บันทึกการเลี้ยงดูสามียุคหิน [นิยายแปล]
ข้อมูลเบื้องต้น
史前养夫记
ผู้เขียน เจว๋เจว๋
ผู้แปล ลีมินเบีย
ลิขสิทธิ์ฉบับภาษาไทย โดย Lilac Novel
>> อ่านก่อนใคร คลิกที่นี่เลย<<
**ภาพปกยังไม่ใช่ปกจริง จะมีการอัปเดตปกจริงในภายหลัง
-------------------------------------
เมื่อคนที่เคยวาดฝันว่าจะเป็นคู่ครองกลับผิดคำสัญญา
สงเหยี่ย จึงตัดสินใจเลือก โจวจี้ คนไร้ค่าผู้อ่อนแอที่สุดในเผ่ามาเป็นคู่
ถึง โจวจี้ จะล่าไดโนเสาร์ไม่เป็น ต่อสู้ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร
สงเหยี่ยคนนี้จะคอยปกป้องดูแล หาเนื้อชั้นดีมาให้โจวจี้กินทุกวัน
แต่สำหรับโจวจี้ แล้ว…ไดโนเสาร์ออกจะน่ารักขนาดนี้ ซ้ำผักและผลไม้สดก็อร่อยมากนี่นา
*หมายเหตุ เนื่องจากต้นฉบับภาษาจีนที่ทางสำนักพิมพ์ได้มา
มีการเขียนโดยใช้มาตราส่วนทั้งแบบปัจจุบันและโบราณ
ดังนั้น เพื่อให้เกิดความสอดคล้องกับบริบทและอรรถรสในการอ่าน
สำนักพิมพ์จึงได้รับอนุมัติจากนักเขียนเพื่อแปลงมาตราส่วนต่างๆ เป็นแบบจีนโบราณค่ะ
-------------------------------------
นิยายเรื่องนี้เป็นลิขสิทธิ์ของ LILAC NOVEL
ในการเผยแพร่และจัดจำหน่ายในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว
Published originally under the title of《史前养夫记》 (Shi Qian Yang Fu Ji)
Author© 决绝 (Jue Jue)
Thai edition rights under license granted by 北京晋江原创网络科技有限公司
(Beijing Jinjiang Original Network Technology Co., Ltd)
Thai edition copyright © 2023 Amarin Corporations Public Company Limited, Ltd.
Arranged through JS Agency Co., Ltd.
All rights reserved
ติดตามความคืบหน้าได้ที่ เพจ @Lilac.Novel
ทางสำนักพิมพ์ขอขอบคุณทุกๆ การสนับสนุนของนักอ่านทุกท่านค่ะ
สงเหยี่ย (rewrite)
แสงอาทิตย์อันอบอุ่นสาดส่องมาจากฟากฟ้า ทาทาบลงบนผืนป่าอันเขียวขจี
ต้นไม้ใหญ่แผ่กิ่งก้านสาขา ใช้ผืนใบไม้อันกว้างใหญ่รองรับแสงแดด
ใบของต้นไม้เหล่านี้ทั้งมีเยอะทั้งขนาดกว้างใหญ่เสียจนเมื่อแสงอาทิตย์อันสว่างจ้าไร้สิ้นสุดส่องผ่านพุ่มไม้ เงาใต้ต้นไม้ก็เหลือเพียงแสงตกกระทบเล็ก ๆ ไม่กี่จุด
สายลมระลอกหนึ่งกระโชกแรงจนแสงเหล่านั้นกะพริบไหวไปตามลม
ท่ามกลางเสียงลมปะทะกับใบไม้ดังแซกซ่า เลโซโทซอรัส[1]ขนาดตัวยาวประมาณสี่ฉื่อ[2]กรงเล็บด้านหน้าขนาดเล็ก และขาหลังอันแข็งแกร่งก็กระโดดออกมาจากพุ่มไม้
มันเป็นไดโนเสาร์กลุ่มออร์นิโธพอดส์[3]ขนาดเล็กที่ค่อนข้างหายาก และเป็นเป้าหมายการล่าของเหล่าไดโนเสาร์กินเนื้อ
เจ้าเลโซโทซอรัสยืดลำตัวท่อนบนขึ้นมองไปรอบ ๆ หลังจากแน่ใจว่าไม่มีอันตรายแล้ว มันจึงใช้ฟันแหลมรูปทรงหัวศรตรงขากรรไกรทั้งสองข้างกัดทึ้งใบไม้ในพุ่มไม้ตรงหน้า
มันกินอย่างตั้งอกตั้งใจ ปากเคี้ยวหยับ ๆ ไม่หยุด ทว่าไม่คาดคิดว่าทันใดนั้นจู่ ๆ จะมีหมีสีนํ้าตาลตัวใหญ่พุ่งออกมาจากด้านหลังพุ่มไม้ด้านข้าง หมายพุ่งกระโจนเข้าหามัน…
เลโซโทซอรัสตัวนั้นไม่ทันได้หลบหนีก็ถูกหมีสีนํ้าตาลตะครุบใส่ ชั่วขณะนั้นทุกอย่างพลันเงียบงัน
หมีสีนํ้าตาลหยัดตัวยืนขึ้น
หมีตัวนี้มีความสูงเกือบสิบฉื่อ เมื่อมันยืนขึ้นจะเห็นได้ว่าเลโซโทซอรัสถูกทับจนหลังหักอยู่เบื้องล่าง หมีสีนํ้าตาลตัวนี้เพิ่งใช้นํ้าหนักของตัวเองทับเลโซโทซอรัสจนขาดใจตาย…แม้นํ้าหนักของมันจะลดลงไปมากหลังช่วงจำศีลในฤดูหนาว แต่มันก็ยังมีนํ้าหนักกว่าแปดร้อยจิน[4]และเลโซโทซอรัสผู้น่าสงสารตัวนี้ก็หนักเพียงยี่สิบกว่าจินเท่านั้น
หมีสีนํ้าตาลสูดดมกลิ่นในอากาศ เหลือบมองเลโซโทซอรัสบนพื้นอีกครั้ง ทันใดนั้นก็กลายร่างมาเป็นชายหนุ่มร่างสูงหน้าตาหล่อเหลา แต่ค่อนข้างผอมบาง สูงประมาณเจ็ดฉื่อกว่า
หลังจากชายหนุ่มกระโจนเข้าไปในพุ่มไม้ เขาก็หยิบเอากระโปรงหนังที่ทำจากหนังไดโนเสาร์ออกมาใส่ จากนั้นจึงแบกเลโซโทซอรัสที่เขาเพิ่งจับได้ขึ้นมา ขณะที่วิ่งเข้าไปในป่า ผิวสีนํ้าผึ้งตัดกับกระโปรงหนังสีเขียวเข้มที่พลิ้วไหว ดูกลมกลืนไปกับสีสันของป่า
เขาวิ่งเร็วมาก หลังจากนั้นไม่นานก็มาถึงตีนเขาลูกหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกล ก่อนมุ่งไปยังที่ราบระหว่างช่องเขา
ที่ราบแห่งนี้ไม่กว้างใหญ่นัก มีพื้นที่ประมาณห้าสิบหรือหกสิบหมู่[5]แต่ไม่มีพืชพรรณใด ๆ อยู่เลย พื้นดินโคลนถูกผู้คนเหยียบยํ่าสัญจรไปมาจนแห้งกรังและราบเรียบ กลายเป็นลานกว้างโอบล้อมด้วยภูเขา
มีเพิงกระท่อมที่สร้างขึ้นอย่างเรียบง่ายรอบ ๆ ลานกว้างนั้น ตัวกระท่อมสร้างขึ้นจากไม้และเศษวัสดุอื่น ๆ ภูเขาสูงชันรอบ ๆ มีการขุดเป็นขั้นบันไดและโพรงถํ้า มีผู้คนเข้าออกเป็นครั้งคราว
เวลานี้ชายหญิงหลายสิบคนที่สวมกระโปรงหนังสัตว์กำลังยุ่งง่วนอยู่ที่มุมหนึ่งของลานกว้าง เมื่อเห็นชายหนุ่มวิ่งเข้ามาก็ส่งเสียงทักทายเขาทีละคน “สงเหยี่ย!”
“สงเหยี่ย เจ้ากลับมาแล้ว!”
“สงเหยี่ย เจ้ายอดเยี่ยมจริง ๆ! เพิ่งจะออกไปแค่ประเดี๋ยวเดียวก็จับกิ้งก่าแห่งเลโซโทมาได้แล้ว!”
ทุกคนต่างพากันอิจฉาตาร้อน หนึ่งในนั้นมีหญิงสาวรูปร่างกำยำผู้หนึ่งกลืนนํ้าลายพลางเอ่ยว่า “กิ้งก่าแห่งเลโซโทตัวนี้ดูร่างกายกำยำจริง ๆ ดูแล้วน่าอร่อยยิ่งนัก!”
“ข้าแค่โชคดีก็เท่านั้น” สงเหยี่ยที่กำลังอุ้มเหยื่ออยู่คลี่ยิ้มแล้วเดินผ่านพวกเขาไปทางฝั่งตะวันออก
เขากำลังรีบร้อนไปหาคนผู้หนึ่ง จับเหยื่อได้เช่นนี้ ซือลี่ต้องดีใจมากแน่! เขาคิดในใจ
คนเหล่านั้นที่เพิ่งจะคุยกับสงเหยี่ยเมื่อเห็นว่าเขาเดินจากไปแล้ว ต่างก็หันกลับมาทำงานกันต่อ ตอนนี้พวกเขากำลังชำแหละสตรูธิโอมิมัส[6]อยู่หลายตัว
สตรูธิโอมิมัสเหล่านี้มีนํ้าหนักประมาณสองถึงสามร้อยจิน มันถูกนักรบหนุ่มของเผ่าร่วมกันล่ามาตั้งแต่เช้า เหยื่อที่ได้จากการร่วมกันล่าจะถือเป็นสมบัติกองกลางของเผ่า หลังจากที่จัดการชำแหละเหยื่อแล้ว ผู้คนในเผ่าจะได้รับจัดสรรโดยไม่แบ่งแยกเพศไหนหรืออายุเท่าใด แน่นอนว่าส่วนที่ดีที่สุดจะเก็บไว้สำหรับนักรบที่เข้าร่วมการล่า สงเหยี่ยกับซือลี่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงหลัก ดังนั้นพวกเขาจะได้รับส่วนแบ่งเป็นหัวใจกับตับของเหยื่อที่ล่าได้
เครื่องในของสัตว์เป็นยาบำรุงกำลังชั้นดี ทั้งยังช่วยบำรุงดวงตาให้กระจ่างใส ถือเป็นอาหารโปรดอย่างหนึ่งของพวกเขาเลยทีเดียว มนุษย์อสูรเร่ร่อนบางส่วนจะออกล่าในร่างเดิม หลังจากจับเหยื่อได้แล้ว สิ่งแรกที่พวกเขาทำคือฉีกท้องของพวกมันแล้วกินอวัยวะภายในสด ๆ จนเกลี้ยง
หญิงสาวร่างกำยำผู้นั้นรู้สึกอิจฉาตาร้อนเมื่อเห็นเลโซโทซอรัสในมือของสงเหยี่ย ใช้มีดหินกรีดคอสตรูธิโอมิมัสพลางมองดูแผ่นหลังของสงเหยี่ยด้วยดวงตาร้อนผ่าวเล็กน้อย “สงเหยี่ยยอดเยี่ยมจริง ๆ! เมื่อเช้านี้เพิ่งจะออกไปล่าสัตว์กับทุกคน แต่ช่วงบ่ายก็ยังมีเรี่ยวแรงออกไปล่าอีก ถ้าหากข้าได้มีลูกกับเขาคงจะดีไม่น้อย!”
