โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

เศรษฐกิจไม่โต หนี้ยังโชว์พุ่ง! รัฐอาจกู้ชดเชยขาดดุล 1.1 ล้านลบ.

Share2Trade

อัพเดต 11 มิ.ย. 2568 เวลา 05.42 น. • เผยแพร่ 11 มิ.ย. 2568 เวลา 07.00 น. • Share2Trade
เศรษฐกิจไม่โต_S2T (เว็บ) copy.jpg

ภาวะขาดดุลการคลังที่ลุกลาม นักวิเคราะห์คาด รัฐบาลไทยอาจกู้เพื่อชดเชยขาดดุลสูงขึ้นราว 1.1 ล้านล้านบาท ซึ่งสูงกว่าในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ทำให้อนาคตงบประมาณจะถูกจัดสรรเพื่อชำระดอกเบี้ยและหนี้เงินกู้เพิ่มมากขึ้น

ส่วนงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 พบว่ารัฐฯควบคุมลดค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการภาครัฐลดลง และมีการจัดสรรงบประมาณด้านการเศรษฐกิจลดลง 13.8% ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในหลายมิติโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่เศรษฐกิจต้องการแรงกระตุ้นจากภาครัฐ

นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปี 68 รัฐฯอาจต้องกู้มากขึ้น เพื่อชดเชยขาดดุล โดยจากคาดการณ์การขาดดุลของไทยต่องบประมาณปี 68 ที่สูง ทำให้การกู้เพื่อชดเชยการขาดดุล

อาจสูงขึ้นราว 1.1 ล้านล้านบาท ซึ่งสูงกว่าในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาในกรอบ 5-7 ล้านล้านบาท ทำให้อนาคตงบประมาณจะถูกจัดสรรเพื่อชำระดอกเบี้ยและหนี้เงินกู้เพิ่มมากขึ้น

โดยร่างงบประมาณปี 2569 มีปรับเพดานงบประมาณรายจ่ายเพื่อการชำระคืนเงินต้น 5% ต่องบประมาณรายจ่าย สูงขึ้นจาก 3.4% และ 4.0% ในปี 67 และ 68 ตามลำดับ

การก่อหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นเพื่อเยียวยาผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากสงครามทางการค้าโลก ซึ่งอาจทำให้ระดับหนี้สาธารณะต่อ GDP เพิ่มสูงขึ้น อาจส่งผลกระทบต่อระดับความน่าเชื่อถือของประเทศในอนาคต และระดับหนี้อาจแตะระดับเพดาน 70% หลังปี 72

อีกทั้งหนี้ครัวเรือนที่อยู่ระดับสูงยังคงขัดขวางการเร่งตัวของเศรษฐกิจ โดย ธปท. คาดการ GDP ปี 68 และ 69 ลดลงต่อเนื่อง ปัจจุบัน Moody's อันดับความน่าเชื่อถือระหว่างประเทศได้ปรับลดมุมมองของประเทศไทยจาก “มีเสถียรภาพ” เป็น “เชิงลบ” แต่ยังคงอันดับ Baa1 ไว้

สำหรับงบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณ 2569 พบว่า รัฐฯ ควบคุมลดค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการภาครัฐลดลง และมีการจัดสรรงบประมาณด้านการเศรษฐกิจลดลง 13.8% ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในหลายมิติโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่เศรษฐกิจต้องการแรงกระตุ้นจากภาครัฐ

ส่วนงบประมาณโครงสร้างพื้นฐานคาดว่าจะได้เห็นแผนงานแบบ PPP เข้ามามากขึ้น เพื่อใช้ทุนของ เอกชนในการพัฒนาเศรษฐกิจ และโครงการหลักๆยังที่จำเป็น อย่างด้านระบบโลจิสติกส์ เช่น มอเตอร์ เวย์ M5 และ M9, สะพานข้ามทะเลสาปสงขลาและเกาะลันตา, โครงการรถไฟฟ้า เป็นต้น

ด้านการ ท่องเที่ยว เช่น สุวรรณภูมิส่วนขยาย เมืองการบินอู่ตะเภา และด้านความมั่นคงทางอาหารเพิ่มผลผลิต ทางการเกษตรในการผลักดันการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เช่น โครงการชลประทาน เป็นต้น

ปัจจุบันโครงการที่ ครม. อนุมัติแล้ว 4 โครงการ 1.รถไฟฟ้าส่วนต่อขยายสายสีแดงเข้ม รังสิต-TU 2. รถไฟความเร็วสูง เฟส 2 โคราช-หนองคาย 3.มอเตอร์เวย์ M5 และ M9 คาดประมูลได้ภายในปีนี้

