ยื่น 9 ข้อ ‘นายกอิ๊งค์’ แก้ทุเรียน ตลาดป่วนเขมรขอใบรับรอง
ชาวสวนทุเรียนเตรียมยื่น 9 ข้อเสนอให้ นายกแพทองธาร ทำแผนแก้ปัญหาทุเรียนระยะสั้น-กลาง-ยาว ตั้งแต่เรื่องทุเรียนอ่อน การสวมสิทธิ สารตกค้าง ระบบการขนส่ง พร้อมเรียกร้องให้ตั้งห้องแล็บตรวจสารที่ “จันทบุรี-ชุมพร” ขณะที่กัมพูชาออกมาตรการแก้ลำไทยกล่าวหาสวมสิทธิไทยส่งออกจีน ด้วยการเรียกขอ “ใบรับรองปลอดสารตกค้าง” จากการนำเข้าทุเรียนไทยบ้าง
แหล่งข่าวจากโรงคัดบรรจุส่งออกจังหวัดจันทบุรี เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงสถานการณ์ทุเรียนภาคตะวันออกที่คลี่คลายลง หลังจาก สำนักงานศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (GACC) ผ่อนปรนการสุ่มตรวจสารย้อมสี Basic Yellow 2 หรือ BY2 จาก 100% ลงเหลือ 30% มีผลตั้งแต่วันที่ 10 พฤษภาคมที่ผ่านมา ส่งผลให้รถขนส่งทุเรียนของไทยที่ติดค้างหน้าด่านจีนลดจำนวนลง และปัญหาขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์หมดไปด้วย เพราะมีตู้หมุนเวียนกลับมา แต่กว่าที่ GACC จะปลดล็อกการสุ่มตรวจลง ปรากฏผู้ประกอบการต้องประสบปัญหาขาดทุนกันหนัก จากคุณภาพของทุเรียนที่ติดอยู่ที่ด่านหลายวัน ทำให้เกิดความเสียหาย รวมถึงมีทุเรียนอ่อนด้วย
โดยราคาทุเรียนที่ซื้อไปในลอตนั้นที่ติดค้างที่ด่าน จากราคา 150-160 บาท/กก. ถึงตลาดปลายทางจีนเหลือ 120-130 บาท/กก. ทำให้ผู้ค้าขาดทุนกันตู้ละนับล้านบาท ส่งผลต้องปรับราคารับซื้อทุเรียนลงเล็กน้อย กก.ละ 5-10 บาท ในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ 3-4 วัน
แต่ล่าสุดราคาทุเรียนกลับมาสูงขึ้น และทรง ๆ ตัว กก.ละ 130-140 บาท เนื่องจากเป็นช่วงที่ทุเรียนไทยออกสู่ตลาดน้อย ไม่พอส่งออกและไม่มีคู่แข่งในตลาดจีน จากที่ก่อนหน้าที่จีนยังตรวจเข้ม 100% รถติดหน้าด่านหนัก มีแนวโน้มราคาทุเรียนต่ำกว่า 100 บาท/กก. อย่างไรก็ตาม คาดว่าปริมาณทุเรียนในช่วงพฤษภาคม 2568 ที่มีจำนวนผลผลิตออกสู่ตลาดมากที่สุด “เอาเข้าจริงก็จะมีจำนวนไม่มากนัก” ดังนั้นราคาทุเรียนช่วงปลายเดือนพฤษภาคม “น่าจะดีดขึ้นอีกครั้ง” ในช่วง 18-22 พ.ค. 68 เนื่องจากเทศกาลไหว้บ๊ะจ่าง ต่อจากนั้นราคาทุเรียนก็จะปรับตัวลดลงอีกครั้ง
ชงนายกฯแก้ผลไม้ตะวันออก
ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานจากจังหวัดจันทบุรีเข้ามาว่า ในวันที่ 17 พฤษภาคม 2568 น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีจะเดินทางมาตรวจราชการที่จังหวัดจันทบุรี ทางเกษตรกรชาวสวนทุเรียนในจังหวัดจันทบุรีและภาคตะวันออก ร่วมกับสมาคมทุเรียนไทย (TDA)-สมาคมผู้ผลิตทุเรียนไทย (ATDP) และสภาเกษตรกรภาคตะวันออก เตรียมยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี โดยเสนอแผนการแก้ปัญหาทุเรียนเป็นระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว รวม 9 ข้อ
ได้แก่ 1.สารตกค้างในภาคการผลิต หรือกระบวนการแพ็กในโรงคัดบรรจุ 2.ปัญหาราคาผลผลิตด้านการเกษตรตกต่ำ มังคุด ลำไย และทุเรียน เกิดขึ้นทุกปี แต่ยังไม่มีวิธีการแก้ปัญหาล่วงหน้า 3.การใช้ GAP ของสวน ล้ง Shipping และการตรวจสอบ GAP 4.ปัญหาทุเรียนสวมสิทธิ และทุเรียนข้ามแดนผิดกฎหมาย (สวมสิทธิ) ส่งผลกระทบต่อคุณภาพทุเรียนไทย ไม่ได้มาตรฐาน อาจจะมีสารตกค้าง มีผลกระทบต่อราคา
5.ห้องปฏิบัติการ (Lab) ตรวจเพื่อรับทราบ หรือตรวจรับรอง ควรตั้งในพื้นที่ เช่น จันทบุรี ชุมพร ฯลฯ และสนับสนุนให้ราคาถูกลง 6.ลงทุนห้องแล็บ และลดค่าตรวจ ประชาสัมพันธ์อำนวยความสะดวกผู้ประกอบการ สนับสนุนการลงทุนจากต่างประเทศ 7.ทุเรียนด้อยคุณภาพ (ทุเรียนอ่อน) ต้องกำหนดบทลงโทษ มีผลในการปฏิบัติเอาผิด ในข้อกฎหมาย ตาม พ.ร.บ.ทุเรียนไทย 8.ประชาสัมพันธ์ทุเรียนไทยทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศจีน 9.เจรจาการขนส่งทุเรียนไปจีน ทางรถไฟให้จีนเพิ่มหัวลาก ทางเชียงแสนเพิ่มศักยภาพการขนส่งทางเรือ เตรียมห้องแล็บที่ด่านจีนให้พร้อม และปรับเป็นด่านสากลช่วงหนาแน่น ทำงาน 24 ชม.
โดยนายสัญชัย โกสัลล์วัฒนา กลุ่มทำสวนเอาเงิน ไม่ได้เอาเงินทำสวน และที่ปรึกษาสมาคมผู้ผลิตทุเรียนไทย (ATDP) กล่าวถึงข้อเสนอมาจากหลายสมาคมช่วยกันสรุปปัญหาในภาพรวม ประกอบไปด้วย 1) ปัญหาทุเรียนอ่อน ในระยะสั้น กรณีที่ทางการออกมาตรการ หลักปฏิบัติในการตรวจและรับผลทุเรียนสำหรับโรงรวบรวมและโรงคัดบรรจุ หรือ “มกษ.9070-2566” ที่จะประกาศใช้ในเดือนกรกฎาคม 2568 นี้ ต้องรีบดำเนินการแก้ไข เพิ่มเติม ควบคุมทั้งล้งและชาวสวน มีบทกำหนดลงโทษและการกำหนดมาตรฐานทุเรียน ให้เป็นมาตรฐานชัดเจน ทั้งรูปทรง ไซซ์ น้ำหนัก แต่มาตรการปัจจุบันจะออกมาบังคับเฉพาะ “ล้ง” แต่สวนยังเปิดแบบสมัครใจไม่บังคับ
