บทเรียนท่องเที่ยวไทยเกือบพังเพราะเน้นแต่ปริมาณ
Reporter Journey
อัพเดต 23 ก.ค. 2568 เวลา 13.01 น. • เผยแพร่ 23 ก.ค. 2568 เวลา 06.00 น. • Reporter Journeyบทเรียนการท่องเที่ยวไทยที่โฟกัสปริมาณนักท่องเที่ยวมากกว่าคุณภาพ เกือบทำลายศักยภาพการแข่งขันด้วยมือตัวเอง การหยิ่งผยองว่าใครๆ ก็อยากมาเที่ยวทำให้ไม่ยอมพัฒนาและแก้ปัญหาที่หมักหมม ตอกย้ำด้วยการปล่อยให้อาชญากรจากจีนเข้ามาได้ง่าย ยิ่งทำให้คนที่อยากมาเที่ยวจริงๆ หวั่นใจ
“การท่องเที่ยว” เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจที่เหลืออยู่ที่พอจะหมุนไปได้อย่างช้าๆ อืดๆ แบกความหวังของประเทศในวันที่เครื่องยนต์ตัวอื่นๆ ดับๆ ติดๆ หรือนิ่งสนิทไปแล้ว แต่เครื่องยนต์ตัวนี้กำลังอยู่ในสภาพบอบช้ำจากการหากินโดยนโยบายการท่องเที่ยวอย่างไม่ถนุถนอมในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะการให้นักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวนวนมหาศาลอย่างนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เข้ามาถล่มทรัพยากรการท่องเที่ยวของไทยจนเกือบพินาศ
มิหนำซ้ำยังนำมาซึ่งปัญหาต่างๆ มากมายทั้งในเชิงสังคม การค้า รวมไปทั้งอาชญากรรมข้ามชาติ เพราะการเข้าออกประเทศไทยที่ง่ายเกินไปผ่านมาตรการฟรีวีซ่า ทำให้คนจีนเดินทางมาไทยเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ในทางมิชอบอยู่ไม่น้อย ส่งผลให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมามากมายซึ่งเห็นตามหน้าสื่อแทบจะรายวัน และส่งผลให้นักท่องเที่ยวจากชาติอื่นๆ ที่เข้ามาเที่ยวจริงๆ ต่างหันหลังให้กับประเทศไทย เพราะเหมือนกับว่าคนไทยไม่แคร์พวกเขาอีกต่อไปแล้ว เพราะเน้นต้อนรับแต่นักท่องเที่ยวจีน
มุมมองของสื่อต่างประเทศที่มองภาพการท่องเที่ยวของไทย กำลังได้รับผลกระทบจากการกระทำของตัวเองที่ทำลายภาพลักษณ์การท่องเที่ยวด้วยน้ำมือของตัวเอง เพราะเพียงแค่ต้องการอวดยอดจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เข้ามาเป็นจำนวนมากในช่วงก่อนหน้านี้โดยไม่ได้สนใจถึงคุณภาพ
Keith B. Richburg คอลัมนิสต์ประจำวอชิงตัน โพสต์ เขียนบทความแสดงความคิดเห็นเอาไว้ในหนังสือพิมพ์รายวันชื่อดังของสหรัฐอเมริกา เมื่อ 15 กรกฎาคมที่ผ่านมาในประเด็นว่า “ทำไมนักท่องเที่ยวถึงหันหลังให้กับประเทศไทย” ทั้งที่เคยเป็นจุดหมายปลายทางอันดับ 1 ของโลก
หากดูตัวเลขของนักท่องเที่ยวต่างชาติกำลังค่อยๆ ลดจำนวนลง สวนทางกับประเทศที่เป็นคู่แข่งกำลังเพิ่มขึ้น ชนิดที่ทำให้รัฐบาลไทยเองเริ่มวิตก จาก 17.5 ล้านคนในช่วงครึ่งแรกของปี 2024 เหลือเพียง 16.6 ล้านคนในช่วงเวลาเดียวกันของปีนี้ แม้จะดูมีสัดส่วนเพียงเล็กน้อยเพราะหายไปประมาณ 1 ล้านคน แต่เมื่อเทียบเป็นรายเดือนแล้ว ตัวเลขในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เมื่อมีนักท่องเที่ยวน้อยลงถึง 14% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปี 2024