ขณะที่แนวโน้มคาดว่าน่าจะยังเห็นโครงการออกมาเพิ่มเติมจากการโยกงบประมาณจากโครงการดิจิทัลวอลเล็ตมาในส่วนของคมนาคม เพื่อให้ทันต่องบประมาณปี 2568 และการเร่งจัดสรรงบประมาณปี 2569 ให้ทัน งบประมาณใหม่ (1 ต.ค. 68) มีหลายปัจจัยบวกตามมาอย่างต่อเนื่อง แต่ราคาหุ้นอุตสาหกรรมเหมาก่อสร้างอาจปรับตัวแตกต่าง กันไปตามปัจจัยเฉพาะของบริษัทฯ โดยอุตสาหกรรมเหมาก่อสร้างในช่วงนี้ ให้น้ำหนัก “ลงทุนมากกว่าตลาด”

วิเคราะห์หุ้นรับเหมาก่อสร้าง

สำหรับการประเมินหุ้นในกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง มีมุมมองเชิงลบต่อ CK เล็กน้อย แม้ปีนี้จะมีการรับรู้รายได้โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้มฯที่เร่งตัวขึ้น (CK ถือ BEM 39%) แต่จะโดนตัดรายการระหว่างกันในส่วนแบ่งกำไรของ BEM ซึ่ง ประมาณอย่างคร่าว 2.5-3.0%ของรายได้จากโครงการฯ ปีนี้

CK ตั้งเป้ารับรู้รายได้งานโยธาฯ 10-15% งาน M&E 23% รวมแล้วราว 1.3 หมื่นล้านบาท หากคำนวณอย่างคร่าวโดนตัดรายการระหว่างกันราว 400 ล้านบาท (หรือไตรมาสละ 100 ล้านบาท) จะทำให้ปีนี้ CK จะรับรู้ส่วนแบ่งจาก BEM ลดลง และ CK เข้าเกณฑ์ OECD ทำให้อัตราภาษีมีแนวโน้มสูงขึ้นในช่วงครึ่งหลังปี 68 โดยบริษัทอยู่ระหว่างประเมินผลกระทบ

ทั้งนี้เบื้องต้น ระยะสั้นมองแนวโน้มไตรมาส 2/68 กำไรอ่อนตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ฟื้นตัวจากไตรมาสก่อน โดยได้รับปันผลจาก TTW ส่วนภาพรวมทั้งปี 68 ยังมองกำไรเติบโตจากปีก่อน จุดสำคัญอยู่ในช่วงไตรมาส 4/67 มีผลขาดทุน ด้วยความกังวลใน 2 ปัจจัยดังกล่าว ทำให้ราคาหุ้นยังถูกกดดันอยู่ในช่วงนี้

โดยฝ่ายวิจัยชอบ STECON ภาพงานก่อสร้างเร่งตัวขึ้นต่อเนื่องในปีนี้ โดยไตรมาส 2/68 รับรู้งาน Bangkok mall ส่วนครึ่งหลังของปี 68 รับรู้งานสาธารณูปโภค งานอาคาร และงานก่อสร้างศูนย์ Data center

ทั้งนี้เบื้องต้นแนวโน้มไตรมาส 2/68 กำไรสูงขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลงจากไตรมาสก่อน เนื่องจาก ไตรมาส 1/68 ได้ปันผลจาก GULF ส่วนภาพรวมปี 68 กลับมา มีกำไร จากปีก่อนที่มีผลขาดทุน และยังมี upside จากการเปลี่ยนรถไฟฟ้าทั้ง 2 สาย ที่ปัจจุบันเป็น ส่วนแบ่งขาดทุนอยู่ราว 600 ล้านบาท/ปี ออกไปยังเงินลงทุนระยะยาว และรอรับเงินประกันซ่อมอุโมงค์บึงหนองบอนฯ บริษัทยังไม่เปิดเผยมูลค่า

ส่วนนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาท ตลอดสาย รูปแบบรัฐจะดำเนินการจัดตั้งกองทุนส่งเสริมระบบตั๋วร่วม อยู่ระหว่างแก้ไข พรบ. เพื่อนำเงินไปชดเชยส่วนต่างรายได้ให้แก่ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าสายต่างๆ คาดสามารถประกาศใช้ได้ภายในเดือน ก.ย.68

โดยมองเป็น ประโยชน์ต่อกลุ่มธุรกิจรถไฟฟ้า ซึ่ง STECON ร่วมบริหารรถไฟฟ้า 2 สาย (เหลือง, ชมพู) ทำให้ปีนี้ภาพกลับมามีทิศทางที่ดีขึ้น ปัจจุบันราคาหุ้นปรับตัวขึ้นยืนรอ up side ใหม่ๆ ที่กำลังจะเข้ามา โดยให้ราคาพื้นฐาน 8.25 บาท ปรับลดคำแนะนำเป็น “ทยอยซื้อ”

เศรษฐกิจไม่โต_S2T (เพจ) copy.jpg
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...