โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

คัมภีร์หนึ่งในใต้หล้า หนึ่งกระบี่สยบฟ้า หนึ่งมรรคานิรันดร์กาล

นิยาย Dek-D

อัพเดต 26 พ.ค. 2567 เวลา 14.00 น. • เผยแพร่ 26 พ.ค. 2567 เวลา 14.00 น. • Xuan Er
หยางเสวียนชายหนุ่มผู้ที่มาจากต่างแดน เขาผู้นี้จะสร้างชื่อเสียงเลื่องลือทั่วปฐพี เป็นหนึ่งในใต้หล้า ความลับสวรรค์ในร่างของเขาที่ค่อย ๆ ถูกเปิดเผยออกมาท่ามกลางการท่องยุทธจักรที่แก่งแย่งชิงกันเป็นใหญ่…

ข้อมูลเบื้องต้น

เรื่องย่อ คัมภีร์หนึ่งในใต้หล้า หนึ่งกระบี่สยบฟ้า หนึ่งมรรคานิรันดร์กาล

หยางเสวียน ชายหนุ่มผู้ที่เติบโตในมหาพิภพอันไกลแสนโพ้น ตัวของเขาเป็นถึงผู้บำเพ็ญตบะขอบเขตเต๋าผู้ยิ่งใหญ่ เขาต้องจากบ้านเกิดแดนไกลเพียงเพราะ ‘เส้นปราณกระบี่วิเศษ’ ที่ไม่สมควรปรากฎอยู่ในร่างของเขา เพื่อเปิดเผยความลับสวรรค์ที่มิอาจแพร่งพรายนี้ หยางเสวียนตัดสินใจละทิ้งพลังทุกอย่าง ติดตามสตรีโฉมงามผู้ลึกลับไปยังดินแดนที่ตนไม่เคยรู้จักมาก่อน กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้น ที่ทำให้โชคชะตาของเขาต้องเปลี่ยนผันไปตลอดกาล!

นี่เรื่องราวของผู้เป็นหนึ่งในใต้หล้า ในเรื่องราวแห่งการสัประยุทธ์ด้วยกระบี่เหินแห่งโลกบำเพ็ญเพียร!

“หยางเสวียนชายหนุ่มผู้ที่มาจากต่างแดน เขาผู้นี้จะสร้างชื่อเสียงเลื่องลือทั่วปฐพี เป็นหนึ่งในใต้หล้า ความลับสวรรค์ในร่างของเขาที่ค่อย ๆ ถูกเปิดเผยออกมาท่ามกลางการท่องยุทธจักรที่แก่งแย่งชิงกันเป็นใหญ่.. ข้าหยางเสวียน ในชั่วชีวิตนี้เพียงปรารถนาเพียงความสงบสุข การเป็นหนึ่งในใต้หล้าคือหนทางเดียวของข้า…”

‘เพียงหนึ่งคัมภีร์เป็นหนึ่งในใต้หล้า

เพียงหนึ่งกระบี่สังหารเต๋าบรรพกาลอย่างแยบยล

เพียงหนึ่งร่างบงการมหามรรคาสวรรค์เทียบเทียมฟ้า

ข้าหยางเสวียนเพียงสะบัดนิ้วมุทรา ทุกอย่างล้วนถูกสยบ!’

……………………

“พระเอกเรื่องนี้คือบุตรชายคนรองของพระเอกในเรื่อง หยางชุน เทพนิจนิรันดร์ เรื่องราวจะเดินไปคนละเส้นเรื่องอีกจักรวาลหนึ่ง หยางเสวียนอยู่ในจักรวาลปราณยุทธ์ บิดาของหยางเสวียนอยู่ในจักรวาลเต๋า ขอบเขตพลังไม่เหมือนกัน ดังนั้นนักอ่านท่านใหม่ อ่านได้ ไม่งงอย่างแน่นอน

*คัมภีร์หนึ่งในใต้หล้า หนึ่งกระบี่สยบฟ้า หนึ่งมรรคานิรันดร์กาล (หยางเสวียน) ขอเตือนก่อนเลยว่าเป็นแนวฮาเร็มหนักมาก หญิงสาวของพระเอกเก่งทุกคน! ”

**เวลาการลงนิยาย ช่วงไหนว่างจะลงวันละตอน หากไม่ว่างจะลง 2-3 ตอน/สัปดาห์นะครับ หรือหายไปนานจะมีการแจ้งให้ทราบก่อน ไรท์ไม่เทเรื่องนี้แน่นอน การันตีจากเรื่องแรกที่แต่ง 900 ตอนจบ

ขอบคุณที่สนันสนุนนิยายนะครับ

ภาพปกกูกลิขสิทธิ์

…………….

