โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ส่องสถานะล่าสุด "อนุสัญญาออตตาวา"

Thai PBS

อัพเดต 21 ก.ค. 2568 เวลา 08.41 น. • เผยแพร่ 21 ก.ค. 2568 เวลา 08.30 น. • Thai PBS

จากกรณีทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดที่บริเวณช่องบก จ.อุบลราชธานี เมื่อวันที่ 16 ก.ค.ทำให้ช่วงที่ผ่านมา ได้ยินชื่อของอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคลหรือที่รู้จักกันในชื่ออนุสัญญาออตตาวาอยู่บ่อยครั้ง

แต่นอกจากปัญหาในแถบเพื่อนบ้านของไทยแล้ว ดูเหมือนอนุสัญญานี้กำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งสำคัญในเวทีโลกด้วย

โดยเฉพาะในยุโรปตะวันออก บรรดาประเทศที่มีพรมแดนติดกับรัสเซียเดินหน้าถอนตัวกันเกือบหมด เพราะหวั่นเกรงภัยคุกคามและข้อจำกัดที่อาจส่งผลต่อการปกป้องประเทศ

เกือบ 30 ปี นับตั้งแต่นานาประเทศเริ่มลงนามในอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคลหรืออนุสัญญาออตตาวา เมื่อปี 1997 ยังไม่เคยมีชาติใดถอนตัวจากการเป็นประเทศภาคีจนกระทั่งในปีนี้

ปฏิเสธไม่ได้ว่าสงครามและความขัดแย้งเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาที่ทำให้การจัดการกับอาวุธร้ายแรงที่ยังหลงเหลืออยู่ในหลายประเทศและก่อให้เกิดอันตรายแก่พลเรือนทั่วไปกำลังถดถอยลงทุกขณะ

ชื่อเต็มๆ ของกฎหมายระหว่างประเทศฉบับนี้คืออนุสัญญาว่าด้วยการห้ามใช้ สะสม ผลิต โอนและทำลายทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ซึ่งเปิดให้ลงนามที่กรุงออตตาวา ประเทศแคนาดา เมื่อปี 1997 ก่อนที่จะมีผลบังคับใช้ในปี 1999

เป้าหมายคือการยุติความทุกข์ทรมานและความสูญเสียจากทุ่นระเบิดสังหารบุคคลทั่วโลก โดยจนถึงปัจจุบันมีประเทศภาคี 165 ประเทศ รวมประเทศที่ตอนนี้อยู่ในระหว่างขั้นตอนการถอนตัวด้วย โดยที่ชาติมหาอำนาจซึ่งมีอาวุธร้ายแรงในมือปริมาณมหาศาลอย่างสหรัฐฯ จีน รัสเซีย ไม่เคยร่วมลงนามแต่อย่างใด

ภายใต้อนุสัญญานี้ ประเทศภาคีจะต้องไม่ใช้ สะสม ผลิต และถ่ายโอนทุ่นระเบิดสังหารบุคคลในทุกกรณี โดยต้องทำลายทุ่นระเบิดในคลังภายใน 4 ปี หลังเข้าร่วม รวมถึงกำจัดทุ่นระเบิดในพื้นที่เสี่ยงภายใน 10 ปี นอกจากนี้ยังต้องมีบทบาทช่วยเหลือเหยื่อทุ่นระเบิดให้เข้าถึงการรักษาและฟื้นฟูด้วย

ข้อมูลจากคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศหรือไอซีอาร์ซี ชี้ว่ากว่า 2 ทศวรรษที่ผ่านมา อนุสัญญานี้ผลักดันให้เกิดการทำลายทุ่นระเบิดไปแล้วกว่า 55 ล้านลูก จำนวนประเทศผลิตทุ่นระเบิดลดจาก 50 ประเทศเหลือไม่ถึง 10 ประเทศ พร้อมมีระบบช่วยเหลือเหยื่อทุ่นระเบิดและทำให้พื้นที่เสี่ยงหลายแห่งปลอดภัยขึ้น แต่ก็ยังคงประสบปัญหาจากทุ่นระเบิดที่หลงเหลือจากสงคราม รวมถึงแนวโน้มสถานการณ์ในยูเครนที่จุดกระแสการนำทุ่นระเบิดกลับมาใช้

จากสงครามในยูเครนที่ยืดเยื้อมานานกว่า 3 ปีและยังไม่มีวี่แววจะยุติ ประเทศยุโรปที่มีพรมแดนติดกับรัสเซียซึ่งกังวลเรื่องเสถียรภาพและความมั่นคงของตัวเองต่างพากันตบเท้าประกาศถอนตัวจากการเป็นภาคีอนุสัญญาออตตาวากันเกือบหมดแล้ว

เริ่มจากกลุ่มประเทศบอลติก ได้แก่ ลิทัวเนีย ลัตเวีย เอสโตเนีย ตามด้วยโปแลนด์ที่เริ่มกระบวนการถอนตัวไปแล้ว และล่าสุดประธานาธิบดีฟินแลนด์เพิ่งจะลงนามเดินหน้าการถอนตัวไปเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมานี้

เมื่อยื่นเรื่องต่อองค์การสหประชาชาติแล้ว กระบวนการถอนตัวจะใช้เวลา 6 เดือน เท่ากับตอนนี้ประเทศที่มีพรมแดนติดกับรัสเซียจะเหลือก็แต่นอร์เวย์ที่ประกาศชัดเจนว่าจะไม่ถอนตัว