หลายคนก็พอจะทราบว่าตัวเลขนักท่องเที่ยวที่ลดลงส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวชาวจีนแผ่นดินใหญ่ที่หายไปในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ถึง -34.13% รวมทั้งนักท่องเที่ยวในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกที่มีกำลังซื้อชาติอื่นๆ ก็หายไปด้วยเช่นกันที่ -12%
แม้สัดส่วนการท่องเที่ยวต่อ GDP ไทยจะคิดเป็น 18% แต่รายได้จากการท่องเที่ยวนั้นสูงถึง 1 ใน 5 ของ GDP หากรายได้จากภาคอุตสาหกรรมนี้ลดลงหรือหายไปอันเนื่องมาจากผลกระทบด้านเศรษฐกิจหรือแม้แต่ภาพลักษณ์ของการท่องเที่ยวไทยที่ไม่ค่อยสู้ดีในสายตาชาวโลกในช่วงที่ผ่านมา ก็อาจจะทำให้เศรษฐกิจในภาพรวมได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แต่ยังโชคดีที่การลดลงของนักท่องเที่ยวชาวจีนนับล้านคน ยังมีนักท่องเที่ยวจากชาติอื่นมาทดแทนทำให้รายได้จากการท่องเที่ยวไม่หายไปมากนัก โดยเฉพาะจากชาติยุโรป ตะวันออกกลาง และโอเชียเนีย ที่กลับมาเที่ยวประเทศไทยหลังนักท่องเที่ยวจีนลดลง
แต่ความโชคดีนี้จะไม่อยู่กับไทยไปตลอดหากยังไม่สามารถแก้ไขภาพลักษณ์ของประเทศด้ายความปลอดภัย ที่แก๊งอาชญากรชาวจีนสร้างเอาไว้ให้ลบเลือนไปจากความคิดของชาวโลกได้ ซึ่งเป็นข้อกังวลสำคัญของนักท่องเที่ยวที่ไทยยังแก้ไม่ตก ทั้งการที่คนจีนที่มีชื่อเสียงถูกแก๊งจีนเทาที่ร่วมมือกับไทยเทาอุ้มหายไปจากสนามบินสุวรรณภูมิเมื่อเดือนมกราคม ด้วยฝีมือของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ก่อนที่จะได้รับความช่วยเหลือออกมาในสภาพถูกโกนหัวเกลี้ยงเกลา จนกลายเป็นไวรัลไปทั่วโลกออนไลน์ของจีนและทั่วโลก
หรือปัญหาอื่นๆ ที่คนจีนเคยก่อเอาไว้ในอดีตทั้งทัวร์ 0 เหรียญ การสร้างความเดือดร้อนรำคาญของทัวร์จีนตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ นั่นทำให้การเดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทยกลายเป็นความเสี่ยง ถูกมองว่าเป็นความไม่ปลอดภัยไปในพริบตา
ไม่ใช่แค่พฤติกรรมของนักท่องเที่ยวชาวจีนเท่านั้นที่ส่งผลให้นักท่องเที่ยวชาติอื่นๆ ไม่สบอารมณ์ที่อยากมาเที่ยวไทย แต่ยังรวมไปถึงปัญหาการถูกหลอกลวงจากคนไทยที่หวังผลประโยชน์เฉพาะหน้าในระยะสั้นๆ แต่เป็นการทุบหม้อข้าวตัวเองในระยะยาว ทั้งการถูกเท็กซี่โก่งราคา ไม่ยอมใช้มิเตอร์ หรือไม่ก็ใช้วิธีการขับวน พร้อมกันนั้นก็แสดงความไม่พอใจกับระบบเรียกเก็บค่าเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญๆ สองราคา โดยเรียกเก็บจากนักท่องเที่ยวต่างชาติสูงกว่าเอามากๆ
จากมุมมองของ CNA สำนักข่าวจากสิงคโปร์ก็มีทิศทางการวิเคราะห์ถึงสถานการณ์ภาคการท่องเที่ยวของไทยไปในทิศทางเดียวกันโดยมีบทวิเคราะห์ว่า “เหตุใดการท่องเที่ยวไทยจึงสะดุดและจะให้ความสําคัญกับ 'คุณภาพมากกว่าปริมาณ' อีกครั้งหรือไม่?”