//นี่เป็นเพียงขอบเขตในช่วงนิยายภาคแรก ๆ ดังนั้นนักอ่านทุกท่านไม่จำเป็นต้องจำจากตรงนี้ทั้งหมด สามารถอ่านในนิยายได้เลย ในนิยายจะมีบอกอยู่เรื่อย ๆ ครับ ไม่งงอย่างแน่นอน//

ขอบเขตแดนมนุษย์

ผู้ฝึกบำเพ็ญตบะ 9 ขอบเขต

1. ขอบเขตปราณตัวอ่อน

2. ขอบเขตปราณแก่นวิญญาณ

3. ขอบเขตปราณแก่นกายาโอสถทองคำ

4. ขอบเขตปราณบินทะยาน

5. ขอบเขตปราณประตูสวรรค์

6. ขอบเขตปราณวิถีสวรรค์

7. ขอบเขตปราณนิพพานท้ายุุทธ์

8. ขอบเขตปราณอนันตากลืนยุทธ์

9. ขอบเขตปราณมรรคาสวรรค์เทียมฟ้า

ผู้ฝึกยุทธ์ 9 ขอบเขต

1. ขอบเขตยุทธ์ตัวอ่อน

2. ขอบเขตเรือนกายภูผายุทธ์กายาหยก

3. ขอบเขตฝ่ายุทธ์บินทะยาน

4. ขอบเขตวิญญาณยุทธอมตะ

5. ขอบเขตเซียนยุทธ์

6. ขอบเขตกึ่งเซียนกึ่งเทพยุทธ์

7. ขอบเขตเทพยุทธ์สะเทือนมรรคาสวรรค์

8. ขอบเขตเทพยุทธ์วิถีหมัดสยบใต้หล้า

9. ขอบเขตเทพเทวะยุทธ์

ขอบเขตบนดินแดนเซียน รวมไปถึงดินแดนมหาภพ 9 ดินแดน

(ผู้ฝึกยุทธ์กับผู้บำเพ็ญตบะ มาร ปีศาจ สัตว์วิญญาณกลืนปราณ)

เขตขั้นพลัง

สามเขตขั้น แดนทะเลเทพ

เขตขั้น แดนทะเลเทพนภา

เขตขั้น แดนทะเลเทพเหนือล้ำ

เขตขั้น แดนทะเลเทพศักดิ์สิทธิ์

สามเขตขั้น แดนโอสถรากฐานแห่งเต๋า

เขตขั้น แดนโอสถศักดิ์สิทธิ์

เขตขั้น แดนโอสถมังกรเที่ยงแท้

เขตขั้น แดนโอสถจิตเต๋า

หกเขตขั้น แดนกำเนิดมหาเทพภพ

เขตขั้น แดนกำเนิดมหาเทพภพ จักรพรรดิวิญญาณเต๋า

เขตขั้น แดนกำเนิดมหาเทพภพ จักรพรรดิห้วงสวรรค์

เขตขั้น แดนกำเนิดมหาเทพภพ จักรพรรดิเหินห้าว

เขตขั้น แดนกำเนิดมหาเทพภพ จักรพรรดิสิบแปดชั้นฟ้า

เขตขั้น แดนกำเนิดมหาเทพภพ ขุนเขาแสนลี้วิญญาณไร้เต๋า

เขตขั้น แดนกำเนิดมหาเทพภพ ราชันนิพพานมรรคฟ้า

ระดับพลังจิต หลังเขตขั้นหลังนิพพานมรรคฟ้า
จิตครึ่งเทพเอกะ จิตเทพเอกะ จิตเทพเก้าสวรรค์ จิตเทพแดนสังหาร และจิตเทพอนันต์

เขตขั้นพลัง หลังจากแดนกำเนิดมหาเทพภพ ราชันนิพพานมรรคฟ้า

หนึ่งแดนสูงสุดขั้นต้น
เขตขั้นผู้ธำรงแห่งแดนสูงสุด ขั้นเก้าถึงหนึ่ง

สามแดนสูงสุดขั้นกลาง
เขตขั้นผู้รู้แจ้งแห่งแดนสูงสุด ต่ำ กลาง สูง
เขตขั้นผู้วาดสวรรค์แห่งแดนสูงสุด ต่ำ กลาง สูง
เขตขั้นผู้สยบฟ้าดินแห่งแดนสูงสุด ต่ำ กลาง สูง

