โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เมษา พฤษภา 2553 การเมืองเก่า ปะทะ การเมืองใหม่ เหตุ 'ลอบสังหาร' สนธิ ลิ้มทองกุล

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 26 ก.พ. 2568 เวลา 03.03 น. • เผยแพร่ 26 ก.พ. 2568 เวลา 03.03 น.

ยุทธการ แดงเดือด

เมษา พฤษภา 2553

การเมืองเก่า ปะทะ การเมืองใหม่

เหตุ ‘ลอบสังหาร’ สนธิ ลิ้มทองกุล

ทําไมจึงให้ความสนใจต่อกรณี “ลอบสังหาร” นายสนธิ ลิ้มทองกุล อย่างเป็นพิเศษ

1 เพราะ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ไม่เพียงเป็นแกนนำคนสำคัญของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หากแต่เพราะเคลื่อนไหวตั้งแต่เมื่อปี 2548

การเคลื่อนไหวของ นายสนธิ ลิ้มทองกุล เริ่มต้นอย่างเป็นปัจเจกในนาม “เมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร” แล้วค่อยๆ พัฒนาขึ้นเป็น “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” มีบทบาทก่อนรัฐประหารเดือนกันยายน 2549

ที่สำคัญ 1 เมื่อผ่านการเลือกตั้งในเดือนธันวาคม 2550 พรรคพลังประชาชนได้รับชัยชนะ และ นายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี ก็เคลื่อนไหวต่อและสร้างปราฏการณ์ถึงการขยายวง ขยายขอบเขต อย่างคึกคักหนักแน่นจากอยู่บนท้องถนน กระทั่งยึดทำเนียบรัฐบาล ยึดสถานที่ราชการ ยึดสนามบินทั้งที่ดอนเมืองและสุวรรณภูมิ อันเป็นการเคลื่อนไหวที่อึกทึกครึกโครมและไม่เคยปรากฏมาก่อน

การเคลื่อนไหวในปี 2551 ทำให้รัฐบาลพรรคพลังประชาชนสั่นคลอนและเมื่อมีการดำเนินมาตรการ “ตุลาการภิวัฒน์” ยุบพรรคพลังประชาชน ในอีกด้านหนึ่งจึงเท่ากับเปิดโอกาสให้กับพรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อันถือว่าเป็นพันธมิตรกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยโดยพื้นฐาน

การลอบสังหาร นายสนธิ ลิ้มทองกุล จึงเป็น “ปรากฏการณ์” ที่สำคัญ

ข้อสังเกตไม่ว่าการให้สัมภาษณ์พิเศษกับ นายบัณฑิต จันทร์ศรีคำ หรือ “แคน สาลิกา” บรรณาธิการบริหาร “เนชั่นสุดสัปดาห์” เมื่อวันที่ 28 เมษายน รวมถึงการแถลงเปิดใจต่อ “สื่อมวลชน” ในวันที่ 3 พฤษภาคม 2552 จึงทรงความหมายดำเนินไปในลักษณะเสริมและขยายการ “แถลงการณ์”

สมควรต้องพิจารณาสถานการณ์เดือนเมษายน 2552 อย่างเป็นพิเศษ

สิ่งที่เกิดขึ้นกับผมไม่ใช่เป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจ ที่ไม่น่าประหลาดใจคือคุณทักษิณมีโอกาสสร้างการเมืองใหม่ด้วยรัฐธรรมนูญปี 2540 ให้อำนาจนายกรัฐมนตรีสูงสุด ให้คุณค่าความเป็นนายกฯ ที่เรียกว่า Strong Prime Minister

แต่เผอิญรัฐธรรมนูญ 2540 นั้นเกิดขึ้นมาบนเงื่อนไขว่านายกรัฐมนตรีต้องเป็นคนดี มีจริยธรรมสร้างขึ้นมาโดยตั้งข้อสมมุติฐานว่าคนคนนั้นต้องเป็นคนดี

ซึ่งมันผิด

ผิดแล้ว คุณทักษิณเลยพลิกผันเอาการเมืองซึ่งเปิดโอกาสให้เขาสามารถสร้างการเมืองขึ้นใหม่เองได้ คือถ้าคุณทักษิณเป็นคนมีจริยธรรม เป็นคนซึ่งไม่แทรกแซงองค์การอิสระ เป็นคนที่ทำงานเพื่อส่วนรวมแล้ว การเมืองใหม่ในเมืองไทยเกิดขึ้นได้

เกิดขึ้นในลักษณะที่เรียกว่าการทำงานก็ไม่มีใครมารังแก ขณะเดียวกัน องค์กรอิสระก็สามารถทำงานได้อย่างอิสระ