“เจ้าอย่าได้คิดเชียว เขาชอบซือลี่นะ รอถึงยามดอกห้อมช้าง[7]ผลิบาน พวกเขาก็จะทำพิธีเป็นคู่ครองกันต่อหน้าท่านหมอผี[8]แล้ว” ชายร่างผอมบางที่อยู่ด้านข้างพูดขึ้น
ในเผ่าของพวกเขา คนส่วนใหญ่จะไม่ได้ทำพิธีเป็นคู่ครองกัน เมื่ออยากอยู่กับผู้ใดก็ไปอยู่ อยากมีบุตรกับผู้ใดก็ไปมี หากไม่รักชอบแล้วก็เพียงแยกทาง
หญิงสาวบางคนให้กำเนิดบุตรเจ็ดหรือแปดคน โดยที่บิดาของเด็กเหล่านี้อาจเป็นคนละคนกันด้วยซํ้า
ทว่าหากคนสองคนให้คำสัญญากับเทพอสูรต่อหน้าหมอผีว่าจะตกลงอยู่กินในวันที่ดอกห้อมช้างผลิบานนั้น พวกเขาจะไม่มีวันแยกจากกัน และมนุษย์อสูรอื่น ๆ ก็จะไม่ตอแยพวกเขา เพราะการแยกคู่ครองที่ได้รับพรจากเทพอสูรนั้นถือเป็นบาป
พวกเขาเชื่อฟังคำของหมอผีประจำเผ่าเสมอมา
เมื่อหญิงสาวร่างกำยำได้ยินชายร่างผอมบางพูดเช่นนั้น นางจึงเบะปากแล้วเอ่ย “ที่เจ้าพูดมาใครกันบ้างที่ไม่รู้ เฮ้อ! เหตุใดสงเหยี่ยถึงเลือกซือลี่เป็นคู่ครองกัน พวกเขาเป็นผู้ชายทั้งคู่ อีกอย่าง ซือลี่ก็มีลูกให้เขาไม่ได้!”
ผู้ชายในเผ่ายิ่งมีบุตรมากก็ยิ่งมีเกียรติ บิดาของสงเหยี่ยซึ่งเป็นอดีตหัวหน้าเผ่ามีบุตรเก้าคนซึ่งเกิดจากหญิงทั้งห้า ส่วนท่านอาของสงเหยี่ยที่เป็นหัวหน้าเผ่าคนปัจจุบันก็มีบุตรห้าคนซึ่งเกิดจากหญิงทั้งสาม
แต่สงเหยี่ยแตกต่างจากคนอื่น ๆ หลังจากเติบโตเป็นผู้ใหญ่ เขากลับตัดสินใจจะครองคู่กับผู้ชายด้วยกัน
คิดมาถึงตรงนี้ หญิงสาวร่างกำยำก็รู้สึกเสียใจมาก
นางโตมากับสงเหยี่ย รู้สึกประทับใจในชายหนุ่มผู้แข็งแกร่งที่สุดในชีวิตของนาง ทั้งยังปลุกพลังสถิตเป็นหมีสีนํ้าตาล ทักษะการต่อสู้ก็ไม่ธรรมดา นางบอกกับสหายคนสนิทของตนว่ารอให้สงเหยี่ยเติบโตขึ้นเมื่อไร นางจะไปหลับนอนและมีบุตรกับเขา!
สุดท้ายผู้ที่เหมาะจะเป็นบิดาของบุตรตนที่สุด นึกไม่ถึงว่าจะเลือกผู้ชายมาเป็นคู่ครอง!
หากเขาแค่หาคู่ครองก็ช่างเถิด แต่คนผู้นั้นกลับเป็นผู้ชายที่สมบูรณ์แบบที่สุดรองจากเขาอีกด้วย!
หญิงสาวร่างกำยำเหลือบมองชายร่างผอมที่อยู่ข้าง ๆ แล้วทอดถอนใจ
นอกจากสงเหยี่ยกับซือลี่แล้ว นักรบอสูรที่แข็งแกร่งเป็นลำดับถัดมาในเผ่าคือ ‘หู่เยว่’ น่าเสียดายที่หู่เยว่เป็นหญิงสาว จึงไม่อาจมีบุตรกับนางได้ เมื่อดูลำดับถัดไปจากนั้น…ก็คือตัวนางนั่นเอง!
นางไม่อยากมีบุตรกับผู้ชายที่สู้นางไม่ได้ ทั้งยังหน้าตาไม่หล่อเหลา!
หญิงสาวร่างกำยำเสียใจมาก หยิบมีดแล้วออกแรงผ่ากระดูกขาของซากสตรูธิโอมิมัสออกเป็นสองส่วนอย่างง่ายดาย
กระดูกเหล่านี้จะถูกนำมาใช้ทำนํ้าแกง ไขกระดูกข้างในเป็นอาหารอันโอชะที่หาได้ยาก ทั้งยังให้พละกำลังแก่พวกเขาได้ ไม่อาจดื่มสิ้นเปลือง!
ระหว่างที่หญิงสาวร่างกำยำยังนึกเสียใจที่เขาไม่สามารถให้ลูกหมีสักตัวกับตนได้ สงเหยี่ยก็อุ้มเลโซโทซอรัสมาที่ด้านหน้าภูเขาทางด้านตะวันออกของช่องเขา ที่นั่นมีการขุดเจาะถํ้าเอาไว้หลายแห่ง
เผ่าของพวกเขาเรียกว่า ‘เผ่าหมีใหญ่’ นั่นเป็นเพราะผู้ก่อตั้งเผ่านี้เป็นผู้ที่ตื่นรู้กลายเป็นหมีสีนํ้าตาลร่างยักษ์ มนุษย์อสูรทุกคนจะตื่นรู้ได้เมื่ออายุสิบขวบ และจะกลายร่างเป็นสัตว์ต่างชนิดกันเพื่อการต่อสู้รวมไปถึงออกล่า ยิ่งไปกว่านั้น ทุกคนจะตั้งชื่อตามชนิดของสัตว์หลังจากที่ปลุกพลัง
ยกตัวอย่างเช่นสงเหยี่ย เขาถูกเรียกว่า ‘เหยี่ย’ จนกระทั่งเขาอายุได้สิบขวบ หลังจากเปิดผนึกพลังสถิตร่างเป็นหมีสีนํ้าตาลเหมือนบิดาของเขา จึงได้เพิ่มคำว่า ‘สง’[9]ไว้ข้างหน้า แล้วเขาก็ได้ชื่อ ‘สงเหยี่ย’ มาครองนับตั้งแต่นั้น
อีกตัวอย่างหนึ่งคือ ซือลี่ เดิมเขาชื่อว่า ‘ลี่’ แต่หลังจากปลุกพลังกลายเป็นสิงโต เขาจึงถูกเรียกว่า ‘ซือลี่’[10]
ด้านล่างสุดทางด้านตะวันออกของช่องเขาเป็นถํ้าขนาดใหญ่ที่เด็กและคนชราในเผ่าอาศัยอยู่ด้วยกัน หากเดินขึ้นบันไดด้านข้างไป ก็จะไปถึงชั้นสองและสามได้ ที่นั่นมีถํ้าที่จัดสรรให้นักรบอสูรของเผ่าได้พักอาศัยอยู่มากมาย หน้าถํ้าในแต่ละชั้นที่พวกเขาอาศัยอยู่มีทางเดินกว้างประมาณเกือบแปดฉื่อ
ถํ้าของซือลี่อยู่บนชั้นสอง
สงเหยี่ยยังไม่ได้ก้าวขึ้นบันไดก็มองเห็นซือลี่ในชุดกระโปรงหนังสัตว์นอนอาบแดดอย่างเกียจคร้านอยู่บนหญ้าแห้งผืนใหญ่ ดวงตาหรี่ลงกึ่งหนึ่ง
ผู้มีพลังสถิตร่างเป็นสิงโตล้วนชื่นชอบการนอน เช่นเดียวกับผู้มีพลังสถิตร่างเป็นหมีสีนํ้าตาลที่ย่อมคุ้นเคยกับการจำศีล…ท่าทางเกียจคร้านเช่นนี้ของซือลี่ เป็นสิ่งที่สงเหยี่ยพบเห็นอยู่เป็นประจำ
และเขาก็ยังดูหลงใหลมันอีกด้วย
เขาชอบซือลี่ มองเท่าไรก็รู้สึกว่ายังไม่พอ…ซือลี่นั้นดูดีมากจริง ๆ!
แต่เวลานี้ก็เย็นมากแล้ว…
“ซือลี่ ตื่นได้แล้ว” สงเหยี่ยเอ่ยเรียกไปหนึ่งครั้ง กระตุกยิ้มมุมปากเล็กน้อยก่อนจะพูดว่า “ข้าจับเหยื่อได้!”