การท่องเที่ยวไทยมันถูกแซงหน้าทั้งมาเลเซียและญี่ปุ่นในแง่การเข้ามาของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติในปี 2024 ที่จำนวน 38 ล้านคนและ 36.9 ล้านคนตามลำดับในปีที่แล้ว เทียบกับ 35.5 ล้านคนของประเทศไทย ลดลงจากก่อนหน้าการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่เคยสูงถึง 40 ล้านคน
4 ปีหลังจากเปิดพรมแดนอีกครั้งหลังจากการระบาดของไวรัส ไทยได้ปรับกลยุทธ์การท่องเที่ยวอีกครั้ง เพื่อหวังให้นักท่องเที่ยวชาวจีนกลับมาเที่ยวไทยเพิ่มขึ้นอีกครั้ง แต่สุดท้ายก็ไม่สำเร็จ เพราะการที่คนจีนเข้ามาจำนวนมากกลับสร้างปัญหาให้เกิดความไม่ปลอดภัยตามมา จำนวนนักท่องเที่ยวชาวจีนกลับลดลง ประกอบกับการละเลยนักท่องเที่ยวจากยุโรป สหรัฐอเมริกา และตะวันออกกลาง ที่มีกำลังซื้อสูง ทำให้ไทยต้องปรับกลยุทธ์ใหม่เพื่อดึงนักท่องเที่ยวยุโรปที่เคยทอดทิ้งไปก่อนหน้านี้ให้กลับมาเยือนไทย เพื่อทดแทนชาวจีนที่หายไปนับล้านคน
การเปลี่ยนโฟกัสของนโยบายการท่องเที่ยวโดยรัฐบาลและการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ที่เน้นไปที่ตลาดยุโรป สหรัฐอเมริกา และตะวันออกกลาง ก็เพื่อเติมเต็มช่องว่างที่หายไปจากการที่จีนขนนักท่องเที่ยวมาแล้ววันหนึ่งก็ไม่มาไทย ซึ่งแน่นอนว่า เมื่อคนจีนหายไปยุโรปก็อยากกลับมา และนางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่า ททท. เองก็ตระหนักรู้แล้วว่า นี่คือนักท่องเที่ยวที่มีกําลังซื้อสูง ซึ่งเป็นประเภทของนักท่องเที่ยวที่ไทยควรให้จัดลําดับความสําคัญ
ผลักดันให้มีการเชื่อมต่อเที่ยวบินระยะไกลใหม่เส้นทางใหม่ๆ และยุทธวิธีส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงกีฬาและเทศกาลทางวัฒนธรรม และให้ความสําคัญกับการท่องเที่ยวเชิงนิเวศมากขึ้น
แต่แน่นอนว่ามันไม่ง่ายนักที่จะดึงนักท่องเที่ยวกระเป๋าหนักให้กลับมา ด้วยสภาพเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการท่องเที่ยว ผู้เชี่ยวชาญจึงตั้งคําถามว่าประเทศไทยเสี่ยงที่จะไล่ตามง้อนักท่องเที่ยวแทที่จะมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนในระยะยาวหรือไม่
Gary Bowerman นักวิเคราะห์นโยบายการท่องเที่ยวและแนวโน้มผู้บริโภควิเคราะห์ว่า ปี 2025 เป็นปีที่ท้าทายสำหรับการท่องเที่ยวของไทย และไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะพลิกฟื้นจากความผิดพลาดของนโยบายด้านการท่องเที่ยวที่เน้นปริมาณมากกว่าคุณภาพในอดีต
จุดอันตรายสําหรับประเทศไทยคือพวกเขาอาจเห็นการลดลงของนักท่องเที่ยวที่ไม่เพียงจากจีน ซึ่งเป็นตลาดต้นทางหลักเท่านั้น แต่ยังรวมถึงตลาดระยะยาวของยุโรปด้วย ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่นานขึ้นและใช้จ่ายมากกว่านักท่องเที่ยวที่เดินทางมาจากเอเชียและอยู่ในไทยระยะสั้นๆ รวมทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เที่ยวในประเทศ