หนึ่งแดนสูงสุดขั้นสูง
เขตขั้น ผู้ทำลายล้างพิภพแห่งแดนสูงสุด ต่ำ กลาง สูง *พลังพิภพ
เขตขั้น ผู้ครองเจตน์จ้าวยุทธภพ ขั้นเก้าถึงหนึ่ง

ขุมพลังครึ่งก้าวมหาเทพยุทธ์

ระดับเทียนเสิน

ระดับเทียนจวิน

ระดับเทียนจุน

ขุมพลังมหาเทพยุทธ์แท้จริง ทุกระดับมีเก้าขั้นด้วยกัน

ระดับเทียนตี้เสิน

ระดับเทียนตี้จวิน

ระดับเทียนตี้จุน

แบ่ง ต่ำ กลาง สูง

ระดับหนึ่งโอสถนิรันดร์

ระดับเจ้ายุทธภพหลอมสวรรค์

ระดับเจ้าพิภพเหนือสรรพสิ่ง

แบ่งต่ำ กลาง สูง

เขตแดนสภาวะนิรันดร์

…..

ผู้ฝึกกระบี่(ผู้บำเพ็ญตบะ) เขตขั้นหลอมปราณกระบี่

หลอมปราณกระบี่หนึ่ง - สิบสอง (แดนมนุษย์)

เขตขั้นหลอมปราณกระบี่เซียนดิน ระดับต่ำ กลาง สูง

เขตขั้นหลอมปราณกระบี่เซียนฟ้า ระดับต่ำ กลาง สูง

เขตขั้นหลอมปราณกระบี่วิถีจักรพรรดิกระบี่

เขตขั้นหลอมปราณกระบี่วิถีเต๋ากระบี่

เขตขั้นแดนของผู้ปรุงโอสถ

หกเขตขั้นแดน

เขตขั้นแดนโอสถชีวี

เขตขั้นแดนโอสถวิญญาณ

เขตขั้นแดนโอสถจิตสวรรค์(เทพโอสถ)

เขตขั้นแดนโอสถจิตเทพภพห้าธาตุ

เขตขั้นแดนโอสถเพลิงเอกะ(จักรพรรดิเพลิง..)

เขตขั้นแดนโอสถเพลิงทิพย์

ระดับสมุนไพร

ระดับแดนโอสถเซียน

ระดับแดนโอสถเทวา

ระดับแดนเทพเทวะโอสถ

ระดับแดนจักรพรรดิเพลิง

ระดับแดนโอสถเต๋า!

วัตถุปราณแห่งสัจจา

ระดับวิญญูชน

ระดับเซียน

ระดับเทพแดนวีรชน

ระดับเทพแดนปรารถนา

ระดับเทพแดนโอสถ

ระดับเทพแดนจักรพรรดิ

วัตถุวิเศษ

ระดับแดนเทพ

ระดับแดนจักรพรรดิ

ระดับแดนเต๋า

ระดับขั้นอาวุธ

ระดับเซียนภพวิญญาณ

ระดับเซียนภพปรารถนา

ระดับเซียนภพเทพ

ระดับเทพเหนือล้ำ

ระดับเทพจักรวาล

[ภาค 1 ข้ามีกระบี่อนันตภพ] บทที่ 1 ข้ามผืนจักรวาล เพราะเส้นปราณกระบี่ลึกลับ!

ณ ผืนจักรวาลเต๋า

สำนักสัจจะเต๋าตั้งอยู่ในเขตพื้นที่มงคลกำราบเต๋าของทวีปเซียนโบราณกาลภายในพื้นที่ ที่มีสภาพแวดล้อมฟ้าดินเต๋าล้วนอุดมสมบูรณ์และสงบสุข ไม่มีภูตผีปีศาจมารบกวนก่อความวุ่นวายเข่นฆ่ากับเซียน จึงเป็นพื้นที่อันสำคัญของทวีปเซียนโบราณกาลไปแล้ว