2) ปัญหาการสวมสิทธิทุเรียนไทย มีช่องว่างมาจากใบรับรอง GAP ที่ยังไม่ครบ 100% ควรกำหนดเป็นข้อบังคับที่เกษตรกรทุกคนต้องทำ และป้องกันไม่ให้นำทุเรียนข้ามแดนมา “สวมสิทธิ” และอาจจะต้องเข้มข้นขึ้นเป็น GAP Plus
3) ปัญหาระบบการขนส่งทุเรียนไปจีน ทางรถไฟให้จีนเพิ่มหัวลาก ด่านเชียงแสนเพิ่มศักยภาพขนส่งทางเรือ มีการเตรียมแล็บตรวจให้พร้อมที่ด่านจีน และปรับเป็นด่านสากลทำงาน 24 ชม. เพื่อให้ระบบการขนส่งที่รวดเร็ว เพื่อรักษาคุณภาพของทุเรียน รวมทั้งปัญหาราคาทุเรียน มังคุด และลำไยตกต่ำ ที่ต้องร่วมมือกันระหว่างรัฐบาล ภาคเอกชน และเกษตรกร ทั้งการประกันราคา การขยายตลาด การวางแผนการผลิต ยกระดับคุณภาพ ถ้านายกรัฐมนตรีได้รับเรื่องดังกล่าวที่เป็นความเดือดร้อนของเกษตรกร และสนับสนุนแนวทางการแก้ปัญหา จะสร้างความเข้มแข็งและความยั่งยืนให้อุตสาหกรรมทุเรียนไทย
กัมพูชาแก้ลำขอใบรับรองทุเรียน
นายสัญชัย ปุรณะชัยคีรี นายกสมาคมผู้ค้าและส่งออกผลไม้ไทยและเจ้าของ บริษัท ดรากอน เฟรช ฟรุท จำกัด กล่าวถึงทุเรียนอ่อน ทุเรียนสวมสิทธิ และราคาตกต่ำนั้น “ยังเป็นปัญหาอยู่บางช่วงเวลาในของแต่ละปี” แต่สถานการณ์ภาคตะวันออกตอนนี้ไม่เป็นปัญหาแต่อย่างไร
เนื่องจากเป็นช่วงที่ผลผลิตทุเรียนออกสู่ตลาดจำนวนวันครบที่ตัดได้ “จึงไม่มีทุเรียนอ่อน” และราคาทุเรียนตอนนี้อยู่ในเกณฑ์ดี กก.ละ 120-130 บาท ตกไซซ์ 60-70 บาท ส่วน “ทุเรียนสวมสิทธิ” ตามที่เป็นข่าวเรื่องนำทุเรียนกัมพูชาเข้ามานั้น ยังไม่มีหลักฐานปรากฏข้อเท็จจริงแน่ชัด “จึงเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ต้องระมัดระวัง” ในเมื่อตลาดชายแดนไทยยังส่งทุเรียนไปกัมพูชาจำนวนมาก เมื่อวันที่ 14 พ.ค. กัมพูชาประกาศปิดด่านไม่ให้ทุเรียนไทยเข้า ถ้าไม่มีใบตรวจรับรองไม่มีสารตกค้าง
มีรายงานข่าวจากตลาดบ้านแหลมเข้ามาว่า เมื่อวันที่ 14 พ.ค. 2568 หลังจากที่รัฐบาลทางการกัมพูชาได้ออกมาตรการการนำเข้าทุเรียนจากประเทศไทย ต้องมีใบรับรองจากทางหน่วยงานที่รับผิดชอบว่า ไม่มีสารตกค้าง จึงจะอนุญาตให้นำเข้าได้ ทางตลาดบ้านแหลม ซึ่งเป็นตลาดสำคัญของจันทบุรีที่จะระบายทุเรียนจากจังหวัดจันทบุรีไปยังประเทศกัมพูชา โดยมีพ่อค้าแม่ค้ากัมพูชาซื้อไปขายยังฝั่งกัมพูชาวันละ 100 กว่าตันนั้น ทางตลาดบ้านแหลมได้ประสานงานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเร่งด่วน ให้ดำเนินการในการอำนวยความสะดวกให้กับเกษตรกรและผู้ค้า ในการรับรองว่า “ทุเรียนไทยที่ผ่านตลาดไม่มีสารตกค้างที่ก่อให้เกิดอันตรายแต่อย่างใด”
