บันทึกเส้นทางจักรพรรดิเซียน
ข้อมูลเบื้องต้น
บันทึกเส้นทางจักรพรรดิเซียน [符皇]
*** ลิขสิทธิ์ถูกต้องภายใต้หจก. EnJoyBook ***
ได้รับลิขสิทธิ์ออนไลน์ (Digital license) สำหรับแปลขายลงบนเว็บไซต์ได้อย่างถูกลิขสิทธิ์ 100%
เจ้าของลิขสิทธิ์ต้นฉบับ : Zongheng
---------------------------------------
นิยายแปลเรื่อง บันทึกเส้นทางจักรพรรดิเซียน [符皇]
ผู้แต่ง : 萧瑾瑜 ผู้แปล : ทีมงาน Enjoybook
เรื่องย่อ
เฉินซี เด็กหนุ่มผู้ได้รับฉายา 'ตัวซวยสุดขีด' ประจำเมืองสนหมอก เขาคือผู่ที่ไม่ว่าเดินไปทางใดก็มีแต่ชาวบ้านหลีกทางให้เนื่องจากกลัวติดความโชคร้าย ยามเมื่อกำเนิดลืมตาดูโลกตระกูลเฉินของเขาที่เคยยิ่งใหญ่อันดับหนึ่งของเมืองสนหมอกถูกสังหารหมู่ตายไปนับพันจนเหลือคนแค่เพียงหยิบมือ จากนั้นไม่นานต่อมาบิดาและมารดาหายสาปสูญ ถัดมาเมื่อเติบโตจนรู้ความ สัญญามั่นหมายถูกฉีกต่อหน้าผู้คนทั้งนคร เหตุใดชีวิตข้าจึงเป็นเช่นนี้? หรือสวรรค์เกลียดชังเคียดข้า? ทว่าใยไม่ลงโทษข้าเพียงผู้เดียวแต่กลับดลบรรดาลให้เกิดหายนะแก่ผู้คนรอบข้างข้าด้วย ไม่ยุติธรรม! ข้าไม่ยินยอม! คอยดูเถิดสวรรค์ ข้าจะบรรลุเต๋ายันต์สาปส่งเจ้า ข้าจะทำลายผู้คนที่ย่ำยีตระกูลข้าให้สิ้น ข้าจะทำให้สรรพสิ่งทั้งสามโลกก้มกราบกรานข้า ประสานเสียงแซ่ซ้องเทิดทูนข้า 'มหาจักรพรรดิอักขระยันต์' นี่คือเรื่องราวของเด็กหนุ่มนามเฉินซี ผู้ถูกชะตาชีวิตบังคับให้ไม่อาจบ่มเพราะได้เฉกเช่นผู้คนทั่วไปแต่ต้องศึกษาวิชาเขียนยันต์อักขระ เพื่อขายประทังชีพให้แก่ครอบครัว ทว่าในยามดิ้นรนนั้นมันกลัยทำให้เขารู้แจ้งพื้นฐานในแขนงยันต์ยิ่งกว่าผู้ใดในเมืองซึ่งท้ายที่สุดมันทำให้เขากลับกลายเป็นมหาจักรพรรดิยันต์ผู้อยู่เหนือสามโลกเก้าสวรรค์!
คุณอาจจะชอบเรื่องนี้
บทที่ 1 เฉินซี
บทที่ 1 เฉินซี
ความมืดแห่งยามราตรีเริ่มคืบคลานเข้ามาปกคลุมเมืองหมอกสน ในขณะที่ดวงตะวันคล้อยไปทางทิศตะวันตก
นับพันครั้งแล้วที่เฉินซีผลักประตูเปิดเข้าไปในร้านขายของสกุลจาง
ร้านขายของสกุลจางเป็นร้านค้าปลีกขนาดกลางที่ขายยันต์ซึ่งพวกเขาทำขึ้นเอง
สินค้าที่ขายได้มากที่สุด ได้แก่ ยันต์ระดับหนึ่งและระดับสอง ซึ่งเป็นรายได้สําคัญที่ทําให้ร้านค้าสกุลจางยังคงสามารถเลี้ยงตัวเองต่อไปได้แม้ยอดขายสินค้าอื่นไม่สู้ดีและส่วนต่างกำไรที่แม้จะไม่มากมายนัก
“กระดาษยันต์ พู่กันสําหรับเขียนยันต์ และหมึก มันเป็นไปไม่ได้ที่จะสร้างยันต์โดยปราศจากสิ่งของทั้งสามอย่างนี้ การสร้างยันต์มันดูเหมือนง่ายแต่ในความเป็นจริงมันซับซ้อนเป็นอย่างมาก ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป พวกเจ้าจะได้เรียนรู้วิธีการจําแนกประเภทกระดาษยันต์ วิธีจับพู่กัน และทุกอย่างเกี่ยวกับหมึก เมื่อใดที่พวกเจ้าเข้าใจความรู้พื้นฐานเหล่านี้จนขึ้นใจแล้ว ข้าจึงจะสอนพวกเจ้าเกี่ยวกับการสร้างยันต์อักขระ”
ขณะนี้เองที่เฉินซีเพิ่งตระหนักได้ว่าร้านขายของสกุลจางเพิ่งรับสมัครคนรุ่นเยาว์หน้าใหม่มาเจ็ดแปดคนเพื่อนำมาฝึกสอนให้เป็นนักสร้างยันต์อักขระฝึกหัด ส่วนคำพูดเมื่อครู่นี้เป็นของเจ้าของร้านที่มีนามว่าจางต้าหยง
“ข้าจะให้เวลาพวกเจ้าหนึ่งเดือน แต่หากผลงานที่พวกเจ้าทำออกมาไม่เป็นที่น่าพอใจสําหรับข้าเมื่อหนึ่งเดือนได้ผ่านไป พวกเจ้าจะต้องกลับบ้านตัวเองไปซะ และพวกเจ้าทั้งหมดจงจำใส่หัวเอาไว้ หนทางการเป็นปรมาจารย์ยันต์อักขระไม่มีทางลัด มีทางเดียวที่พวกเจ้าจะกลายเป็นปรมาจารย์ได้คือการทุ่มเทเรียนรู้และฝึกฝนให้หนักจนเลือดตากระเด็น ไม่มีปรมาจารย์ผู้ใดที่ไม่ทุ่มเทแล้วประสบความสำเร็จเลยสักคน!”
คนรุ่นเยาว์หน้าใหม่ทั้งหมดต่างจ้องมองกันเองด้วยความตื่นเต้นและกระตือรือร้น พวกเขารู้สึกคันไม้คันมืออยากจะลองสร้างยันต์อักขระด้วยตัวเองจนเต็มแก่
“หืม? เฉินซีเจ้ามาแล้วหรือ?” จางต้าหยงมองข้ามมายังหน้าประตูร้านและส่งยิ้มให้กับเฉินซี
“ลุงจาง นี่คือยันต์เมฆาอัคคีสามสิบแผ่นสําหรับวันนี้” พูดจบ เฉินซีก็หยิบยันต์สีครามปึกหนึ่งออกจากอกเสื้อและยื่นให้
จางต้าหยงโบกมือ “ยังไม่ต้องรีบร้อน ๆ ในเมื่อเจ้าอยู่ที่นี่แล้วเช่นนั้นก็มาช่วยข้าสอนพวกเด็กน้อยเหล่านี้ที ส่วนค่าจ้างสำหรับการสอนข้าจะคิดต่างหากให้ เอาเป็นว่าข้าจ่ายศิลาวิญญาณสามก้อนต่อครึ่งชั่วยามเจ้าจะว่าอย่างไร?”
เฉินซีพยักหน้าหลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “ย่อมได้!”
ยันต์เมฆาอัคคีสามสิบแผ่นสามารถขายได้ศิลาวิญญาณสิบก้อน แต่ต้องใช้เวลาในการสร้างถึงสองชั่วยามครึ่ง ดังนั้น การได้รับค่าจ้างเป็นศิลาวิญญาณสามก่อนต่อครึ่งชั่วยามจึงนับว่าเหมาะสมแล้ว
จางต้าหยงยิ้มก่อนที่จะมองไปยังเหล่าวัยรุ่นทั้งหลายและพูดด้วยน้ำเสียงและสีหน้าจริงจัง “เต๋าแห่งยันต์อักขระนั้นลึกล้ำและซับซ้อน ดังนั้นเพื่อช่วยให้พวกเจ้าเข้าใจพื้นฐานได้ภายในเร็ววัน รุ่นพี่ของพวกเจ้า เฉินซีจะแสดงให้พวกเจ้าได้เห็นว่ายันต์เมฆาอัคคีระดับหนึ่งถูกสร้างขึ้นมาอย่างไร ข้าอาจจะไม่กล้ากล่าวยืนยันในเรื่องอื่น แต่ถ้ามีผู้ใดถามข้าว่าใครในเมืองของเราที่มีพื้นฐานความรู้เกี่ยวกับยันต์อักขระมากที่สุด ข้ากล้าตอบได้อย่างเต็มปากชัดคำเลยว่าคนผู้นั้นคือเฉินซี!
ในเรื่องความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการสร้างยันต์อักขระ แม้กระทั่งตัวข้าเองก็ยังต้องยอมรับว่าตัวข้านั้นด้อยกว่าเฉินซีเช่นกัน ดังนั้นแล้วพวกเจ้าควรจับตาดูให้ดีและเรียนรู้ให้ได้มากที่สุด อย่าได้ปล่อยโอกาสเรียนรู้อันดีงามนี้เสียเปล่า”
ควับ!