บนยอดเขาแห่งหนึ่งมีเรือนไผ่สีเขียวขจีต้นอ่อนตั้งตระหง่าน ตรงบริเวณหน้าระเบียงข้างหน้าทางเข้าเรือนไผ่ มีโต๊ะไผ่ยาวกับเก้าอี้ไผ่ประดิษฐ์ ชายหนุ่มรุ่นเยาว์ผู้หนึ่งผิวพรรณขาวสะอาดสะอ้าน สวมอาภรณ์สีขาวชายหนุ่มรูปงามหล่อเหลาดุจหยกแกะลลักอย่างประณีต กลิ่นอายน่ากริ่งเกรงและอ่อนโยนแผ่ซ่านเล็กน้อย

ไม่รู้เลยว่าหากเติบโตเป็นหนุ่มวัยผู้ใหญ่แล้วจะสง่างามหล่อเหลาจนเซียนหญิงนับไม่ถ้วนจะหลงใหลหรือไม่

แม้ว่ามือขวาจะประคองตำราเอาไว้แต่สายตามักจะเหม่อลอยตลอดเวลาราวกับมีบางอย่างที่อยู่ในใจ

ชายหนุ่มคือเซียนคนหนึ่งเขาเลือกที่จะให้ร่างกายเจริญเติบโตช้านี่ก็นับว่าเป็นเรื่องปกติ เกิดมาแต่เล็กชายหนุ่มก็ครอบครองพลังมีตบะแกร่งกล้ามาโดยตลอด แต่ขาดอย่างเดียวคือความรู้หลักการปราชญ์ของบัณทิตผนวกกับวิถีมรรคาสวรรค์เทียมฟ้า ชายหนุ่มจึงขอร้องท่านแม่เพื่อไปร่ำเรียนแสวงหาความรู้อันลึกล้ำ สุดท้ายเป็นเซี่ยเมี่ยวผิงท่านอาจารย์ของท่านแม่พามาที่นี่

เนิ่นนานแล้วที่ชายหนุ่มไม่เคยพบบิดาแม้ว่าความจริชายหนุ่มจะสามารถสัมผัสการมีอยู่ของบิดาได้ตลอดเวลาก็ตามแต่เขามิอาจไปหาได้ จู่ๆ ชายหนุ่มหันหน้ารวดเร็วฟึ่บฟั่บตามสัญชาตณาณมองไปด้านซ้ายพลางปิดตำราเสียงดังฟึ่บ

มี "หญิงสาว" คนหนึ่งควบคุมกระบี่บินสีขาวดุจหยกหิมะขาว รอบข้างกระบี่ผันผวนยุ่งเหยิงไปด้วย "ลมปราณกระบี่" พลังอันพิศดารที่มิใช่ฟ้าดินเต๋าหรือพลังเต๋า

ชายหนุ่มตวัดหมุนตัวฉึบฉับ อาภรณ์สีขาวสะบัดไสวดุจหิมะโปรยปรายกลมเกลียว เขาเหินทะยานลงไปจากเรือนไผ่ ชายหนุ่มเกรงกลัวว่า "หญิงสาว" คนนั้นจะทำเรือนไผ่ของตนพังพินาศ ตนอุตส่าห์ไปขอร้องท่านอาจารย์หลิ่วอินแทบเป็นแทบตายสร้างให้กับเขา

เท้าแตะพื้นยืดกายขึ้นหลังตรงปัดอาภรณ์สีขาวไม่ให้ยุ่งยับ ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาดุจหยกมองไปที่ "หญิงสาว" รุ่นเยาว์ อายุเท่ากับเขา เรือนร่างงดงามอรชรอ้อนแอ้นหากเติบใหญ่กว่านี้จะเรียกได้ว่าร่างกายอันสมบูรณ์ของอิสตรี หน้ารูปทรงเรียวไข่ งดงามสะพรั่งวิจิตรสะท้านวิญญาณ แววตาเจ้าเล่ห์ดุจจิ้งจอกยามที่มอง "ชายหนุ่ม" นางสวมอาภรณ์สีเหลืองอ่อนผมสีดำยาวแพรไหมมัดรวบผมเรียบร้อย ตรงที่มวยผมมีปิ่นสีเหลืองปักเอาไว้ "หญิงสาว" มุมปากตวัดโค้งเป็นจันทร์เสี้ยวเผยให้เห็นใบหน้าของสตรีที่เจ้าเล่ห์อันงดงาม

"หญิงสาว" ควบคุมกระบี่กลับคืนไปอยู่ในมือนางของนาง

"เจ้าอีกแล้วรึ?" ชายหนุ่มชุดขาวยิ้มไม่ยิ้มสีหน้าราวกับเอือมระอา ประหนึ่ง อย่ามายุ่งกับข้าจะได้หรือไม่?

