ส่องแฟชั่นผู้ชายเล็บเจลใน ‘Gelboys’ เมื่อความงามไม่ถูกจำกัดด้วยเพศ
นาทีนี้หากจะพูดถึงซีรีส์ไทยที่กำลังเป็นกระแสตูมตามในโซเชียลมีเดีย คงจะขาด 'GELBOYS สถานะกั๊กใจ' ซีรีส์ที่ตีแผ่ความสัมพันธ์วุ่น ๆ ของวัยรุ่นสยามที่กำกับโดย บอส - นฤเบศ กูโน ผู้กำกับผู้ฝากฝีไม้ลายมืออันน่าตราตรึงใจไว้ในซีรีส์ที่สร้างกระแสจนฮิตทั้งในและต่างประเทศอย่าง ‘แปลรักฉันด้วยใจเธอ’ และภาพยนตร์ดราม่าน้ำดีอย่าง ‘วิมานหนาม’ ไปไม่ได้เลย
จุดเด่นของ 'GELBOYS สถานะกั๊กใจ' หรือที่คนไทยเรียกกันสั้น ๆ ว่า ‘เจลบอย’ นี้ นอกจากจะใช้เทคนิคการถ่ายทำด้วยกล้องโทรศัพท์มือถือทั้งเรื่องแล้ว ยังใช้สถานที่ถ่ายทำเป็นย่าน “สยาม” ที่เป็นแหล่งรวมศูนย์การค้าและคอมมูนิตียอดฮิตของวัยรุ่น บวกกับการถ่ายทอดวัฒนธรรม “การทำเล็บ” ที่กำลังเริ่มเฟื่องฟูในหมู่วัยรุ่นชาย อันเป็นที่มาของชื่อเรื่อง GELBOYS หรือเด็กหนุ่มเล็บเจลนั่นเอง โดยเนื้อหาบอกเล่าเรื่องราวความรักของเหล่าเด็กหนุ่มวัยรุ่นที่มีความสัมพันธ์ยุ่งเหยิงเสียยิ่งกว่าสายไฟของประเทศไทย สมกับคำว่า ‘สถานะกั๊กใจ’ ที่ใส่มาในชื่อเรื่อง โดยมีกิมมิกสุดเก๋คือการจีบกันของเหล่าเด็กหนุ่ม ที่อาจเรียกได้ว่า ‘ชอบใครให้ชวนไปทำเล็บเจล’
การทำเล็บให้สวยงามหรือแฟชั่นเล็บเจลหลากสีสัน ในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่แค่ผู้หญิงเท่านั้น เพราะเล็บเองก็เป็นอีกอวัยวะหนึ่งที่สามารถใส่ลวดลายสื่อตัวตนของแต่ละคนได้ ไม่ต่างจากเสื้อผ้า ทรงผม หรือรอยสัก การทำเล็บจึงกลายเป็นอีกหนึ่งแฟชั่นที่เริ่มกลายเป็นกระแสในหมู่วัยรุ่นชายเช่นเดียวกัน เพราะถือเป็นการดูแลตัวเองแบบหนึ่ง ซึ่งไม่จำเป็นต้องถูกจำกัดไว้ด้วยเพศ
กว่าจะมาเป็นกระแส ‘ผู้ชายเล็บเจล’
เลห์ตัน เดนนี (Leighton Denny MBE) ผู้ก่อตั้งแบรนด์อุปกรณ์ทำเล็บที่ตั้งชื่อตามชื่อของตนเอง และได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้น MBE (Member of the Most Excellent Order of the British Empire) ซึ่งมอบแด่บุคคลที่สร้างความสำเร็จอันโดดเด่นหรือทำประโยชน์เพื่อชุมชน โดยเดนนีได้รับยศ MBE ภายใต้อุตสาหกรรมเล็บและความงาม ณ ปราสาทบักกิงแฮมเมื่อปี 2015
เดนนีได้พูดเกี่ยวกับกระแสการดูแลรักษาเล็บ หรือการทำเล็บแฟชั่นของผู้ชายว่า ในอดีต ผู้ชายที่ทำเล็บหรือมีลวดลายบนเล็บ มักจะถูกเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมย่อยอย่าง อีโม พังก์ หรือแดร็กควีน แต่ในทุกวันนี้กลับสามารถพบเห็นได้ทั่วไป ไม่ใช่สัญญะแห่งการขบถต่อสังคมอีกต่อไป แม้แต่การถูกตัดสินโดยใช้กรอบแนวคิดเรื่องเพศก็ยังลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด
ในขณะที่เธีย กรีน (Thea Green) ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Nails Inc. ให้ความเห็นว่า กระแสเหล่านี้เกิดจากเหล่าดาราผู้มีชื่อเสียงที่ออกมาเปิดเผยตัวตนผ่านแฟชั่นการทำเล็บ “ผู้ชายเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นแฮร์รี่ สไตลส์ แบรด พิตต์ หรือ ลิลนาสเอ็กซ์ต่างก็ใช้เล็บเป็นดั่งเครื่องประดับสำหรับเสื้อผ้าของพวกเขา ที่ร้านทำเล็บของเราก็มีลูกค้าประจำเป็นผู้ชายเช่นเดียวกัน การทำเล็บเป็นสิ่งที่ผู้ชายกำลังให้ความสนใจและปรับตัวเข้าหาอย่างแน่นอน” เดนนียังบอกอีกว่า หากคุณอยากรู้ว่าผู้ชายทดลองทำนั่นทำนี่กับการแต่งแต้มสีสันบนเล็บของพวกเขามากแค่ไหน คุณก็แค่ต้องเลื่อนดูใน Instagram หรือ TikTok เท่านั้นเอง
นักร้องชื่อดังอย่างแฮร์รี่ สไตลส์ เป็นอีกหนึ่งไอคอนที่โดดเด่นในวงการผู้ชายทำเล็บ หรือที่คนไทยชอบเรียกกันว่า ‘ชายแท้เล็บเจล’ โดยเขาได้ก่อให้เกิดกระแสการแต่งตัวที่หลากหลายของผู้ชาย เริ่มจากการแต่งตัวด้วยสร้อยมุก มาสู่การทาเล็บสีประกายมุก และสร้างแบรนด์ยาทาเล็บ Pleasing ขึ้นมา
เดนนีให้ข้อมูลว่า โดยปกติแล้วผู้ชายมักจะดูแลเล็บกันแบบเรียบง่ายมากกว่า เช่น การทำ Classic Manicure หรือการตัดแต่งเล็บให้ดูสะอาด สุขภาพดี ทาเล็บสีใสให้ดูแวววาวน่ามอง แบบนี้ผู้ชายจะ ‘อิน’ ได้ง่าย แต่ไม่ว่าจะเป็นการทำเล็บแบบใด ก็ประกอบด้วยจุดประสงค์เดียวกัน คือการตัดแต่งรูปทรงของเล็บ การตะไบเล็บ และตัดแต่งหนังกำพร้าให้ได้ผลลัพธ์ออกมาสะอาดตาและดูสุขภาพดี ซึ่งไม่ควรเป็นเรื่องน่าอาย ไม่ว่าจะเป็นเพศไหนก็ตาม
ถึงแม้แฟชั่นเล็บเจลในประเทศไทยจะเพิ่งมาบูมในช่วงหลังมานี้ แต่ในโลกตะวันตก แฟชั่นการทำเล็บของผู้ชายเริ่มเป็นกระแสมานานพอตัว บทความของ The Guardian เมื่อปี 2020 ได้กล่าวถึงกระแสความฮอตฮิตของแฟชั่นผู้ชายทำเล็บว่าเป็นที่แพร่หลายในหมู่เซเลบริตี ไม่ว่าจะเป็น โพสต์ มาโลน (Post Malone) เอแซ็พ ร็อคกี้ (A$AP Rocky) พีท เดวิดสัน (Pete Davidson) จากรายการ Saturday Night Live และแรปเปอร์หนุ่มแบดบันนี (Bad Bunny) ต่างก็เข้าร่วมเทรนด์นี้กันทั้งนั้น นอกจากนี้ เจ้าของร้านทำเล็บแห่งหนึ่งในนิวยอร์กยังได้ให้ข้อมูลว่า ลูกค้าของร้านนั้นมีหลากหลายช่วงอายุและสายอาชีพ ตั้งแต่คุณพ่อที่มีลูกสาววัยห้าขวบ ไปจนถึงที่ปรึกษาด้านธุรกิจ และผู้ชายที่ทำงานในสายอาชีพงานสร้างสรรค์
ไป๊ป มนธภูมิ สุมนวรางกูร และ เลออน เซ็ค
(iQIYI Thailand)
ทางด้านแบรนด์แฟชั่นยักษ์ใหญ่อย่าง Chanel ก็ได้กระโดดเข้าสู่เทรนด์นี้เช่นเดียวกัน เมื่อสี่ปีก่อน Chanel ได้ขยายไลน์สินค้าด้านความงามสำหรับผู้ชาย ‘Boy De Chanel’ ซึ่งประกอบด้วยน้ำยาทาเล็บสองเฉดสี คือสีดำและสีธรรมชาติ