ชายหนุ่มเจ็ดแปดคนหันไปมองยังเฉินซีแทบจะพร้อมกัน แต่เมื่อพวกเขาสังเกตเห็นว่าอีกฝ่ายเป็นชายหนุ่มที่อายุไม่น่าจะเยอะไปกว่าพวกเขามากนัก ความสงสัยจึงปรากฏขึ้นในดวงตาของพวกเขาทันที
สหายคนนี้วิเศษวิโสเหมือนที่ท่านลุงจางกล่าวเมื่อครู่จริงหรือ?
เฉินซีไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อยกับการถูกจับจ้อง เขาก้าวไปข้างหน้าและไปหยุดอยู่ตรงหน้าโต๊ะสําหรับสร้างยันต์
จากนั้นเขาก็หยิบกระดาษยันต์สีครามที่วางอยู่ริมโต๊ะขึ้นมาหนึ่งแผ่นและวางมันลงตรงกลางโต๊ะ ก่อนที่จะหยิบพู่กันขึ้นมาและจุ่มปลายพู่กันลงไปในหมึก เขาขยับพู่กันในมือไปมากวนหมึกเหลวอย่างไหลลื่นท่าทางดูเชี่ยวชาญราวกับว่าเคยทำเช่นนี้มาแล้วนับหมื่นนับแสนครั้ง
เหล่าคนรุ่นเยาว์ต่างรีบมารุมล้อมดูเฉินซีอย่างรวดเร็วเมื่อพวกเขาเห็นฉากนี้
ท่าทางของเฉินซียิ่งดูเหมือนมีมนต์ขลังเมื่อสีหน้าและแววตาของเขายิ่งจริงจังมากขึ้น ข้อมือของเขาเคลื่อนไหวไหลลื่นราวกับงูเลื้อย ปลายพู่กันดูคล่องแคล่วและสง่างาม ทุกการเคลื่อนไหวมีเสียงที่แผ่วเบาทว่าเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์… ลายเส้นดําแดงถูกวาดแต่งลงบนแผ่นยันต์อย่างเป็นธรรมชาติและราบรื่น คล้ายกับภาพมายาที่ไม่มีอยู่จริงแต่พอยิ่งนานไปมันเริ่มกลับกลายเป็นความเที่ยงแท้ที่สามารถจับต้องได้
เหล่าคนรุ่นเยาว์มองตามตาไม่กะพริบ ดวงตาของพวกเขาจ้องเขม็งไปที่ทุกขั้นตอนที่เฉินซีทำ และยิ่งเมื่อเห็นว่าลวดลายบนยันต์ค่อย ๆ เป็นรูปเป็นร่าง ความรู้สึกตะลึงในใจของพวกเขานั้นยิ่งมากขึ้นตามลำดับ
ยันต์ถูกแบ่งออกเป็นเก้าระดับ ยันต์เมฆาอัคคีเป็นยันต์ระดับแรก ซึ่งจัดว่าอยู่ในหมวดหมู่ยันต์พื้นฐานที่สุด เดิมทีพวกคนรุ่นเยาว์ไม่ได้สนใจเฉินซีที่เป็นคนอายุรุ่นราวคราวเดียวกับพวกเขาเลย แต่ทว่าเมื่อพวกเขาได้เห็นความสามารถในการสร้างยันต์อันยอดเยี่ยมราวกับศิลปินเอกกำลังสร้างสรรค์ภาพวาด หัวใจของพวกเขากลับกลายเป็นถูกสยบไปโดยปริยาย
แววตาของเฉินซีขณะนี้จดจ่อและไม่สนใจสิ่งรอบข้างอย่างสิ้นเชิง เมื่อใดที่เขาสร้างยันต์ เขาจะจมเข้าสู่สภาวะใจสงบและจดจ่ออยู่เพียงแต่แผ่นยันต์ตรงหน้าเท่านั้น
จางต้าหยงอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาอย่างเต็มที่เมื่อเขาเห็นสีหน้าตกตะลึงของบรรดาคนรุ่นเยาว์ อันที่จริงอย่าว่าแต่เด็กเหล่านี้เลย แม้แต่ตัวเขาเองก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกตกตะลึงทุกครั้งเมื่อเห็นเฉินซีสร้างยันต์ด้วยตาตนเอง
เฉินซีควบคุมปลายพู่กันของเขา สะบัด หมุนเป็นเกลียว ลากเป็นเส้นและปาดไปมาด้วยความเฉียบคมและแรงมือที่แม่นยํา ตามการเคลื่อนไหวของพู่กันในมือของเฉินซี ลวดลายที่ดูซับซ้อนค่อย ๆ ปรากฏขึ้นอย่างช้า ๆ บนกระดาษยันต์สีคราม
เวลาหนึ่งก้านธูปได้ผ่านไป
วิ้งงงง!
ทันใดนั้นกระดาษยันต์ส่องแสงเปล่งประกายเจิดจ้าอยู่ครู่หนึ่งก่อนแสงจะหายวับกลับเข้าไปในยันต์ตามเดิมราวกับไม่เคยมีสิ่งใดเกิดขึ้นเมื่อครู่นี้
หลังจากที่วางยันต์ลงบนโต๊ะ เฉินซีรู้สึกว่าทั้งร่างเมื่อยล้าและไม่สบายตัว มันคล้ายกับทั้งร่างกําลังจะแตกสลาย ใบหน้าหล่อเหลาของเขาเปลี่ยนเป็นซีดขาวคล้ายกับคนป่วย
ก่อนมาที่ร้านสกุลจาง เฉินซีได้ทําการสร้างยันต์เมฆาอัคคีไปแล้วสามสิบแผ่น ไม่ใช่เพียงแค่พลังแก่นแท้ของเขาใกล้จะหมด พลังจิตของเขาก็ใกล้จะหมดเช่นกัน ดังนั้นหลังจากสร้างยันต์นี้สําเร็จเขาจึงอยู่ในสภาพที่พลังทั้งหลายในร่างเหือดแห้งแทบหมด
ทว่าเหล่าคนรุ่นเยาว์ไม่ได้สังเกตเห็นเกี่ยวกับอาการนี้ของเฉินซีเพราะกำลังตกตะลึงกับวิธีที่เฉินซีสร้างยันต์ขึ้นมาด้วยความเชี่ยวชาญและคล่องแคล่ว
“น่าตื่นตาอะไรขนาดนี้! ทั้งความเร็ว ความคล่องแคล่ว และความแม่นยำในการใช้พู่กันทั้งหมดล้วนสุดแสนจะอัศจรรย์!”
“โว้ว! พี่เฉินซีสร้างยันต์สําเร็จในรวดเดียวโดยไม่พัก! ความสําเร็จขนาดนี้นับได้ว่าเชี่ยวชาญพอ ๆ กับปรมาจารย์!
“ต่อจากนี้ข้าจะขอคําชี้แนะจากพี่เฉินซีบ่อย ๆ! และอนาคตข้าจะต้องเชี่ยวชาญในการใช้พู่กันให้ได้แบบพี่เฉินซี!”
…
ทว่าทันใดนั้นประโยคอันเปี่ยมล้นด้วยความดูถูกดังก้องภายในร้าน
“เหอะ! กับอีแค่สร้างยันต์ระดับหนึ่งสำเร็จ ไม่เห็นจะยอดเยี่ยมอันใดเลย! ต่อให้พวกเจ้าจะโง่บื้อสักเพียงไร หากพวกเจ้าฝึกฝนสักห้าปีแบบเดียวกับไอ้เฉินหน้าตายผู้นี้ พวกเจ้าก็สามารถเชี่ยวชาญในการสร้างยันต์พื้นฐานแบบนี้ได้เหมือนกับมันดุจเดียวกัน จริง ๆ แล้วพวกเจ้าควรจะถามไอ้เฉินหน้าตายผู้นี้เกี่ยวกับการสร้างยันต์ระดับสองมากกว่า! แต่ก็ช่างเถิด ในเมื่อข้าผู้นี้มายืนอยู่ตรงนี้แล้วข้าจะบอกให้พวกเจ้าตาสว่างเอาบุญ เฉินหน้าตายผู้นี้ไม่มีอะไรมากไปกว่าใช้ทักษะที่มันมีเท่าหางอึ่งอวดมือใหม่อย่างพวกเจ้าให้ยกยอตัวมันแค่เท่านั้น!”
คำเยินยอของทุกคนเงียบลงทันที จากนั้นทุกคนต่างหันกลับไปมองผู้ที่พูดประโยคนี้ซึ่งกำลังยืนอยู่หน้าประตูทางเข้าร้าน เขาเป็นชายหนุ่มผู้มีใบหน้ายาวและตอบผอม ดวงตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความดูถูกเหยียดหยามและแขนทั้งสองของเขากําลังกอดอกแน่น ไม่มีใครรู้ว่าคนผู้นี้มาตั้งแต่เมื่อใด
จากนั้นทุกคนก็เริ่มนึกอะไรบางอย่างได้ออก คนที่พวกเขาเพิ่งยกยอเมื่อครู่ใช้เวลาในการฝึกฝนนานถึงห้าปี แต่กลับชำนาญแค่การสร้างยันต์ระดับหนึ่งเท่านั้นน่ะหรือ? ต้องบื้อแค่ไหนกันถึงมีความสำเร็จได้แค่นี้!
หืม? ประเดี๋ยวนะ… เฉินหน้าตาย…ชื่อเล่นแปลกประหลาดอะไรแบบนี้ หืม!? เดี๋ยวก่อนนี่มัน ‘เขา’ คนนั้นนั่นเอง!
