โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ธนารักษ์ เล็งทบทวนสัญญาเช่าที่ราชพัสดุเชิงพาณิชย์ ตั้งเป้ารายได้เพิ่ม 20% ในปี 69

การเงินธนาคาร

อัพเดต 21 เม.ย. 2568 เวลา 17.33 น. • เผยแพร่ 21 เม.ย. 2568 เวลา 10.33 น.

อธิบดีธนารักษ์ ชู กลยุทธ์ VALUE เพิ่มมูลค่าและคุณค่าทรัพย์สินของแผ่นดิน ตั้งเป้าจัดเก็บรายได้เพิ่ม 20% ในปี 69 จากรายได้ค่าเช่าที่ราชพัสดุเป็นหลัก โดยเตรียมทบทวนสัญญาค่าเช่าที่ราชพัสดุเชิงพาณิชย์ ปรับขึ้นให้สอดคล้องกับความเป็นจริงพร้อมปรับปรุงราคาประเมินที่ดินให้ต่างจากตลาดไม่เกิน 15%

21 เม.ย. 2568 ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมธนารักษ์ เปิดเผยว่า ที่ผ่านมากรมธนารักษ์ได้มีการพัฒนาและยกระดับการทำงานมาอย่างต่อเนื่อง แต่ด้วยบริบทโลกที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ทั้งเรื่องปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาสังคม และปัญหาสิ่งแวดล้อม กรมธนารักษ์จึงได้นำมิติต่างๆ มาพิจารณา เพื่อให้การปฏิบัติภารกิจหน้าที่ของหน่วยงานก้าวทันกับความเปลี่ยนแปลงต่างๆที่เกิดขึ้น

โดยใช้กลยุทธ์ ‘VALUE’ ประกอบด้วย 5 เสาหลัก ดังนี้

  • เสาที่ 1 V : Value กลยุทธ์เพิ่มมูลค่าและคุณค่าที่ราชพัสดุโดยจัดทำ Master Plan เพื่อพัฒนาพื้นที่แบบองค์รวม เพื่อให้การจัดประโยชน์ใช้ที่ราชพัสดุเหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมในแต่ละพื้นที่ โดยในปี 2568 นี้ จะมีการทำพื้นที่ทดลอง Sandbox ในจังหวัดนครนายก หรือ นครนายกโมเดล เพื่อเป็นพื้นที่ต้นแบบ
  • เสาที่ 2 A : Appraise กลยุทธ์เพิ่มความแม่นยําในการประเมินราคาที่ดินด้วยการพัฒนาฐานข้อมูลการประเมินราคาให้สอดคล้องกับราคาตลาดและเป็นธรรม โดยมีการนำเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาใช้ในการประเมินราคาที่ดินเพื่อเพิ่มความถูกต้อง นอกจากนี้ กรมฯ จะพัฒนาระบบสืบค้นราคาประเมินที่ดินออนไลน์ เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถค้นหาข้อมูลราคาประเมินได้ง่าย สะดวก และรวดเร็ว
  • เสาที่ 3 L : Legacy กลยุทธ์เพิ่มคุณค่าทางประวัติศาสตร์ให้เหรียญกษาปณ์และพิพิธภัณฑ์ของกรมธนารักษ์ โดยจะมีการยกระดับการผลิตและจำหน่ายเหรียญกษาปณ์ให้เป็นมาตรฐานสากลและพัฒนาตลาดรองเพื่อเพิ่มมูลค่าเหรียญกษาปณ์ให้ตรงตามความต้องการของนักสะสมเหรียญ และนำแนวคิด ESG มาใช้ในกระบวนการผลิตเหรียญกษาปณ์เพื่อตอบโจทย์สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล นอกจากนี้ จะมีการบูรณาการร่วมกับชุมชนเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเรียนรู้เชิงประวัติศาสตร์และอนุรักษ์วัฒนธรรม รวมถึงส่งเสริมให้พิพิธภัณฑ์ของกรมฯ สามารถช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชน ยกระดับคุณภาพชีวิตพี่น้องประชาชนในพื้นที่และละแวกใกล้เคียง
  • เสาที่ 4 U : Unity กลยุทธ์ความเป็นหนึ่งเดียวของบุคลากร ส่งเสริมบุคลากรของกรมธนารักษ์ ให้ เก่ง ดี และมีความสุข ด้วยการเพิ่มเติมทักษะที่จำเป็นทั้งในเรื่องงาน Current Skill และ Future Skill จัดตั้งโรงเรียนธนารักษ์ออนไลน์ ส่งเสริมให้บุคลากรของกรมธนารักษ์เป็นคนดี ผ่านการนําองค์กรคุณธรรมมาใช้ เพื่อให้เกิดความโปร่งใส ซื่อสัตย์ ตรวจสอบได้ และยังส่งเสริมบุคลากรของกรมธนารักษ์ให้มีความสุข มีการสร้างองค์กรรมนียสถานที่เอื้อต่อการทํางาน และสนับสนุนการทำงานให้มีประสิทธิภาพ
  • เสาที่ 5 E : Efficiency กลยุทธ์เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและการให้บริการประชาชน ด้วยการปรับกระบวนการทํางานให้คล่องตัวแบบ Agile และการนำเทคโนโลยีดิจิทัล การวิเคราะห์ข้อมูล และเอไอ (Digital, Data, AI) มาใช้ในการทำงาน โดยในปี 2568 นี้จะมีการพัฒนา ‘น้องรักษ์’ ซึ่งเป็นระบบ AI มาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเจ้าหน้าที่และยกระดับการให้บริการประชาชน ให้สะดวกและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น รวมทั้งจะมีการปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบ รวมถึงลดขั้นตอนการทำงานต่างๆที่ไม่จำเป็น พร้อมทั้ง จะมีการกระจายอำนาจให้ธนารักษ์ภาค เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น

ดร. เอกนิติ เปิดเผยต่อว่า กรมฯ ตั้งเป้าหมายเพิ่มการจัดเก็บรายได้ขึ้นอีก 20% ในปี 2569 จากปีงบประมาณ 2568 ที่มีเป้าจัดเก็บรายได้กรมอยู่ 1.1 หมื่นล้านบาท โดแบ่งเป็น การจัดเก็บรายได้จากค่าเช่าที่ดินราชพัสดุเชิงพาณิชย์ 1.06 หมื่นล้านบาท ซึ่งขณะนี้จัดเก็บได้แล้ว 9.8-9.9 พันล้านบาท และรายได้จากเหรียญกษาปณ์อีก 400 ล้านบาท

"5 เดือนที่ผ่านมา กรม.จัดเก็บรายได้สูงกว่าปีก่อน 13% และสูงกว่าเป้าหมายที่กระทรวงการคลังตั้งไว้ 9.2% ซึ่งปัจจัยหลักมาจากการบริหารสัญญาค่าเช่าที่ดินราชพัสดุ ซึ่งกรมฯ อยู่ระหว่างการทบทวนสัญญาเช่าที่ราชพัสดุ โดยเฉพาะเชิงพาณิชย์ที่กำลังจะหมดสัญญา จะมีการปรับขึ้นค่าเช่า เพื่อให้สอดคล้องกับความเป็นจริงมากขึ้น"

ทั้งนี้การทบทวนสัญญาเช่าที่ราชพัสดุเชิงพาณิชย์ จะเป็นแนวทางสำคัญที่ช่วยให้กรมฯ สามารถเพิ่มอัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ได้มากขึ้น โดยปัจจุบันมีที่ดินราชพัสดุ 12.6 ล้านไร่ แบ่งเป็นพื้นที่ความมั่นคง 2.6 ล้านไร่ และอีก 10.48 ล้านไร่ เป็นพื้นที่ที่ส่วนราชการครอบครอง ซึ่งในส่วนนี้มีพื้นที่ประมาณ 1 ล้านไร่ ที่ยังไม่มีการบริหารให้มีประสิทธิภาพ ดังนั้นกรมฯ จะเข้าไปบริหารจัดการเพื่อสร้างผลตอบแทนใหม้ได้มากขึ้น

นอกจากนี้กรมธนารักษ์ กำลังเร่งปรับปรุงกระบวนการในการประเมินราคาที่ดินทั่วประเทศ ที่จะประกาศรอบใหม่ในปี 2569 โดยตั้งเป้าหมายให้ราคาประเมินสอดคล้องกับความเป็นจริงมากที่สุด โดยจะนำเทคโนโลยีดิจิทัล และระบบ AI เข้ามาช่วยเสริมประสิทธิภาพการทำงาน รวมถึงจะมีการประสานข้อมูลกับสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ และธนาคารพาณิชย์ ด้วย ซึ่งจะช่วยให้ข้อมูลมีความแม่นยำมากขึ้น ทั้งนี้ได้กำหนดพื้นที่ต้นแบบ 2 แห่ง ได้แก่ จังหวัดนครนายก และกรุงเทพฯ โดยคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ภายใน ก.ย.2568 หลังจากนั้นจะทยอยใช้ให้ครบทุกพื้นที่ทั่วประเทศ

"ปัจจุบัน ราคาประเมินที่ดิน กับราคาตลาดยังมีช่องว่างสูงสุด 30-40% ซึ่งกรมฯ ได้พยายามยกระดับ และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน เพื่อให้ราคาออกมาสอดคล้องกับความเป็นจริงมากที่สุด โดยมีเป้าหมายให้ราคาประเมินที่ดินกับราคาตลาด มีช่องว่างที่แตกต่างกันลดลงไม่เกิน 15% ซึ่งเป็นไปตามกฎหมาย แต่ก็ต้องยอมรับว่าด้วยราคาประเมินที่ดินในแต่ละพื้นที่ ก็จะแตกต่างกันไปตามศักยภาพด้วย"

อ่านข่าว เศรษฐกิจทั่วไทย ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...