คนไทย 63% ใช้ชีวิตแบบ “เดือนชนเดือน” ไม่เหลือเงินออม
วันนี้ (6 มิ.ย.68) รายงานจาก ดีลอยท์ ประเทศไทย เผยผลสำรวจ Deloitte Global 2025 Gen Z and Millennial Survey พบคนรุ่นใหม่ชาวไทยทั้ง Gen Z และ Gen Y ให้ความสำคัญสูงสุดกับ 3 คุณค่าหลัก ได้แก่ รายได้ ความหมายของงาน และความเป็นอยู่ที่ดี ซึ่งผลสำรวจ พบว่า รายได้มีความเชื่อมโยงกับระดับความสุขมากที่สุด โดยมีค่าเฉลี่ยสูงถึงร้อยละ 64 ขณะที่ความเป็นอยู่ที่ดีและความหมายของงาน มีค่าเฉลี่ยใกล้เคียงกันที่ประมาณร้อยละ 56
ทั้งนี้ คนในกลุ่ม Gen Y ให้ความสำคัญกับคุณค่าทั้ง 3 ด้าน มากกว่า Gen Z อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งอาจสะท้อนถึงประสบการณ์ชีวิตและการทำงานที่มากกว่า และ เมื่อพิจารณาลงลึกด้านการเงิน พบว่า “ค่าครองชีพ” ยังคงเป็นปัจจัยที่สร้างความกังวลให้คนรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง
โดยความกังวล 3 อันดับแรกของทั้ง Gen Z และ Gen Y ในประเทศไทยที่ตรงกัน ได้แก่ ค่าครองชีพ การเติบโตทางเศรษฐกิจ และความปลอดภัยทางไซเบอร์ ตามด้วย 2 อันดับถัดมา ได้แก่ สิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ และการดูแลสุขภาพ
63% ของคนไทยระบุว่า ตนเองใช้ชีวิตแบบ “เดือนชนเดือน” ไม่เหลือให้ออม
ในด้านมุมมองเกี่ยวกับความมั่นคงทางการเงิน ประมาณร้อยละ 63 ของคนไทยระบุว่า ตนเองใช้ชีวิตแบบ “เดือนชนเดือน” (ไม่เหลือให้ออม) ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 52 ขณะเดียวกันประมาณร้อยละ 25 ระบุว่าตนเองยังต้องดิ้นรนในการจ่ายค่าใช้จ่ายทั้งหมดในแต่ละเดือน ซึ่งถึงแม้จะต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ร้อยละ 36 แต่กลับสะท้อนถึงแรงกดดันทางการเงินที่ยังมีอยู่
นอกจากนี้ ประมาณร้อยละ 27 ของคนไทยเห็นว่าอาจไม่สามารถเกษียณได้อย่างมั่นคงทางการเงิน ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ร้อยละ 42 โดยข้อมูลทั้งหมดนี้สะท้อนว่า คนรุ่นใหม่ไทยยังคงให้ความสำคัญกับประเด็นทางการเงินในระยะสั้น มากกว่าการวางแผนระยะยาวเพื่ออนาคต เช่น การออมเพื่อเกษียณอายุ
ปัจจัยที่มีผลต่อความรู้สึกถึงเอกลักษณ์ของตนเองในหมู่คนรุ่นใหม่ (Gen Z และ Gen Y) ของไทย พบว่าประมาณร้อยละ 54 ให้ความสำคัญกับเพื่อนและครอบครัว ตามด้วยงานหลัก (ร้อยละ 46) และกิจกรรมทางวัฒนธรรม (ร้อยละ 32) โดยทั้ง 3 ปัจจัยนี้ มีสัดส่วนที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระดับโลก ขณะที่ประมาณร้อยละ 29 เห็นด้วยกับอาชีพเสริม ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ร้อยละ 14 และประมาณร้อยละ 30 เห็นด้วยกับการออกกำลังกาย ซึ่งก็สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกเล็กน้อยที่ร้อยละ 25