หญิงสาวกลับไม่สนใจพลางยิ้มพริ้มเพราเอ่ยน้ำเสียงอ่อนหวาน

"ไปกับข้าเถิดนะ ดินแดนใบนี้ช่างน่าเบื่อหน่ายจะตายไป เจ้าฉลาดอยู่แล้วจะมาเข้าสำนักศึกษาทำไมกัน? อยากจะเป็น ‘มังกรซ่อนเร้นในฝูงชน’ ทำตัวเป็นพยัคฆ์ซ่อนเล็บคอยผงาดโอ้อวดรึ?"

ชายหนุ่มตอบขอไปทีโบกมือพัลวันแล้วเดินขึ้นเรือนไผ่ "ไม่ล่ะ ข้ากำลังรอท่านพ่ออยู่"

หญิงสาวหงุดหงิดกระทืบเท้าด้วยความโมโหโทโสใบหน้ามุ่ยไม่พอใจแต่กลับดูน่ารักน่าเอ็นดู "เจ้าทึ่ม! ข้าเฝ้ามองเจ้ามาหลายปีแล้ว ดูไม่ออกหรือไรว่าคิดอย่างไรกับเจ้าน่ะ!?"

ชายหนุ่มเอ่ยกลั้วหัวเราะโบกมือไล่อย่างไม่ใส่ใจมากนัก "จะไปไหนก็ไปเลย ข้าไม่ยุ่งกับเจ้าหรอก" ชายหนุ่มชุดขาวหน้าตาหล่อเหลาราวกับหยกแกะสลักดุจเทพบุตรกลับไป "นั่ง" ที่เก้าอี้ไผ่แล้วหยิบตำราที่หน้าปกเขียนไว้ว่า

"มรรคาสวรรค์เทียมฟ้าอยู่ที่ใจ แล้วใจเล่าจะคืออันใด?" ชายหนุ่มเปิดตำราแล้วอ่าน ท่าทางราวกับบัณทิตที่ถูกสอนมาดีราวกับคุณชายจากตระกูลผู้สูงส่ง

หญิงสาวเม้มปากจ้องเขม็งไปยังชายหนุ่มชุดขาว จู่ๆ ด้านข้างก็ปรากฎเงาลมเงาคนเป็นสตรีแต่งงานแล้วเรือนกายสะโอดสะองอวบอั๋น ข้างหลังสะพายฝักกระบี่สองฝักแต่ไร้กระบี่ สวมชุดชาววังสีขาว "ชุด" รัดทรงเอวคอดทรงอกจนเห็นรูปร่างริมฝีปากแดงเจื่อ ประทินโฉมงดงามผมยาวสีดำปล่อยยาวเต็มหลัง

นางเอ่ยเสียงนุ่มนวลปลอบโยนกับหญิงสาวด้านข้าง "คุณหนูเหมือนว่าเขาไม่อยากไปกับพวกเราจริงๆ เช่นนั้นพวกเรากลับดีหรือไม่? คงอาจจะต้องล้มเลิกภารกิจและความตั้งใจเดิมแล้วจริงๆ พวกเราไม่ใช่คนชั่วช้าที่จะต้องไปบังคับคนอื่นกลับไปกับเรา"

หญิงสาวหันไปมองสตรีที่สูงกว่าตนแล้วเอ่ยเศร้าหมองไม่ยอม "ท่านแม่นม ท่านช่วยข้าหน่อยสิ ข้ามองเขาออก.. เขาเป็นคนดีมากเลยนะ แต่แค่หัวแข็งไปหน่อย เหมือนว่าในใจของเขายังมีบางอย่างที่ซ่อนเอาไว้และยังไม่ได้คลายออกมา"

สตรีแต่งงานแล้วชุดชาววังสีขาวเอ่ยอย่างจนใจมองไปยังชายหนุ่มชุดขาวที่นั่งอ่านตำราของเขาไป

"จะรู้ได้อย่างไรว่าเขาดีจริง? ไม่แน่ว่าพอพบพานกับท่านพ่อของเขาแล้ว เขาจะเปลี่ยนนิสัยไป? เจ้าไม่กลัวหรือ? มาเยือนพิภพอื่นก็เหมือนกับท่องยุทธภพใจคนยากแท้จะหยั่งถึง อย่าได้ตกหลุมพรางแต่รูปโฉมงดงาม จิตใจคนล้วนเป็นหลัก ไม่กลัวว่าจะเหมือนกับท่านอาหญิงของเจ้าหรือ? ที่อาภัพรัก? "