แหล่งข่าวจากวงการส่งออก กล่าวว่า มาตรการห้ามนำเข้าทุเรียนที่มีสารตกค้างจากไทย เป็นเสมือนหนึ่ง “การแก้เกมจากฝ่ายเขมร” เนื่องจากที่ผ่านมาฝ่ายไทยมักมีการออกข่าวไปในทำนองว่า ที่ผ่านมามีทุนจีนเข้าไปส่งเสริมการปลูกทุเรียนในประเทศกัมพูชา เพราะมีต้นทุนค่าแรงถูกกว่าที่ประเทศไทย และมีการนำผลผลิตทุเรียนที่ได้กลับเข้ามาในประเทศไทย มีทั้งถูกต้องตามกฎหมาย และมีบางส่วนลักลอบนำเข้ามา โดยส่วนหนึ่งนำไป “สวมสิทธิ” เป็นทุเรียนไทยเพื่อส่งออกไปตลาดจีนจำนวนมาก ซึ่งทางไทยเกรงว่าจะมีปัญหาแมลงศัตรูพืช การปนเปื้อนสารตกค้างที่จีนเข้มงวด เป็นที่มาว่า ทำไมอยู่กัมพูชาจึงต้องขอใบรับรองการส่งออกทุเรียนปลอดสารตกค้างจากฝั่งไทยบ้าง
ล่าสุดทางสำนักงานตรวจพืช บ้านแหลม จ.จันทบุรี มีการประชุมในเรื่องนี้ โดยที่ประชุมแจ้งให้ผู้ประกอบการที่จะส่งทุเรียนออกไปราชอาณาจักรกัมพูชาตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป จะต้องมี “ใบรับรองสุขอนามัยพืช Phytosanitary Certificate (PC)” จากด่านตรวจพืชกำกับไปกับทุเรียน เพื่อแสดงต่อศุลกากรกัมพูชาด้วยทุกครั้ง ตามประกาศของรัฐบาลราชอาณาจักรกัมพูชา โดยสามารถยื่นขอออนไลน์ได้ที่กรมวิชาการเกษตร หรือประสานงานผ่านสมาคมการค้าและการท่องเที่ยวชายแดนไทย-กัมพูชา จันทบุรี
“ในทางปฏิบัติมีปัญหาที่ต้องมี ใบรับรองการจดทะเบียนส่งทุเรียนสดไปนอกราชอาณาจักร (DU) ผู้ส่งออกต้องกรอกข้อมูลในระบบด้วย ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับใบรับรอง GAP ด้วย เป็นความยุ่งยากสำหรับผู้ที่ไม่ได้ทำส่งออกหรือผู้ค้ารายย่อยที่ไม่เคยดำเนินการกรอกข้อมูลเพื่อขอรับใบรับรอง เนื่องจากที่ผ่านมากัมพูชาไม่เคยเรียกตรวจ ‘ใบรับรองสุขอนามัยพืช’ มาก่อน ดังนั้นทางตลาดบ้านแหลมได้พยายามหาทางช่วยเหลือให้พ่อค้าแม่ค้ารวมกัน เพื่อส่งทุเรียนออกเป็นลอต ๆ ไม่ใช่เป็นรายบุคคล และทำหลักฐานให้ถูกต้อง สำนักงานตรวจพืช บ้านแหลม มีเจ้าหน้าที่ประจำอยู่แล้ว จึงจะตรวจปล่อยได้สะดวกขึ้น” แหล่งข่าวกล่าว
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ยื่น 9 ข้อ ‘นายกอิ๊งค์’ แก้ทุเรียน ตลาดป่วนเขมรขอใบรับรอง
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net