“พิชิต” ยื่น 8 ประเด็นสู้คดีถุงเงิน 2 ล้าน
“พิชิต” ยื่น 8 ประเด็นสู้คดีถุงเงิน 2 ล้าน
เปิด 8 ประเด็นต่อสู้ ของนายพิชิต ชื่นบาน อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี หลังเจ้าตัวเก็บเงียบแอบยื่นพยานหลักฐานเพิ่มเติมถึงศาลรัฐธรรมนูญ ในฐานะ “ผู้เกี่ยวข้อง” เกี่ยวกับข้อมูลคดีถุงเงิน 2 ล้าน ว่าแท้จริงแล้วมีหลายจุดที่เป็นข้อมูลใหม่แม้แต่เจ้าตัวเองยังไม่เคยเห็น และหลายประเด็นที่ไม่ตรงกับการเสนอข่าวก่อนหน้านี้ จึงยื่นหลักฐานเพื่อจะโต้แย้ง
ทั้งนี้ นายพิชิต ในฐานะ “สารตั้งต้น” ของการยื่นตรวจสอบนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี แต่กลับถูกปัดตกไม่สอบต่อ เหตุเพราะชิงลาออกจากรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ก่อน ทำให้ศาลรับเรื่องเฉพาะนายเศรษฐา จึงตั้งคำถามว่า ถ้าไม่ตรวจสอบตนแล้วจะบอกได้อย่างไรว่านายเศรษฐา ถูกหรือผิด จึงดำเนินการทวงความยุติธรรมให้ตัวเอง ควาญหาหลักฐานยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ ในฐานะผู้เกี่ยวข้อง 8 ประเด็น ดังนี้
ประเด็นที่ ๑ คำสั่งศาลฎีกาที่ ๔๕๙๙/๒๕๕๑ (คดีละเมิดอำนาจศาล) ขัดหลักนิติธธรรม ไม่ผูกพันศาลรัฐธรรมนูญ ต้องฟังตาม ไม่เด็ดขาดให้มีผลผูกพันศาลรัฐธรรมนูญต้องรับฟังเป็นข้อยุติว่า นายพิชิต ชื่นบาน (ผู้ถูกร้องที่ ๒) ขาดคุณสมบัติ และมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรรมนูญ มาตรา ๑๖๐ (๔) และ (๕)
ประเด็นที่ ๒ คำสั่งศาลฎีกายุติว่ามีความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล เพียงมีเงินจำนวน ๒ ล้าน มาเกี่ยวข้อง แต่เมื่อมีการร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดำเนินคดีอาญาฐานให้สินบน พนักงานสอบสวนและอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องคดีจนเป็นที่สุดแล้วว่า จึงเป็นพยานหลักฐานที่สำคัญทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายว่า ผู้ถูกร้องที่ ๒ ไม่กระทำผิดฐานให้สินบนเจ้าพนักงาน
ประเด็นที่ ๓ ผู้ถูกร้องที่ ๒ ขณะดำรงตำแหน่ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ไม่เคยถูกสมาชิกวุฒิสภายื่นถอดถอนจากตำแหน่ง เพราะเหตุฝ้าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง อีกทั้งคณะกรรมการการเลือกตั้งได้รับรองให้ผู้ถูกร้องที่ ๒ เป็นผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ รวม ๒ ครั้ง
ประเด็นที่ ๔ ผู้ถูกร้องที่ ๒ เคยขี้แจงว่า ผู้ถูกร้องที่ ๒ มีคุณสมบัติ และไม่มีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๐ (๔) และ (๕) ต่อสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๓๑ สิ่งหาคม ๒๕๖๖
ประเด็นที่ ๕ คุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๐ (๔) (ถือเป็น "นามธรรม") และ (๕) นำมาบังคับใช้เมื่อเข้าสู่ตำแหน่งรัฐมนตรีแล้ว และไม่อาจใช้เป็นผลย้อนหลัง ให้เป็นการจำกัดสิทธิของบุคคลได้
ประเด็นที่ ๖ ภายหลังจากที่ศาลฎีกา มีคำสั่งที่ ๔๕๙๙๙/๒๕๕๕๑ ผู้ถูกร้องที่ ๒ ได้ยื่นคำฟ้องต่อ
ศาลปกครองกลาง เรื่อง การถูกลบชื่อออกจากทะเบียนทนายความ แต่ต่อมาถอนฟ้อง เพราะไม่ประสงค์จะ
ประกอบวิชาชีพทนายความ อีกทั้งไม่เคยยื่นขอจดทะเบียนทนายความใหม่ แม้พระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. ๒๕๒๘ ให้สิทธิไว้
ประเด็นที่ ๗ ประเด็นข้อกฎหมายผู้ร้องไม่มีอำนาจร้อง เนื่องจากสมาชิกวุฒิสภา จำนวน ๔๐ ราย ไม่มีสิทธิเข้าชื่อยื่นเรื่อง ขอให้ประธานวุฒิสภา ส่งคำร้องเพื่อขอให้ศาลรัฐธธรรมนูญวินิจฉัยความเป็นรัฐมนตรีของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ผู้ถูกร้องที่ ๑ และนายพิชิต ชื่นบาน รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ผู้ถูกร้องที่ ๒ สิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๐ วรรคหนึ่ง (๔) ประกอบมาตรา ๑๖๐ (๔) (๕) เพราะขณะยื่นเรื่องอายุของวุฒิสมาชิกสิ้นสุดลงการยื่นเป็นการสิทธิ มิใช่การปฏิบัติหน้าที่ตาม มาตรา ๑๐๙ วรรคสาม ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ การกระทำดังกล่าวจึงขัดต่อรัฐธรรมนูญ และหลักนิติธรรม
ประเด็นที่ ๘ ประวัติ การดำรงตำแหน่ง การประกอบคุณงามความดีของผู้ถูกร้องที่ 2 ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต และดำรงตนตามจริยธรรม ทั้งก่อนและระหว่างการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี