เมษา พฤษภา 2553 การเมืองเก่า ปะทะ การเมืองใหม่ เหตุ 'ลอบสังหาร' สนธิ ลิ้มทองกุล
ยุทธการ แดงเดือด
เมษา พฤษภา 2553
การเมืองเก่า ปะทะ การเมืองใหม่
เหตุ ‘ลอบสังหาร’ สนธิ ลิ้มทองกุล
ทําไมจึงให้ความสนใจต่อกรณี “ลอบสังหาร” นายสนธิ ลิ้มทองกุล อย่างเป็นพิเศษ
1 เพราะ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ไม่เพียงเป็นแกนนำคนสำคัญของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หากแต่เพราะเคลื่อนไหวตั้งแต่เมื่อปี 2548
การเคลื่อนไหวของ นายสนธิ ลิ้มทองกุล เริ่มต้นอย่างเป็นปัจเจกในนาม “เมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร” แล้วค่อยๆ พัฒนาขึ้นเป็น “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” มีบทบาทก่อนรัฐประหารเดือนกันยายน 2549
ที่สำคัญ 1 เมื่อผ่านการเลือกตั้งในเดือนธันวาคม 2550 พรรคพลังประชาชนได้รับชัยชนะ และ นายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี ก็เคลื่อนไหวต่อและสร้างปราฏการณ์ถึงการขยายวง ขยายขอบเขต อย่างคึกคักหนักแน่นจากอยู่บนท้องถนน กระทั่งยึดทำเนียบรัฐบาล ยึดสถานที่ราชการ ยึดสนามบินทั้งที่ดอนเมืองและสุวรรณภูมิ อันเป็นการเคลื่อนไหวที่อึกทึกครึกโครมและไม่เคยปรากฏมาก่อน
การเคลื่อนไหวในปี 2551 ทำให้รัฐบาลพรรคพลังประชาชนสั่นคลอนและเมื่อมีการดำเนินมาตรการ “ตุลาการภิวัฒน์” ยุบพรรคพลังประชาชน ในอีกด้านหนึ่งจึงเท่ากับเปิดโอกาสให้กับพรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อันถือว่าเป็นพันธมิตรกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยโดยพื้นฐาน
การลอบสังหาร นายสนธิ ลิ้มทองกุล จึงเป็น “ปรากฏการณ์” ที่สำคัญ
ข้อสังเกตไม่ว่าการให้สัมภาษณ์พิเศษกับ นายบัณฑิต จันทร์ศรีคำ หรือ “แคน สาลิกา” บรรณาธิการบริหาร “เนชั่นสุดสัปดาห์” เมื่อวันที่ 28 เมษายน รวมถึงการแถลงเปิดใจต่อ “สื่อมวลชน” ในวันที่ 3 พฤษภาคม 2552 จึงทรงความหมายดำเนินไปในลักษณะเสริมและขยายการ “แถลงการณ์”
สมควรต้องพิจารณาสถานการณ์เดือนเมษายน 2552 อย่างเป็นพิเศษ
สิ่งที่เกิดขึ้นกับผมไม่ใช่เป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจ ที่ไม่น่าประหลาดใจคือคุณทักษิณมีโอกาสสร้างการเมืองใหม่ด้วยรัฐธรรมนูญปี 2540 ให้อำนาจนายกรัฐมนตรีสูงสุด ให้คุณค่าความเป็นนายกฯ ที่เรียกว่า Strong Prime Minister
แต่เผอิญรัฐธรรมนูญ 2540 นั้นเกิดขึ้นมาบนเงื่อนไขว่านายกรัฐมนตรีต้องเป็นคนดี มีจริยธรรมสร้างขึ้นมาโดยตั้งข้อสมมุติฐานว่าคนคนนั้นต้องเป็นคนดี
ซึ่งมันผิด
ผิดแล้ว คุณทักษิณเลยพลิกผันเอาการเมืองซึ่งเปิดโอกาสให้เขาสามารถสร้างการเมืองขึ้นใหม่เองได้ คือถ้าคุณทักษิณเป็นคนมีจริยธรรม เป็นคนซึ่งไม่แทรกแซงองค์การอิสระ เป็นคนที่ทำงานเพื่อส่วนรวมแล้ว การเมืองใหม่ในเมืองไทยเกิดขึ้นได้
