โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

SCG เปิด 4 กลยุทธ์ สู้ศึกสงครามการค้า โชว์กำไร Q1/68 ที่ 1,099 ล้านบาท

Amarin TV

เผยแพร่ 30 เม.ย. 2568 เวลา 15.49 น.
SCG เปิด 4 กลยุทธ์ สู้ศึกสงครามการค้า โชว์กำไร Q1/68 ที่ 1,099 ล้านบาท มี EBITDA รวมกว่า 12,889 ล้านบาท

ในวันที่เศรษฐกิจโลกเต็มไปด้วยแรงเสียดทานจากสงครามการค้า บริษัทขนาดใหญ่ของไทยอย่าง SCG ยังต้องตั้งวอร์รูมรับมือกับความไม่แน่นอนที่คืบคลานเข้ามาอย่างไม่หยุดยั้ง เพราะแม้จะมีกำไรในไตรมาส 1 ปี 2568 อยู่ที่ 1,099 ล้านบาท แต่ความเสี่ยงในช่วงครึ่งหลังของปีก็ยังรออยู่ตรงหน้า

หัวเรือใหญ่อย่างคุณ ธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ของ SCG เปิดเผยว่า แม้เศรษฐกิจโลกจะเผชิญแรงกดดันจากการที่สหรัฐฯ ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากหลายประเทศ และอาจกระทบไทยด้วยอัตราภาษีสูงถึง 36% หากการเจรจาไม่คืบหน้า แต่สถานะของ SCG ยังแข็งแกร่ง โดยไตรมาสแรกปีนี้ บริษัทมี EBITDA รวมกว่า 12,889 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าในหลายธุรกิจ พร้อมโชว์แผนรับมือสงครามการค้าด้วยการตั้งวอร์รูมคอยติดตามและปรับแก้ไขตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและยกระดับการปรับตัวให้เข้มข้นรับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกชะลอตัว ด้วย 4 กลยุทธ์สำคัญ

4 กลยุทธ์ SCG สู้ศึกสงครามการค้า

1. ลดต้นทุน แข่งกับผู้ผลิตระดับโลก SCG เร่งลดต้นทุนการผลิตและบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ ใช้เทคโนโลยีหุ่นยนต์และ AI เข้ามาช่วย เช่น ระบบ Predictive Maintenance ตรวจจับความผิดปกติของเครื่องจักรล่วงหน้า หรือ Robotic Automation ที่ใช้ในสายการผลิตสุขภัณฑ์และบ้านสำเร็จรูป เพื่อเพิ่มความแม่นยำ ลดขั้นตอน และลดต้นทุนพลังงานด้วยการใช้พลังงานแสงอาทิตย์และชีวมวลมากขึ้น ซึ่งตอนนี้สามารถใช้พลังงานทางเลือกในกระบวนการผลิตปูนซีเมนต์ในไทยได้ถึง 44%
นอกจากนี้การปรับลดเงินทุนหมุนเวียน (Working Capital) ตลอดห่วงโซ่อุปทาน ส่งผลให้สามารถลดหนี้สินสุทธิลงเหลือ 290,504 ล้านบาท ในไตรมาส 1 ปี 2568 และเพิ่มสภาพคล่องให้ธุรกิจ

2. ขยายพอร์ตสินค้าให้รองรับตลาดทุกระดับ SCG เดินหน้าพัฒนาทั้งสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง (HVA), สินค้ากรีน และสินค้าคุณภาพราคาจับต้องได้ เช่น ปูนคาร์บอนต่ำ กระเบื้องดิจิทัล UV Coating หลังคาเซรามิก SCG และท่อ PVC สำหรับภาคเกษตรกรรม เพื่อให้เข้าถึงผู้บริโภคหลากหลายกลุ่ม ท่ามกลางภาวะต้นทุนสูงและการแข่งขันที่รุนแรง

3. บุกตลาดใหม่ ศักยภาพสูง SCG ใช้เครือข่ายธุรกิจทั่วโลกในการขยายตลาด เช่น ส่งออกกระดาษบรรจุภัณฑ์และปูนซีเมนต์ไปยังตลาดใหม่ที่ยังมีกำลังซื้อสูง หรือประเทศที่ได้รับอานิสงส์จากสงครามการค้า โดยเลือกตลาดที่ไม่ถูกสหรัฐฯ จัดเก็บภาษีสูงเพื่อลดความเสี่ยง

4. ใช้ฐานการผลิตอาเซียนให้ได้เปรียบ SCG มีฐานการผลิตในหลายประเทศอาเซียน ทั้งไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ทำให้สามารถโยกย้ายการผลิตไปยังประเทศที่ได้รับผลกระทบน้อยที่สุดได้อย่างยืดหยุ่น เช่น หากไทยถูกขึ้นภาษีมาก ก็สามารถส่งออกจากเวียดนามหรืออินโดนีเซียแทน

สรุปงบการเงิน SCG ไตรมาส 1/2568

ศึกยังไม่จบ: ไตรมาส 3–4 อาจเจอบทหนัก

คุณธรรมศักดิ์ ระบุว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับ SCG ทางตรงอาจไม่มากนักเพราะสินค้าของ SCG ส่งออกไปยังตลาดสหรัฐฯเพียงแค่1 % แต่ผลกระทบทางอ้อมค่อนข้างรุนแรง หากหลังจาก 90 วันของการชะลอภาษีจบลง และการเจรจาการระหว่างไทยและสหรัฐฯไม่คืบหน้าหากไทยต้องเผชิญกับภาษี 36% จริงและสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน นอกจากจะทำให้สินค้าส่งออกไทยแข่งขันยากขึ้น ยังอาจเกิดผลกระทบทั้งสินค้าจากประเทศที่ไม่โดนภาษีทะลักเข้ามาในตลาดไทย และเศรษฐกิจอาเซียนที่ซบเซาลงล้วนส่งผลกระทบต่อ SCG โดยคาดว่าไตรมาส 1 และ 2 จะยังเติบโตได้ แต่ไตรมาส 3 และ 4 คือช่วงที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตามยังคงเป้าหมายรายได้ปี 2568 เติบโต 5% และยังไม่ปรับเป้าหมายเพราะสถานการณ์ปัจจุบันยังถือว่าฝุ่นยังตลบอยู่

คุณธรรมศักดิ์ ระบุว่า SCG ได้มีการนำเสนอข้อมูลรอบด้านของกลุ่มธุรกิจ SCG ทั้งทางตรงไปยังรัฐบาลและผ่านทางสภาอุตสหากรรม

“เราไม่อยากเห็นหลัง 90 วันไปแล้ว เราโดนภาษี 36% แต่เพื่อนบ้านภาษีต่ำกว่านั้น การประสานการเจรจา ระหว่างรัฐกับเอกชนสำคัญมาก อยากให้ระดับประเทศตั้งวอร์รูมขึ้นมา ประเทศเล็กอย่างเราต้องปรับตัวให้ไว”

อย่างไรก็ตามแม้ว่า สงครามการค้าได้สร้างแรงกดดันทั่วโลก แต่ยังมีโอกาสที่ซ่อนอยู่ เช่น แนวโน้มราคาน้ำมันโลกที่ลดลงผู้ผลิตปิโตรเคมีในจีนประสบปัญหาการจัดหาวัตถุดิบจากสหรัฐฯ ตลอดจนบางตลาดยังมีกำลังซื้อสูงสำหรับสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง (High-Value Added Products - HVA Products) สินค้ากรีน (Green Products) และสินค้าคุณภาพ ราคาจับต้องได้ (Quality Affordable Products) เหล่านี้จะถือเป็นโอกาสของธุรกิจของ SCG

คุณ ธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ของ SCG

สำหรับผู้ประกอบการ SME ที่ไม่มีสายป่านยาวหรือเครื่องมือรองรับความเสี่ยงแบบบริษัทใหญ่ กลุ่มนี้คือผู้ที่อาจได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดหากต้นทุนการนำเข้าเพิ่มขึ้นหรือการแข่งขันรุนแรงขึ้นจากสินค้าต่างชาติทะลักเข้ามา

SCG ในฐานะผู้นำอุตสาหกรรม จึงไม่เพียงแต่ตั้งรับเพื่อตัวเอง แต่ยังยื่นมือช่วยเหลือ SMEs ด้วยโครงการ ‘Go Together’ และ ‘NZAP’ ที่เปิดบ้านให้ผู้ประกอบการเข้าร่วมเรียนรู้ พัฒนา และปรับตัวไปพร้อมกัน เพราะในศึกเศรษฐกิจที่ไม่มีใครคาดเดาได้ล่วงหน้า สิ่งสำคัญคือการรวมพลัง เพื่อให้ธุรกิจไทยทุกระดับเดินหน้าไปด้วยกันอย่างมั่นคง