แต่นี่มันผิดฝาผิดเหล่าหมดเลย คือ การเมืองมีการแทรกแซงได้ การยุบพรรครวมพรรคก็ทำเพื่อเจตนารมณ์ของการรวมเป็นพรรคเดียวให้ตัวเองมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดอยู่ในมือ

คือคุณทักษิณกำลังมองการเมืองเหมือนกฎหมายการร่วมทุน คือการเทกโอเวอร์พรรค การควบรวมกิจการและมองการเมืองในเชิงธุรกิจเหมือนอย่างที่ครอบครัวเขาเป็น

มันเลยเกิดภาวการณ์อย่างที่คนมีความรู้สึกการเมืองซึ่งในสายตาผมแล้วเป็นการล้มเหลว

เพราะฉะนั้น เมื่อเกิดการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 มันเลยเกิดภาวการณ์ตีกลับไปหมด สังเกตให้ดีๆ ว่า คมช.และ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นั่นคือตัวปัญหา เพราะไปยึดถือกติกาเก่าๆ ว่า

ถ้าตัวเองมีอำนาจอยู่ในมือแล้ว มีรัฐบาลแล้ว ใครก็ไม่สามารถปลดได้

นั่นคือที่มาที่เขาไม่พยายามที่จะพัฒนาการเมืองต่อไปให้มันดีกว่าเก่า แต่กลับย้อนไปเล่นการเมืองเก่า คือ การเมืองประเภทที่เรียกว่า “สมบัติผลัดกันชม”

อุปมาอุปไมยเหมือนคุณทักษิณเข้ามาเล่นการเมืองแล้วคุณทักษิณชักสะพานออกหมดเลย ใครทอดสะพานมาหรือใครที่เคยจะทอดสะพานไม่ว่าจะเป็นกลุ่มที่มีผลประโยชน์กลุ่มโน้นกลุ่มนี้ซึ่งแต่ละคนมีประโยชน์ในประเทศไทยทั้งหมด ซึ่งคุณทักษิณมากินรวบคนเดียว พอกินรวบคนเดียวทุกคนมารวมตัวกันสู้แก

พอกลุ่ม คมช.เข้ามามองว่าปัญหาทักษิณจบแล้วด้วยการรัฐประหาร คือมองแบบไร้เดียงสา ไม่ได้เข้าใจว่า 6 ปีที่คุณทักษิณอยู่ คุณทักษิณเขาได้เอาการตลาดมานำการเมือง เอาลาภยศกิเลสเข้ามาเป็นสิ่งจูงใจ ไม่ได้เอาจริยธรรมคุณงามความดีเข้ามานำ เพราะฉะนั้นแล้ว คมช.แก้ไม่ได้ แต่ คมช.ไปมีความเข้าใจผิดถ้าเขากุมอำนาจแล้วคุณทักษิณย่อมไม่มีสิทธิ์ที่จะหือ

ด้วยเหตุนี้ เมื่อเขากลับมากุมอำนาจรัฐก็เลยเริ่มการเมืองเก่า คือว่าผลประโยชน์แบ่งกันไป ผมจะทำอย่างโน้น คุณจะทำอย่างนี้ คุณก็ทำไป ผมไม่ยุ่งคุณ คุณไม่ยุ่งผม

อันนี้มันเลยต่อเนื่องมาเรื่อยๆ

ผมสนใจว่าการเมืองชุดปัจจุบันที่มันเกิดขึ้นหลังจากคุณทักษิณไปมันเกิดขึ้นได้ยังไง

มันก็เกิดขึ้นมาได้ในวันที่ทหารไปตัดสินใจบีบพรรคร่วมรัฐบาลให้ย้ายค่ายออกมาอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ ก็ทำให้ผมเห็นภาพชัดเจนว่านี่คือการเมืองเก่า 100% ที่ทหารยังต้องการให้เป็นอยู่ หรือกลุ่มการเมืองเก่าต้องการให้เป็นอยู่

กลุ่มคุณเนวินไม่มีวันต้องการการเมืองใหม่ เพราะถ้าการเมืองใหม่มันโปร่งใสเขาทำอะไรไม่ได้ และถ้าการเมืองเก่าแบบนี้เขาทำได้ตลอด

เขาไปมองว่าสมมุติเขาเอาคุณประวิตร วงษ์สุวรรณ เข้ามาลงทุนในพรรคภูมิใจไทยแล้วยุบสภาเลือกตั้งชูประวิตรเป็นหัวหน้าพรรค แล้วใช้เงินซื้อเสียงใช้อำนาจรัฐซึ่งเขามีอยู่ กระทรวงมหาดไทยบ้าง ตำรวจบ้าง น้องชายคุณประวิตรแต่งตั้งคนของเขา

