผลิตขึ้นภายในประเทศ

ขณะที่โรงงานรถ EV จีนที่ผลิตในบ้านเราตอนนี้แทบไม่ได้เอื้อประโยชน์อะไรกับคนไทยเลย เพราะจำนวนชิ้นส่วนในประเทศที่ทางบีโอไอตกลงกับค่ายจีน 40% มันคือแบตเตอรี่กับ E พาร์ตที่ใช้กับรถยนต์ไฟฟ้าเช่น ระบบควบคุม, มอเตอร์, คอนเวอร์เตอร์ ซึ่งซัพพลายเชนในเมืองไทยแทบไม่มีเลย เพราะใช้เทคโนโลยีขั้นสูง จะมีก็เป็นกลุ่มนักลงทุนญี่ปุ่น อย่างเดลต้า, เดนโซ่ และการนำเข้าชิ้นส่วนทุกประเภทจากจีนเข้ามาบ้านเราเสียภาษีอัตรา 0%

ดังนั้น เขาย่อมต้องเลือกนำเข้ามาเองมากกว่า ยิ่งซัพพลายเออร์ของจีนแข็งแกร่งกว่าเรามาก โดยเฉพาะราคาซึ่งทำได้ต่ำจากวอลุ่มใหญ่กว่า ฉะนั้น โอกาสของซัพพลายเออร์คนไทยมีเพียง 10% เช่น งานพลาสติก เบาะ ต่างจากค่ายญี่ปุ่น ซึ่งเราโตมาด้วยกันเมื่อ 50 ปีก่อน ซึ่งมีทำทั้งตัวถัง เครื่องยนต์ ช่วงล่าง สัดส่วนสูงถึง 70% ของรถทั้งคัน

ดันคนไทยร่วมทุนดึงโนว์ฮาว

“จริง ๆ ทางสมาคมชิ้นส่วนไม่ได้ต่อต้านนโยบายที่รัฐบาลจะไปส่งเสริมรถ EV เพียงแต่อยากให้ช่วยรักษา 70% ของเราไว้ และที่สำคัญคือต้องทำให้บ้านเราเป็นฐานผลิตแห่งสุดท้ายของเครื่องยนต์สันดาป โดยสามารถใช้จุดเปลี่ยน ซึ่งตอนนี้ทั้ง ยุโรป อเมริกา ญี่ปุ่น แบนรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์

ดังนั้น ถ้าทั่วโลกแบน หมายถึงโอกาสของไทยที่จะเป็นฐานผลิตสุดท้าย โดยดึงทั้งญี่ปุ่น เอารถยนต์สันดาปที่ผลิตในญี่ปุ่นมาผลิตเมืองไทย ฝั่งเยอรมนีตอนนี้ก็มีข่าวดีว่าบ๊อชมาตั้งโรงงานผลิตหัวฉีดบ้านเราแล้ว ซึ่งอนาคตจะเป็นฐานส่งออกใหญ่ไปทั่วโลก

สิ่งที่ต้องทำต่อคือ ต้องเร่งขยายตลาดไปยังประเทศที่ยังเลือกใช้รถสันดาป อาทิ ตะวันออกกลาง อเมริกาใต้ แอฟริกา เชื่อว่าอีก 20 ปีประเทศเหล่านี้ยังมีความจำเป็นต้องใช้รถยนต์กลุ่มนี้อยู่”

“เป็นอีกหนึ่งหนทางที่จะรักษาซัพพลายเชนของเราที่มีอยู่ 2 พันกว่าราย สามารถที่จะเติบโตไปกับกลุ่มรถสัปดาป โดยอาจจะมีการพัฒนาไปสู่เครื่องยนต์ผสมมอเตอร์ไฟฟ้า ทั้งไฮบริด และปลั๊ก-อิน ไฮบริด รวมถึงไฮโดรเจนคอมบัสชั่น ซึ่งยังใช้ชิ้นส่วนหลักมากกว่า 30,000 ชิ้นอยู่เหมือนเดิม เพียงแค่เปลี่ยนจากเชื้อเพลิงที่เป็นน้ำมันมาเป็นเชื้อเพลิงไฮโดรเจนคือน้ำ ตัวนี้ก็สามารถตอบโจทย์ เน็ตซีโร่ที่แท้จริงได้ รัฐบาลก็บรรลุเป้านโยบาย 30@30 ได้เช่นกัน

อีกอย่างหนึ่งที่อยากให้รัฐบาลช่วยสนับสนุนสำหรับการเข้ามาลงทุนของรถ EV จีน คือการบังคับร่วมลงทุน โดยมีคนไทยเข้าไปถือหุ้นสัก 30% เพื่อดึงโนว์ฮาว รวมถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยีมาสู่คนไทย ซึ่งเป็นการเรียนรู้และพัฒนา ต่อไปในอนาคตจากการสะสมประสบการณ์เรียนรู้เทคโนโลยี โอกาสที่ประเทศไทยจะมีรถยนต์แห่งชาติก็เป็นไปได้สูง ปัญหาใหญ่ของเราตอนนี้คือ บีโอไอเวลคัม EV มากเกินไป เพียงแค่ต้องการดูดเม็ดเงินลงทุน”

อนาคตรถ EV ที่บีโอไอกำลังชูธงเป็น “โปรดักต์แชมเปี้ยน” ตัวที่ 3 ต่อจากปิกอัพและอีโคคาร์ จะเป็นทางออกหรือทางตันของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยไม่อยากให้กะพริบตา

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “EV จีน” สู่ไทย เจาะ “ทางตัน” #saveอุตฯยานยนต์

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...