สรุปงบการเงินของบริษัทปูนซิเมนต์ไทย (หุ้น SCC) ในไตรมาส 1/2568

SCG และบริษัทย่อย ณ วันที่ 31 มีนาคม 2568 แสดงผลการดำเนินงานจำแนกตามกลุ่มธุรกิจหลักในช่วงไตรมาส 1 ปี 2568 เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยดูรายการสำคัญ ได้แก่ รายได้จากการขาย, EBITDA, และ กำไร (ขาดทุน)

สรุปงบการเงิน SCG ไตรมาส 1/2568

ภาพรวมทั้งกลุ่ม SCG

  • รายได้จากการขาย: 124,392 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 124,266 ล้านบาทในปีก่อนหน้า หรือ เพิ่มขึ้น 0.10%
  • EBITDA: 12,889 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 12,623 ล้านบาท หรือ เพิ่มขึ้น 2.11%
  • กำไรสุทธิ: 1,099 ล้านบาท ลดลงจาก 2,425 ล้านบาท หรือลดลง 54.68%

แม้รายได้จะทรงตัวแต่กำไรสุทธิหดตัวอย่างชัดเจนกว่า 1,300 ล้านบาท สะท้อนว่าต้นทุนและแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกเริ่มกดดันผลประกอบการมากขึ้น

วิเคราะห์รายกลุ่มธุรกิจ

1. เอสซีจี ซีเมนต์แอนด์ กรีนโซลูชั่นส์

  • รายได้: 20,894 ล้านบาท ลดลงจาก 21,399 ล้านบาท
  • EBITDA: 3,703 ล้านบาท เพิ่มจาก 3,591 ล้านบาท
  • กำไร: 1,443ล้านบาท เพิ่มจาก 1,191 ล้านบาท

2.เอสซีจี สมาร์ทลีฟวิง และเอสซีจี ดิสทริบิวชั่นแอนด์รีเทล

  • รายได้: 34,651 ล้านบาท ลดลงจาก 38,402 ล้านบาท
  • EBITDA: 1,151 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 1,025 ล้านบาท
  • กำไร: 751ล้านบาท เพิ่มจาก 582 ล้านบาท

3.เอสซีจี เดคคอร์ (วัสดุตกแต่ง)

  • รายได้: 5,960 ล้านบาท ลดลงจาก 6,784 ล้านบาท
  • EBITDA: 808 ล้านบาท ลดลงจาก 854 ล้านบาท
  • กำไร: 217 ล้านบาท ลดลงจาก 258 ล้านบาท

4.เอสซีจี เคมิคอลส์ (SCGC)

  • รายได้: 50,177 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 45,376 ล้านบาท
  • EBITDA: 2,579 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 1,289 ล้านบาท
  • ขาดทุน: -2,948 ล้านบาท (เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ขาดทุน -1,866 ล้านบาท)

ธุรกิจปิโตรเคมีเจ็บหนักที่สุด ขาดทุนเพิ่มขึ้นกว่า 1 พันล้านบาท แม้ EBITDA จะเพิ่มขึ้นเท่าตัว

5. เอสซีจี แพคเกจจิ้ง (SCGP)

  • รายได้: 32,209 ล้านบาท ลดลงจาก 33,947 ล้านบาท
  • EBITDA: 4,234 ล้านบาท ลดลงจาก 5,152 ล้านบาท
  • กำไร: 900 ล้านบาท ลดลงจาก 1,725 ล้านบาท

SCG ยังมีกระแสเงินสดแข็งแรง กำไรไตรมาสนี้ไม่เลวร้าย แต่ภาพรวมสะท้อนสัญญาณเตือน กำไรลด, ธุรกิจเคมิคอลส์ยังแบกรับภาระหนัก สงครามการค้าและเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวยังเป็นพายุลูกใหญ่ที่รออยู่ข้างหน้า…ที่จริงแล้วไม่ใช่แค่ SCG แต่ยังรวมถึงทุกธุรกิจในไทยอีกด้วย

ที่มาข้อมูล: SCG

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...