เกิดขึ้นในลักษณะที่เรียกว่าการทำงานก็ไม่มีใครมารังแก ขณะเดียวกัน องค์กรอิสระก็สามารถทำงานได้อย่างอิสระ
แต่นี่มันผิดฝาผิดเหล่าหมดเลย คือ การเมืองมีการแทรกแซงได้ การยุบพรรครวมพรรคก็ทำเพื่อเจตนารมณ์ของการรวมเป็นพรรคเดียวให้ตัวเองมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดอยู่ในมือ
คือคุณทักษิณกำลังมองการเมืองเหมือนกฎหมายการร่วมทุน คือการเทกโอเวอร์พรรค การควบรวมกิจการและมองการเมืองในเชิงธุรกิจเหมือนอย่างที่ครอบครัวเขาเป็น
มันเลยเกิดภาวการณ์อย่างที่คนมีความรู้สึกการเมืองซึ่งในสายตาผมแล้วเป็นการล้มเหลว
เพราะฉะนั้น เมื่อเกิดการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 มันเลยเกิดภาวการณ์ตีกลับไปหมด สังเกตให้ดีๆ ว่า คมช.และ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นั่นคือตัวปัญหา เพราะไปยึดถือกติกาเก่าๆ ว่า
ถ้าตัวเองมีอำนาจอยู่ในมือแล้ว มีรัฐบาลแล้ว ใครก็ไม่สามารถปลดได้
นั่นคือที่มาที่เขาไม่พยายามที่จะพัฒนาการเมืองต่อไปให้มันดีกว่าเก่า แต่กลับย้อนไปเล่นการเมืองเก่า คือ การเมืองประเภทที่เรียกว่า “สมบัติผลัดกันชม”
อุปมาอุปไมยเหมือนคุณทักษิณเข้ามาเล่นการเมืองแล้วคุณทักษิณชักสะพานออกหมดเลย ใครทอดสะพานมาหรือใครที่เคยจะทอดสะพานไม่ว่าจะเป็นกลุ่มที่มีผลประโยชน์กลุ่มโน้นกลุ่มนี้ซึ่งแต่ละคนมีประโยชน์ในประเทศไทยทั้งหมด ซึ่งคุณทักษิณมากินรวบคนเดียว พอกินรวบคนเดียวทุกคนมารวมตัวกันสู้แก
พอกลุ่ม คมช.เข้ามามองว่าปัญหาทักษิณจบแล้วด้วยการรัฐประหาร คือมองแบบไร้เดียงสา ไม่ได้เข้าใจว่า 6 ปีที่คุณทักษิณอยู่ คุณทักษิณเขาได้เอาการตลาดมานำการเมือง เอาลาภยศกิเลสเข้ามาเป็นสิ่งจูงใจ ไม่ได้เอาจริยธรรมคุณงามความดีเข้ามานำ เพราะฉะนั้นแล้ว คมช.แก้ไม่ได้ แต่ คมช.ไปมีความเข้าใจผิดถ้าเขากุมอำนาจแล้วคุณทักษิณย่อมไม่มีสิทธิ์ที่จะหือ
ด้วยเหตุนี้ เมื่อเขากลับมากุมอำนาจรัฐก็เลยเริ่มการเมืองเก่า คือว่าผลประโยชน์แบ่งกันไป ผมจะทำอย่างโน้น คุณจะทำอย่างนี้ คุณก็ทำไป ผมไม่ยุ่งคุณ คุณไม่ยุ่งผม
อันนี้มันเลยต่อเนื่องมาเรื่อยๆ
ผมสนใจว่าการเมืองชุดปัจจุบันที่มันเกิดขึ้นหลังจากคุณทักษิณไปมันเกิดขึ้นได้ยังไง
มันก็เกิดขึ้นมาได้ในวันที่ทหารไปตัดสินใจบีบพรรคร่วมรัฐบาลให้ย้ายค่ายออกมาอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ ก็ทำให้ผมเห็นภาพชัดเจนว่านี่คือการเมืองเก่า 100% ที่ทหารยังต้องการให้เป็นอยู่ หรือกลุ่มการเมืองเก่าต้องการให้เป็นอยู่
กลุ่มคุณเนวินไม่มีวันต้องการการเมืองใหม่ เพราะถ้าการเมืองใหม่มันโปร่งใสเขาทำอะไรไม่ได้ และถ้าการเมืองเก่าแบบนี้เขาทำได้ตลอด
