โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กสิกรไทย จับมือสมาคมไทย-ญี่ปุ่นและหอการค้าญี่ปุ่น-กรุงเทพฯ จัดสัมมนารับมือการค้าโลก

The Bangkok Insight

อัพเดต 03 มี.ค. 2568 เวลา 10.08 น. • เผยแพร่ 03 มี.ค. 2568 เวลา 10.08 น. • The Bangkok Insight

ธนาคารกสิกรไทย จับมือ สมาคมไทย-ญี่ปุ่น และ หอการค้าญี่ปุ่น-กรุงเทพฯ จัดงานสัมมนามุ่งเสริมความร่วมมือรับความท้าทายการค้าโลก

ธนาคารกสิกรไทย ร่วมกับ สมาคมไทย-ญี่ปุ่น (TJA) และหอการค้าญี่ปุ่น-กรุงเทพฯ จัดงานสัมมนาStrengthening Thailand-Japan Cooperation on the Face of Renewed Trade Tensions เพื่อเป็นโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย-ญี่ปุ่นได้ยกระดับความร่วมมือในการเผชิญกับความไม่แน่นอนทางการค้าและภูมิรัฐศาสตร์ทั่วโลก ทั้งยังเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทย ในการสนับสนุนธุรกิจญี่ปุ่นในประเทศไทย ตลอดจนแลกเปลี่ยนมุมมองทางธุรกิจ

ธนาคารกสิกรไทย

ด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า บริษัทญี่ปุ่นมีศักยภาพในการขยายการลงทุนและสร้างการเติบโตในหลากหลายภาคส่วน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ทำให้นักลงทุนและธุรกิจญี่ปุ่นในประเทศไทยกำลังเผชิญทั้งโอกาสและความท้าทายที่สำคัญ โดยธนาคารกสิกรไทยพร้อมสนับสนุนภาคธุรกิจไทยและญี่ปุ่น ในการปรับตัวรับความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว ผ่านบริการทางการเงินที่หลากหลาย การให้คำปรึกษา รวมทั้งการเชื่อมต่อภูมิภาค AEC+3

นายพิพิธ เอนกนิธิ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ญี่ปุ่นมีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการผลิตระดับภูมิภาค โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์

ท่ามกลางความผันผวนของภูมิทัศน์การค้าโลก ความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ระหว่างไทยและญี่ปุ่นได้พิสูจน์ให้เห็นถึงพลังของการร่วมมือกัน ด้วยการเสริมสร้างความร่วมมือในภาคส่วนที่มีความสำคัญ อาทิ เทคโนโลยี ความยั่งยืน และภาคการผลิต

เราสามารถยกระดับสถานะของเราบนเวทีโลกและสร้างเส้นทางสู่ความสำเร็จในอนาคต ด้วยการเปิดการเจรจา การสร้างพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ และการมีวิสัยทัศน์ร่วมกันเพื่อมุ่งสู่อนาคตที่ยั่งยืน

ทั้งนี้ ไทยและญี่ปุ่นมีความสัมพันธ์ที่ยาวนานและแข็งแกร่ง โดยเฉพาะในภาคการผลิต ในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา การลงทุนสะสมจากญี่ปุ่นมายังประเทศไทยมีมูลค่าประมาณ 4 ล้านล้านบาท คิดเป็น 40% ของการลงทุนโดยตรง (FDI) จากต่างประเทศทั้งหมดในประเทศไทย

ความร่วมมือระหว่างญี่ปุ่นและไทย เป็นรากฐานสำคัญในการเผชิญกับความไม่แน่นอนทางการค้าโลก ท่ามกลางแรงกดดันจากสงครามการค้ารอบใหม่อเมริกามาก่อน (America First) ไทยและญี่ปุ่นมีความเสี่ยงที่จะได้รับผลประทบ เนื่องจากเกินดุลการค้ากับสหรัฐ

