“Air Force One” กับอนาคตที่ไม่แน่นอน เมื่อทรัมป์เล็งรับ 747-8 “วังลอยฟ้า” จากกาตาร์
เมื่อเครื่องบินประจำตำแหน่งของผู้นำสหรัฐฯ กลายเป็นประเด็นร้อนระดับโลก ทรัมป์กำลังเผชิญทางเลือกสำคัญระหว่าง "Air Force One" กับ 747-8 "วังลอยฟ้า" จากกาตาร์
วันที่ 18 พฤษภาคม 2568 สำนักข่าว BBC รายงานว่า นักข่าวส่วนใหญ่ที่ร่วมเดินทางกับประธานาธิบดีสหรัฐ มักไม่ได้เห็นภายในของ Air Force One มากนัก เพราะห้องผู้สื่อข่าวอยู่ด้านท้ายของเครื่องบิน โดยต้องขึ้นบันไดทางหลังเครื่องและเลี้ยวผ่านมุมหนึ่งเข้าไป หากต้องการจะไปถึงห้องประธานาธิบดีด้านหน้า จะต้องผ่านการตรวจของเจ้าหน้าที่ Secret Service ที่ติดอาวุธ ซึ่งประจำอยู่ในห้องติดกัน
ในทริปล่าสุดของ โดนัลด์ ทรัมป์ ไปตะวันออกกลาง ซึ่งอนาคตของเครื่องบินประจำตำแหน่งผู้นำสหรัฐ กลายเป็นหัวข้อใหญ่ของการพูดคุย โดย ฌอน แฮนนิตี้ ผู้ประกาศข่าวของ Fox News ได้รับสิทธิพิเศษนั่งแถวหน้าและสัมภาษณ์ประธานาธิบดีกลางเที่ยวบิน ส่วนสื่อมวลชนคนอื่นต้องอยู่ในห้องโดยสารเล็ก ๆ ด้านท้ายเช่นเคย
ทริปนี้ถือเป็นการเดินทางแบบสายฟ้าแลบเยือน 3 ประเทศ ใน 3 คืน ฝ่าครึ่งโลกมา โดยทรัมป์อธิบายว่า เป็นบททดสอบความอึด ซึ่งทีมงานของเขา รวมถึงผู้สื่อข่าวก็ต้องรับมือเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม Air Force One ก็ถือว่าเป็นวิธีการเดินทางที่ไม่เลวเลย ที่นั่ง 14 ที่นั่งในห้องสื่อมีความสะดวกสบายเทียบเท่าชั้นเฟิร์สคลาสของสายการบินทั่วไป พร้อมห้องน้ำ และโต๊ะพร้อมของว่าง ห้องโดยสารยังมีจอทีวี 2 จอที่มักเปิดช่องข่าวโปรดของผู้นำ เช่น CNN สมัยไบเดน, Fox News สมัยทรัมป์ และบางครั้งก็เปิดแมตช์กีฬาแทน ในเที่ยวบินระยะไกลจะมีอาหารเสิร์ฟบนจาน ส่วนระยะสั้นจะให้เป็นอาหารแบบ takeaway โดยประธานาธิบดีจะได้รับเมนูพิเศษแยกต่างหาก
ซึ่ง Air Force Oneลำปัจจุบันอาจต้องได้รับการปรับปรุงภายในอย่างสิ้นเชิง หากโดนัลด์ ทรัมป์ ตัดสินใจรับเครื่องบิน 747-8 มูลค่า 400 ล้านดอลลาร์จากกาตาร์ ซึ่งถูกขนานนามว่าเป็นวังลอยฟ้า และอาจกลายเป็นของขวัญจากต่างประเทศที่ใหญ่ที่สุดที่ประธานาธิบดีสหรัฐเคยได้รับ
แม้ตามเทคนิคแล้ว Air Force Oneคือชื่อเรียกสัญญาณวิทยุของเครื่องบินที่มีประธานาธิบดีโดยสารอยู่ แต่เครื่องบินลำที่ผู้คนคุ้นเคยคือ Boeing 747-200B สีฟ้า-ขาว-เงิน ซึ่งได้รับการออกแบบโดยแจ็กกี้ เคนเนดี ตั้งแต่ปี 1962 และใช้งานมาตั้งแต่ปี 1990 แม้จะมีการปรับปรุงเรื่อยมา แต่เทคโนโลยีสมัยใหม่ก็ทิ้งห่างไปไกล และต้นทุนการบำรุงรักษาก็สูงขึ้นมาก เครื่องบินเริ่มแสดงให้เห็นสภาพที่ชรา ซึ่งไม่ถูกใจผู้นำอย่างทรัมป์ ที่เคยมีทั้งเครื่องบินส่วนตัวและสายการบินเป็นของตัวเองก่อนรับตำแหน่ง
ทรัมป์กล่าวเกินจริงระหว่างบรรยายอุตสาหกรรมในอาบูดาบี ว่า “ผมกำลังจะต้องขึ้นเครื่อง Boeing ที่มีอายุ 42 ปี …แต่เครื่องบินลำใหม่กำลังจะมาแล้ว”