นางเบ้ปากทำสีหน้าบึ้ง สตรีแต่งงานแล้วหัวเราะสง่างามอย่างผู้ดีนำมือปิดปาก จู่ๆ สตรีแต่งงานแล้วขมวดคิ้วทันใดจึงรีบจับแขนของหญิงสาวเอาไว้ นางประหลาดใจจึงเหลือบไปมองท่านแม่นม

ชายหนุ่มขาวเบิกตากว้างเหลือบไปมองทิศทางหนึ่ง เขาปิดตำราบนใบหน้าเริ่มปรากฎรอยยิ้มอย่างไม่เคยเป็นมา เพียงไม่นานก็ปรากฎเงาร่างของคนสามคน เป็นหยางชุน จ้าวซื่อหง เซี่ยเมี่ยวผิง

ชายหนุ่มวางตำราดังตุบ เหินลงไปข้างล่างเรือนไผ่ไปหยุดตรงหน้าของสามคนเอ่ยเสียงสั่นเครือยามที่มองบุรุษผมเทาขาว "ท่านป้าเมี่ยวผิง ท่านแม่…ท่านพ่อ…"

หยางชุนยิ้มอ่อนโยนบุตรชายของเขาเหมือนกับเขาตอนชายหนุ่มรุ่นเยาว์จริงๆ จึงอดไม่ได้ที่จะยื่นมือไปลูบศีรษะ ชายหนุ่มไม่ปัดป้องแถมยังน้ำตาไหลพรากเข้าไปสวมกอดบิดาของตน หยางชุนตกใจเล็กน้อยก่อนจะยิ้มเบาบาง จ้าวซื่อหงยิ้มปริ่มน้ำตาเกือบคลอ

"โกรธพ่อหรือไม่ที่มาหาเจ้าช้าเกินไป?"

ชายหนุ่มส่ายหน้าก่อนจะเลิกสวมกอดและเช็ดคราบน้ำตาเอ่ยน้ำเสียงจริงใจหนักแน่น

"ท่านพ่อมีภาระอันยิ่งใหญ่ที่ต้องแบกรับเอาไว้ ลูกจะไปโกรธท่านได้อย่างไร?" หยางชุนได้ยินจึงยิ้มมีความสุขนัก

จ้าวซื่อหงที่ราวกับเปลี่ยนไปเป็นคนละคนท่าทางน้ำเสียงราวกับหญิงแกร่งดุจดังจักรพรรดินีผู้ยิ่งใหญ่เอ่ยต่อสามีด้านข้างว่า "ไหนล่ะชื่อของลูกที่ท่านบอกว่าได้คิดเอาไว้แล้ว!?" แน่นอนว่านับแต่เกิดชายหนุ่มยังไม่มีชื่อ! เป็นเพราะจ้าวซื่อหงอยากจะปรึกษากับหยางชุนเสียก่อน ดังนั้นชายหนุ่มจึงไร้ชื่อ แต่เขาก็ไม่ได้รู้สึกน้อยใจอันใดเขาเข้าใจมารดาของตน พอชายหนุ่มเห็นว่าบิดามารดารักใคร่ปรองดองกันแล้ว ในหัวใจของเขาราวกับมีบางอย่างสลายหายไปไม่กังวลกลุ้มใจอีกต่อไปแล้ว

"หยางเสวียน? ชื่อนี้เป็นอย่างไร? "หยางชุนยิ้มอ่อนโยน

จ้าวซื่อหงเหมือนกำลังจะขมวดคิ้ว แต่ชายหนุ่มพยักหน้ายิ้มชอบใจ "ท่านพ่อข้าชอบชื่อนี้!" จ้าวซื่อหงเห็นบุตรชายมีความสุขอย่างไม่เคยเป็นมานางจึงไม่คัดค้าน ความจริงสำหรับ ‘หยางเสวียน’ จะชื่ออันใดเขาล้วนไม่คัดค้านจะอย่างไรบิดาก็เป็นคนตั้งให้!