ในขณะเดียวกัน Global Minimum Tax กำลังบั่นทอนประสิทธิภาพของผลประโยชน์ประโยชน์ทางภาษี ทำให้การแข่งขันทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมาก โดยจีนกลายเป็นผู้นำการส่งออกรถยนต์ของโลก ซึ่งส่งสัญญาณถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในอุตสาหกรรมนี้ ดังนั้นในสถานการณ์นี้การกระชับความร่วมมือไทย-ญี่ปุ่นจึงมีความสำคัญยิ่ง

ในด้านนโยบายและแผนรับมือกับสงครามการค้ารอบใหม่ รัฐบาลไทยตระหนักถึงความสำคัญของการลงทุนจากญี่ปุ่น ในการผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ของเอเชีย รัฐบาลเข้าใจความต้องการของภาคธุรกิจญี่ปุ่นและพร้อมช่วยแก้ไขปัญหาที่ผู้ประกอบการญี่ปุ่นกำลังเผชิญอยู่

ขณะที่ไทยและญี่ปุ่น สามารถร่วมกันฝ่าฟันความท้าทายจากความตึงเครียดทางการค้าและความเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ ด้วยการสร้างระบบเศรษฐกิจที่มีความยืดหยุ่น เน้นนวัตกรรม และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น

ด้านนโยบายสำคัญของรัฐบาลประกอบด้วย การลดภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์ไฮบริด การส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศ การสนับสนุนธุรกิจดิจิทัลและธุรกิจที่ยั่งยืน การบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดเพื่อปกป้องผู้ผลิตในประเทศ การอำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ มาตรการลดมลพิษทางอากาศ และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

พร้อมกันนี้ รัฐบาลยังมุ่งขยายความร่วมมือทางการค้าผ่านข้อตกลงการค้าเสรี (FTAs) กับประเทศต่าง ๆ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางการค้า และเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับระบบเศรษฐกิจของประเทศ รวมถึงการใช้ไทยเป็นศูนย์กลางยุทธศาสตร์ของอาเซียนสำหรับธุรกิจญี่ปุ่น

นอกจากนี้แล้ว การฟื้นฟูการบริโภคภายในประเทศ และการวางกลยุทธ์ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าของสหรัฐ ก็เป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะการจัดการกับการไหลเข้าของสินค้าจีนในระยะสั้น ในระยะกลางถึงยาว รัฐบาลต้องยกระดับอุตสาหกรรมไทย พัฒนาการศึกษาและทรัพยากรมนุษย์ และทำให้เศรษฐกิจนอกระบบเป็นทางการ

ขณะเดียวกัน การสร้างสภาพแวดล้อมทางการตลาดที่เป็นธรรม และมีการแข่งขันด้วยกฎระเบียบที่ชัดเจน และการบังคับใช้ที่สม่ำเสมอ เป็นสิ่งสำคัญสำหรับนักลงทุน โดยเฉพาะนักลงทุนต่างชาติ รวมถึงการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดและการพัฒนาสมาร์ทซิตี้ โดยความร่วมมือระหว่างไทยและญี่ปุ่นจะเป็นรากฐานสำคัญในการเผชิญกับความท้าทายทางการค้าและภูมิรัฐศาสตร์ในอนาคต เพื่อสร้างเศรษฐกิจที่ยืดหยุ่น นวัตกรรม และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้นสำหรับประเทศไทย

นายพิพิธ กล่าวในตอนท้ายว่า ความร่วมมือระหว่างไทย-ญี่ปุ่นเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศไปสู่ความก้าวหน้าร่วมกันในอนาคต ประเทศไทยต้องการการเปลี่ยนแปลงไปสู่เศรษฐกิจที่ยั่งยืนด้วยเทคโนโลยีที่นำสมัย

ท่ามกลางความผันผวนของภูมิทัศน์การค้าโลก ประเทศไทยและญี่ปุ่นจะส่งเสริมความร่วมมือทางนวัตกรรม เทคโนโลยี และความยั่งยืน เพื่อประโยชน์ของทั้งสองประเทศ รวมทั้งประชาคมอาเซียน ความสัมพันธ์ระหว่างไทย-ญี่ปุ่น ยังคงแข็งแกร่ง และมองไปข้างหน้าเพื่อสร้างอนาคตที่รุ่งเรืองสำหรับคนรุ่นต่อไป

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...