โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

'ภาษีเค็ม' ทางเลือกแก้ปัญหาสุขภาพ หรือเป็นภาระเศรษฐกิจไทย ?

BT Beartai

อัพเดต 19 มิ.ย. 2568 เวลา 05.18 น. • เผยแพร่ 18 มิ.ย. 2568 เวลา 04.51 น.
'ภาษีเค็ม' ทางเลือกแก้ปัญหาสุขภาพ หรือเป็นภาระเศรษฐกิจไทย ?

NCDs (Non-Communicable Diseases) หรือ โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง คือกลุ่มโรคที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อและไม่แพร่จากคนสู่คน แต่เป็นผลมาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตและปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ทำให้เกิดโรค อย่างโรคเบาหวาน โรคอ้วนลงพุง โรงมะเร็ง โรคความดันโลหิตสูง และโรคร้ายอื่น ๆ อีกมากมาย

หนึ่งในทางออกที่จะช่วยลดปัญหาการเกิดโรคเหล่านี้ลงได้อย่างเหมาะสมคือ ‘ภาษีเค็ม’ นั่นเอง แต่ปัญหาคือ แม้ว่าในอาคตภาษีเค็มจะช่วยลดปัญหาเชิงสุขภาพลงได้จริง แต่ในทางกลับกันอาจเป็นการผลักภาระให้ประชาชน เพราะภาษีเค็มจะส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตอาหารโดยตรงในเรื่องการเพิ่มต้นทุนการผลิตเพื่อหาโซเดียมมาทดแทนเกลือ และผลกระทบอื่น ๆ มากมายที่เราจะกล่าวถึงในเนื้อหา BT originals คลิปนี้ BT พาผู้อ่านมาทำความรู้จักกับ ‘ภาษีเค็ม’ ข้อดี ข้อเสีย และผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย พร้อมเสนอแนวทางสำหรับรับมืออย่างเหมาะสม

ภาษีเค็มคืออะไร ?

“ภาษีเค็ม” หรือภาษีโซเดียมกำลังถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง โดยมีแนวคิดคล้ายกับภาษีความหวานที่เราคุ้นเคยกันดี แต่ทำไมต้องมีภาษีเค็ม ? สาเหตุหลักก็มาจากพฤติกรรมการบริโภคของคนไทยที่กินเค็มเกินมาตรฐานไปมากนั่นเอง !

องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำว่าเราไม่ควรกินโซเดียมเกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน หรือเทียบเท่ากับเกลือ 1 ช้อนชา แต่จากข้อมูลพบว่าคนไทยบริโภคโซเดียมมากถึง 2 เท่าของปริมาณที่แนะนำ !

การบริโภคโซเดียมเกินขนาดจะนำไปสู่ปัญหาสุขภาพร้ายแรง โดยเฉพาะ โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคไต ซึ่งล้วนเป็นภาระทางสาธารณสุขและเป็นอันตรายต่อตัวผู้บริโภคเอง

รัฐบาลจึงตั้งเป้าหมายที่จะลดการบริโภคโซเดียมของคนไทยลง 30% ภายในปี 2568 โดยหวังจะใช้ภาษีเป็นเครื่องมือในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค เหมือนกับที่เคยประสบความสำเร็จกับภาษีน้ำตาลในปี 2560 ที่ทำให้ผู้ผลิตปรับสูตรและผู้บริโภคตระหนักมากขึ้น

ต่างประเทศจัดการภาษีความเค็มอย่างไร ?

หลายประเทศทั่วโลกเริ่มตระหนักถึงปัญหาสุขภาพจากการบริโภคโซเดียมเกินขนาด และได้เริ่มใช้มาตรการต่าง ๆ รวมถึงภาษีความเค็ม เพื่อแก้ไขปัญหานี้