ด้านหลังห่างไปสิบจั้งที่เป็นสตรีแต่งงานแล้วชุดชาววังสีขาวกับหญิงสาวใบหน้าทรงไข่สวยงามสะพรั่งเป็นเพราะสตรีแต่งงานแล้วทำอะไรบางอย่างจึงทำให้พวกเซี่ยเมี่ยวผิงไม่เห็นพวกนาง

สตรีแต่งงานแล้วหรี่ตาแคบในใจแอบหวาดหวั่นเล็กน้อยเมื่อมองไปยังชายหนุ่มผมเทาขาว(หยางชุน)

จ้าวซื่อหงเซี่ยเมี่ยวผิงกำลังคุยกับหยางเสวียน หยางชุนก็ยืนฟังพวกนางพร้อมรอยยิ้มเมื่อมองไปยังบุตรชาย จู่ๆ เขาก็ "แอบ" เหลือบไปมอง "พวกนาง" ด้วยสายตาอันเย็นเยียบพร้อมกับไอสังหารที่มีเพียงพวกนางสัมผัสได้

นี่ทำให้สตรีแต่งงานแล้วสีหน้าซีดขาวเพราะนางได้บดบังไม่ให้คนนอกเห็น จะเห็นได้ว่า เซี่ยเมี่ยวผิงกับจ้าวซื่อหงมิล่วงรู้ถึงตัวตนของพวกนาง สตรีแต่งงานแล้วเริ่มหวาดกลัวชายหนุ่มผมเทาขาวที่จู่ๆ ก็มองเห็นพวกตน? นางรีบจับข้อมือหญิงสาวนางฉงนใจ สตรีแต่งงานแล้วกำลังพาหญิงสาวหนีไป

หยางชุนเอ่ยในใจ "อย่าคิดที่จะหนีไปไหน"

เรือนกายที่กำลังจะเหินทะยานไปแล้วจึงหยุดชะงักกึก สตรีแต่งงานแล้วกลืนน้ำลายอึกใหญ่สีหน้าปรากฎเม็ดเหงื่อไหลพลั่ก! หญิงสาวเองก็ล่วงรู้ได้ถึงความอันตรายนางจึงไม่ขยับตัวด้วยอีกคน หยางชุนไม่สนใจพวกนาง "สักพัก"

เขาเอ่ยยิ้มๆ ไปทางหยางเสวียน "เสวียนเอ๋อร์ เจ้ารู้ใช่หรือไม่ว่าในร่างกายของเจ้ามีสิ่งใดอยู่?" พวกจ้าวซื่อหงเริ่มสนใจใคร่รู้ไปด้วย นับแต่เสวียนเอ๋อร์เกิดมาครั้งที่เขาเคยตบตบะรัชทายาทหลี่ซือฝูจิตเต๋าขอบเขตเก้าพังทลาย ตอนนั้นทำให้ผู้คนล้วนทึ่งยิ่งนักแต่ก็ไม่มีใครสามารถอธิบายได้

หยางเสวียนพยักหน้ายิ้มตอบ "ท่านพ่อ มันคือพลังเทพอสูรของท่านใช่หรือไม่? "ต่อมาเขาจึงแสดงสีหน้าไม่มั่นใจ "แต่ว่ามีสิ่งหนึ่งที่ข้าไม่รู้จัก.." คำพูดของเขาทำเอาเซี่ยเมี่ยวผิงตกตะลึงพรึงเพริด นางรู้จักเทพอสูรเป็นอย่างดีเป็นตัวตนอันยิ่งใหญ่หลังจากจบยุคบรรพกาลแรกเริ่ม เทพอสูรเป็นสายเลือดเทพที่น่าพรั่นพรึงที่สุดในจักรวาล!

หยางชุนพยักหน้าเอ่ยยิ้ม "อืมม์ เป็นพลังเทพอสูรของพ่อ เจ้าเป็นบุตรคนแรกหลังจากพ่อได้สืบทอดสายเลือดเทพอสูรมา เจ้าจึงมีสายเลือดเทพอสูรที่เข้มข้นกว่าพ่อมากนัก อีกอย่างในกายของเจ้ายังมีบางสิ่งที่แปลกประหลาดและยังทรงพลังมากด้วย..แต่พ่อกลับมิอาจล่วงรู้ได้อย่างแน่ใจ แปลกจริงเชียว" ส่วนหลังหยางชุนเองก็ยังไม่แน่ใจ จะดีจะชั่วเขาเป็นถึงเจ้าพิภพทั้งสามพิภพ สร้างแดนเต๋านับหมื่น ในเรื่องของความลี้ลับพลังฟ้าดินเต๋าเขาย่อมทราบถึงมัน แต่ "บางอย่าง" ในร่างกายของหยางเสวียน เขากลับไม่รู้จัก..