ร้อยละ 62 ของ Gen Z และร้อยละ 56 ของ Gen Y ระบุว่า พวกเขาปฏิเสธที่จะทำงานกับนายจ้างที่ดำเนินธุรกิจไม่สอดคล้องกับค่านิยมส่วนตัว ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่อยู่ที่ร้อยละ 40 อย่างชัดเจน ขณะที่ร้อยละ 37 ของ Gen Z และร้อยละ 45 ของ Gen Y เห็นด้วยกับการที่มีความยินดีที่จะลาออกจากงาน หากงานนั้นไม่สอดคล้องกับความเชื่อ หรือหลักที่ยึดถือเป็นสิ่งสำคัญในชีวิต โดยตัวเลขนี้อยู่ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยโลกที่ร้อยละ 45
ประเด็นนี้สะท้อนถึงคนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญมากขึ้นกับ “คุณค่าร่วม” และภาพลักษณ์ขององค์กร องค์กรต่าง ๆ จึงควรตระหนักว่า ปัจจัยด้านค่านิยมและความเชื่อมีอิทธิพลอย่างมากต่อการตัดสินใจของคนรุ่นใหม่ ทั้งในแง่ของการเลือกงานและการอยู่กับองค์กรในระยะยาว
คนรุ่นใหม่เกือบทั้งหมดเห็นว่า Sense of Purpose (ความรู้สึกว่าการทำงานของตนเองมีคุณค่าและเป้าหมายที่ชัดเจน) เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความพึงพอใจในการทำงานและคุณภาพชีวิตโดยรวม
คนไทยรุ่นใหม่กว่า 1 ใน 3 ระบุว่า ตนเองรู้สึกเครียดหรือกังวลเกือบหรือแทบตลอดเวลา โดยพบว่า Gen Z มีความเครียดจากแทบทุกปัจจัยสูงกว่า Gen Y ไม่ว่าจะเป็น เรื่องอนาคตทางการเงินในระยะยาว สุขภาพส่วนตัว ภาระในบ้านหรือการดูแลครอบครัว หรือปัญหาการเงินในชีวิตประจำวัน ยกเว้นเพียงเรื่องสุขภาพหรือความเป็นอยู่ของสมาชิกในครอบครัว ที่ Gen Y มีระดับความกังวลสูงกว่าเล็กน้อย
นอกจากนี้ มากกว่า 1 ใน 3 ของคนไทยรุ่นใหม่ยังระบุว่า งานเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่สร้างความเครียด โดยสาเหตุหลักมาจาก ชั่วโมงการทำงานที่ยาวนาน การไม่มีเวลาเพียงพอในการทำงานให้เสร็จสมบูรณ์ และการไม่รู้สึกถึงความหมายหรือเป้าหมายในสิ่งที่ทำ
ข้อมูลเหล่านี้สะท้อนว่า Gen Z มีระดับความเครียดในทุกมิติเหนือกว่า Gen Y อย่างชัดเจน โดยอาจกล่าวได้ว่า Gen Y สามารถรับมือกับแรงกดดันในที่ทำงานได้มากกว่า ขณะเดียวกัน ยังพบว่า หลายองค์กรทั่วโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายด้านประสิทธิภาพการบริหารจัดการ แม้พนักงานจะทำงานเป็นเวลานาน แต่กลับไม่สามารถสร้างผลลัพธ์ที่ชัดเจนได้ ซึ่งเป็นความท้าทายที่หลายองค์กรต้องเร่งออกแบบแนวทางรับมืออย่างเป็นระบบ
อย่างไรก็ตาม คนไทยรุ่นใหม่ประมาณร้อยละ 80 เชื่อว่านายจ้างให้ความสำคัญกับสุขภาพจิตของพนักงานอย่างจริงจัง ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกอย่างมีนัยสำคัญ (ร้อยละ 61) สะท้อนให้เห็นว่าองค์กรต่าง ๆ ในประเทศไทยมีการปรับตัว ให้การสนับสนุนด้านสุขภาพจิตมากขึ้น และที่สำคัญ คือ พนักงานสามารถรับรู้ได้ถึงความตั้งใจดังกล่าว