ในที่สุดเหล่าคนรุ่นเยาว์ก็จําได้ว่าเฉินซีคือผู้ใดและสายตาของพวกเขาที่จ้องมองเฉินซีก็เปลี่ยนเป็นแปลกประหลาดทันที
ชื่อ ‘เฉินหน้าตาย’ นั้นเป็นที่รู้จักไปทั่วเมืองหมอกสน และเฉินซีก็คือผู้ที่เป็นเจ้าของฉายา ‘ตัวซวยอันดับหนึ่งแห่งใต้หล้า’
ในวันที่เฉินซีลืมตาดูโลก ตระกูลเฉินซึ่งเดิมทีเป็นตระกูลอันดับหนึ่งของเมืองได้ถูกทําลายย่อยยับโดยศัตรูในชั่วข้ามคืน มีเพียงปู่ พ่อ และแม่ของเฉินซีเท่านั้นที่รอดชีวิต
จากนั้นเมื่อตอนที่เฉินซีอายุครบหนึ่งขวบ ปู่ของเขาล้มป่วยอย่างกะทันหัน ซึ่งในท้ายที่สุดปู่ของเขาได้สูญเสียการบ่มเพาะทั้งหมดไปและกลายเป็นคนพิการ หลังจากนั้นครอบครัวของเขาทั้งหมดจึงถูกบังคับให้ย้ายออกไปอยู่ในแถบเสื่อมโทรมในเมืองหมอกสน
เมื่อเฉินซีอายุได้สองขวบปี น้องชายของเขาอย่างเฉินฮ่าวก็ได้กําเนิดขึ้น แต่แม่ของเขาจั่วชิวเสวี่ยกลับหายตัวไป มีข่าวลือว่านางเอือมระอาตระกูลเฉินและไม่สามารถทนอยู่กับความยากจนได้ ดังนั้นจึงหนีไปอยู่กับนายน้อยผู้หล่อเหล่าซึ่งเป็นคนจากตระกูลร่ำรวย
จากนั้นเมื่อเฉินซีอายุสามขวบปี พ่อของเขาเฉินหลิงจวินก็ออกจากตระกูลไปและไม่กลับมาอีกเลย
ยามเมื่ออายุย่างเข้าสี่ขวบ ตระกูลซูจากดินแดนทางใต้ซึ่งเคยทําสัญญาหมั้นหมายให้บุตรีของตระกูลแต่งกับเฉินซีตั้งแต่ตอนก่อนที่เขาจะถือกําเนิด วันนั้นตระกูลซูส่งผู้อาวุโสซึ่งมีระดับการบ่มเพาะอยู่ในขอบเขตเคหาทองคำมามากกว่าสิบคน เมื่อมาถึง คนของตระกูลซูลอยตัวอยู่กลางท้องฟ้าอย่างดูแคลน และฉีกสัญญาหมั้นทิ้งต่อหน้าของทุกผู้คนในเมืองหมอกสนก่อนจะบินจากไปอย่างมิแยแส
ความโชคร้ายประดังประเดเกิดขึ้นกับเฉินซีเป็นเวลานานถึงห้าปีติดต่อกัน และแต่ละความโชคร้ายนั้นนับว่าเป็นเรื่องใหญ่ซึ่งสั่นสะเทือนไปทั้งเมืองหมอกสนและเมืองใกล้เคียง จนส่งผลให้นามของเฉินซีตัวซวยอันดับหนึ่งโด่งดังไปทั่วทั้งทศทิศ
บุคลิกของเฉินซีนั้นเย็นชาและเงียบขรึม ไม่มีใครเคยเห็นเขายิ้มมาก่อน และเมื่อรวมกับการแสดงออกทางร่างกายที่แสนเฉื่อยชา ฉายา ‘เฉินหน้าตาย’ จึงเป็นที่รู้จักไปทั่วทั้งเมืองหมอกสน
“ลุงจาง ข้าจะมาที่นี่อีกครั้งในวันพรุ่งนี้”
เฉินซีสัมผัสได้ถึงความแปลกพิกลของผู้คนรอบข้างเขา แต่มันไม่ได้ทำให้เขาหวั่นไหวแม้แต่น้อย เพราะสายตาและท่าทางแบบนี้ที่คนอื่น ๆ มองเขานั้นคือสิ่งที่เขาเจอมาทั้งชีวิตแล้ว
เขาพยักหน้าให้กับจางต้าหยงก่อนที่จะหันหลังและจากไปด้วยท่าทางที่ใจเย็น
“ฮึ่ม!”
ไม่นานหลังจากที่เฉินซีจากไป จางต้าหยงมองอย่างดุร้ายไปที่ชายหนุ่มตรงทางเข้าร้านก่อนจะตวาดดังลั่น “อวิ๋นหง เจ้ามากับข้า!”
ชายหนุ่มสะดุ้งสุดตัว “ล…ลุงจาง ข้า…” ก่อนที่เขาจะทันได้อธิบาย จางต้าหยงผู้เป็นลุงของเขาก็ได้เดินเข้าไปในห้องด้านหลังแล้ว อวิ๋นหงรีบวิ่งตามไปอย่างรวดเร็วพลางพึมพำด้วยความรู้สึกขุ่นเคือง “ไม่อาจเข้าใจเลยจริง ๆ เหตุใดต้องโกรธเคืองข้าขนาดนี้? ข้าก็แค่พูดเรื่องจริงเกี่ยวกับไอ้เฉินหน้าตายเท่านั้น เหตุใดเขาต้องจริงจังขนาดนี้ด้วย?”
หลังจากที่ทั้งสองหายลับไปหลังร้าน กลุ่มของคนรุ่นเยาว์ผู้ซึ่งกำลังจะเข้ารับการฝึกเป็นนักสร้างยันต์ฝึกหัด อดไม่ได้ที่จะสบถกันเองจากสิ่งที่พวกเขาเพิ่งประสบ
“เฮ้อ…นั่นคือเฉินหน้าตาย ถ้าข้ารู้ก่อนหน้านี้ข้าจะไม่มาที่นี่แน่นอน ข้าสงสัยว่าหลังจากที่ข้าได้เห็นวิธีเขาสร้างยันต์แล้วข้าจะได้รับความโชคร้ายเกี่ยวกับเส้นทางการเป็นนักสร้างยันต์หรือไม่”
“บัดซบ! เฉินหน้าตายผู้นี้เป็นคนที่ไม่ควรยุ่งเกี่ยวด้วยมากที่สุดแต่เมื่อครู่นี้ข้าเพิ่งชมเชยเขาไป! ไม่ได้การแล้ว! ข้าต้องรีบกลับบ้านไปชําระล้างร่างกายเดี๋ยวนี้เพื่อล้างซวย!”
“ฮ่า ๆ พวกเจ้านี่มันใจเสาะกันเสียจริง พ่อของข้าเคยกล่าวว่าเฉินหน้าตายจะนําภัยพิบัติมาสู่ตระกูลเฉินเท่านั้น มันไม่ส่งผลอันใดกับเราหรอก”
…
ท้องฟ้ายามค่ำคืนนั้นมืดมิดประหนึ่งหมึก หมู่ดาราเหลือคณานับส่องแสงพร่างพราว
ภายใต้สายลมอันหนาวเหน็บไปถึงกระดูก เฉินซีคลายกําปั้นของเขาออกอย่างเงียบ ๆ ซึ่งก่อนหน้านี้เขากำแน่นจนข้อนิ้วกลายเป็นสีซีดขาว ขณะนี้เขากำลังเดินมุ่งหน้ากลับไปที่บ้านของเขาอย่างรวดเร็ว
ทว่าเมื่อเฉินซีมาถึงหน้าประตูบ้าน เขาเห็นชายหนุ่มร่างกายผอมแห้งกำลังนั่งอยู่หน้าประตู ต้องขอบคุณแสงของหมู่ดาว เฉินซีจึงสามารถเห็นได้อย่างชัดเจนว่านั่นคือน้องชายของเขา เฉินฮ่าว
“ท่านพี่ ท่านกลับมาแล้ว!” เฉินฮ่าวอายุเพียงสิบสองปี เขายืนขึ้นและตะโกนด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความสุข ก่อนที่จะพบว่ามีบางสิ่งผิดปกติซึ่งทําให้เขารีบก้มศีรษะลง
เฉินซีกล่าวด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยโทสะ “เงยหน้าของเจ้าขึ้นมา!”
เฉินฮ่าวแสดงท่าทางราวกับเด็กที่เพิ่งสร้างวีรกรรมแย่ เขาไม่กล้าที่จะเงยหน้าขึ้นพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงกังวล “ท่านพี่ ท่านปู่กําลังรอท่านกินอาหารเย็น พวกเราเข้าไปด้านในกันก่อนเถอะ…”
หลังจากที่พูดจบประโยค เฉินฮ่าวก็ลุกอย่างรวดเร็วและรีบหันหลังกลับ เด็กน้อยต้องการจะเข้าไปในบ้าน แต่เขากลับถูกหยุดไว้ด้วยมือของเฉินซีจากด้านหลัง
“เจ้าไปมีเรื่องกับใครมาอีกแล้วใช่หรือไม่?” เฉินซีหมุนร่างของเฉินฮ่าวให้เผชิญหน้ากับตนก่อนจะเชิดคางอีกฝ่าย คิ้วของเขาขมวดหลังจากที่เห็นรอยฟกช้ำสีแดงปูดบวมบนใบหน้าเล็ก ๆ ของน้องชาย
เฉินฮ่าวพยายามอย่างหนักเพื่อที่ขยับศีรษะออกจากมือของเฉินซีพลางกล่าวด้วยเสียงดัง พร้อมกับสายตาที่เต็มไปด้วยความดื้อรั้น “ไอ้พวกบัดซบนั่นมันเรียกข้าว่าเด็กกำพร้าและเรียกท่านว่าเป็นตัวซวยนำพาความโชคร้ายมาสู่ตระกูลของเรา และพวกมันบอกอีกว่าพวกเราทั้งหมดจะตายในเร็ว ๆ นี้ ไม่ว่าอย่างไรข้าก็ไม่อาจยอมรับคำพูดของพวกมันได้ ข้าจำเป็นต้องสั่งสอนพวกมันทั้งหมด!”