เขาไปมองว่าสมมุติเขาเอาคุณประวิตร วงษ์สุวรรณ เข้ามาลงทุนในพรรคภูมิใจไทยแล้วยุบสภาเลือกตั้งชูประวิตรเป็นหัวหน้าพรรค แล้วใช้เงินซื้อเสียงใช้อำนาจรัฐซึ่งเขามีอยู่ กระทรวงมหาดไทยบ้าง ตำรวจบ้าง น้องชายคุณประวิตรแต่งตั้งคนของเขา
แล้วคะแนนเสียงเขามาที่ 1 เมื่อคะแนนเสียงเป็นที่ 1 ไม่มีใครกล้าหือ
ทำไม เพราะเขาเป็นทหารไง สมมุตินะสมมุติคุณประวิตรเป็นนายกฯ คุณอนุพงษ์ก็รอ จนกระทั่งถึงงวดหน้า คุณประวิตรเกษียณ คุณอนุพงษ์ก็เป็นต่อ
สืบทอดมรดกแบบ “สมบัติผลัดกันชม”
ด้วยเหตุตรงนี้พวกนี้ถึงเกลียดการเมืองใหม่ เพราะการเมืองใหม่คือสิ่งที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยโดยเฉพาะผมเรียกร้อง ผมเรียกร้องความโปร่งใสในการทำงาน
เพราะผมเห็นว่าชาติบ้านเมืองมันไปได้อีกต่อไปแล้ว ไม่มีทางไปได้อีกต่อไป
ยกตัวอย่างง่ายๆ การบินไทยขาดทุนขนาดไหน 20,000 กว่าล้าน ยังไม่ทันไรรัฐมนตรีชุดคุณเนวินเมื่อวานนี้เพิ่งมีมติว่าอยากจะสั่งซื้อเครื่องบิน 40 ลำ ถามว่าซื้อทำไม 40 ลำ
ลำละพันล้านก็ 40,000 ล้าน ส่วนแบ่ง 3% ก็ 1,200 ล้าน ก็ซื้อมากินค่าเปอร์เซ็นต์ 1,200 ล้าน และเงิน 1,200 ล้านเอามาทำไม
เอาไปเพื่อเล่นการเมืองต่อ เอาเงินไปซื้ออำนาจเข้ามา
เพราะฉะนั้น ตรงนี้มันเป็นวงจรอุบาทว์ซึ่งตัดไม่ขาดสักที และคนซึ่งสามารถตัดขาดได้คือทหาร แต่ทหารมีคนบางคนทะเยอทะยาน ไม่ได้มองระยะยาวว่าชาติบ้านเมืองจริงๆ มันต้องการของใหม่
สังเกตอย่างกลุ่มทหาร กลุ่มคุณเนวิน ยอมรับว่าข้อผิดพลาดของกลุ่มเสื้อแดง เพื่อไทย พลังประชาชน หรือพรรคนอมินีต่างๆ ที่ผิดพลาดก็คือการจาบจ้วงสถาบัน การมีเจตนาล้มล้างสถาบัน เขาเห็นว่าตรงนี้เป็นอันตราย สู้ไม่ได้
เพราะฉะนั้น พวกนี้เลยออกแบบการเมืองมา ตราบใดก็ตาม หากไม่มีการเมืองที่จะเล่นกันต่อไปถ้าไม่มีการจาบจ้วงสถาบัน เทิดทูนสถาบัน ไม่ต้องไปแตะต้อง
เพราะฉะนั้นแล้วจะไม่มีใครมายุ่งกับเขา เขาก็สามารถเล่นการเมืองน้ำเน่าแบบไหนก็ได้ จะสร้างกี่สนามบิน กี่รันเวย์ก็ย่อมได้
เพราะฉะนั้นแล้วด้วยเหตุอันนี้ จะเห็นว่าถ้าเขาทำอย่างนี้ได้ก็เข้าไปสู่ผลประโยชน์แห่งชาติโดยเขาอ้างว่าสถาบันมั่นคง โดยเขาหารู้ไม่ว่ามันเป็นความมั่นคงระยะสั้น แต่ระยะยาวแล้วเมื่อชาติบ้านเมืองลำบาก สังคมไทยล่มสลาย
เสาหลักต่างๆ เศรษฐกิจพัง สถาบันก็ต้องไป
การเมืองใหม่ไม่ได้หมายถึงแค่คิดใหม่ทำใหม่ หรือหาวิธีที่ทำให้ทุกคนมีส่วนร่วม การเมืองใหม่หมายรวมจนถึงยับยั้งยุติแนวทางของการคอร์รัปชั่น
ตรงนี้ต่างหากที่เขารับกันไม่ได้
เพราะฉะนั้น การลอบสังหารครั้งนี้แท้จริงคือเขาเห็นว่าผมคืออุปสรรคอันใหญ่ที่สุด
เพราะผมรู้ทันหมด
https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เมษา พฤษภา 2553 การเมืองเก่า ปะทะ การเมืองใหม่ เหตุ ‘ลอบสังหาร’ สนธิ ลิ้มทองกุล
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com