STA ปี 67 พลิกมีกำไร 1,670 ล้านบาท อานิสงส์ราคายางพาราสูงขึ้น ปันผล 1 บาท
STA พลิกมีกำไร 1,670 ล้านบาท ในปี 67 รายได้ทะลุ 1.1 แสนล้านบาท โต 36 % รับอานิสงส์ราคายางพาราสูงขึ้น ปันผล 1.00 บาท พร้อมเพิ่มปริมาณขายยางต่อเนื่องในปีนี้
นายวีรสิทธิ์ สินเจริญกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ. ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี (STA) ผู้นำธุรกิจยางธรรมชาติครบวงจรรายใหญ่ที่สุดของโลกและผู้ผลิตถุงมือยางอันดับหนึ่งของประเทศไทย เปิดเผยว่า
ผลการดำเนินงานไตรมาส 4/2567 บริษัทมีรายได้จากการขายและบริการ 33,256.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 53.2% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และเพิ่มขึ้น 5.2% จากไตรมาสก่อนหน้า
มีกำไรสุทธิ 854.3 ล้านบาท พลิกจากขาดทุนในช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 62.5% จากไตรมาสก่อนหน้า เป็นผลจากราคายางธรรมชาติที่เพิ่มสูงขึ้นและการผลักดันการขายอย่างเต็มที่
ประกอบกับบริษัทฯ มีวัตถุดิบเพียงพอ ไม่มีปัญหาการขาดแคลนจากปรากฏการณ์เอลนีโญเช่นปีที่ผ่านมา ส่งผลให้มีปริมาณการขายยางธรรมชาติรวมทุกประเภท 386,956 ตัน เพิ่มขึ้น 23.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 1.7% จากไตรมาสก่อนหน้า
ในจำนวนนี้เป็นการขายและส่งมอบยาง EUDR 68,867 ตัน เพิ่มขึ้น 9.7% จากไตรมาสก่อนหน้า (ช่วงเดียวกันของปีก่อนยังไม่มีการขายยาง EUDR) รวมถึงได้รับปัจจัยบวกจากราคาขายยางธรรมชาติเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้นติดต่อกัน 7 ไตรมาส อยู่ที่ 196.6 เซนต์ต่อกิโลกรัม
ด้านภาพรวมผลการดำเนินงานปี 2567 เติบโตแข็งแกร่งเช่นเดียวกัน โดยมีรายได้จากการขายและบริการ 114,373.7 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 1,670.4 ล้านบาท พลิกจากผลขาดทุน 434.4 ล้านบาทในปีก่อน
โดยมีปริมาณการขายยางธรรมชาติรวมทุกประเภท 1.4 ล้านตัน (เมื่อรวมปริมาณน้ำยางข้นที่ขายให้ STGT จะอยู่ที่ 1.6 ล้านตัน) เพิ่มขึ้น 8.3% จากปีก่อน ในจำนวนดังกล่าวเป็นยาง EUDR ที่มีมูลค่าสูงกว่ายางทั่วไป 133,163 ตัน โดยเริ่มส่งมอบแก่ลูกค้าตั้งแต่ไตรมาส 2/2567
ขณะที่ธุรกิจถุงมือยางมีปริมาณการขายรวมทั้งปี 38,549 ล้านชิ้น เพิ่มขึ้น 22.8% เทียบกับปีก่อนและทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากดีมานด์ทั่วโลกที่ฟื้นตัวและสต๊อกสินค้าของลูกค้าและผู้จัดจำหน่ายรายใหญ่ในประเทศต่างๆ กลับสู่ภาวะปกติ
นอกจากนี้ได้รับปัจจัยบวกจากสหรัฐอเมริกาขึ้นภาษีนำเข้าถุงมือยางทางการแพทย์และถุงมือผ่าตัดจากจีน รวมถึงการออกมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดของบราซิล ซึ่งบริษัทฯ มีภาระภาษีต่ำที่สุด เมื่อเทียบกับผู้ผลิตจากประเทศอื่นๆ อาทิ จีน มาเลเซีย ฯลฯ
คณะกรรมการบริษัทฯ จึงพิจารณาจ่ายเงินปันผลอัตรา 1.00 บาทต่อหุ้น รวมเป็นเงิน 1,536 ล้านบาท ขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 18 เมษายน 2568 เสนอที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นเพื่อพิจารณาอนุมัติในวันที่ 9 เมษายนนี้ จ่ายเงินปันผลวันที่ 8 พฤษภาคมนี้
นายวีรสิทธิ์ คาดว่าราคายางพาราปี 2568 จะไม่ต่ำกว่าปีก่อนที่มีราคาเฉลี่ยทั้งปี 174.3 เซนต์ต่อกิโลกรัม ล่าสุดราคายางเฉลี่ยถึงช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ยังคงสูงกว่า 190 เซนต์ต่อกิโลกรัม ขณะที่ความต้องการใช้ยางธรรมชาติจากอุตสาหกรรมต่างๆ อาทิ ยางล้อ, ถุงมือยาง ฯลฯ คาดว่าเพิ่มขึ้นจากปีก่อน โดยเริ่มเห็นการฟื้นตัวของดีมานด์จากจีนที่เป็นผู้บริโภครายใหญ่
อย่างไรก็ตาม ความต้องการใช้ยาง EUDR อาจชะลอตัวบ้าง เนื่องจากสหภาพยุโรปเลื่อนเฮข้อกำหนด EUDR เป็น ณ สิ้นปี 2568จากสิ้นปีที่ผ่านมา
มีเป้าหมายเพิ่มปริมาณการขายยางธรรมชาติรวมทุกประเภทในปี 2568 ให้มากกว่าปีก่อนที่ทำได้ 1.6 ล้านตัน (รวมปริมาณขายน้ำยางข้นให้ STGT) ควบคู่กับการเพิ่มส่วนแบ่งยางธรรมชาติในตลาดโลก
“เราได้นำเทคโนโลยี AI เข้ามาปรับใช้ในกระบวนการทำงานและกระบวนการผลิตในโรงงาน เพื่อขับเคลื่อนบริษัทฯ ให้ก้าวหน้าได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้นและเพิ่มศักยภาพการดำเนินธุรกิจ รวมถึงการดำเนินนโยบาย ESG เพื่อดูแลสิ่งแวดล้อม สังคม และยึดหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี ตลอดจนส่งเสริมการทำยางไทยอย่างยั่งยืน ซึ่งดำเนินการอย่างเป็นระบบตั้งแต่จุดเริ่มต้นวัตถุดิบ กระบวนการผลิต ไปจนถึงการส่งมอบวัตถุดิบ เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมยางไทยอย่างยั่งยืนในระดับสากล” นายวีรสิทธิ์ กล่าว