เฉินซีมองไปที่น้องชายของตนเองอย่างเพ่งพินิจ เขามองเห็นความโกรธเกรี้ยวและความเจ็บปวดในแววตาของน้องชาย สิ่งนี้ทำให้เขารู้สึกเจ็บปวดรุนแรงอย่างฉับพลันจนแทบควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่อยู่
…………………………………
บทที่ 2 เดินทาง
บทที่ 2 เดินทาง
เฉินฮ่าวมองไปที่พี่ชายของตนด้วยความกังวลและกลั้นลมหายใจของเขาด้วยความกลัว
พี่ชายของเขาดูแลเรื่องการกินอยู่และส่งเขาไปฝึกฝนในสำนักฝึกยุทธ์ที่ดีที่สุดในเมืองหมอกสน แม้แต่ศิลาวิญญาณที่เฉินซีหามาด้วยความยากลำบากส่วนใหญ่ก็ถูกใช้ไปกับเขา
เฉินฮ่าวรู้ว่าพี่ชายของเขาอาจจะดูเหมือนเย็นชา แต่จริง ๆ แล้วพี่ชายของเขานั้นมีหัวใจที่ยิ่งใหญ่มาก ทั้งยังพยายามดูแลตัวเขาและปู่เป็นอย่างดีที่สุดโดยไม่สนใจความเหน็ดเหนื่อยใด ๆ แต่เหตุใดผู้อื่นถึงต้องทำเหมือนพี่ชายของเขาเป็นตัวตลกด้วย?
เฉินหน้าตาย… ตัวซวยผู้นำพาความโชคร้าย…
เมื่อใดก็ตามที่เฉินฮ่าวนึกถึงฉายาสุดแสนน่ารังเกียจพวกนี้ หัวใจของเขาก็พลันเต็มไปด้วยความโกรธ เขาต้องการที่จะสั่งสอนคนเหล่านั้นที่ทำเหมือนพี่ชายของเขาเป็นตัวตลก
‘ฮึ่ม! ข้าจะสู้กับทุกคนที่ดูถูกพี่ชายของข้าต่อให้ข้าต้องเป็นศัตรูกับคนทั้งโลกข้าก็ไม่ยี่หระ!’ เฉินฮ่าวกำหมัดแน่นขณะที่ตัดสินใจเช่นนี้อย่างลับ ๆ ในใจ
"ไปเถอะ พวกเราเข้าบ้านไปกินอาหารเย็นกัน" เฉินซีสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสงบอารมณ์ก่อนจะตบไปที่ไหล่ของเฉินฮ่าว จากนั้นเขาก็ผลักประตูเก่า ๆ ที่ดูทรุดโทรมและเดินเข้าไปด้านใน
"ท่านพี่ไม่ตำหนิอะไรข้าสักหน่อยหรือ?” เฉินฮ่าวรู้สึกประหลาดใจและเอ่ยถาม แต่เมื่อเห็นว่าเฉินซีไม่พูดอะไรต่อเด็กน้อยจึงยิ้มร่า ก่อนจะวิ่งตามไป “ไปกันเร็วท่านพี่ ข้าหิวจะตายอยู่แล้ว!"
…
ดวงไฟจากตะเกียงน้ำมันสั่นไหววูบวาบส่องสว่างในบ้านไม้ที่คับแคบและทรุดโทรมหลังหนึ่ง
ชายชราผู้หนึ่งที่ผมเผ้ารุงรังนั่งอยู่เงียบ ๆ ที่โต๊ะอาหาร ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่น แขนขาผอมแแห้งดูคล้ายกับเหลือแต่หนังหุ้มกระดูกบอบบางเหมือนกิ่งไม้ ดวงตาคู่นั้นมืดหม่นประหนึ่งจวนเจียนจะมอดดับ
ชายชราผู้นี้ถูกเรียกว่าเฉินเทียนลี่ผู้ที่ครั้งหนึ่งเคยยิ่งใหญ่คับเมืองหมอกสน แต่ทว่าหลังจากการล่มสลายของตระกูลเฉิน ความเจ็บป่วยเดิมของเขาก็กำเริบขึ้นมา จึงทำให้การบ่มเพาะสูญสลายไป และกลายเป็นคนพิการไปโดยสิ้นเชิง ขณะนี้เขาเป็นเพียงชายชราธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น
"ท่านปู่…" เฉินซีนั่งลงที่โต๊ะอย่างเงียบ ๆ เขาอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจเมื่อเขาเห็นชามสี่ใบที่วางอยู่บนโต๊ะ ชามเล็ก ๆ ขนาดไม่ใหญ่ไปกว่าฝ่ามือซึ่งตั้งตรงกลางโต๊ะนั้นมีผัดกะหล่ำปลีไร้ซึ่งเนื้อสัตว์อยู่ข้างใน ส่วนอีกสามชามที่วางอยู่ล้อมรอบชามผัดกะล่ำปลีนั้นมีข้าวอยู่ประมาณสามในสี่ส่วนของชาม
ข้ามันไร้ความสามารถนัก ถ้าข้าสามารถหาศิลาวิญญาณได้มากกว่านี้ ท่านปู่และน้องชายของข้าคงไม่ต้องอยู่ในสภาพที่ลำบากยากแค้น…
"กินเถอะ" เสียงของเฉินเทียนลี่นั้นทั้งทุ้มและแหบแห้ง "เฉินซี ปู่มีบางอย่างจะคุยกับเจ้าหลังอาหารเย็น"
เฉินซีรู้สึกงงงวยก่อนที่จะพยักหน้า "รับทราบขอรับ ท่านปู่"
แม้การกินข้าวร่วมกันจะเป็นเรื่องที่น่ายินดี แต่ความอัตคัดก็ทำให้เฉินซีและปู่ของเขากินเพียงข้าวเท่านั้น พวกเขาสองคนดันชามเล็ก ๆ ที่มีผัดกะหล่ำปลีอยู่ไปทางเฉินฮ่าว ตัวเด็กหนุ่มเองก็รู้ดีว่าถึงจะปฏิเสธไปก็ไร้ผล เพราะเขาเคยทำมาก่อนหน้านี้นับครั้งไม่ถ้วน ดังนั้นเขาจึงกินอาหารไปพลางสาบานในหัวใจไปพลาง
‘ท่านปู่ ท่านพี่ ข้าขอสาบานด้วยชีวิต เมื่อใดที่ข้าแข็งแกร่ง ข้าจะให้พวกท่านทั้งสองได้กินอาหารที่ดีที่สุด! และจะไม่มีทางให้พวกท่านกินแต่ข้าวเปล่าแบบนี้อีก!’
หลังจากทานอาหารเสร็จ เฉินฮ่าวจึงทำความสะอาดชาม จากนั้นเขาก็ไปหยิบกระบี่ไม้และเดินออกไปนอกบ้าน เด็กหนุ่มต้องการจะใช้เวลาทุกนาทีที่เขามีให้คุ้มค่า เพื่อทำให้ตัวเองแข็งแกร่งขึ้น!
"เจ้าได้ฝึกวิชานภาม่วงไปถึงขั้นใดแล้ว?" ใบหน้าที่เหี่ยวย่นของเฉินเทียนลี่เต็มไปด้วยความพึงพอใจหลังจากได้ยินเสียงการฝึกกระบี่จากนอกหน้าต่าง ขณะที่เขาเอ่ยถามเฉินซีที่ยังนั่งอยู่ตรงข้าม
วิชานภาม่วงเป็นวิชาที่ตกทอดมาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษของตระกูลเฉิน ซึ่งมีทั้งหมดสิบแปดระดับขั้น โดยสามารถใช้ฝึกฝนได้ตั้งแต่ขอบเขตสร้างรากฐานทั้งเก้าระดับไปจนถึงขอบเขตก่อกำเนิดอีกเก้าระดับ
"ท่านปู่ ข้ายังคงอยู่ที่ระดับสิบสามขอรับ" แม้ในยามที่คุยกับปู่ของตนเอง ใบหน้าของเฉินซีก็ยังคงเย็นชาตลอดเวลา ความเยือกเย็นและสงบนิ่งที่เขามีนั้นดูราวกับว่าไม่มีวันแปรเปลี่ยน
"อืม…" เฉินเทียนลี่ผงกศีรษะทว่าไม่แสดงความเห็นใด ๆ แต่ภายในหัวใจของเขาได้บังเกิดความรู้สึกซับซ้อนขึ้น
ในใจของเขานั้นทั้งรักทั้งเกลียดหลานชายคนนี้ของเขาด้วยเหตุผลที่ว่าตั้งแต่เฉินซีลืมตาดูโลก ตระกูลเฉินก็ได้เผชิญกับหายนะมากมายไม่หยุดหย่อน อีกทั้งแม่ของเฉินซียังทิ้งครอบครัวของนางไป และพ่อของเฉินซีก็จากไปพร้อมกับใจที่แหลกสลาย…
และสิ่งที่น่าชังที่สุดก็คือตระกูลซูแห่งเมืองทะเลสาบมังกรได้ฉีกสัญญาการหมั้นต่อหน้าชาวเมืองหมอกสน จนทำให้เฉินเทียนลี่เสียหน้าไม่น้อย และหากไม่ใช่เพราะกังวลว่าในอนาคตจะไม่มีผู้ใดดูแลทายาททั้งสองที่เหลืออยู่ของตระกูลเฉิน เขาก็คงจบชีวิตของตนเองไปนานแล้ว!