ในฐานะนักรบอสูรของเผ่า พวกเขาออกล่ากันวันเว้นวัน และวันนี้เป็นวันแห่งการออกล่า
ช่วงเช้าซือลี่วิ่งเยอะไปหน่อย เมื่อกลับมาถึงถํ้าจึงนอนพักทันที แม้ว่าช่วงบ่ายเขาไม่อยากออกไปไหน แต่เมื่อสงเหยี่ยคำนวณว่าอาหารที่เผ่าแจกจ่ายให้อาจไม่เพียงพอ ก็จำต้องออกไปล่ามาเพิ่มอีก
เขาโชคดีที่ใช้เวลาไม่นานก็จับเลโซโทซอรัสตัวหนึ่งได้
แม้ว่าเลโซโทซอรัสจะตัวไม่ใหญ่นัก แต่เมื่อเอามารวมกันกับอาหารที่เผ่าแจกจ่ายให้ ก็เพียงพอทำให้เขากับซือลี่ รวมถึงครอบครัวของซือลี่มีกินอิ่มท้องได้ถึงสองวันแล้ว ต่อให้พรุ่งนี้จะไม่มีการออกล่าร่วมกัน แต่เขากับซือลี่จะออกไปล่าเหยื่อตัวอื่นเพื่อกักตุนเอาไว้เอง
หลังจากผ่านฤดูหนาวไปเขาก็ซูบผอมลงอย่างมาก ร่างสัตว์อสูรไม่แข็งแกร่งพอ ทำให้ตอนนี้เขาจำเป็นต้องกินอาหารเยอะขึ้น
ซือลี่นอนอยู่บนหญ้าแห้ง ลืมตาและมองไปรอบ ๆ คิ้วขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ไม่นานก็หลับตาลงอีกครั้ง
“ซือลี่ ตื่นได้แล้ว!” สงเหยี่ยยื่นมือออกมาตบไหล่ของซือลี่
ซือลี่ตื่นขึ้นทันทีด้วยอาการงัวเงีย เขามองสงเหยี่ยด้วยความประหลาดใจ “สงเหยี่ย? เจ้า…ไม่ใช่ว่าเจ้า…”
ซือลี่หุบปากอย่างรวดเร็ว นัยน์ตาเต็มไปด้วยความสงสัยระคนเหลือเชื่อราวกับว่าสงเหยี่ยกลายร่างเป็นไดโนเสาร์หน้าตาน่ากลัว
สีหน้าของเขาทำให้สงเหยี่ยรู้สึกแปลกใจ “ซือลี่ เกิดอะไรขึ้นกับเจ้า”
ซือลี่ไม่พูดอะไรก่อนจะดีดตัวลุกขึ้น เขาขมวดคิ้วพลางมองไปรอบ ๆ จากนั้นมองลงมาที่ร่างตัวเองก่อนจะยื่นมือไปหยิกท้อง
ซือลี่ก็เป็นเช่นเดียวกับสงเหยี่ย พวกเขาล้วนเป็นคนในเผ่าที่รูปร่างสูงใหญ่ ทั้งยังแข็งแรงกำยำ ผมสีนํ้าตาลยาวกระเซอะกระเซิงของเขาชี้ฟู ซํ้ายังมีใบไม้ติดอยู่ด้านบน ใบไม้เหล่านั้นขยับไหวไปตามการเคลื่อนไหวของเขา
สงเหยี่ยรู้สึกสับสนเล็กน้อย เขาช่วยปัดใบไม้ออกจากหัวของซือลี่
การกระทำของเขาทำให้ซือลี่รู้สึกตัวจนหันมาจ้องมองเขา
สีหน้าท่าทางของซือลี่เปลี่ยนแปลงอีกครั้ง ทันใดนั้นเขาก็กลายร่างเป็นสิงโตพุ่งทะยานออกไป
สงเหยี่ยไม่ทันได้ตั้งตัว ดังนั้นเขาจึงได้แต่ยืนนิ่งมองดูซือลี่วิ่งหนีไป ก่อนจะหยิบกระโปรงหนังสัตว์ของซือลี่ที่ขาดวิ่นเพราะร่างกายที่เปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันขึ้นมา จากนั้นเดินลงบันไดที่อยู่ด้านข้าง
ที่นั่นคือถํ้าของซือลี่
มารดากับน้องชายของเขาเข้ามาที่เผ่าเมื่อแปดปีก่อน
ตอนนั้นเป็นช่วงฤดูร้อน สงเหยี่ยผู้ชื่นชอบการลงไปในนํ้าเพื่อจับปลามาโดยตลอดเพิ่งจะปลุกพลังสถิตเป็นหมีสีนํ้าตาล เมื่อเห็นผู้เป็นอาจับปลาในแม่นํ้า เขาก็อยู่ข้าง ๆ คอยเลียนแบบท่าทาง เรียนรู้ที่จะทำตามทุกประการ เขากลายร่างเป็นหมีสีนํ้าตาลตัวน้อย จับปลาตัวใหญ่สองสามตัวขึ้นมาได้ทั้งที่ไม่เคยจับมาก่อน
เขากัดปลาให้ตายแล้ววางไว้ที่ริมแม่นํ้า เดิมตั้งใจว่าจะหิ้วมันกลับไปกิน ทว่าจู่ ๆ ก็มีลูกสิงโตสีเทาเนื้อตัวมอมแมมพุ่งตรงมากินปลาของเขาโดยไม่ทันตั้งตัว…
เขารีบวิ่งไปตะครุบลูกสิงโตตัวนั้นจนมันตกใจหมดสติ ด้วยอารามตกใจ เขารีบไปหาท่านอาเพื่อขอความช่วยเหลือ จากนั้นท่านอาก็พาลูกสิงโตตัวน้อยนี้รวมทั้งมารดากับน้องชายของมันกลับมาที่เผ่า
สิงโตน้อยตัวนั้นก็คือซือลี่
ซือลี่หิวจัดจนเป็นลมสลบไป แต่ไม่ได้บาดเจ็บร้ายแรงอะไร ส่วนมารดาของเขาร่างกายอ่อนแอมาก อาการร่อแร่จวนจะสิ้นลม หมอผีประจำเผ่าได้นำยาสมุนไพรมาช่วยชีวิตนางเอาไว้
นับตั้งแต่นั้น ครอบครัวของพวกเขาก็อาศัยอยู่ในเผ่าหมีใหญ่เรื่อยมา
ทว่าครอบครัวของพวกเขาทั้งอ่อนแอทั้งยังมีขนาดย่อม ในเวลานั้นจึงไม่ได้รับการยอมรับให้เป็นสมาชิกของเผ่า ท่านอาของสงเหยี่ยซึ่งเป็นหัวหน้าเผ่าได้อนุญาตให้พวกเขาอาศัยอยู่ในเผ่าและหาอาหารอยู่รอบบริเวณเผ่าได้เพียงเท่านั้น
เมื่อสามปีที่แล้ว ในที่สุดซือลี่ก็ได้มีส่วนร่วมในการล่าสัตว์ เผ่าจึงให้การยอมรับพวกเขาเข้าเป็นสมาชิกเผ่า ปีที่แล้วซือลี่เติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว นับวันความสามารถยิ่งเก่งกาจ เผ่าจึงได้จัดสรรถํ้าไว้ให้พวกเขาพักอาศัย
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ครอบครัวของซือลี่อาศัยอยู่รอบนอกของเผ่ามาตลอด และไม่ได้รับการยอมรับจากคนในเผ่าให้เป็นสมาชิกเผ่าแต่อย่างใด สงเหยี่ยได้ดูแลซือลี่มาตลอด โดยมักจะพาเขาไปจับปลา จับไดโนเสาร์ตัวเล็ก หรือแม้กระทั่งจับแมลงด้วยกัน ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองนับวันยิ่งพัฒนาขึ้น จนเงาร่างของทั้งคู่แทบจะไม่เคยแยกจากกัน เมื่อปลายปีที่แล้วหลังจากที่ทั้งคู่อายุได้สิบแปดปีบริบูรณ์ ทั้งคู่ก็ตัดสินใจจะใช้ชีวิตร่วมกัน ตกลงปลงใจเป็นคู่ครองที่ได้รับการอวยพรจากเทพอสูร
ทว่าวันนี้ซือลี่กลับดูผิดแผกไป…หากเป็นเมื่อก่อน ซือลี่คงจะออกมาคุยกับเขาเรื่องวิธีกินกิ้งก่าแห่งเลโซโทตัวนี้อย่างออกรสออกชาติ แล้วเอ่ยชื่นชมเขาด้วยซํ้า
ตอนนี้สงเหยี่ยรู้สึกสับสนยิ่งนัก
[1] เลโซโทซอรัส (Lesothosaurus) เป็นไดโนเสาร์พันธุ์ออร์นิทิสเกีย เป็นสัตว์ที่กินพืช
[2] ฉื่อ คือ หน่วยวัดความยาวแบบจีนโบราณ 1 ฉื่อเท่ากับ 10 นิ้ว
[3] ออร์นิโธพอดส์ (Ornithopods) เป็นกลุ่มของไดโนเสาร์ออร์นิทิสเชียนที่มีขนาดเล็ก วิ่งด้วยเท้าสองเท้า มีกระดูกสะโพกคล้ายสัตว์ปีก มีปากคล้ายเป็ด
[4] จิน คือ หน่วยวัดนํ้าหนักของจีน 1 จินเท่ากับ 500 กรัม หรือ 0.5 กิโลกรัม
[5] หมู่ คือ หน่วยวัดพื้นที่ของจีน โดย 1 หมู่เท่ากับ
เฮกตาร์ หรือ 0.416667 ไร่ ในที่นี้ 50 - 60 หมู่จะประมาณ 25 ไร่
[6] สตรูธิโอมิมัส (Struthiomimus) คือไดโนเสาร์ชนิดหนึ่ง ลักษณะคล้ายกับนกกระจอกเทศ มีขนาดพอ ๆ กับนกกระจอกเทศ ขายาว ลำตัวสั้น คอยาว หัวแบนเล็ก มีหางเล็กเรียว และมีขาหน้าที่มีเล็บยาว
[7] เป็นไม้พุ่ม ช่อดอกแบบช่อกระจุก แตกแขนงสั้น ๆ ออกตามปลายกิ่ง สีม่วงอมแดงหรืออมชมพูด้านนอกมีขนละเอียด ลักษณะเป็นช่อ ๆ ช่อหนึ่งมีหลายดอก
[8] หมอผี หรือชาแมน (Shaman) คือผู้นำจิตวิญญาณของกลุ่มคนหรือชนเผ่า
[9] สง แปลว่าหมีในภาษาจีน
[10] ซือ มาจากซือจึ แปลว่าสิงโตในภาษาจีน
ซือลี่ (rewrite)
แม้ว่าท่าทีของซือลี่จะแปลกไปแต่สงเหยี่ยก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจมากนัก เมื่อเช้าพวกเขายังต่อสู้เคียงข้างกันอยู่เลย พอมาตอนนี้…บางทีซือลี่อาจจะแค่ฝันร้ายกระมัง
สงเหยี่ยเดินขึ้นบันไดไปเรื่อย ๆ ไม่นานก็มาถึงปากถํ้า ก่อนตะโกนเรียก “ท่านน้าอิ๋ง!”