ภาพลักษณ์การท่องเที่ยวที่สูญเสียไปในช่วงที่ผ่านมานั้น นับว่าสร้างปัญหาให้กับไทยในการกอบกู้ภาพลักษณ์ใหม่พอสวมควร ท่ามกลางคู่แข่งที่เพิ่มขึ้นและพัฒนาตัวเองจนทัดเทียมหรือแซงหน้าการท่องเที่ยวของไทย
ประเทศไทยไม่ได้ถูกมองว่าเป็นจุดหมายปลายทางที่ปลอดภัยจากการที่แก๊งอาชญากรข้ามชาติชาวจีนมีการลักพาตัวนักแสดงชาวจีน Wang Xing ซึ่งถูกล่อให้ไปหลอกลวงในพม่าเมื่อมาถึงประเทศไทย
ภาพยนตร์จีนยอดนิยมอย่าง "No More Bets" ซึ่งบอกเล่าเรื่องราวของเหยื่อการค้ามนุษย์ที่ถูกล่อจากจีนไปยังประเทศที่ไม่เปิดเผยชื่อที่คล้ายกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ออกฉายในปี 2023 ก็ทําให้จํานวนผู้เดินทางมาถึงลดลงอย่างมีนัยสําคัญในขณะนั้น
การยิงคนชาติจีนในห้างสรรพสินค้าสยามพารากอนสุดหรูของกรุงเทพฯ ในปีเดียวกันยังก่อให้เกิดความกังวลด้านความปลอดภัยที่ส่งผลต่อการลดลงของจํานวนผู้โดยสารที่เดินทางมาไทย
นอกจากนี้ความตึงเครียดจากความขัดแย้งตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาล่าสุด ก็อาจเป็นปัจจัยที่ถูกมองว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่ไม่มั่นคงในการเยี่ยมชมเช่นกัน
และการประท้วงทางการเมืองบนท้องถนนเมื่อเร็ว ๆ นี้ ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับความเอกภาพของรัฐบาลไทย และการค้นพบอุปกรณ์ระเบิดที่น่าสงสัยใน 2 จังหวัดท่องเที่ยวทางภาคใต้เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ยิ่งมีแนวโน้มที่จะเพิ่มความยากลำบากให้กับภาคการท่องเที่ยว
ในสายตาชาวต่างชาติประเทศไทยเคยถูกมองว่าเป็นประเทศที่คุ้มค่า น่าดึงดูดและมีเสน่ห์ในการมาเยือน แต่ปัจจุบัน การรับรู้ของนักท่องเที่ยวต่างชาติไม่ได้มองว่าประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางราคาประหยัดอีกต่อไปแล้ว สิ่งที่รัฐบาลควรทำคือการอัพเกรดโครงสร้างพื้นฐาน เช่น สนามบิน เปิดตัวโครงการรถไฟความเร็วสูง และระบบวีซ่าดิจิทัลที่ทําให้การเข้าประเทศง่ายขึ้น อีกทั้งนักเดินทางระดับพรีเมียมคาดหวังบริการระดับพรีเมียมในทุกจุดๆ อย่าง ซึ่งคำถามคือไทยสามารถแข่งในระดับพรีเมียมได้จริงแล้วหรือไม่?
อย่างไรก็ตามประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายในการเป็นจุดหมายปลายทางที่ยังคงน่าสนใจของนักท่อเที่ยวตั้งแต่ระดับแบ็คแพ็คเกอร์ไปจนถึงนักเดินทางสุดหรู และการขายสมบัติเก่ากินไปเรื่อยๆ อาจกำลังทำลายอนาคตการท่องเที่ยวของประเทศ ฉะนั้นถ้าไทยจะยังรักษาการท่องเที่ยวเอาไว้ที่เป็นเครื่องยนต์ตัวสุดท้ายที่ยังวิ่งอยู่อย่างอ่อนแรงให้วิ่งแข่งต่อไปได้อีกยาวนาน ก็ต้องทำอะไรที่มากกว่าการกินบุญเก่าที่ธรรมชาติและบรรพบุรุษสร้างมา และแก้ไขปัญหาภาพลักษณ์ที่เสียหายไป รวมทั้งปัญหาหมักหมมเดิมๆ ที่เคยหมกเอาไว้ ก่อนที่วันหนึ่งจะแก้ไขอะไรไม่ได้แล้วทุกอย่างก็สายเกินไป
Source : The Washington Post I CNA