บางคราเขาอยากจะถามหลานชายคนโตถึงข่าวลือที่ว่าอีกฝ่ายกลายเป็นเจ้าตัวซวยผู้นำพาความโชคร้ายไปได้อย่างไร? ทว่าทุกครั้งเขาก็ขจัดความคิดเหล่านี้ออกไปอย่างรวดเร็ว
แม้ตั้งแต่เฉินซีลืมตาดูโลก ตระกูลเฉินจะตกต่ำลงอย่างมากจนต้องกลายเป็นตระกูลยากจนแร้นแค้น ทว่าภายใต้ความพยายามอย่างยากลำบากของเฉินซี หลานชายคนเล็กของเขาอย่างเฉินฮ่าวจึงสามารถเข้าไปร่ำเรียนในสำนักดารานภา ซึ่งเป็นสำนักที่โด่งดังที่สุดในเมืองหมอกสน
ความอบอุ่นปรากฏขึ้นภายในหัวใจของเฉินเทียนลี่อย่างรวดเร็วเมื่อเขาคิดมาถึงจุดนี้ ไม่ว่าเฉินซีจะเป็นตัวซวยที่นำพาความโชคร้ายมาเช่นไร ชายหนุ่มผู้นี้ก็ยังคงเป็นหลานชายของเขาและเป็นสายเลือดแท้ ๆ ของตระกูลเฉิน
"ข้าทำให้เจ้าเผชิญกับความลำบากมาหลายปี…" เฉินเทียนลี่ถอนหายใจ "ข้าให้เฉินฮ่าวกินอาหารและใส่เสื้อผ้าที่ดีที่สุดที่เรามี และยังส่งเสริมให้เขาเข้าไปร่ำเรียนในสำนักที่ดีที่สุดในเมือง โดยที่ให้เจ้าต้องแบกรับภาระทำงานหนักเพื่อหาเลี้ยงพวกเราทั้งหมด ขณะที่เจ้าแทบจะไม่ได้รับผลประโยชน์ใด ๆ ปู่ของเจ้า…ไม่ยุติธรรมกับเจ้าเลย!"
ร่างกายของเฉินซีแข็งค้าง สิ่งที่ปู่ของเขากล่าวมานั้นคือความคิดที่ซ่อนอยู่ในส่วนลึกในหัวใจของเขา และมันรบกวนจิตใจของเขามานานหลายปี… ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึกอย่างรวดเร็วเพื่อเก็บซ่อนอารมณ์อันปั่นป่วน ก่อนจะส่ายศีรษะและกล่าว "ท่านปู่มีอายุมากแล้วและสุขภาพก็ไม่ได้ดีนัก ในขณะที่เฉินฮ่าวยังคงเป็นเด็กไม่รู้ความ ดังนั้นสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดาที่ข้าจำเป็นต้องแบกรับไว้”
เฉินเทียนลี่หัวเราะอย่างขมขื่นพลางโบกมือและกล่าวขึ้น "ช่างเถิด ๆ หยุดกล่าวถึงเรื่องนี้กันเสียดีกว่า"
เฉินซีพยักหน้าและตกอยู่ในความเงียบ
อารมณ์ของเขากลับมาสงบนิ่งเช่นเดิม การที่เขาถูกเยาะเย้ยเหยียดหยามตลอดหลายปีที่ผ่านมา มันทำให้เขามีอารมณ์ที่มั่นคงเหนือกว่าผู้คนทั่วไป และเขาก็ไม่เคยเอ่ยสิ่งใดหากไม่จำเป็น
หลังจากขบคิดชั่วครู่ เฉินเทียนลี่ก็โพล่งกล่าวขึ้นมา “สำนักพันกระบี่แห่งเมืองทะเลสาบมังกรจะเปิดประตูเพื่อรับศิษย์ในอีกครึ่งเดือน ข้าจะลองให้เฉินฮ่าวไปทดสอบดู”
เฉินซีสั่นสะท้านเล็กน้อยก่อนที่จะกล่าว "เช่นนั้นก็ดีแล้ว การออกจากเมืองหมอกสนจะทำให้เสี่ยวฮ่าวเติบโตมากขึ้น"
เฉินเทียนลี่ช่วยไม่ได้ที่จะถามออกไป "เจ้าไม่ได้เกลียดสิ่งที่ปู่ทำใช่หรือไม่?"
เฉินซีส่ายศีรษะ "การตัดสินใจของท่านปู่คือทุกสิ่ง"
เฉินเทียนลี่มองไปที่ใบหน้าของหลานชายของเขาอย่างเพ่งพินิจ ราวกับว่าต้องการมองทะลุให้เห็นถึงบางสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายใน ทว่าท้ายที่สุดเขากลับต้องผิดหวังเพราะตั้งแต่เริ่มจนถึงบัดนี้ เฉินซีหาได้มีอาการผิดแปลกไปใด ๆ ไม่ ประหนึ่งว่าหลานของเขาไม่ต่างจากท่อนไม้
เงียบขรึมท่ามกลางผู้คนและเมื่อใดที่ผู้อื่นพูดเฉินซีจะเงียบรับฟัง ข้าไม่แน่ใจว่าเช่นนี้มันดีแล้วหรือที่เขามีความมุ่งมั่นกับการกตัญญูเช่นนี้
เฮ้อ… เฉินเทียนลี่ลอบถอนหายใจ จากนั้นจึงลุกขึ้นและเดินจาก
…
เช้าตรู่วันถัดมา เฉินซีตื่นขึ้นพร้อมกับแสงอรุณรุ่งที่มาเยือน เขาใช้น้ำเย็นเพื่อล้างใบหน้าและเดินออกจากห้องของตนเอง แล้วจึงได้เห็นว่าขณะนี้เฉินฮ่าวกำลังฝึกปรือกระบี่อย่างมุ่งมั่น
ฟึ่บ! ฟึ่บ! ฟึ่บ!
เสียงของกระบี่ไม้ที่แหวกอากาศซ้ำแล้วซ้ำเล่าดังขึ้นไม่ขาดสาย เฉินฮ่าวถือกระบี่ไม้ด้วยมือขวา ร่างกายผอมแห้งของเด็กน้อยไหลลื่นไปตามท่าทางการออกกระบี่อย่างเข้มแข็ง
ใบหน้าเล็ก ๆ เต็มไปด้วยเหงื่อแต่ที่หว่างคิ้วนั้นฉายแววมุ่งมั่นไม่ย่อท้อ กระบี่ไม้ในมือยังคงฟาดฟันด้วยพละกำลังสม่ำเสมอ การเคลื่อนไหวมั่งคงและดูเชี่ยวชาญยิ่ง
เฉินซีมองดูน้องชายของเขาอย่างเงียบ ๆ โดยไม่รบกวนอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเข้าครัวไปเตรียมอาหารเช้าอย่างรวดเร็ว ทว่าหลังจากนั้นแทนที่จะสร้างยันต์เช่นทุกวัน เขากลับรีบวิ่งไปที่ร้านค้าสกุลจางแทน
"อ่า…เฉินหน้าตายมาที่นี่อีกแล้ว!"
"บัดซบ ข้าอุตส่าห์หลงคิดว่าจะไม่ต้องเข้าร้านพร้อมกับตัวซวยผู้นี้หากข้ามาเร็วเสียหน่อยแต่ท้ายที่สุดข้ากลับพบกับเขาก่อนซะได้! ช่างโชคร้ายโดยแท้จริง!"
ที่หน้าประตูร้านค้าสกุลจาง เหล่านักสร้างยันต์อักขระฝึกหัดค่อย ๆ ขยับหลบทางให้เมื่อพวกเขาเห็นเฉินซีเดินเข้ามา สีหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวว่าจะติดเชื้อความโชคร้ายของเฉินซีกลับบ้าน
"ลุงจางจะเป็นอันใดหรือไม่หากข้าจะขอยืมศิลาวิญญาณสักหนึ่งร้อยก้อนจากท่าน?" เฉินซีหาได้แยแสคนเหล่านี้ไม่ เขาเดินเข้าไปในร้านและหยุดยืนที่หน้าโต๊ะของจางต้าหยง
จางต้าหยงแสดงสีหน้างุนงงเมื่อได้ยินประโยคนี้ก่อนจะถามกลับ “เฉินซีเกิดสิ่งใดขึ้นหรือ? จงบอกข้า เผื่อข้าจะสามารถช่วยเจ้าได้ดียิ่งกว่าแค่เพียงให้หยิบยืมศิลาวิญญาณ”
เฉินซีช่วยสร้างอักขระยันต์ให้กับร้านของเขามานานมากกว่าห้าปีแล้ว และชายหนุ่มก็ไม่เคยขอยืมเงินจากตัวเขาเลย ทว่าวันนี้เฉินซีกลับต้องการยืมศิลาวิญญาณหนึ่งร้อยก้อนจากเขา… เขาจึงรู้สึกสงสัยและคิดว่าหากมันเป็นสิ่งที่เขาสามารถช่วยได้ เขาจะช่วยเด็กคนนี้ให้ดียิ่งขึ้น
เฉินซีรู้สึกได้ถึงความเป็นห่วงของจางต้าหยง ความอบอุ่นปรากฏขึ้นในหัวใจของเขา ก่อนที่เขาจะส่ายหน้า "ข้าไม่มีปัญหาใด ๆ หรอกท่านลุงจาง ข้าเพียงต้องการจะซื้อของบางอย่างเท่านั้น"
จางต้าหยงพยักหน้าในทันที จากนั้นเขาก็หยิบแผ่นหยกวิญญาณออกมาและกล่าว "แค่นี้เพียงพอหรือไม่? ถ้ามันยังไม่พอข้าสามารถให้เจ้าหยิบยืมได้เพิ่มอีกเล็กน้อย"
"เท่านี้ก็เพียงพอแล้วท่านลุงจาง ข้าขอขอบคุณท่านอย่างมาก แล้วข้าจะชดใช้คืนให้โดยเร็วที่สุดนะขอรับ" แผ่นหยกวิญญาณนี้มีมูลค่าเทียบได้กับหนึ่งร้อยศิลาวิญญาณ ซึ่งอัตตราการแลกเปลี่ยนนั้นไม่มีทางต่ำกว่ามูลค่านี้ หลังจากเฉินซีได้รับแผ่นหยกวิญญาณ เขาก็หันหลังกลับไปและเดินจากไปอย่างรวดเร็ว
"แปลกนัก… เจ้าเด็กคนนี้มักจะประหยัดเพื่อดูแลครอบครัวของเขาเป็นหลัก ดังนั้นเขาจึงไม่เคยใช้เงินอย่างฟุ่มเฟือยและไม่รอบคอบ… ทว่าวันนี้เกิดสิ่งใดขึ้นกัน?" จางต้าหยงมองไปยังเฉินซีที่ออกจากร้านไปอย่างแปลกใจ
…
หอร้อยประดิษฐ์ตั้งอยู่ในย่านวุ่นวาย ณ ใจกลางเมืองหมอกสน มันคือสถานที่ค้าขายอาวุธและอุปกรณ์ต่าง ๆ สำหรับเหล่าผู้บ่มเพาะที่โด่งดังที่สุดในเมืองหมอกสน
เฉินซีใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งเค่อในการใช้จ่ายหนึ่งร้อยศิลาวิญญาณ ทว่าเขากลับไม่รู้สึกเสียดายแม้แต่นิด ทั้งยังพึงพอใจแทนเสียด้วยซ้ำ
เมื่อเขากลับมาถึงบ้านมันก็ใกล้ครึ่งวันแล้วเฉินเทียนลี่กำลังจัดเตรียมสัมภาระใส่กระเป๋า ส่วนเฉินฮ่าวที่นั่งอยู่ตรงหน้าประตูก็กำลังใช้มือเท้าคางราวกับกำลังครุ่นคิดบางสิ่งอยู่
"ท่านพี่ท่านกลับมาแล้ว!" เฉินฮ่าวลุกขึ้นและใบหน้าเล็ก ๆ ของเขาเต็มไปด้วยดีใจ
เฉินซีลูบหัวของเฉินฮ่าวพร้อมกับถามขึ้น "จะออกเดินทางเร็ว ๆ นี้แล้วสินะ?"