ถํ้าแห่งนี้เป็นที่พักอาศัยของครอบครัวซือลี่ ขนาดถํ้าไม่ใหญ่ ทำเลที่ตั้งเองก็ไม่ค่อยดีนัก ประตูทำจากแผ่นไม้ผูกด้วยเถาวัลย์และพอกทับด้วยโคลนไปหนึ่งชั้น ดูแน่นหนาแข็งแรงมาก
ก่อนจะเข้าฤดูหนาวในปีก่อน สงเหยี่ยเป็นคนช่วยพวกเขาสร้างมันขึ้นมา
มารดาของสงเหยี่ยเลี้ยงดูบุตรชายบุตรสาวหลายคน ทำให้นางไม่มีเวลาดูแลสงเหยี่ย ดังนั้นตั้งแต่ยังเด็กเขาจึงไปคลุกคลีอยู่กับพวกผู้เฒ่าและเด็ก ๆ ระหว่างนั้นได้เรียนรู้งานฝีมือมากมาย
ประตูถูกเปิดออก หญิงวัยกลางคนผู้หนึ่งเดินออกมาจากประตู ร่างของนางดูแล้วซูบผอมราวกับเสาไม้ไผ่ยิ่งนัก หางตาเต็มไปด้วยริ้วรอยยาว
หญิงผู้นี้คือ ‘หยางอิ๋ง’ มารดาของซือลี่ เมื่อเห็นสงเหยี่ย สีหน้าก็พลันไม่สบอารมณ์ “เจ้ามาที่นี่ทำไมกัน”
หยางอิ๋งไม่ต้องการให้ซือลี่กับสงเหยี่ยอยู่ด้วยกัน ดังนั้นตั้งแต่ที่ซือลี่ตกลงอยู่กินกับสงเหยี่ยเป็นต้นมา ท่าทีที่นางปฏิบัติต่อสงเหยี่ยก็ยิ่งยํ่าแย่
สงเหยี่ยไม่ค่อยเข้าใจเรื่องนี้นัก ตัวเขานั้นทั้งแข็งแรงและเก่งกาจ เมื่อได้ครองคู่กับซือลี่ เห็นได้ชัดว่าสิ่งนี้ย่อมเป็นผลดีกับหยางอิ๋งเองไม่ใช่หรือ
ส่วนเรื่องมีบุตรไม่ได้นั้น…ในเผ่ามีเด็กตั้งมากมาย จำนวนเด็กกำพร้าเองก็มีไม่น้อย หากต้องการบุตรก็พาเด็กสักสองสามคนกลับไปเลี้ยงดูที่ถํ้าได้ทันที…ว่าแต่การที่พวกเขาจะมีบุตรหรือไม่นั้น…เกี่ยวอะไรกับหยางอิ๋งด้วยเล่า
ทว่าคนตรงหน้าคือมารดาของซือลี่ อีกทั้งเขายังให้ความสำคัญกับนางมาก ยามสงเหยี่ยเผชิญหน้ากับหยางอิ๋งจึงยังคงปฏิบัติตัวดีกับนาง “ท่านน้าอิ๋ง ข้าล่ากิ้งก่าแห่งเลโซโทมาได้หนึ่งตัว เลยว่าจะแบ่งให้ท่านสักหน่อย”
หยางอิ๋งสังเกตเห็นว่าสงเหยี่ยอุ้มเหยื่ออยู่ในอ้อมแขน ดวงตาของนางจับจ้องไปที่เลโซโทซอรัสพร้อมกับเอื้อมมือจะไปรับ
ทว่าสงเหยี่ยยังไม่ได้มอบให้นาง
สงเหยี่ยฉีกเลโซโทซอรัสออกเป็นสองส่วน จากนั้นจึงมอบส่วนเครื่องในให้กับหยางอิ๋ง “ท่านน้าอิ๋ง ข้ามอบให้ท่าน”
เลโซโทซอรัสตายไปสักพักใหญ่แล้ว เมื่อสงเหยี่ยฉีกมันออกเป็นสองส่วนจึงไม่มีเลือดไหลออกมาแต่อย่างใด ถึงกระนั้นภาพเหตุการณ์ตรงหน้าก็ทำให้สัมผัสได้ถึงกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งอยู่ดี หยางอิ๋งตกตะลึง สีหน้าเผยท่าทีรังเกียจ นางจึงชะงักมือที่เอื้อมไปรับ
เมื่อเห็นว่าหยางอิ๋งไม่รับ เขาก็วางเลโซโทซอรัสไว้บนแท่นหินข้างประตู ก่อนจะพยักหน้าให้หยางอิ๋งแล้วเดินจากไป
ในเผ่าของพวกเขา หลังจากเด็ก ๆ ถึงวัยผู้ใหญ่แล้ว พวกเขาสามารถแยกตัวไปจากมารดาของตนได้ แต่ก็มีอีกจำนวนมากที่แยกจากมารดาของตนตั้งแต่ยังไม่ถึงวัยผู้ใหญ่ หลังจากนั้นจะไม่กลับมาอาศัยอยู่กับมารดาอีกเลย ที่พบมากที่สุดคือยามที่เผ่าไม่มีอาหารเพียงพอสำหรับคนชราและเด็ก ๆ พวกเขาจะแวะมามอบอาหารให้มารดาที่เลี้ยงดูมา หากบิดาก็เป็นฝ่ายเลี้ยงดูด้วย พวกเขาก็จะมอบให้อีกหนึ่งส่วน
ในเผ่าของพวกเขา ความสัมพันธ์ระหว่างบิดามารดาและบุตรไม่ได้ใกล้ชิดกันมากนัก ทุกคนคุ้นชินกับสิ่งนี้ดี
ที่สงเหยี่ยดีกับหยางอิ๋งเพราะนางคือมารดาของซือลี่ก็เท่านั้น ทว่าจะให้เขาเคารพเทิดทูนหยางอิ๋ง นั่นย่อมไม่มีทางเป็นไปได้
หลังจากออกจากบ้านของซือลี่แล้ว สงเหยี่ยก็เหลือบเห็นทางเข้าถํ้าข้าง ๆ มีชายหนุ่มผิวขาวสวมชุดหนังสัตว์ผู้หนึ่งกำลังนั่งเคี้ยวบางอย่างที่น่าจะเป็นกิ่งไม้พลางมองมาที่เขา หรือว่า…มองเนื้อในมือเขากันแน่?
สงเหยี่ยหยุดก้าวเท้า ขมวดคิ้วมองชายหนุ่มผู้นั้น
ชายหนุ่มที่อยู่เบื้องหน้าเขาชื่อว่า ‘โจว’ อายุมากกว่าเขาสองปี ในเผ่าถือว่าอายุเท่ากัน ทว่าพวกเขากลับไม่เคยเล่นด้วยกันมาก่อน เพราะโจวเป็นคนไม่เอาไหน อีกทั้งเขาแทบจะไม่ออกจากถํ้าเลยตั้งแต่ยังเด็ก
หากเด็กเช่นนี้เกิดในบ้านคนอื่น เขาต้องถูกทิ้งเป็นแน่ แต่มารดาของโจวก็ตั้งใจเลี้ยงดูเขามาอย่างดี
มารดาของโจวแข็งแกร่งมาก คนจำนวนเกือบหนึ่งในสามของเผ่าจะปลุกพลังสถิตขึ้นมาเป็นหมีชนิดต่าง ๆ และจำนวนหนึ่งในสามของผู้ที่ปลุกพลังสถิตเป็นหมีจะมีพลังสู้รบแข็งแกร่งมาก ซึ่งมารดาของโจวเป็นหนึ่งในนั้น
หมีแม่ลูกอ่อนไม่ควรจะตอแยด้วยอย่างยิ่ง ยิ่งเป็นมารดาของโจวยิ่งไม่ควรล่วงเกินไปกันใหญ่ นางเลี้ยงดูโจวอย่างดีเสมอมา ถึงแม้โจวจะเรียนรู้การออกล่าไม่ได้ความ หรือกระทั่งการสื่อสารกับคนอื่น ๆ ไม่เป็น แต่นางก็ไม่เคยปล่อยให้โจวอดอยากเลย
จนกระทั่งนางตายจากไป
สองเดือนก่อน มารดาของโจวไม่กลับมาอีกเลยหลังจากออกไปล่าสัตว์ลำพัง
ทุกคนต่างรู้กันว่ามารดาของเขาต้องตายอยู่ข้างนอกเป็นแน่
ช่วงไม่กี่วันแรก ผู้คนในเผ่าที่มีความสัมพันธ์ที่ดีกับมารดาของโจวจะแวะมาเยี่ยมเขา ทว่าเมื่อเวลาค่อย ๆ ผ่านไป จึงไม่มีใครให้ความสนใจอีก ทุก ๆ ปีในเผ่านี้ล้วนมีคนตายจาก ไม่มีผู้ใดจมดิ่งอยู่กับความเจ็บปวดไปตลอดได้
หลังจากนั้น…โจวเกือบจะอดตาย
อาจเป็นเพราะเขาโง่เขลาเกินไป เลยไม่ได้ไปเอาส่วนแบ่งอาหารในตอนที่เผ่ากำลังแจกจ่ายกลับมาแม้แต่นิด คนอื่น ๆ คิดว่าเขายังคงมีอาหารของมารดาที่เก็บเอาไว้ในบ้านหลงเหลืออยู่ จึงพากันไม่สนใจเรื่องนี้อีก
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ สงเหยี่ยถอนหายใจออกมา
เมื่อหนึ่งเดือนครึ่งที่ผ่านมา ตอนที่เขาออกมาตามหาซือลี่ที่นี่ เขาเห็นโจวคลานออกมาจากถํ้าพอดี จึงสังเกตเห็นว่าโจวเกือบจะอดตายอยู่แล้ว
ในเวลานั้นเขาได้แบ่งอาหารให้โจวบ้างเล็กน้อย นั่นทำให้โจวมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ หลังจากนั้นอาจเป็นเพราะเขาได้ผ่านช่วงเวลาแห่งความเป็นความตายมาหนึ่งครั้ง โจวจึงเปลี่ยนแปลงไปมาก เขายอมออกมาใช้ชีวิตนอกถํ้าบ้างแล้ว
ทว่าโจวโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว แต่กลับไม่ได้ปลุกพลังสถิตเป็นสัตว์ใด ๆ อีกทั้งยังไม่เคยได้รับการฝึกฝนเลย…หากปล่อยให้เขาเข้าร่วมในการล่าสัตว์ก็นับว่าเป็นการทำร้ายเขาทางอ้อม ดังนั้นเขาทำได้เพียงติดตามกลุ่มเก็บเกี่ยวเพื่อเก็บเกี่ยวพืชผลในบริเวณใกล้เคียงเท่านั้น
ทุกคนในกลุ่มเก็บเกี่ยวล้วนเป็นคนชรา เด็ก หรือคนพิการในเผ่า โจวเป็นชายหนุ่มคนเดียวที่มีแขนขาครบสมบูรณ์ แต่ถึงกระนั้นก็มีข่าวลือว่ายามที่โจวออกไปหาอาหาร เขามักจะฟุ้งซ่านเหม่อลอยจนเก็บเกี่ยวได้น้อยกว่าเด็กบางคนด้วยซํ้า
เกรงว่าสมองของเขาไม่สมบูรณ์มากกว่ากระมัง
“โจว!” สงเหยี่ยตะโกนเรียก
“หืม?” โจวมองสงเหยี่ย ผิวของเขาขาวสะอาด หนังสัตว์ที่สวมใส่ก็ดูสะอาดสะอ้านมาก
สงเหยี่ยฉีกส่วนปลายของเลโซโทซอรัสครึ่งหนึ่งที่เหลือแล้วมอบให้โจว จากนั้นจึงตบไหล่โจวพลางเอ่ยว่า “กินให้อิ่มหน่อย แล้วก็ออกกำลังกาย ฝึกฝนร่างกายให้ดี เข้ากลุ่มล่าสัตว์ให้ได้!” ในเผ่าจะแบ่งอาหารให้เขาเท่ากับคนชราและเด็ก สภาพการณ์เช่นนี้ ชายหนุ่มอย่างเขาจะไปกินอาหารจำนวนน้อยนิดพวกนี้อิ่มได้อย่างไร เกรงว่าโจวจะต้องหิวโซทุกวันเป็นแน่
เมื่อตอนยังเป็นเด็ก สงเหยี่ยเคยอดอยาก ยามที่เขาจ้องมองเหยื่อที่มารดาของโจวนำกลับมาจนตาลุกวาว มารดาของโจวก็เคยแบ่งอาหารให้เขา ดังนั้นเขาจึงไม่รังเกียจที่จะแบ่งอาหารให้โจวบ้าง
สงเหยี่ยพูดจบก็เดินจากไป
โจวเหลือบมองที่แผ่นหลังของเขา ก่อนจะมองไปที่ชิ้นเนื้อในมือพลางขมวดคิ้วเล็กน้อย
ทันใดนั้น เด็กชายอายุราวสิบสองสิบสามปีก็วิ่งออกมาจากด้านข้างแล้วกำลังจะเอื้อมมาแย่งเนื้อชิ้นนั้นไป
เมื่อเห็นว่าชิ้นเนื้อกำลังจะถูกเด็กแย่งไป โจวก็ยกมือชูเนื้อขึ้นต่อหน้า และวิ่งเข้าไปในถํ้าของเขาอย่างรวดเร็วพร้อมทั้งปิดประตูใส่
“ถุย!” เด็กถ่มนํ้าลายที่ประตูของโจวและวิ่งเข้าไปในถํ้าของหยางอิ๋งที่อยู่ถัดไป
เวลานี้สงเหยี่ยเดินมาถึงถํ้าที่จุดไฟอยู่ตลอดทั้งปีตรงฝั่งทิศเหนือของที่ราบระหว่างช่องเขา
ถํ้าที่เขาอาศัยอยู่นั้นเรียบง่ายมากและไม่มีกองไฟ ดังนั้นเมื่อจับเหยื่อได้ก็จะมาย่างเนื้อที่ถํ้าซึ่งจุดไฟอยู่ตลอดแห่งนี้
เขาแบ่งเนื้อให้หยางอิ๋งมากกว่าครึ่ง ทั้งยังมีอีกส่วนสำหรับโจว เลโซโทซอรัสนํ้าหนักยี่สิบกว่าจินตอนนี้เหลือเพียงหกเจ็ดจินเท่านั้น สงเหยี่ยย่างเนื้อบนเปลวไฟก่อนจะกินจนไม่เหลือแม้แต่กระดูก
ขณะที่สงเหยี่ยกำลังกินเนื้ออยู่ ซือลี่ได้มาถึงเนินเขาใกล้ ๆ เผ่า เขากลายร่างเป็นมนุษย์อีกครั้ง
เขารีบหาใบไม้มาพันรอบเอว ก้มมองดูสภาพของตนแล้วรู้สึกอับอายเล็กน้อย
ตอนนี้เขาไม่มีแม้กระทั่งเสื้อผ้า มีเพียงกระโปรงหนังสัตว์ตัวเดียวไว้พันรอบเอวได้เท่านั้น!