  • ฟินแลนด์: ใช้วิธีที่เน้นการให้ข้อมูล โดยติดฉลากระบุปริมาณโซเดียมในอาหารที่สูง รวมถึงอาหารทะเล ผลลัพธ์ที่ได้คือปริมาณการบริโภคโซเดียมต่อคนต่อวันลดลงจาก 5,600 มิลลิกรัม เหลือเพียง 3,200 มิลลิกรัม และอัตราการเกิดโรคหัวใจลดลงอย่างเห็นได้ชัด
  • อังกฤษ: เน้นการลดปริมาณโซเดียมในผลิตภัณฑ์หลักๆ เช่น ขนมปังและซอส โดยมีเป้าหมายลดให้เหลือ 3,200 มิลลิกรัม ภายใน 4 ปี
  • ฮังการี: มีการจัดเก็บภาษีความเค็มในอัตราที่ค่อนข้างสูงถึงร้อยละ 15
  • ฝรั่งเศส: เก็บภาษีเค็มในอัตรา 1.5 – 2%
  • แคนาดา: เริ่มเก็บภาษี 1% ในปี 2567
  • หมู่เกาะฟิจิ, เม็กซิโก, ตองกา: เลือกใช้ “ภาษี Junk Food” หรือภาษีอาหารขยะ ซึ่งรวมถึงอาหารที่มีโซเดียมสูงด้วย โดยในเม็กซิโก ผลลัพธ์ที่น่าสนใจคือช่วยลดการซื้ออาหารที่ไม่มีคุณค่าทางโภชนาการได้ถึง 5.1%
  • แอฟริกาใต้และอาร์เจนตินา: ใช้วิธีการกำหนดกฎหมายควบคุมปริมาณโซเดียมสูงสุดที่ห้ามเกิน โดยเน้นการปรับเปลี่ยนแบบค่อยเป็นค่อยไป

ข้อดีของ ‘ภาษีเค็ม’

การเก็บภาษีความเค็มมีข้อดีหลายประการที่คาดว่าจะส่งผลดีต่อสุขภาพของประชาชนและระบบเศรษฐกิจในภาพรวม แบ่งเป็น 3 ส่วนด้วยกัน ตามนี้

  • บังคับผู้ผลิตให้คิดใหม่ ทำใหม่: ภาษีจะกดดันให้ผู้ผลิตอาหารต้องปรับสูตร ลดปริมาณโซเดียมในผลิตภัณฑ์ของตน WHO เองก็มีข้อบังคับให้ 4 กลุ่มอาหารหลักที่ควรลดโซเดียม ได้แก่ อาหารกึ่งสำเร็จรูป, เครื่องปรุงรส, อาหารแช่แข็ง และขนมขบเคี้ยว
  • ผู้บริโภคตื่นตัวมากขึ้น: เมื่อราคาสินค้าที่มีโซเดียมสูงแพงขึ้น หรือมีฉลากที่ชัดเจนขึ้น ผู้บริโภคจะตื่นตัวและใส่ใจในการเลือกซื้ออาหารมากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ได้
  • รัฐมีรายได้เพิ่ม: เงินภาษีส่วนเกินที่จัดเก็บได้ สามารถนำไปจัดสรรเพื่อใช้ในการส่งเสริมสุขภาพของประชาชน การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมอาหารสุขภาพ หรือใช้ในการเยียวยาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

ความท้าทายและข้อเสีย

แม้จะมีข้อดี แต่ภาษีความเค็มก็มาพร้อมกับความท้าทายและข้อเสียหลายประการที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ มาดูกันว่าอะไรบ้างที่หลายคนอาจมองว่าเป็นความท้าทาย ซึ่งก็สามารถแบ่งได้ 5 ข้อด้วยกัน