เฉินฮ่าวผงกศีรษะทว่าสีหน้าของเขากลับหมองลง เด็กหนุ่มรู้สึกไม่เต็มใจที่จะจากพี่ชายไป เมื่อคิดว่าเขาจะไม่สามารถกลับมาพบกับพี่ชายของเขาได้บ่อย ๆ หลังจากที่เขาไปอยู่ที่เมืองทะเลสาบมังกร นั่นทำให้เฉินฮ่าวรู้สึกเสียใจอย่างไม่อาจอธิบาย
เฉินซียื่นกล่องหยกทรงสี่เหลี่ยมมุมฉากให้แก่เฉินฮ่าวพร้อมกับกล่าว "ข้าซื้อสิ่งนี้มาให้เจ้า หลังจากนี้จงตั้งใจร่ำเรียนให้ดี"
"สำหรับข้า?" เฉินฮ่าวรู้สึกงงงวย เขามองไปที่ความงดงามของกล่องหยกตรงหน้าอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตาของตนเอง
เมื่อตอนที่เขายังเป็นเด็กตัวเล็ก ๆ เขาเห็นเด็กในครอบครัวอื่นมักจะโอ้อวดของขวัญต่าง ๆ มากมาย ในตอนนั้นเขารู้สึกอิจฉาอย่างยิ่ง แต่เขาก็ไม่กล้าที่จะคาดหวังว่าจะได้รับของขวัญล้ำค่าในแบบเดียวกันเพราะเด็กหนุ่มรู้อยู่แก่ใจว่า ท่านพี่ของเขาทำงานอย่างหนักเพื่อหาเลี้ยงทั้งเขาและปู่ ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ เขาจะกล้าหวังของฟุ่มเฟือยทั้งหลายได้อย่างไร
ทว่าในตอนนี้ก่อนที่เขากำลังจะออกเดินทางท่านพี่ของเขาไม่ได้กล่าวสิ่งใด แต่กลับซื้อของขวัญมาให้เขาแทน แลเห็นเช่นนี้มันจะไม่ทำให้เขารู้สึกสะเทือนอารมณ์ได้อย่างไร?
"ท่านพี่…" น้ำเสียงของเฉินฮ่าวสะอื้นไห้ขณะที่เขาก้มศีรษะลง เด็กหนุ่มใช้เวลาอยู่พักหนึ่งเพื่อที่จะหยุดร้องไห้ ทว่าดวงตาของเขาแดงก่ำเสียแล้ว
เฉินซีเอื้อมมือไปตบบ่าของน้องชาย ก่อนจะกล่าวว่า "พี่ฝากเจ้าดูแลท่านปู่ด้วย ส่วนตัวเจ้าเองก็จงดูแลตัวเองให้ดีเช่นกัน"
"ขอรับ!" เฉินฮ่าวพยักหน้าในทันที
"ข้าจะเข้าไปคุยกับท่านปู่เสียหน่อย หลังจากนั้นข้าจะออกไปส่งท่านปู่และเจ้า" ใบหน้าของเฉินซีเผยให้เห็นถึงรอยยิ้มอันเกิดขึ้นได้ยากขณะที่เขาหันหลังกลับไปและเดินเข้าไปในบ้าน
เฉินฮ่าวสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนจะเปิดกล่องหยกออกอย่างช้า ๆ ภายในกล่องมีกระบี่ยาวที่เปล่งประกายเย็นยะเยือก…
วิ้งงง!
หลังจากถือกระบี่ยาวและถ่ายเทปราณแท้ของเขาเข้าไปภายในกระบี่ กระบี่ยาวในมือของเฉินฮ่าวก็ส่งเสียงอันไพเราะและแจ่มชัดออกมาอย่างฉับพลัน อำนาจแหลมคมแผ่ออกอย่างน่าเกรงขาม
"ท่านพี่ไม่ต้องกังวลนะ ข้าจะไม่ทำให้ท่านผิดหวัง!" เฉินฮ่าวจ้องไปที่กระบี่ยาวในมือของเขาด้วยสายตาที่แน่วแน่ ราวกับว่าเขาได้เติบโตขึ้นในชั่วข้ามคืนและไม่ใช่เด็กที่ไม่รู้ความเหมือนก่อนหน้านี้อีกต่อไป
….
ด้านนอกของประตูเมือง
ในช่วงเที่ยงวันขณะที่ดวงตะวันแขวนสูงอยู่บนท้องฟ้า คู่ปู่หลานนั่งอยู่บนรถม้า ขณะที่มันกำลังเคลื่อนที่ไปอย่างช้า ๆ
เฉินซียืนมองอยู่บนเชิงกำแพงเมือง สายตาของเขาเหม่อมองไปไกล หัวใจของเขาเต้นขึ้นลงราวกับคลื่นสมุทร
บทที่ 3 ข่าวร้าย
บทที่ 3 ข่าวร้าย
เฉินซีครุ่นคิดถึงเรื่องกังวลใจ ขณะเขาเดินกลับบ้านอย่างเงียบงัน
เขาไม่อาจปล่อยให้การแยกจากของปู่และน้องชายมาทำให้เขารู้สึกแย่ได้ ตามที่เขาทราบมา สำนักพันกระบี่แห่งเมืองทะเลสาบมังกร ค่อนข้างมีชื่อเสียงในดินแดนทางใต้ และสำนักต่าง ๆ ที่ก่อตั้งภายในเมืองหมอกสนนั้นไม่อาจเทียบเคียงได้เลย
ในช่วงหลายพันปีที่ผ่านมา หลังจากแนวทางการบ่มเพาะทั้งหลายถูกพัฒนาจนใกล้เคียงกับคำว่าสมบูรณ์ มีหลายสิ่งถูกสรรค์สร้างขึ้นมากมาย ซึ่งเหล่าสำนักบ่มเพาะก็เป็นหนึ่งในนั้น
สำนักบ่มเพาะทั้งหลายถูกก่อตั้งขึ้นภายในตัวเมืองหรือนครใหญ่ สำนักเหล่านี้ต่างรับสมัครผู้คนทั้งหลายเพื่อนำมาสั่งสอนความรู้พื้นฐานให้เป็นผู้บ่มเพาะ
ทว่าสำนักเหล่านี้มิได้ปฏิเสธผู้คนตามแต่สถานะทางสังคมของพวกเขา ต่อให้จะเป็นชาวเขา ทาส พ่อค้าผู้มั่งคั่ง หรือคนหาบเร่ทั่วไป ตราบใดที่คนผู้นั้นสามารถจ่ายศิลาวิญญาณได้เพียงพอ คนเหล่านั้นก็สามารถเข้ามาเป็นศิษย์และฝึกฝนในสำนักได้
ประเภทของสำนักนั้นแตกต่างกัน โดยแบ่งตามชื่อของสำนัก
ยกตัวอย่างเช่น สำนักต่าง ๆ ที่ก่อตั้งภายในเมืองหมอกสน ได้แก่ สำนักหลอมยุทธภัณฑ์ สำนักหุ่นเชิด สำนักยันต์อักขระ สำนักแปรธาตุ สำนักพฤษศาสตร์ สำนักฝึกสัตว์และอื่น ๆ
ก่อนหน้านี้ เฉินฮ่าวกำลังฝึกฝนวิชากระบี่พื้นฐานของสำนักกระบี่ดารานภา
อย่างไรก็ตาม แต่ละสำนักย่อมมีขีดจำกัดของตัวเองเช่นกัน สำนักขนาดเล็กจะมีเพียงเคล็ดวิชาพื้นฐานให้ได้เรียนรู้เท่านั้น หากผู้ใดต้องการร่ำเรียนเคล็ดวิชาที่สูงกว่าย่อมต้องเลือกเข้า ‘นิกาย’
นิกายใหญ่ทั้งหลายต่างสร้างขึ้นบนภูเขาที่มีชื่อเสียง ซึ่งอยู่ใกล้เคียงกับแม่น้ำใหญ่อันอุดมไปด้วยปราณวิญญาณ นิกายคือแหล่งรวมอัจฉริยะด้านการบ่มเพาะ ก่อนจะได้เข้าสู่นิกายนั้น ผู้สมัครล้วนต้องเผชิญกับการคัดเลือกอันเข้มงวด
ผู้ที่ไม่มีพรสวรรค์แต่กำเนิดหรือมีรากฐานไม่มั่นคงจะไม่สามารถผ่านการสอบคัดเลือกของนิกายได้ และด้วยข้อกำหนดอันเข้มงวดเหล่านี้ จึงทำให้สำนักทั่วไปมิอาจเทียบเคียงได้นั่นเอง
เฉินซีได้รับรู้ถึงความไม่เป็นธรรมที่เฉินฮ่าวได้รับในหลายปีที่ผ่านมาอย่างแจ่มแจ้ง เป็นเพราะตัวเขาเองที่ทำให้เฉินฮ่าวถูกผู้คนในสำนักเย้ยหยันดูถูก ไม่มีผู้ใดอยากสุงสิงติดต่อกับเฉินฮ่าว และเด็กหนุ่มก็ไม่มีเพื่อนแม้แต่เพียงผู้เดียว ดังนั้น หากน้องชายของเขาสามารถเข้าสู่นิกายพันกระบี่ได้อย่างเป็นทางการ ย่อมถือเป็นโอกาสอันน่ายินดีสำหรับเฉินฮ่าวที่คลั่งไคล้ในวิชากระบี่อย่างไม่ต้องสงสัย