การ์เรตต์ มุนซ์ (Garrett Munce) บรรณาธิการด้านการดูแลตัวเองของนิตยสาร Esquire และผู้เขียนหนังสือ Self-Care for Men (การดูแลตัวเองสำหรับผู้ชาย) ได้ให้ความคิดเห็นว่า เขาคิดว่าการทาเล็บของผู้ชายไม่ใช่สไตล์ที่ขบถกับบรรทัดฐานทางสังคมอีกต่อไป ซึ่งในอดีตเคยมีบุคคลอย่างลู รีด (Lou Reed) หรือ เคิร์ต โคเบน (Kurt Cobain) และวงการดนตรีอย่างพังก์ แกลมร็อก กรันจ์ และอีโม นำมาใช้ “วัฒนธรรมย่อยที่โอบรับสิ่งเหล่านี้มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ พวกเขาต้องการต่อต้านบรรทัดฐานทั่วไปในสังคม” มุนซ์กล่าว “เป็นเพราะวัฒนธรรมกระแสหลักของเรามองว่ายาทาเล็บเป็นของผู้หญิงและทำการตลาดแบบเฉพาะเจาะจง มุ่งเป้าไปที่ผู้หญิงมาหลายสิบปี วัฒนธรรมย่อยเหล่านี้จึงตีความว่า ผู้ชายที่ทาเล็บเป็นการท้าทายแนวคิดนั้น พวกเขาทำสิ่งนั้นโดยตั้งใจ เพื่อทำให้เราตีความความหมายของมัน”"
มุนซ์ ซึ่งปกติจะทาเล็บสีเข้มกล่าวว่า เขาพบเห็นผู้ชาย 'ทั่วไป' นิยมทาเล็บกันเป็นจำนวนมากในปัจจุบัน' เขาคิดว่าความนิยมของการทำเล็บนั้นเป็นเพราะดูแลรักษาง่าย “ใคร ๆ ก็ทาเล็บได้” เขากล่าว 'มันแทบจะไม่มีความเสี่ยงอะไรเลย และใช้ความพยายามเพียงเล็กน้อยเท่านั้น นอกเหนือจากการรอให้เล็บแห้ง และถ้าคุณไม่ชอบ ก็สามารถเอาออกได้ง่าย” นอกจากนี้ เมย์ คาวาจิริ (Mei Kawajiri) ศิลปินทำเล็บคนดังที่ได้ฝากฝีไม้ลายมือไว้บนเล็บของเซเลบริตีชายมากมาย ยังได้บอกกับ US GQ ว่า “ตอนนี้การทำเล็บก็เหมือนกับหนึ่งในเครื่องมือที่จะทำให้คุณดูเท่ เหมือนกับรอยสักหรือการเจาะ หรือการแต่งหน้านั่นแหละ"
การล็อกดาวน์ในช่วงวิกฤติโควิด-19 ทำให้ผู้ชายได้มีโอกาสตามเทรนด์ที่เมื่อก่อนพวกเขาอาจไม่เคยคิดอยากจะทำ การ์เรตต์ มุนซ์ ยังได้บอกอีกว่า เขาได้ยินจากเพื่อนผู้หญิงว่า แฟนหนุ่มหรือสามีของพวกเธอยอมให้พวกเธอได้วาดลวดลายบนเล็บของพวกเขาเป็นครั้งแรก บางทีอาจจะเป็นเพราะความเบื่อหน่ายที่ต้องอยู่บ้านเฉย ๆ หรือบางทีพวกเขาอาจจะสนใจในการทำเล็บอยู่แล้ว
อัลด์วิน บอสคาเวน (Aldwyn Boscawen) ผู้ริเริ่มเปิดร้านทำเล็บสำหรับผู้ชายแห่งแรกในสหราชอาณาจักร ได้เริ่มทำธุรกิจนี้เพราะมีจุดมุ่งหมายในการเปลี่ยนแนวคิดของผู้ชายเกี่ยวกับการดูแลตนเอง “การแพร่ระบาดของโรคทำให้ทุกคนสนใจในเรื่องความสะอาดและการดูแลตัวเองมากขึ้น แนวคิดเรื่องสุขภาวะที่ดีและการดูแลตนเองก็สำคัญสำหรับผู้ชายด้วยเช่นกัน” เขากล่าว
ความเป็นชายที่เป็นพิษ กับแนวคิด ‘ไม่แมน’
ธุรกิจเกี่ยวกับการดูแลความงามถูกกำหนดเป้าหมาย และมุ่งเป้าทำการตลาดเพื่อผู้หญิงมาแต่ไหนแต่ไร ซึ่งสอดคล้องกับมุมมองทางสังคมอันล้าสมัยที่ว่า การดูแลร่างกายให้ดูดีนั้นเป็นเรื่องของผู้หญิงเท่านั้น การกระทำเพื่อเสริมสร้างรูปลักษณ์ของผู้ชาย นอกเหนือจากการจัดแต่งทรงผมและการดูแลหนวดเครา ยังคงถูกตีตราว่าเป็นการกระทำที่ 'ไม่แมน' และเป็นเรื่องของผู้หญิง