ในสมัยแรก ทรัมป์เคยประกาศว่ากำลังสั่งสร้าง Air Force One ลำใหม่กับ Boeing โดยเปลี่ยนสีใหม่เป็นโทนแดง-ขาว-น้ำเงิน และตั้งใจให้พร้อมใช้งานในปี 2564 แต่โครงการกลับล่าช้า และบานปลายจากงบ 4 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งอาจทำให้ไม่ทันใช้งานเต็มที่ในวาระที่ 2 ของเขาซึ่งจะสิ้นสุดในปี 2572 ทรัมป์จึงมอบหมายให้ อีลอน มัสก์ เร่งรัดโครงการ และแสดงความไม่พอใจอย่างมากกับเครื่องบินลำปัจจุบัน จนนำไปสู่การเปิดรับข้อเสนอจากกาตาร์
โดยทรัมป์แอบไปดูเครื่องบิน 747-8 ที่กาตาร์เสนอให้เมื่อกลางเดือนกุมภาพันธ์ ไม่นานหลังเข้ารับตำแหน่งสมัย 2 แม้ของขวัญนี้ดูหรูหรา แต่ก็เต็มไปด้วยคำถามทางกฎหมายและจริยธรรม ทั้งจากฝ่ายตรงข้ามและพันธมิตรของทรัมป์เอง
ด้านเทคนิค เครื่องบินจากต่างประเทศต้องผ่านการปรับแต่งอย่างหนัก เช่น ติดตั้งระบบเติมน้ำมันกลางอากาศ ติดตั้งระบบสื่อสารและรักษาความปลอดภัยขั้นสูง (ระดับทนระเบิดนิวเคลียร์) ตรวจสอบชิ้นส่วนทั้งหมดในเครื่อง เนื่องจากเครื่องบินจอดทิ้งไว้ไม่ใช้งานมา 13 ปี และใช้เวลาอัปเกรดอย่างน้อยถึงปี 2573
ริชาร์ด อาบูลาฟีอา นักวิเคราะห์การบิน กล่าวว่า ทุกส่วนต้องถูกถอดออกมาตรวจใหม่หมด เพราะอาจมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัย
ด้านมาร์ค คานเซียน จาก CSIS ประเมินว่า ค่าใช้จ่ายในการดัดแปลงเครื่องบินอาจสูงถึง 1 พันล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ตามทรัมป์ ในฐานะประธานาธิบดี สามารถเลือกไม่ติดตั้งระบบบางอย่างได้หากต้องการ
เมื่อ Air Force Oneรุ่นปัจจุบันปลดระวาง จะเป็นการปิดฉากบทหนึ่งของประวัติศาสตร์อเมริกัน เพราะเครื่องบินรุ่นนี้เคยใช้รับ-ส่งผู้นำถึง 6 คนทั่วโลก รวมถึงบิล คลินตัน ที่พาอดีตประธานาธิบดีจิมมี คาร์เตอร์ และจอร์จ เอช. ดับเบิลยู. บุช ไปร่วมงานศพของนายกรัฐมนตรีอิสราเอล ยิตซัค ราบิน ในปี 1995 หลังเหตุการณ์ 9/11 ประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู. บุช ก็ใช้เครื่องลำนี้ลอยฟ้าหลายชั่วโมงจนมั่นใจว่าปลอดภัย ก่อนลงจอดและแถลงต่อประชาชน ขณะที่ประธานาธิบดีไบเดน ก็เคยใช้เครื่องบินลำนี้เดินทางไปอิสราเอลหลังเหตุโจมตีจากฮามาสเมื่อ 7 ตุลาคม 2566
ทรัมป์เองใช้ Air Force Oneเป็นอุปกรณ์หาเสียงอย่างได้ผล ด้วยการบินต่ำผ่านฝูงชน แล้วใช้เครื่องบินเป็นฉากหลังของการปราศรัย และในการเดินทางตะวันออกกลางครั้งล่าสุด เครื่องบินขับไล่จากซาอุฯ, กาตาร์ และ UAE ได้บินประกบขณะบินผ่านน่านฟ้าของตน
แม้จะเก่าแล้ว แต่ Air Force Oneก็ยังเป็นสัญลักษณ์อำนาจของผู้นำสหรัฐที่โดดเด่นทั่วโลก และยังคงทำหน้าที่เป็นเครื่องบินบัญชาการบินที่แท้จริง
อาบูลาฟีอา กล่าวว่า“เครื่องบินลำนี้ไม่ได้สร้างมาเพื่อความหรูหรา …แต่มันคือศูนย์บัญชาการบิน ไม่ใช่ที่จัดปาร์ตี้บนฟ้า”
อ้างอิง : bbc.com