ไม่ต้องเอ่ยถึงเลยว่ามันจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อเส้นทางในอนาคต
เฉินฮ่าวอายุเพียงสิบสองปีในปีนี้ แต่ด้วยพรสวรรค์และสติปัญญาที่ไม่ธรรมดา ทำให้ขณะนี้เขาสามารถฝึกฝนจนถึงขอบเขตสร้างรากฐานขั้นสูงสุดแล้ว และด้วยการชี้แนะอย่างทุ่มเทของผู้เป็นปู่ รากฐานของเฉินฮ่าวจึงแข็งแกร่งกว่าคนรุ่นเดียวกันอย่างหาที่เปรียบมิได้ ดังนั้นบททดสอบการเข้านิกายพันกระบี่จึงย่อมไม่เป็นปัญหา
เมื่อใกล้ถึงบ้าน เฉินซีเห็นเด็กหญิงอายุห้าหรือหกขวบจากระยะไกล ขณะนี้นางนั่งอยู่หน้าประตูบ้านของเขา
เด็กหญิงคนนี้มีผมที่มัดเป็นเปีย นัยน์ตาสีดำสนิทคู่หนึ่ง และมีรูปลักษณ์ที่น่าเอ็นดูมาก
เด็กหญิงรีบวิ่งเข้ามาหาเมื่อนางสังเกตเห็นเฉินซี และถามอย่างตื่นเต้นว่า “พี่เฉินซี เสี่ยวฮ่าวอยู่ที่ใดหรือ ข้านำลูกอมมะนาวที่เขาชื่นชอบมา แต่เขากลับไม่อยู่เสียแล้ว”
เด็กหญิงผู้นี้มีนามว่า ‘ซีซี’ นางเป็นเด็กสดใสและน่าเอ็นดู แต่ด้วยกำพร้าบิดานางจึงอาศัยอยู่แต่กับมารดาของนาง ‘ไป๋หว่านฉิง’ ซึ่งย้ายมาอยู่ที่เมืองหมอกสนเมื่อไม่กี่ปีก่อน พวกนางเป็นเพื่อนบ้านของเฉินซี ดังนั้นความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองครอบครัวจึงดีมาก
“เขาไปยังที่ห่างไกลเพื่อร่ำเรียนวิชากระบี่ และอาจจะไม่กลับมาอีกสักพัก”
เฉินซียกมือลูบหัวเล็ก ๆ ของซีซี เขาเอ็นดูเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ ผู้มีอายุน้อยกว่าน้องชายของเขาสองสามปีผู้นี้มาก เมื่อใดก็ตามที่เฉินฮ่าวกลับมาจากสำนักดารานภา นางจะคอยเล่นกับเฉินฮ่าวไม่ห่างและยังแบ่งปันขนมให้เป็นครั้งคราว ดังนั้นพวกเขาทั้งสองจึงมีความสัมพันธ์ที่ดีเป็นอย่างยิ่ง
สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือการที่ซีซีและมารดาของนางไม่เคยเย็นชาต่อครอบครัวของเฉินซีและไม่เคยถือว่าเฉินซีเป็นตัวอัปมงคล ความไว้วางใจที่ปราศจากแรงจูงใจอื่น ๆ แอบแฝงเช่นนี้ ทำให้เฉินซีให้ความสำคัญกับสองแม่ลูกคู่นี้เป็นพิเศษ
ในขณะที่งุนงง ซีซีเงยหน้าขึ้นมองขณะที่นางถาม "ที่ห่างไกล? ที่ห่างไกลนั้นอยู่แห่งหนใด?”
เฉินซีคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวว่า “สถานที่ที่เจ้ายังไม่สามารถไปได้เรียกว่าที่ห่างไกล แต่เมื่อซีซีโตขึ้นเจ้าจะสามารถไปที่นั่นได้”
ซีซีอุทานดัง "โอ้" ก่อนจะหมดกำลังใจและทำหน้าเศร้าซึม
เฉินซีปลอบโยนนางและกล่าวว่า “เหตุใดเจ้าไม่เข้าไปเล่นในบ้านของข้าก่อนเล่า?”
ดวงตาของซีซีส่องประกาย "เย้~ ข้าอยากเห็นพี่เฉินซีประดิษฐ์ยันต์!”
"เช่นนั้นตามข้ามา" รอยยิ้มปรากฏขึ้นที่มุมปากของเฉินซีเมื่อเขาเห็นเด็กหญิงตัวเล็กคนนี้มีความสุข แต่เพียงชั่วพริบตาเขาก็กลับมามีท่าทางเย็นชาอีกครั้ง
เฉินซีจับมืออันเล็กบางของซีซีแล้วเดินเข้าไปในบ้านของเขา
…
บนโต๊ะมีกองกระดาษยันต์สีฟ้าอ่อน ถาดหมึกที่เต็มไปด้วยหมึกสีแดงคล้ำ และพู่กันเขียนยันต์สีเข้ม
เฉินซีปรับท่าทางของเขาให้นั่งตัวตรงต่อหน้าโต๊ะ ส่วนซีซีก็นั่งบนเก้าอี้ตัวเล็ก ๆ ที่ด้านข้างอย่างเชื่อฟัง และบนใบหน้าเล็กนั้นยังเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น
เฉินซีชี้ไปที่กองกระดาษยันต์สีฟ้าอ่อน ขณะที่เขาอธิบายด้วยเสียงเบาแผ่ว “นี่เป็นกระดาษยันต์เยื่อไม้สนซึ่งเป็นกระดาษยันต์ที่มีราคาถูกที่สุดในท้องตลาด มันมีเนื้อแข็งและหยาบกระด้าง จึงมักจะถูกใช้เพื่อสร้างยันต์พื้นฐานที่ง่ายที่สุด”
ซีซีเป็นดั่งนักเรียนในขณะที่นางพยักหน้าอย่างตั้งใจและพูดว่า “พี่เฉินซีข้าจำได้แล้ว”
เฉินซีหัวเราะและส่ายหัว ก่อนจะชี้ไปที่ถาดหมึกสีแดงคล้ำและกล่าวว่า “หมึกนี้มาจากเลือดของกวางเพลิงสีชาด ซึ่งเป็นหนึ่งในสัตว์อสูรระดับต่ำที่สุด นอกจากเลือดที่สามารถนำมาใช้เป็นหมึกสำหรับสร้างยันต์แล้ว อวัยวะอื่น ๆ ของมันก็ไม่มีค่าเลยแม้แต่น้อย”
ซีซีพยักหน้าขณะที่นางถามต่อ “แล้วพู่กันนั่นล่ะ?”
“นี่คือพู่กันเขียนยันต์ พู่กันเขียนยันต์นั้นมีคุณภาพหลากหลาย หากเป็นพู่กันเขียนยันต์คุณภาพเยี่ยม ขณะเขียนยันต์จะไม่เพียงแต่วาดลายเส้นที่เฉียบคมและสมมาตรมากขึ้นเท่านั้น แต่ยังสามารถเพิ่มอัตราความสำเร็จของการสร้างยันต์ได้อีกด้วย พู่กันเขียนยันต์ที่ข้ามีอยู่นี้เป็นเพียงพู่กันเขียนยันต์ธรรมดาทั่วไป อย่างไรก็ตาม มันก็เพียงพอแล้วสำหรับข้า”
เมื่อเขากล่าวจบ เฉินซีก็สังเกตเห็นทันทีว่าวันนี้เขาพูดมากกว่าปกติ อาจเป็นไปได้ไหมว่าเป็นเพราะท่านปู่และน้องชายของเขาจากไป เขาจึงใช้ซีซีมาเป็นตัวแทนเพื่อระบายความในใจแทน?
เมื่อเขาคิดถึงจุดนี้ เฉินซีก็หันไปมองซีซีและสังเกตเห็นว่าเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ กำลังฟุบศีรษะของนางไว้บนโต๊ะ และหลับไปตั้งแต่เมื่อใดไม่ทราบ น้ำลายที่วาววับและโปร่งแสงหยดย้อยลงมาจากมุมปากของนาง
เฉินซีรำลึกได้ว่าน้องชายของเขามีลักษณะแบบนี้เช่นกันเมื่อตอนที่ยังเป็นเด็กน้อย เขาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกอบอุ่นหัวใจ ก่อนจะอุ้มเด็กหญิงขึ้นมาอย่างระมัดระวัง แล้วเดินไปวางนางลงบนเตียงและกลับมานั่งที่โต๊ะไม้
เมื่อไม่ต้องกังวลใจอีกต่อไป เฉินซีก็หยิบพู่กันขึ้นมาแล้วย้อมมันด้วยหมึกจนเพียงพอ จากนั้นเขาจึงเริ่มวาดยันต์
ฟุ่บ! ฟุ่บ! ฟุ่บ!