  • โซเดียมไม่ได้มาจากเกลืออย่างเดียว: นี่คือประเด็นสำคัญที่ทำให้ภาษีความเค็มซับซ้อนกว่าภาษีน้ำตาล เพราะโซเดียมมีอยู่ในวัตถุดิบธรรมชาติหลายชนิด เช่น ผักสด หรืออาหารทะเล ซึ่งยากต่อการควบคุมและจัดเก็บภาษี
  • รสชาติและสารทดแทน: การลดเกลือในอาหารทำได้ยาก เพราะเกลือให้รสชาติที่สำคัญ อีกทั้งสารทดแทนอย่างโพแทสเซียมคลอไรด์มักให้รสชาติเค็มที่ติดขม ไม่กลมกล่อม ทำให้ผู้บริโภคไม่คุ้นชิน
  • ผลต่อการถนอมอาหาร: เกลือเป็นหัวใจสำคัญของการถนอมอาหาร หากไม่มีการทดแทนที่เหมาะสม อาหารอาจเน่าเสียง่ายขึ้น ทำให้มีปัญหาด้านอายุการเก็บรักษา
  • ภาระผู้ผลิตและผู้บริโภค: ผู้ผลิตรายย่อย (SME) ที่อาจมีต้นทุนเพิ่มขึ้นจากการปรับสูตรหรือการวิจัยสารทดแทนใหม่ ๆ ซึ่งอาจส่งผลให้ราคาสินค้าสูงขึ้น และภาระจะตกไปที่ผู้บริโภคในที่สุด
  • ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ: ในช่วงที่เศรษฐกิจไทยไม่ได้ดีมากนัก GDP เติบโตช้า และค่าครองชีพก็แพงขึ้น การเก็บภาษีความเค็มอาจทำให้สินค้าไทยแข่งขันในตลาดโลกได้ยากขึ้น

มุมมองและข้อเสนอแนะจาก Beartai

ทีม BT beartai มองว่าแนวคิดเรื่องภาษีความเค็มเป็นเรื่องที่ดีต่อสุขภาพของคนไทยในระยะยาว แต่การนำมาใช้ควรเป็นไปอย่าง “ค่อยเป็นค่อยไป” และ “ทำทีละนิด” เพราะโซเดียมมีอยู่ทุกที่ในอาหารที่เราบริโภค เพื่อไม่ให้ผู้บริโภคตกใจ และเปลี่ยนไปซื้อสินค้าจากผู้ผลิตรายอื่น หรือหันไปบริโภคอาหารที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุม และทางทีมยังมีข้อเสนอแนะเพิ่มเติมสำหรับภาครัฐด้วย ดังต่อไปนี้

  • สนับสนุนนวัตกรรม: รัฐควรสนับสนุนงบประมาณและส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา (R&D) ให้ผู้ผลิต โดยเฉพาะ SME ในการหาวิธีถนอมอาหารที่ไม่ต้องพึ่งเกลือมาก หรือหาสารทดแทนที่มีรสชาติดีและเป็นที่ยอมรับ
  • รณรงค์และให้ความรู้: ควรมีการรณรงค์อย่างต่อเนื่องและสร้างสรรค์ เพื่อให้คนไทยตระหนักถึงอันตรายของการบริโภคโซเดียมเกินขนาด และส่งเสริมให้เกิดพฤติกรรมการอ่านฉลากโภชนาการก่อนเลือกซื้อสินค้า
  • ยกเว้นอาหารพื้นบ้าน/วัฒนธรรม: ไม่ควรเก็บภาษีอาหารพื้นบ้าน เช่น น้ำปลา ปลาร้า หรืออาหารสด อาหารทะเล ที่มีโซเดียมตามธรรมชาติสูง เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมการกินของไทย
  • มาตรการเยียวยาเศรษฐกิจ: การออกนโยบายภาษีใหม่ ๆ ควรมีมาตรการเยียวยาและพยุงเศรษฐกิจควบคู่กันไป เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบซ้ำเติมผู้ประกอบการและผู้บริโภคมากเกินไป

นอกจากนี้ แนะนำว่าควรพิจารณาคำนวณภาษีจาก “เกลือที่เพิ่มในอาหาร” เท่านั้น ไม่ใช่โซเดียมที่มีอยู่ตามธรรมชาติ เพื่อความเป็นธรรมและไม่กระทบต่ออาหารพื้นบ้าน

ท้ายที่สุด ในยุคที่เทคโนโลยีก้าวหน้าเราอาจจะได้เห็น Gadget ที่ช่วยเพิ่มรสชาติเค็มในอาหาร เช่น เครื่องปรุงรสไฟฟ้า ที่ทำให้เรายังคงได้รับรสชาติที่ถูกใจ โดยไม่ต้องบริโภคโซเดียมในปริมาณมาก ซึ่งจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการจัดการกับปัญหานี้

รับชมเพิ่มเติมได้ที่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...