แล้วคะแนนเสียงเขามาที่ 1 เมื่อคะแนนเสียงเป็นที่ 1 ไม่มีใครกล้าหือ

ทำไม เพราะเขาเป็นทหารไง สมมุตินะสมมุติคุณประวิตรเป็นนายกฯ คุณอนุพงษ์ก็รอ จนกระทั่งถึงงวดหน้า คุณประวิตรเกษียณ คุณอนุพงษ์ก็เป็นต่อ

สืบทอดมรดกแบบ “สมบัติผลัดกันชม”

ด้วยเหตุตรงนี้พวกนี้ถึงเกลียดการเมืองใหม่ เพราะการเมืองใหม่คือสิ่งที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยโดยเฉพาะผมเรียกร้อง ผมเรียกร้องความโปร่งใสในการทำงาน

เพราะผมเห็นว่าชาติบ้านเมืองมันไปได้อีกต่อไปแล้ว ไม่มีทางไปได้อีกต่อไป

ยกตัวอย่างง่ายๆ การบินไทยขาดทุนขนาดไหน 20,000 กว่าล้าน ยังไม่ทันไรรัฐมนตรีชุดคุณเนวินเมื่อวานนี้เพิ่งมีมติว่าอยากจะสั่งซื้อเครื่องบิน 40 ลำ ถามว่าซื้อทำไม 40 ลำ

ลำละพันล้านก็ 40,000 ล้าน ส่วนแบ่ง 3% ก็ 1,200 ล้าน ก็ซื้อมากินค่าเปอร์เซ็นต์ 1,200 ล้าน และเงิน 1,200 ล้านเอามาทำไม

เอาไปเพื่อเล่นการเมืองต่อ เอาเงินไปซื้ออำนาจเข้ามา

เพราะฉะนั้น ตรงนี้มันเป็นวงจรอุบาทว์ซึ่งตัดไม่ขาดสักที และคนซึ่งสามารถตัดขาดได้คือทหาร แต่ทหารมีคนบางคนทะเยอทะยาน ไม่ได้มองระยะยาวว่าชาติบ้านเมืองจริงๆ มันต้องการของใหม่

สังเกตอย่างกลุ่มทหาร กลุ่มคุณเนวิน ยอมรับว่าข้อผิดพลาดของกลุ่มเสื้อแดง เพื่อไทย พลังประชาชน หรือพรรคนอมินีต่างๆ ที่ผิดพลาดก็คือการจาบจ้วงสถาบัน การมีเจตนาล้มล้างสถาบัน เขาเห็นว่าตรงนี้เป็นอันตราย สู้ไม่ได้

เพราะฉะนั้น พวกนี้เลยออกแบบการเมืองมา ตราบใดก็ตาม หากไม่มีการเมืองที่จะเล่นกันต่อไปถ้าไม่มีการจาบจ้วงสถาบัน เทิดทูนสถาบัน ไม่ต้องไปแตะต้อง

เพราะฉะนั้นแล้วจะไม่มีใครมายุ่งกับเขา เขาก็สามารถเล่นการเมืองน้ำเน่าแบบไหนก็ได้ จะสร้างกี่สนามบิน กี่รันเวย์ก็ย่อมได้

เพราะฉะนั้นแล้วด้วยเหตุอันนี้ จะเห็นว่าถ้าเขาทำอย่างนี้ได้ก็เข้าไปสู่ผลประโยชน์แห่งชาติโดยเขาอ้างว่าสถาบันมั่นคง โดยเขาหารู้ไม่ว่ามันเป็นความมั่นคงระยะสั้น แต่ระยะยาวแล้วเมื่อชาติบ้านเมืองลำบาก สังคมไทยล่มสลาย

เสาหลักต่างๆ เศรษฐกิจพัง สถาบันก็ต้องไป

การเมืองใหม่ไม่ได้หมายถึงแค่คิดใหม่ทำใหม่ หรือหาวิธีที่ทำให้ทุกคนมีส่วนร่วม การเมืองใหม่หมายรวมจนถึงยับยั้งยุติแนวทางของการคอร์รัปชั่น

ตรงนี้ต่างหากที่เขารับกันไม่ได้

เพราะฉะนั้น การลอบสังหารครั้งนี้แท้จริงคือเขาเห็นว่าผมคืออุปสรรคอันใหญ่ที่สุด

เพราะผมรู้ทันหมด

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เมษา พฤษภา 2553 การเมืองเก่า ปะทะ การเมืองใหม่ เหตุ ‘ลอบสังหาร’ สนธิ ลิ้มทองกุล

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...