แต่ในขณะเดียวกัน ซือลี่เองก็งุนงงยิ่งนัก
เขาวิ่งไปรอบ ๆ แล้วมองดูยอดเขาที่พร่าเลือนในความทรงจำอันเลือนรางของเขาซํ้า ๆ อยู่หลายครั้ง จากนั้นจึงกัดแขนของตัวเองอีกครั้ง ในที่สุดเขาก็แน่ใจอยู่อย่างหนึ่ง…เขาย้อนเวลากลับมายังช่วงเวลาหนึ่งร้อยปีก่อน
เส้นทางของเขานั้นยากเย็นแสนเข็ญ ท้ายที่สุดก็กลายเป็นราชาอสูร ได้ใช้ชีวิตจากวัยกลางคนไปสู่วัยชรา ขณะที่เขาคิดว่าตนเองกำลังจะตายและจะได้หวนคืนสู่อ้อมกอดของมารดาแห่งพิภพนั้น เขากลับพบว่าตนได้ย้อนกลับไปในช่วงวัยหนุ่ม ได้มีร่างกายอันอ่อนเยาว์อีกครั้ง…
หลังจากสติกลับมาแจ่มชัด ซือลี่รู้สึกเป็นสุขล้นพ้น ในที่สุดก็เงยหน้าขึ้นฟ้า คำรามก้องจนทำให้ฝูงนกจำนวนหนึ่งบนต้นไม้แถบนั้นตื่นตกใจ นกตัวหนึ่งบินขึ้นอย่างรวดเร็ว ซํ้ายังปล่อยอุจจาระราดลงบนหัวของเขา
สิงโตผู้โกรธเกรี้ยวกำลังจะเอื้อมมือไป หมายจะบีบนกให้ตายคามือ ทว่านกตัวนั้นกลับบินหนีไปแล้ว…
จากความแข็งแกร่งที่เขามีก่อนตาย การตะปบและบดขยี้นกเช่นนั้นเป็นเรื่องง่ายดายเพียงดีดนิ้ว เพียงแต่เขาในตอนนี้ เดิมทีก็ยังไม่ได้มีความสามารถถึงเพียงนั้น
เขาในตอนนี้ไม่ใช่ราชาอสูรที่แข็งแกร่งอีกแล้ว แต่เป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาที่ปลุกพลังสถิตกลายร่างเป็นสัตว์เท่านั้น
จากนั้นความคิดของซือลี่ก็กระจ่างชัดขึ้น เขามองลงไปที่ด้านล่างเนินเขา
เทพอสูรอำนวยพรและให้โอกาสแก่เขาอีกครั้ง เขาควรทำเช่นไรดี
หลังจากวิ่งไปดูรอบ ๆ อีกครั้ง ซือลี่ก็รับรู้ได้ว่าตอนนี้ตนอยู่ในช่วงเวลาใด เขาเพิ่งจะก้าวเข้าสู่วัยหนุ่มได้ไม่นานนัก และยังไม่ได้ครองคู่กับสงเหยี่ย
ในชาติก่อนหลังจากที่เขากับสงเหยี่ยครองคู่กัน มีไดโนเสาร์พละกำลังแข็งแกร่งหลายตัวเข้ามาใกล้เผ่า หัวหน้าเผ่าคนปัจจุบันหรือก็คืออาของสงเหยี่ยตายจากการต่อสู้กับไดโนเสาร์เหล่านั้น หลังจากนั้นสงเหยี่ยจึงกลายเป็นหัวหน้าเผ่าคนต่อไป
ต่อมาเผ่าของพวกเขาถูกเผ่าอื่นโจมตีจนทั้งหมดต้องถูกขับไล่ออกจากที่ราบระหว่างช่องเขา เขากับสงเหยี่ยได้นำผู้รอดชีวิตที่เหลือมาเริ่มต้นชีวิตเผ่าเร่ร่อน
ช่วงเวลาแห่งการพเนจรนั้นลำบากยิ่งนัก จนกระทั่งเขากับสงเหยี่ยค้นพบเคล็ดวิชาที่ซ่อนอยู่ในถํ้าโดยบังเอิญ ทำให้พวกเขามีความหวังขึ้นมาอีกครั้ง
เขากับสงเหยี่ยฝึกฝนและต่อสู้ไปตลอดทางที่พเนจร นับวันยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ สุดท้ายแล้วพวกเขาทั้งคู่ก็ได้เป็นราชาอสูรในที่สุด
ขณะนั้นพวกเขาเพิ่งจะอายุห้าสิบกว่าปีเท่านั้น
ต่อมาหลังจากได้ทำพิธีราชาภิเษกโดยหมอผีอาวุโสแห่งวิหารเทพอสูร พวกเขาก็มีผืนป่ากว้างใหญ่ที่เผ่าของพวกเขาสามารถใช้ชีวิตได้อย่างเป็นสุข ส่วนเผ่าอื่น ๆ ที่อาศัยอยู่ในป่าแห่งนี้จะต้องถวายบรรณาการแด่พวกเขาด้วย
ชีวิตเช่นนั้นคือสิ่งที่เขาในตอนวัยเยาว์ไม่แม้แต่จะกล้าคิดฝัน
ก่อนจะตาย เขาเป็นราชาอสูรมาห้าสิบปีแล้ว ทว่ากลับไม่มีความสุขเลย เมื่อทบทวนดูแล้ว สาเหตุล้วนเป็นเพราะสงเหยี่ย
เขาเกือบจะต้องอดตายเมื่อตอนยังเด็ก ตอนนั้นสงเหยี่ยเป็นคนที่ช่วยชีวิตเขาไว้ และยังขอให้เผ่ารับซือลี่ที่เร่ร่อนพเนจรไปทั่ว รวมไปถึงมารดาและน้องชายเข้ามาอยู่ในเผ่าด้วย
หลังจากนั้นสงเหยี่ยยังคงช่วยเหลือเขาอยู่เสมอ ดังนั้นเขากับสงเหยี่ยจึงกลายเป็นคู่ครองกันโดยมีเทพอสูรเป็นพยาน
พวกเขาถูกผูกไว้ด้วยกันตลอดไป
ดังนั้นแม้ว่าเขาจะกลายเป็นราชาอสูรก็ไม่สามารถเป็นเหมือนราชาอสูรอื่น ๆ ที่มีแต่หญิงงามมากมายรายล้อม อีกทั้งเขาไม่อาจมีบุตรที่เกิดจากตนได้
จนกระทั่งต่อมาสงเหยี่ยได้ตายจากไป ในที่สุดเขาถึงได้ใช้ชีวิตอย่างที่อยากจะเป็น แต่ตอนนั้นเขาก็แก่ชราจนทำอะไรไม่ได้แล้ว…
ชาตินี้…
ซือลี่สูดหายใจลึก
เขาไม่ต้องการผูกติดกับสงเหยี่ยอีกต่อไป
ผู้คนในเผ่านี้ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับโลกภายนอก ทว่าเขารู้ว่าท้องฟ้าข้างนอกกว้างใหญ่เพียงใด ยิ่งไปกว่านั้น เขารู้ว่าจะทำอย่างไรให้ตนแข็งแกร่งขึ้น
เขาจะเป็นผู้แข็งแกร่งที่สุด!