ขณะที่ปลายพู่กันซึ่งย้อมด้วยหมึกสีแดงคล้ำ ค่อย ๆ ร่อนลงบนกระดาษยันต์ที่ว่างเปล่า เส้นสีแดงละเอียดก็ไหลออกมาจากปลายพู่กัน ราวกับไส้เดือนที่มีสติปัญญาเคลื่อนไปตามกระดาษยันต์เยื่อไม้สนสีฟ้าอ่อนอย่างงดงาม
เฉินซีมักจะจริงจังและจดจ่ออยู่เสมอในขณะวาดยันต์ ดวงตาของเขาต่างจดจ้องไปที่กระดาษยันต์ที่อยู่ภายใต้พู่กัน แผ่นหลังของเขาตั้งตรงประหนึ่งหอกค้ำยันฟ้า มือขวาของเขาเคลื่อนไหวคล่องแคล่วไหลลื่นไม่มีติดขัด
ผ่านไปพักหนึ่งลวดลายซับซ้อนและลึกซึ้งต่างเบ่งบานอย่างเงียบ ๆ ราวกับดอกไม้บนกระดาษยันต์ และทันใดนั้นกระดาษยันต์พลันส่องแสงสว่างจ้าอยู่ชั่วพริบตา ก่อนจะหรี่ลงและกลับสู่สภาพปกติ
เฉินซีวางยันต์เพลิงเมฆาระดับแรกไว้ข้าง ๆ โดยที่สีหน้าไม่แปรเปลี่ยน จากนั้นจึงหยิบกระดาษยันต์เยื่อไม้สนเปล่าอีกแผ่นหนึ่งขึ้นมา แล้วกวัดแกว่งพู่กันของเขาลงไปโดยไม่อยากเสียเวลาเปล่า ๆ
เมื่อห้าปีที่แล้วท่านปู่ของเฉินซีได้นำเงินเก็บก้อนสุดท้ายมาเป็นค่าเล่าเรียนเพื่อให้เฉินซีได้รับการศึกษาที่สำนักสร้างยันต์ เมื่อเขาประสบความสำเร็จในการเขียนยันต์พื้นฐานระดับแรก การเขียนยันต์ก็กลายเป็นแหล่งรายได้หลักเพียงหนึ่งเดียวของครอบครัว
อย่างไรก็ตาม เฉินซีรู้เพียงวิธีสร้างยันต์พื้นฐานขั้นต้นเท่านั้น เพราะในสำนักสร้างยันต์นั้นมีสอนแต่เพียงการสร้างยันต์พื้นฐานระดับขั้นต้นเท่านั้น หากใครต้องการเรียนรู้วิธีสร้างยันต์ระดับสูง พวกเขาจะต้องจ่ายเงินจำนวนมากเพื่อซื้อตำราที่เกี่ยวข้องมา แน่นอนว่าราคานั้นสูงเกินไป เฉินซีจึงไม่สามารถจ่ายได้
ถึงอย่างนั้นตอนนี้เฉินซีก็พอใจแล้ว
เมื่อแรกเริ่มที่เขาสร้างยันต์ เขาสามารถสร้างยันต์ขั้นต้นได้เพียงห้าแผ่นต่อวัน แต่ตอนนี้ เขาสามารถเขียนได้สามสิบแผ่นต่อวัน เมื่อแปลงเป็นศิลาวิญญาณ ยันต์สามสิบแผ่นนี้มีค่าเท่ากับศิลาวิญญาณสิบก้อน ในอดีตมันเพียงพอที่จะเจือจุนครอบครัว รวมทั้งจ่ายค่าเล่าเรียนวิชากระบี่ที่สำนักของเฉินฮ่าว
ทว่าตอนนี้ท่านปู่และน้องชายของเขาได้ไปที่ดินแดนทางใต้แล้ว จึงเหลือเพียงเขาเท่านั้น ตราบใดที่เขาใช้ชีวิตอย่างมัธยัสถ์ เขาก็คงจะสามารถรวบรวมศิลาวิญญาณจำนวนมากได้โดยใช้เวลาเพียงไม่นานนัก และการซื้อตำราวิธีสร้างยันต์ระดับสูงก็ย่อมเป็นไปได้เช่นกัน
แน่นอนว่าก่อนทำอย่างนั้น เขาต้องคืนศิลาวิญญาณหนึ่งร้อยก้อนที่เขาเป็นหนี้แก่ลุงจางเสียก่อน
เวลาล่วงเลยไป ภายในห้องที่คับแคบและมืดสลัว เฉินซีมีสมาธิจดจ่ออย่างยิ่งในขณะที่เขาใช้พู่กันอย่างไม่หยุดมือ เขาหมกมุ่นอยู่กับสภาวะลืมตัวตนไปโดยสิ้นเชิง ภายใต้สภาวะนี้กระดาษยันต์เยื่อไม้สนที่ว่างเปล่าทั้งหลายนั้นก็ค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นยันต์ที่มีลวดลายซับซ้อนและลึกซึ้ง
ฟุ่บ!
ท้องฟ้านั้นมืดไปแล้วเมื่อเฉินซีเขียนยันต์แผ่นสุดท้ายเสร็จ เขาวางพู่กันเขียนยันต์ไว้บนแท่นหินหมึกอย่างระมัดระวัง ก่อนจะถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก คิ้วขมวดเผยความอ่อนล้าลึก ๆ ทำให้ใบหน้าที่ซีดเซียวของเขายิ่งดูซีดลง
ด้วยระดับการบ่มเพาะของเขาในขอบเขตก่อกำเนิดขั้นกลาง ปราณแท้ในร่างกายของเขาแทบจะไม่สามารถประคับประคองไหวหลังจากการเขียนยันต์ขั้นต้นสามสิบแผ่น หากเขาต้องการที่จะเขียนมากกว่านี้ มันจะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อระดับการบ่มเพาะของเขารุดหน้าขึ้น
ปัญหานี้มันง่ายที่จะพูด แต่สำหรับเฉินซีมันยากมากที่จะเพิ่มระดับการบ่มเพาะของเขาเอง
พรสวรรค์แต่กำเนิดของเขานั้นไม่เลวร้าย และเคล็ดวิชานภาม่วงที่สืบทอดมาจากครอบครัวของเขานั้นก็ไม่ใช่เคล็ดวิชาธรรมดาทั่วไป ทว่าระดับการบ่มเพาะของเขากลับหยุดนิ่งที่ขอบเขตก่อกำเนิดขั้นกลางมาเป็นเวลาห้าปีโดยไม่มีความคืบหน้าเลยแม้แต่น้อย
เป็นเพราะเหตุนี้เองที่เฉินเทียนลี่วางความหวังทั้งหมดไว้กับเฉินฮ่าว ในขณะที่เฉินซีถูกจัดให้ร่ำเรียนแต่การเขียนยันต์…
หรือว่าเป็นเพราะข้าโง่เกินไป?
เฉินซีถามคำถามนี้กับตัวเองซ้ำ ๆ อยู่หลายพันครั้ง และทุกครั้งเขาปฏิเสธไม่ยินยอมที่เชื่อจนต่อมามันเริ่มกลายเป็นความคับข้องใจ ความเจ็บปวด และความรู้สึกสูญเสียอยู่ภายในใจ…
ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!
เฉินซีได้ยินเสียงเคาะประตูเบา ๆ จากนั้นเสียงของผู้หญิงที่อ่อนโยนและน่าฟังก็ดังขึ้น “เฉินซี ซีซีอยู่ในบ้านของเจ้าหรือไม่?”
เฉินซีเดินไปเปิดประตูทันที สตรีที่มีลักษณะสง่างามยืนอยู่นอกประตู นางสวมเสื้อคลุมผ้าและปิ่นปักผมที่ทำจากกิ่งไม้ขัดเงามาอย่างประณีต นางคือมารดาของซีซีนามว่า ‘ไป๋หว่านฉิง’
“ท่านน้าไป๋ ซีซีหลับไปแล้วขอรับ” เฉินซีกล่าว
ไป๋หว่านฉิงถอนหายใจด้วยความโล่งอก ขณะที่นางยิ้มและกล่าวว่า “เด็กน้อยไม่ได้รบกวนเจ้าใช่ไหม? ข้าจะพานางกลับบ้านเดี๋ยวนี้”
เฉินซีส่ายหัวเบา ๆ
ไป๋หว่านฉิงรู้นิสัยของเฉินซีดีอยู่แล้วว่าเขาเป็นคนพูดน้อย นางหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะก้าวเข้ามาในบ้านเพื่ออุ้มซีซีที่หลับสนิท จากนั้นนางจึงจากไป
อย่างไรก็ตาม ไม่นานเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นอีกครั้ง ทว่าคราวนี้เสียงเคาะดังขึ้นและรัวแรงราวกับเสียงรัวกลอง
เฉินซีขมวดคิ้วและเดินไปเปิดประตู เป็นไป๋หว่านฉิงคนเดิมที่กลับมาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก
เกิดอะไรขึ้น?
ในขณะที่เฉินซีกำลังสับสน ไป๋หว่านฉิงก็พูดรัวเร็วเสียงดัง “เร็วเข้า! รีบออกไปที่นอกเมือง มีข่าวว่าปู่ของเจ้าประสบอุบัติเหตุ!”
อะไรนะ?
ท่านปู่ประสบอุบัติเหตุ!?