สำหรับคู่ขัดแย้งของรัสเซียอย่างยูเครนเอง ประธานาธิบดีก็ไฟเขียวให้ถอนตัวจากอนุสัญญาออตตาวาเช่นกัน แต่ยังอยู่ในระหว่างรอการอนุมัติจากสภา เพื่อแจ้งเรื่องกับยูเอ็นต่อไป

กรณีของยูเครนจะต่างจากชาติอื่นตรงที่อนุสัญญาออตตาวากำหนดไว้ว่าสำหรับประเทศที่อยู่ในภาวะสงคราม การถอนตัวจะยังไม่มีผลจนกว่าความขัดแย้งทางอาวุธจะสิ้นสุดลง ซึ่งประธานาธิบดียูเครน ตระหนักดีถึงข้อจำกัดนี้

แต่เหตุผลของการถอนตัวก็เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับประเทศอื่นๆ คือเรื่องความมั่นคง ซึ่งทุกประเทศมองว่าการถอนตัวจากอนุสัญญาออตตาวาเป็นการส่งสัญญาณความพร้อมว่าจะมีการใช้มาตรการที่จำเป็นทุกอย่างเพื่อปกป้องดินแดนและเสรีภาพ หรือพูดง่ายๆ อีกอย่างคือแต่ละประเทศต่างต้องการเลี่ยงสภาวะที่รัสเซียจะได้เปรียบมากกว่า เพราะไม่ได้เป็นภาคีอนุสัญญานี้และสามารถใช้ทุ่นระเบิดได้อย่างเต็มที่

สำหรับไทยแล้ว เราร่วมลงนามในอนุสัญญาออตตาวาเมื่อวันที่ 3 ธ.ค.1997 พร้อมกันกับกัมพูชา โดยในเวลาต่อมาไทยให้สัตยาบันเมื่อปลายปี 1998 ก่อนกัมพูชาที่ให้สัตยาบันต่อมาให้อีก 1 ปี ให้หลัง ซึ่งอนุสัญญานี้มีผลบังคับใช้ในสองประเทศเมื่อปี 1999 และปี 2000 ตามลำดับ

ที่ผ่านมาไทยมีบทบาทสำคัญในการทำลายทุ่นระเบิดและร่วมป้องกันลดการใช้ทุ่นระเบิดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาด้วย

ขณะที่กัมพูชาเองก็เป็นภาคีที่สำคัญในภูมิภาค โดยมีบทบาทการกำจัดทุ่นระเบิดหลังสงครามกลางเมือง พร้อมทั้งได้รับความช่วยเหลือจากองค์กรระหว่างประเทศจำนวนมาก

เมื่อมีการละเมิดอนุสัญญา กลไกที่ทำได้คือการร้องเรียนผ่านรัฐภาคีและเวทีระหว่างประเทศ เช่น การประชุมยูเอ็น หรือในที่ประชุมประจำปีของรัฐภาคี หากตรวจสอบพบการละเมิดจริง อาจมีมาตรการกดดันทางการเมืองตามมา

โดยเมื่อวานนี้ไทยได้ออกแถลงการณ์ประณามการใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลของกัมพูชาอย่างรุนแรง พร้อมทั้งระบุว่าจะดำเนินการตามกระบวนการภายใต้อนุสัญญาและเรียกร้องให้กัมพูชาความร่วมมือเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมตามแนวชายแดนตามข้อตกลงของสองฝ่ายต่อไป

ที่น่ากังวลคือการละเมิดอนุสัญญานี้ไม่เพียงแต่จะเป็นภัยคุกคามด้านความมั่นคง แต่ในอดีตผู้ประสบภัยจากทุ่นระเบิดถึงร้อยละ 84 เป็นพลเรือน และ 1 ใน 3 เป็นเด็กที่ต้องเผชิญชะตากรรมอันน่าเศร้า ตอกย้ำให้เห็นว่าอาวุธเหล่านี้สร้างความเสียหายโดยไม่เลือกหน้าและเป็นที่มาของความพยายามกวาดล้างอาวุธชนิดนี้ให้หมดไปจากโลก ซึ่งดูแล้วความก้าวหน้าที่ได้มาในช่วงหลายทศวรรษก่อนหน้านี้อาจจะกำลังถดถอยลงไปเรื่อยๆ

สถานะภาคีอนุสัญญาอาจเป็นบททดสอบของรัฐต่างๆ ว่าจะเลือกให้น้ำหนักไปที่มนุษยธรรมหรือความมั่นคงของตัวเองมากกว่ากัน

อ่านข่าว :

ปม “กับระเบิด” ไปไกลถึงยูเอ็น 2 พ่อใหญ่ 2 ประเทศผลัดกันลากไส้

ทบ.เผยพบทุ่นระเบิดใหม่อีก 2 ทุ่น จ่อเชิญผู้ช่วยทูตทหารรับทราบข้อเท็จจริง

"พล.อ.ณัฐพล" ยันปมทุ่นระเบิดใหม่ หลักฐานชัดฟ้อง "กัมพูชา" ละเมิดออตตาวา

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

ล่าสุดจาก Thai PBS

FIVB ออกแถลงการณ์ สถานการณ์โจมในตีอิหร่าน กระทบนักกีฬา

31 นาทีที่แล้ว

อิหร่าน ปิด "ช่องแคบฮอร์มุซ" ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้น 13%

52 นาทีที่แล้ว

กาตาร์หยุดผลิต LNG หลังถูกอิหร่านโจมตีโรงแยกก๊าซ

57 นาทีที่แล้ว

วันนี้ "วันมาฆบูชา" และเป็นวันกตัญญูแห่งชาติ

1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วิดีโอแนะนำ

ข่าว ต่างประเทศ อื่น ๆ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...