นอกจากนี้ เขายังอยากจะลองทุกอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน และยิ่งอยากมีบุตรหลาย ๆ คน
ซือลี่ครุ่นคิดหลายต่อหลายเรื่อง พลันท้องของเขาก็ส่งเสียงโครกคราก
นานมากแล้วที่ไม่ได้รู้สึกหิวเช่นนี้…ซือลี่กลายร่างเป็นสัตว์อสูรและวิ่งกลับไปที่ถํ้าของตัวเองทันใด
แม้ว่าทั้งหมดที่อยู่ตรงหน้าเขาจะรู้สึกแปลกตาไม่คุ้นชิน ทว่าเขาจำกลิ่นของตัวเองได้ จึงหาถํ้าของตัวเองเจอ
ไม่นานซือลี่ก็มาถึงหน้าถํ้าของตน เขาส่งเสียงคำรามทุ้มตํ่าอย่างสิงโต หลังจากที่หยางอิ๋งเปิดประตู เขาก็แทรกตัวเข้าไปข้างในทันที
หยางอิ๋งไม่พอใจเล็กน้อย “เจ้าแปลงร่างเป็นสิงโตทำไมกัน เสี่ยวซู่จะกลัวเอาได้”
ซือลี่หันหลังให้หยางอิ๋งแล้วกลายเป็นร่างมนุษย์ ก่อนจะสวมเสื้อผ้าอย่างรวดเร็ว
หยางอิ๋งพูดเสริมว่า “สงเหยี่ยเพิ่งจะมาที่นี่ แต่เขาขี้งกเหลือเกิน กิ้งก่าแห่งเลโซโทตัวเล็ก ๆ เช่นนั้นยังให้ข้ามาแค่ครึ่งเดียว เขาแค่ตัวคนเดียว พวกเรามีกันตั้งสามคนเชียวนะ”
ซือลี่ขมวดคิ้ว อันที่จริงเขาจำมารดาของตนไม่ค่อยจะแจ่มชัดเท่าไรแล้ว
ในชาติก่อนนางตายไปตอนที่เผ่าของพวกเขาถูกเผ่าอื่นโจมตี หลังจากนั้นเขาก็เอาแต่คิดถึงนางอยู่ตลอด ทว่าตอนนี้เขารู้สึกละอายใจเล็กน้อยเมื่อเห็นอีกฝ่ายยังคงคับข้องใจเรื่องกิ้งก่าแห่งเลโซโทตัวจ้อยนั่น
เขาไม่ได้กินอะไรแบบนี้มาหลายปีแล้ว!
“ท่านพี่ ข้าเห็นว่าสงเหยี่ยเอาเนื้อให้โจว! หรือเขาจะทำเรื่องหยามหน้าพี่!” คราวนี้หยางซู่น้องชายของซือลี่เอ่ยขึ้นบ้าง
หยางซู่ปีนี้อายุสิบสามปีแล้ว และได้ปลุกพลังสถิตร่างแล้วเช่นกัน
การจะปลุกพลังสถิตเป็นสัตว์ชนิดใดนั้นล้วนเกี่ยวข้องกับสภาพร่างกายของตน สัตว์ที่สถิตในร่างบิดามารดา รวมถึงร่างสัตว์ของผู้คนรอบข้าง นอกจากนี้ยังเกี่ยวข้องกับสิ่งที่พวกเขากินก่อนจะปลุกพลังสถิตร่างด้วย
เหล่าคนแข็งแกร่งที่ซือลี่พบพานในเวลาต่อมา ล้วนให้อาหารบุตรด้วยเนื้อไดโนเสาร์ที่เต็มไปด้วยพละกำลังแข็งแกร่งตั้งแต่พวกเขายังเด็ก เพื่อให้แน่ใจว่าพวกเขาจะปลุกพลังสถิตกลายเป็นสัตว์ที่ทรงพลัง
เขาสามารถปลุกพลังสถิตเป็นสิงโตได้เพราะก่อนหน้านี้ตอนอยู่ในเผ่าเดิม เขา น้องชาย และมารดาล้วนมีชีวิตที่ดี ครอบครัวมีอาหารให้อิ่มท้องเสมอ
อย่างไรก็ตาม น้องชายเขากลับต่างออกไป หลายปีก่อนที่น้องชายของเขาจะปลุกพลังสถิต เขามักจะอดอยากอยู่เป็นประจำ เนื่องจากเขาไม่ได้กินเนื้อไดโนเสาร์มากพอ ในที่สุดก็ได้ปลุกพลังสถิตเป็นแกะที่แสนอ่อนแอเฉกเช่นเดียวกับผู้เป็นมารดา
ในชาติก่อนหยางซู่รอดชีวิตจากภัยพิบัติของเผ่า ต่อมาก็ได้อาศัยอยู่กับเขามาโดยตลอด แม้ว่าบางครั้งจะทำให้เขาลำบากบ้าง แต่ความสัมพันธ์ระหว่างสองพี่น้องนั้นดีมาตลอด
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หยางซู่ชอบว่าร้ายสงเหยี่ยเป็นประจำ
เพราะซือลี่รู้จักนิสัยแย่ ๆ ของน้องชายดี จึงไม่ได้เชื่อคำพูดของเขา เพียงใช้เวลาไปชั่วขณะหนึ่งเพื่อนึกถึงว่า ‘โจว’ คือใคร เมื่อนึกออกแล้วจึงเอ่ย “หยางซู่ เจ้าหยุดพูดเรื่องไร้สาระได้แล้ว! สงเหยี่ยกับโจวไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกัน เรื่องนี้เจ้าไม่ต้องยุ่ง!”
จริง ๆ แล้วซือลี่พอจะจำเรื่องของคนชื่อโจวได้บ้าง
เขาเป็นแค่กากเดนในเผ่า เจ้ากากเดนผู้นี้ไม่เพียงมีมารดาคอยเลี้ยงดูจนโตเท่านั้น เขายังมีบิดาที่แข็งแกร่งมากเป็นพิเศษด้วย
เขาจำได้ว่าในอีกไม่กี่เดือนนับจากนี้ บิดาของโจวจะมาหา จากนั้นโจวก็ออกจากเผ่าไปพร้อมกับบิดา
ในเวลานั้นเขาอดอิจฉาโจวไม่ได้ เพราะบิดาของโจวเคยเป็นราชาอสูรที่มีอาณาบริเวณเป็นของตนเอง
แน่นอนว่าตอนนี้เขาไม่รู้สึกอิจฉาอีกต่อไปแล้ว
ไม่กี่ปีหลังจากที่โจวออกไปพร้อมกับบิดาของเขา ราชาอสูรจอมแข็งแกร่งผู้นั้นก็สิ้นชีพและไม่มีข่าวคราวเกี่ยวกับโจวอีกเลย หลังจากนั้น…โจวก็ตายไป คาดว่าอาจเป็นเพราะไม่มีบิดาคอยคุ้มครอง
ซือลี่ไม่ได้คิดเรื่องของโจวหรือบิดาของโจวมากนัก เขารู้ว่าตอนนี้ตนยังอ่อนแออยู่มาก จะตั้งตนเป็นศัตรูกับโจวไม่ได้
“ท่านก็เอาแต่เข้าข้างสงเหยี่ยอยู่นั่น!” หยางซู่พูดด้วยความไม่พอใจ
หยางอิ๋งก็พูดเสริม “เจ้าออกไปสร้างอนาคตแล้ว พอเห็นพวกเราไร้ความสามารถ ก็เลยไม่อยากดูแลพวกเราแล้วหรือ”
ซือลี่เริ่มหงุดหงิด “พวกเจ้าวางใจเถอะ ข้าไม่มีทางไม่ดูแลพวกเจ้า”
หลังจากที่ได้ยินซือลี่พูดเช่นนี้ หยางอิ๋งก็โล่งใจ “ซือลี่ พวกเราได้แต่พึ่งพาเจ้าเท่านั้น…เจ้าทิ้งเราไม่ได้นะ”
ซือลี่พยักหน้า นี่คือมารดากับน้องชายของเขา เขาจะไม่มีวันทิ้งขว้าง
ในชาตินี้ เขาจะไม่ยอมให้มารดาตายเร็วเกินไป…ที่ผ่านมานางลำบากตรากตรำมากพอแล้ว เขาจะทำให้นางมีชีวิตที่ดีขึ้นแน่นอน!
ขณะที่ซือลี่กำลังคิดเรื่องนี้ เขาสังเกตเห็นซากของเลโซโทซอรัสครึ่งตัวที่หยางอิ๋งต้มจนสุกเอาไว้
ทักษะการทำอาหารของหยางอิ๋งนั้นค่อนข้างแย่ เห็นแล้วพานทำคนรู้สึกไม่อยากอาหาร ทว่าตอนนี้ท้องเขากลับหิวยิ่งนัก
ซือลี่กินเลโซโทซอรัสเพียงไม่กี่คำแล้วพูดว่า “ข้าจะไปนอนแล้ว พวกเจ้าอย่าส่งเสียงดังรบกวนข้า” เขาจะต้องเริ่มฝึกฝนให้เร็วที่สุด!
หยางอิ๋งกับหยางซู่พยักหน้าตอบรับ
โจวจี้ (rewrite)
บิดาของสงเหยี่ยเป็นอดีตหัวหน้าเผ่าและเคยเป็นชายที่แข็งแกร่งที่สุดในเผ่า น่าเสียดายที่ชายผู้นี้ถึงจะมีพลังสถิตเป็นหมีสีนํ้าตาลเหมือนกับสงเหยี่ย แต่ตอนสงเหยี่ยอายุเพียงห้าขวบ บิดาก็ตายจากไปแล้ว
หลังจากให้กำเนิดเขา มารดาของสงเหยี่ยมีบุตรต่างบิดาอีกห้าคน แต่มีชีวิตรอดเพียงสี่คน แม้ว่ามารดาของเขาจะแข็งแรงมาก นางก็ไม่อาจดูแลสงเหยี่ยได้ตลอดเวลา ดังนั้นหลังจากที่สงเหยี่ยปลุกพลังสถิตร่างสัตว์เมื่ออายุสิบขวบ เขาจึงย้ายออกจากถํ้าของมารดาไปอาศัยอยู่ในถํ้าส่วนกลางขนาดใหญ่ซึ่งมีสมาชิกเป็นเด็กที่แยกตัวจากบิดามารดา รวมไปถึงคนชรากับผู้พิการที่ไม่สามารถออกล่าได้เอง
เด็ก คนชรา และผู้พิการเหล่านี้สามารถรับอาหารที่ทางเผ่าแจกจ่ายให้ได้ ขณะเดียวกันก็ต้องทำงานเก็บเกี่ยวง่าย ๆ หรือไม่ก็งานอื่นเป็นการตอบแทนด้วย
ยกตัวอย่างเช่น ฤดูกาลนี้มีพืชผลที่ต้องเก็บเกี่ยวน้อยมาก พวกเขาจะไปเก็บฟืนจากบริเวณใกล้เคียงแทน
พวกเขาไม่ต้องทำงานหนัก ยามว่างคนชรากับผู้พิการเหล่านี้มักจะไปนอนพักเอาแรงตรงที่ราบระหว่างช่องเขาหรือไม่ก็ถํ้า พวกเด็กบางคนก็ทำเช่นเดียวกัน เว้นก็แต่สงเหยี่ยที่ต่างออกไป
แม้ว่าบิดาของเขาจะด่วนตายจากไป แต่เขาก็ยังจำตอนที่บิดาเคยพาเขาออกไปล่าสัตว์ได้ ย้อนกลับไปในตอนนั้น เขาเคยคิดว่าเมื่อโตขึ้นตนจะแข็งแกร่งเหมือนบิดา และจะกลายเป็นหัวหน้าเผ่า ทำให้คนในเผ่าไม่ต้องหิวโหยอดอยากอีกต่อไป
ในเมื่อเขาจะเป็นหัวหน้าเผ่า แน่นอนว่าจะทำตัวไม่เอาไหนเหมือนคนอื่น ๆ ที่ไม่ยอมลงมือทำอะไรเลยเพราะหิวโหยไม่ได้ บิดาของเขาสอนให้เขากินเยอะ ๆ และฝึกฝนร่างกายให้มากหน่อย!