คำว่า 'ความเป็นชายที่เป็นพิษ (Toxic Masculinity)' หมายถึงชุดทัศนคติ พฤติกรรม และความคาดหวังของผู้ชายแบบเหมารวมที่สังคมยึดถือ ความเป็นชายที่เป็นพิษนี่แหละ ที่ทำให้เกิดความเชื่อฝังหัวมานานแสนว่าผู้ชายควรเป็นผู้หาเลี้ยงครอบครัว ทำให้แทบจะไม่มีเวลาสำหรับมาทำเรื่องที่ถูกมองว่า ‘จุกจิก’ Where To Glow ที่ปรึกษาสำหรับธุรกิจด้านผมและความงาม ได้ทำการสำรวจในปี 2022 พบว่า 95% ของผู้ชายเชื่อว่ามีอคติเกี่ยวกับการที่ผู้ชายได้รับการดูแลด้านความงาม แบบสำรวจยังบันทึกผลลัพธ์เชิงบวกด้วยว่า 67% ของผู้ชายที่ตอบแบบสำรวจ พบว่าพวกเขามีความสุขกับการดูแลตัวเองอย่างอื่นนอกเหนือจากการตัดผม อย่างไรก็ตาม มีเพียง 23% เท่านั้นที่บอกว่าพวกเขาจะบอกคนอื่นอย่างเปิดเผยเกี่ยวกับเรื่องนี้ ดังนั้นในขณะที่ผู้ชายเปิดกว้างมากขึ้นกับแนวคิดในการดูแลตนเอง อคติเรื่องความเป็นชายที่เป็นพิษยังคงมีอยู่
ช่างทำเล็บ อเล็กซ์ ฟิลามอนด์ (Alex Philamond) ได้ให้ความคิดเห็นจากประสบการณ์ของตนเองว่า วัฒนธรรม 'แกงค์ผู้ชาย' คือการพยายามที่จะทำตัวให้กลืนเข้ากับกลุ่ม ใครก็ตามที่ทำอะไรที่ขัดต่อแนวทางนั้น มักจะถูกตั้งคำถามและเย้ยหยันล้อเลียน โดยมักจะถูกมองว่ามีความเป็น 'ผู้หญิง' มากเกินไป ความเป็นชายที่เป็นพิษทำให้ผู้ชายจำนวนมากรู้สึกไม่มั่นใจในการแสดงออก ไม่ว่าจะเป็นทางอารมณ์หรือรูปลักษณ์ ลูกค้าชายที่มาทำเล็บกับเขาทุกคนมีความคิดเห็นว่า พวกเขาอยากจะเริ่มทำเล็บให้เร็วกว่านี้ และรู้สึกเสียใจที่ปล่อยให้อคติทางสังคมมาขวางกั้น
โชคดีที่ในปัจจุบัน การทำเล็บของผู้ชาย ไม่ว่าจะเป็นการดูแลเล็บให้สะอาดสะอ้านดูเป็นธรรมชาติ หรือการแต่งแต้มสีสัน วาดลวดลายแสดงตัวตนลงบนเล็บ กลายเป็นแฟชั่นที่ถูกยอมรับทั่วไปในวงกว้างมากขึ้นกว่าในอดีตที่ผ่านมา โดยในประเทศไทยเราก็มี ‘GELBOYS สถานะกั๊กใจ’ ที่ไม่ใช่แค่ซีรีส์ แต่เป็นภาพสะท้อนของการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่น่าสนใจ เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่สื่อสารกับสังคมให้คนทั่วไปได้เห็นแฟชั่นของเด็กวัยรุ่นชายในปัจจุบัน และการดูแลตัวเองด้านความงามที่ไม่ควรถูกจำกัดด้วยเพศได้มากขึ้น
…เพราะไม่ว่าจะเป็นใครหรือจะเป็นเพศใด ก็ไม่ควรถูกตัดสินเพียงเพราะต้องการแสดงตัวตนผ่านร่างกายของตนเอง
ที่มา : บทความ “The rise of the male manicure – and why men shouldn’t be scared to get one” โดย Stephen Doig
บทความ “Leighton Denny receives MBE” จาก fht.org.uk
บทความ “เครื่องราชอิสริยาภรณ์จักรวรรดิบริติช” จาก Wikipedia
บทความ “คิงชาร์ลส์ที่ 3 พระราชทานเครื่องราชฯ แก่สมาชิกวง BLACKPINK” จาก ThaiPBS
บทความ “How men are nailing the latest fashion trend: the manicure” โดย Priya Elan
บทความ “The Next Wave of Men's Grooming Is Shiny and Lacquered” โดย Samuel Hine
บทความ “BREAKING THE STIGMA: why male manicures are booming” โดย Lilly Delmage