ผู้คนในเผ่าล้วนเป็นมิตรกับเด็กมาก คนชราเหล่านั้นยิ่งไม่เคยหวงแหนที่จะถ่ายทอดประสบการณ์ให้พวกเด็ก ๆ เลย ก่อนที่สงเหยี่ยจะอายุสิบขวบ เขาชอบที่จะได้ฟังพวกเขาเล่าเรื่องเกี่ยวกับโลกภายนอก ชอบที่จะเรียนรู้วิธีการตกปลา การวางกับดัก หรือแม้กระทั่งชอบที่จะเรียนรู้ว่าแมลงชนิดใดกินได้บ้าง ต่อมาเมื่ออายุได้สิบขวบ ทุกครั้งที่มีโอกาส เขาก็มักจะหาหนทางเรียนรู้ให้ได้
นอกจากนี้เขายังไปช่วยท่านปู่หมอผีประจำเผ่าทำงานอย่างไม่เหนียมอายเพื่อแลกกับอาหารอีกด้วย
อาหารที่เผ่าแจกจ่ายช่วยให้พวกเขาไม่อดตาย ทั้งยังช่วยร่างกายให้เติบโต แต่ไม่ถึงขนาดทำให้เขากินอิ่มท้องได้ สงเหยี่ยเป็นคนไม่ละความพยายาม เขามักจะหากินเองจนอิ่มท้องอยู่เสมอ ต่อมาเขาได้รู้จักกับซือลี่และเข้ากันได้ดี ดังนั้นพวกเขาจึงออกล่าหาอาหารไปด้วยกันทุกที่
ด้วยเหตุนี้ เขาก็ได้กลายเป็นหนึ่งในนักรบที่แข็งแกร่งที่สุดในเผ่าตั้งแต่เพิ่งจะโตเต็มวัย ทว่าการมีพลังสถิตร่างสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งไม่ได้แปลว่าจะเป็นนักรบที่แข็งแกร่งได้เสมอไป!
หลังจากกินเลโซโทซอรัสไปครึ่งหนึ่งแล้ว สงเหยี่ยกลับไปที่ถํ้าของตนซึ่งมีฟืนมากมายกองอยู่ที่ทางเข้า
ถํ้าของเขาทั้งโล่งทั้งกว้าง ข้างในไม่มีอะไรอื่นนอกจากชามหินและขวานหินที่เขาทำขึ้นเอง
ก่อนฤดูหนาวปีก่อน เขาได้กักตุนอาหารและหญ้าแห้งไว้ในถํ้าเป็นจำนวนมาก ทว่าหลังจากฤดูหนาวผ่านพ้น อาหารที่มีจึงหมดเกลี้ยง หญ้าแห้งก็สกปรกเสียแล้ว
เขาเพิ่งจะทิ้งหญ้าแห้งไปเมื่อหลายวันก่อน ทำให้ตอนนี้ถํ้าก็ดูโล่งกว่าเดิม
เขาใกล้จะได้ผ่านพิธีเป็นคู่ครองกับซือลี่แล้ว ถํ้าของซือลี่ต้องมอบให้แก่มารดาและน้องชายอยู่อาศัย แน่นอนเมื่อถึงเวลานั้น ซือลี่ก็จะต้องย้ายมาอยู่กับเขาที่นี่ ถํ้านี้จึงดูค่อนข้างโทรมไปหน่อยสำหรับการเป็นเรือนหอ
สงเหยี่ยมองดูกองไม้ที่วางตากแดดอยู่ตรงทางเข้า จากนั้นจึงหอบเอาบางส่วนเข้าไปในถํ้า แล้วจึงแปลงร่างเป็นสัตว์เพื่อใช้กรงเล็บลอกเปลือกไม้ออก
เขากองเปลือกไม้ที่ลอกออกแล้วไว้ตรงมุมห้องเพื่อจะได้ใช้จุดไฟในวันข้างหน้า ส่วนลำต้นของต้นไม้ที่เหลือก็ถูกวางไว้ด้านในสุดของถํ้า
ถํ้าหินนั้นหนาวเย็นเกินไป การจะนอนบนพื้นเปล่าก็ไม่สบายเอาเสียเลย ปกติแล้วพวกเขาจะต้องหาอะไรมาปูพื้นก่อนถึงจะนอนได้
เมื่อก่อนเขาเคยนอนคนเดียว ดังนั้นแค่นอนบนหญ้าแห้งก็เพียงพอ แต่ในวันหน้าจะมีสองคนแล้ว…สงเหยี่ยรู้สึกว่าเขาควรจะใส่ใจให้มากขึ้นอีกหน่อย ดังนั้นเขาจึงเอาไม้มาวางเรียงกันตามคำแนะนำของท่านปู่วานรเพื่อสร้างรังนอน รอวันหน้าค่อยปูหญ้าแห้งและปูทับด้วยหนังไดโนเสาร์ลงไปอีก ดูแล้วคงจะนอนสบายขึ้นมากโข
นอกจากนี้เขายังต้องใช้ไม้ทำโต๊ะและเก้าอี้…เช่นนั้นแล้วคืนนี้เขาไปเอาไม้กลับมาเพิ่มได้อีกหน่อย
หลังจากที่สงเหยี่ยวางไม้ได้เจ็ดแปดท่อน เขาได้ยินเสียงดังขึ้นมาจากข้างนอกว่า “แจกเนื้อแล้ว!”
ได้ยินเสียงนี้แล้ว เขาจึงหยิบชามหินตรงมุมห้องแล้วรีบพุ่งตัวออกไป คนอื่น ๆ ในเผ่าก็เช่นกัน ต่างเคลื่อนไหวกันเร็วรี่
นี่เป็นความคุ้นชินที่พวกเขาถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็ก ไม่ว่าจะยุ่งแค่ไหนก็จะละเลยเรื่องปากท้องไม่ได้!
ในแต่ละวัน ช่วงเวลาที่พวกเขาได้กินข้าว นั่นเป็นช่วงเวลาที่พวกเขามีความสุขที่สุด
วันนี้กลุ่มล่าสัตว์ได้เหยื่อมามากมายพอให้ทุกคนได้เนื้อชิ้นโตกลับไป ส่วนงานของการแบ่งเนื้อก็จะเป็นความรับผิดชอบของหัวหน้าเผ่า ซึ่งก็คือสงเหอผู้เป็นอาของสงเหยี่ยนั่นเอง
เขาแล่เอาตับหนึ่งส่วนและชิ้นส่วนของเนื้อที่นุ่มที่สุดหนึ่งชิ้น ส่งให้คนเอาไปมอบให้แก่หมอผีประจำเผ่า จากนั้นเขาก็จะแบ่งเนื้อที่เหลือตามลำดับ
คนชราและเด็ก ๆ หลีกทางให้กลุ่มล่าสัตว์ขึ้นไปเอาเนื้อก่อน
กลุ่มล่าสัตว์ทั้งชายหญิงจะได้รับเนื้อมากกว่าคนอื่น ๆ ส่วนคนที่ลงแรงเยอะก็จะได้รับเพิ่มขึ้นอีก เมื่อถึงคราวของสงเหยี่ย สงเหอไม่เพียงแต่ให้เนื้อชิ้นใหญ่เท่านั้น เขายังแบ่งหัวใจสตรูธิโอมิมัสให้ส่วนหนึ่งด้วย
สงเหยี่ยรับไว้ ก่อนจะเดินไปที่กองไฟข้าง ๆ นั่งลงย่างเนื้อให้ตัวเอง
ผู้คนทยอยเดินเข้ามาข้าง ๆ พวกเขานั่งล้อมรอบกองไฟเพื่อย่างเนื้อเช่นกัน ทว่า…ซือลี่กลับไม่ได้มาด้วย
สงเหยี่ยยืนขึ้น พยายามมองหาซือลี่ในฝูงชน
แม้ว่าซือลี่จะชอบนอนมาก แต่เขาไม่เคยพลาดเรื่องแจกเนื้อเช่นนี้มาก่อน บางครั้งเขายังชิงกินเนื้อก่อนที่มันจะสุกเสียอีก…แล้วเหตุใดวันนี้เขาถึงไม่มาได้เล่า
ทว่าเขาไม่เห็นซือลี่เลย เห็นเพียงแค่หยางอิ๋งกับหยางซู่เท่านั้น
สงเหยี่ยเดินไปหา เห็นหยางอิ๋งกับหยางซู่กำลังย่างเนื้ออยู่ แถมเนื้อที่ย่างชิ้นนั้นก็ยังใหญ่มาก พวกเขาสองคนไม่น่าจะกินมากถึงเพียงนั้น จะต้องมีส่วนแบ่งของซือลี่แน่นอน…สงเหยี่ยจึงเอ่ยถาม “ซือลี่เล่า”
หยางอิ๋งเหลือบมองสงเหยี่ย เมื่อมีคนนอกอยู่ด้วย ท่าทีของนางที่มีต่อสงเหยี่ยจึงสุภาพขึ้นมาก “เขาหลับอยู่ เลยให้พวกเราช่วยออกมาเอาอาหารไปให้น่ะ”
เดิมทีสงเหยี่ยอยากชวนซือลี่ออกไปตัดต้นไม้ด้วยกันในตอนกลางคืน แต่ในเมื่อซือลี่อยากจะนอนจนไม่แม้แต่จะออกมากินอาหารเช่นนี้…เขาควรจะไปคนเดียวดีกว่ากระมัง
ถึงตอนนั้นเขาคงจะทำให้ซือลี่ประหลาดใจได้แน่
สงเหยี่ยกลับมาที่ถํ้าของตน หลังจากกินเนื้อย่างไปส่วนหนึ่ง เขาก็วางแผนที่จะนำเนื้อส่วนที่เหลือกลับไปที่ถํ้า
เขาชอบกักตุนอาหาร จริง ๆ แล้วเขาไม่ชินเอาเสียเลยกับอาหารที่หมดในฤดูหนาวที่ผ่านมา…เขาต้องหาทางนำเหยื่อตัวใหญ่กลับมาในวันพรุ่งนี้ให้ได้!
มีหลายคนกักตุนอาหารเอาไว้เช่นเดียวกับเขา บางคนถึงกับกินเนื้อเพียงหนึ่งในห้าส่วนหรือน้อยกว่านั้นเพื่อกักตุนที่เหลือเอาไว้ วันพรุ่งนี้กลุ่มล่าสัตว์จะไม่ได้ออกล่า ดังนั้นจึงไม่มีการแจกจ่ายเนื้อสัตว์
ยิ่งไปกว่านั้น วันนี้ยังมีนํ้าแกงกระดูกหอม ๆ ให้ดื่มอีกด้วย
ในนํ้าแกงที่ต้มจากกระดูกของสตรูธิโอมิมัสจะใส่ผักป่าลงไปด้วยเล็กน้อย ถึงแม้ว่ารสชาติจะไม่ดีนัก แต่ดื่มแล้วทำให้รู้สึกอิ่มท้องได้!
ทว่าสงเหยี่ยไม่ได้ดื่มนํ้าแกงนั่นเพราะเขาไม่ชอบกินผัก
เมื่อถึงยามคํ่าคืน ไฟในลานกว้างได้ดับลงแล้ว สงเหยี่ยนำเนื้อที่เหลือกลับไปเก็บไว้ที่ถํ้า จากนั้นก็เดินออกจากถํ้าพร้อมกับขวานหินในมือ มุ่งหน้าไปยังทางออกของช่องเขา
ทางออกนั่นมีประตูทำจากไม้มัดด้วยเถาวัลย์ปิดอยู่ มีแมวตัวหนึ่งนั่งอยู่ด้านข้าง
นี่คือสมาชิกของเผ่าคนหนึ่ง นางชื่อว่า ‘มาวจิ่น’ เป็นญาติผู้น้องของสงเหยี่ย อายุเพียงสิบสี่ปี พลังสถิตร่างของนางอ่อนแอมาก ทว่าหลังจากกลายร่างเป็นสัตว์ นางกลับรู้สึกตื่นตัวเป็นพิเศษ ทำให้นับแต่ปีที่แล้วเป็นต้นมา นางจึงคอยทำหน้าที่เฝ้ายามอยู่ตรงประตูใหญ่
สงเหยี่ยคิดว่าทำเช่นนี้เป็นการดีสำหรับนาง ทุกคนควรใช้ความสามารถของตนให้เป็นประโยชน์
เมื่อเห็นสงเหยี่ย มาวจิ่นก็ร้อง ‘เหมียว’ ก่อนจะเลียอุ้งเท้าแล้วล้มตัวลงนอน
สงเหยี่ยฉีกยิ้มออกมา ก่อนจะเปิดประตูแล้วเดินออกไป
โดยปกติแล้ว พวกเขาจะไม่ทำลายป่าที่อยู่ใกล้กับเผ่า สงเหยี่ยจึงเดินทะลุป่าตรงนั้นไปอย่างรวดเร็ว ไม่นานก็มาถึงป่าที่อยู่ไกลจากเผ่ามาหน่อย จากนั้นก็เริ่มลงมือโค่นต้นไม้
เขาโค่นต้นไม้ใหญ่ให้ล้ม จากนั้นลิดกิ่งออก ไม่นานก็ได้ซุงท่อนหนาออกมา แล้วก็เริ่มโค่นอีกต้นหนึ่ง
เขาโค่นต้นไม้สี่ต้นในคราวเดียว ก่อนฉุกคิดได้ว่าคงหอบหิ้วกลับไปไม่ไหว ดังนั้นสงเหยี่ยจึงหยุดมือ
“ให้ช่วยหรือไม่” จู่ ๆ ก็มีเสียงทุ้มหนักดังขึ้น สงเหยี่ยเงยหน้าขึ้นก็มองเห็นคนผู้หนึ่งยืนอยู่ใต้ต้นไม้ไกล ๆ ที่แท้ก็โจวนั่นเอง
รูปลักษณ์ของโจวดูแปลกไปเล็กน้อย เขาไม่เพียงแต่เอาหนังไดโนเสาร์มาพันรอบเอวเท่านั้น แต่เขายังพันหนังไดโนเสาร์ไว้รอบตัวช่วงบนเพื่อปิดอกด้านหน้าและหลังรวมเป็นสองชิ้น ในเผ่าของพวกเขา โดยทั่วไปแล้วคนที่จะทำเช่นนี้ก็มีแต่เด็กผู้หญิงที่กลัวการเปิดเผยเนื้อหนังส่วนบน หรือไม่ก็คนที่รู้สึกหนาวเท่านั้น
เอาเถิด ตอนนี้อากาศค่อนข้างหนาว ยิ่งดึกก็ยิ่งหนาวมากขึ้นไปอีก โจวพันรอบตัวเช่นนี้คาดว่าคงเป็นเพราะรู้สึกหนาวกระมัง
“เจ้ามาทำอะไรที่นี่” สงเหยี่ยแปลกใจเล็กน้อย
โจวตอบ “มาเก็บผลไม้”
ตอนนั้นเอง สงเหยี่ยจึงสังเกตเห็นว่าโจวกำลังถือผลไม้อยู่หลายลูก
ผลไม้นั่นเป็นผลของพืชขนาดเล็ก มีรสเปรี้ยวมาก ทั้งยังพบได้บ่อย สามารถเติบโตได้ตั้งแต่ฤดูใบไม้ผลิถึงฤดูใบไม้ร่วง
เมื่อตอนเขายังเป็นเด็ก เวลาที่หิวโหยเขาจะมองหาผลไม้ชนิดนี้กิน ต่อให้มันจะเปรี้ยวจนเข็ดฟันก็ตาม
อย่างไรก็ตาม หลังจากที่เขาอายุได้สิบสองปี ก็ไม่ได้กินผลไม้พวกนี้อีก จะมีไปเก็บบ้างเป็นครั้งคราวก็เพื่อให้ซือลี่เท่านั้น ในเวลานั้นครอบครัวของซือลี่ยังไม่ได้เข้าร่วมเผ่า มารดากับน้องชายของเขามักจะไม่มีอะไรให้กิน
ผลไม้ชนิดนี้หาได้เฉพาะในเวลาที่อากาศอุ่นขึ้นเท่านั้น ตอนนี้ดอกไม้ส่วนใหญ่ยังอยู่ในช่วงบานสะพรั่ง เขาไม่รู้ว่าโจวไปหาผลไม้มาได้จากที่ไหน
สงเหยี่ยพูดว่า “ไม่ต้องให้เจ้าช่วยหรอก” ร่างผอมบางของโจวจะขนไม้ไหวหรือ
สงเหยี่ยดึงเถาวัลย์ออกมามัดไม้ซุงสี่ท่อนเข้าด้วยกัน เขาถอดหนังสัตว์ที่พันร่างอยู่ออกก่อนจะกลายร่างเป็นหมีสีนํ้าตาล
ร่างสัตว์อสูรของเขาใหญ่มาก อีกทั้งต้องใช้พลังงานมากในการกลายร่าง ปกติเขาไม่ทำเช่นนี้ แต่วันนี้เขาอิ่มมากแล้ว ที่บ้านก็ยังมีอาหารกักตุนไว้ ดังนั้นเขาจึงไม่กังวลแต่อย่างใด
“โฮก!” สงเหยี่ยคำรามใส่โจวเพื่อเรียกให้อีกฝ่ายออกไปพร้อมกัน ร่างสัตว์อสูรพูดไม่ได้ จึงทำได้เพียงเท่านี้
แต่ไม่รู้ว่าโจวกำลังมองอะไรอยู่ เอาแต่หันหน้าไปทางอื่น เพิ่งจะหันมาตอนได้ยินเสียงของเขานั่นเอง
สงเหยี่ยโบกมือให้อีกฝ่ายตามไป แล้วจงใจเดินไปข้างหน้าช้า ๆ
เขากลัวว่าโจวจะตามมาไม่ทัน
ดวงจันทร์สองดวงบนท้องฟ้า ดวงหนึ่งอยู่ทางทิศตะวันตก อีกดวงหนึ่งอยู่ทางทิศตะวันออก แม้พวกมันส่องแสงลงมาน้อยนิด แต่ก็เพียงพอให้สงเหยี่ยมองเห็นทางข้างหน้า ในบางครั้งก็จะมองเห็นว่าตรงที่ไกล ๆ มีบางอย่างกำลังวิ่งผ่านไปอย่างรวดเร็ว
นั่นน่าจะเป็นไดโนเสาร์ออร์นิโธพอดส์ตัวเล็ก ๆ น่าเสียดายที่เขาเคลื่อนไหวเสียงดังเกินไป ทำให้บ่อยครั้งที่ไดโนเสาร์ตัวน้อยเหล่านั้นวิ่งหนีไปก่อนที่เขาจะได้เข้าใกล้…
สงเหยี่ยรู้สึกเสียดายเล็กน้อย แต่ไม่นานก็จางหายไป
ตอนกลางคืน เดิมก็ไม่เหมาะกับการล่าสัตว์อยู่แล้ว
ขณะที่สงเหยี่ยเดินอยู่ จู่ ๆ ก็เผลอเดินเร็วขึ้นโดยไม่รู้ตัว ทว่าโจวยังคงตามหลังเขามาติด ๆ ไม่ได้ทิ้งห่างไปไหน
สงเหยี่ยหันมาเหลือบมองโจว
แม้ว่าคนผู้นี้จะยังไม่ปลุกพลังสถิตเป็นร่างสัตว์ แต่ร่างกายของเขากลับแข็งแรง นอกจากนี้ตอนที่มารดาของโจวยังมีชีวิตอยู่ นางไม่เคยละเลยเรื่องอาหารการกิน
ได้กินดื่มอิ่มท้องทุกวัน ร่างกายของโจวย่อมไม่ได้อ่อนแออย่างแน่นอน
แม้ว่าคนธรรมดาอย่างโจวจะทำอะไรมากไม่ได้ แต่ก็ใช่ว่าโอกาสในการเข้ากลุ่มล่าสัตว์จะเป็นไปไม่ได้เลย สงเหยี่ยรู้สึกว่าหลังจากกลับถึงบ้านแล้ว เขาควรแนะนำให้โจวตั้งใจฝึกฝนร่างกายให้ดี
สงเหยี่ยคือผู้ที่จะมาเป็นหัวหน้าเผ่า ดังนั้นหัวหน้าเผ่าก็ควรรับผิดชอบดูแลทุกชีวิตในเผ่า!
สองคน หนึ่งเดินนำหน้า หนึ่งเดินตามหลัง ไม่นานก็กลับมาถึงเผ่า
สงเหยี่ยวางท่อนไม้ลง กลายเป็นร่างมนุษย์ก่อนจะสวมเสื้อผ้าและพูดกับโจวว่า “เจ้าเดินตามหลังข้ามาได้โดยไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง นับว่าเก่งทีเดียว ต่อไปเจ้าต้องฝึกฝนร่างกายให้ดีเล่า จะต้องเข้ากลุ่มล่าสัตว์ได้แน่ ถึงตอนนั้นแล้วเจ้าก็จะได้กินเนื้อทุกวัน!”
ในมุมมองของสงเหยี่ย การกินพืชผักและผลไม้ย่อมเป็นสิ่งที่เจ็บปวด บางคนชอบกินพืชผักผลไม้เมื่ออยู่ในร่างสัตว์ แต่เมื่อกลายเป็นมนุษย์ พวกเขาก็ยังชอบกินเนื้อ
ทว่าโจวตอนนี้…เดาว่าเขาคงหาเนื้อมากินไม่ได้
โจวที่ไม่รู้หันหลังไปตั้งแต่เมื่อไหร่ จู่ ๆ เขาก็หันกลับมามองสงเหยี่ยแล้วพูดว่า “ข้าชื่อโจวจี้”
สงเหยี่ยมองโจวจี้ด้วยความประหลาดใจ “เจ้าปลุกพลังสถิตแล้วหรือ จี้เป็นสัตว์ชนิดใดกัน เหตุใดจึงไม่เรียกว่าจี้โจวแทนเล่า”
โจวจี้ “…”