หยางชุนจึงมองไปยังสตรีสองคนนั้นแล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงตะโกนเล็กน้อย

"พวกเจ้าน่ะ มีใครรู้หรือไม่ว่าในกายของบุตรชายข้า ที่เป็นเส้นสีขาวไหลเวียนมันคือสิ่งใด?" จ้าวซื่อหงเซี่ยเมี่ยวผิงล้วนประหลาดใจ เพราะหยางชุนมองไปยังทิศทางที่ไม่มีใครอยู่เลย…

หยางเสวียนรู้ทันที ชายหนุ่มจึงหันไปมอง หยางเสวียนก็เป็นอีกคนที่สามารถเห็นพวกนางได้ สุดท้ายสตรีแต่งงานแล้วชุดชาววังสีขาวไม่มีทางเลือกอื่น นางรู้สึกว่าชายหนุ่มผมเทาขาวแข็งแกร่งจนยากแท้จะหยั่งถึงจึงทำการสลัดทิ้งสิ่งที่"กำบัง" ตน พวกจ้าวซื่อหงจึงเห็นสตรีแต่งงานแล้วกับหญิงสาวโฉมงามพิลาสหยาดเยิ้ม

หยางชุนเห็นสีหน้าของบุตรชายไม่ค่อยประหลาดใจเมื่อเห็นสองสตรีจึงเอ่ยถาม "เสวียนเอ๋อร์ลูกรู้จักพวกนางด้วยหรือ?"

"นิดหน่อยขอรับ" หยางเสวียนตอบยิ้มเจื่อน

สตรีแต่งงานแล้วชุดชาววังสีขาวจึงสลัดความกลัวทิ้งแล้วเอ่ยตอบอย่างคนปกติด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล

"สิ่งที่ท่านถาม มันถูกเรียกว่า ‘เส้นปราณกระบี่อนันตภพ เป็นหนึ่งในหก ‘เส้นปราณกระบี่วิเศษ’ ที่หายากที่สุดและน่าพรั่นพรึงที่สุด ’ บุตรชายของท่านนับว่าแปลกนักไม่ใช่คนที่ถือกำเนิดบน ‘พิภพลมปราณ’ แต่กลับสามารถสรรค์สร้างเส้นปราณกระบี่ที่น่าพรั่นพรึงออกมาได้ การมาเยือนของพวกข้า ข้ากับคุณหนูแค่อยากจะชักชวนเขาไปอยู่ที่พิภพลมปราณ อยู่ที่นี่ เส้นลมปราณกระบี่อนันตภพที่น่าพรั่นพรึงจึงกลายเป็นว่าไร้ประโยชน์เพราะไม่สามารถฝึกฝนลมปราณได้ บนแดนแห่งนี้ไม่มีลมปราณมีแต่ฟ้าดินเต๋าอันแปลกประหลาดซึ่งไม่เหมาะกับเขา"

หยางชุนประหลาดใจ ทว่าต่อมาจึงพอเข้าใจบางอย่างได้ การสรรค์สร้างแดนเต๋าของเขานับหมื่นก็มักจะเกิดดินแดนอันแปลกประหลาดที่เขา "คาดไม่ถึง" บางที "พิภพลมปราณ" ก็คงอาจจะเป็นหนึ่งในนั้นกระมัง? หรือว่าอาจจะไม่ใช่? หยางชุนยังไม่สามารถฟันธงได้แน่ชัดนัก เพราะเขาไม่สามารถสัมผัสการมีอยู่ของ "พิภพลมปราณ" อะไรนั่นได้เลยสักนิดเดียว จึงทำให้เขาไม่กล้าฟันธงว่าเป็นพิภพของเขา..

ส่วนพวกนางยังไม่รู้ว่าหยางชุนก็คือ คนที่สรรค์สร้างแดนเต๋านับหมื่น ตรงนี้มีเพียงจ้าวซื่อหงที่รู้ เพราะเขาได้บอกนางไปแล้ว

หยางเสวียนมองไปยัง "หญิงสาว" ที่งามสะพรั่งเรือนร่างงดงามน่าหลงใหล นางทำสีหน้าเศร้าหมองนางกลัวว่าเขาจะไม่ไปกับนาง จู่ๆ หยางเสวียนก็เอ่ยกับบิดาด้านข้าง "ท่านพ่อให้ข้าไปกับพวกนางเถิด ข้าล้วนสบายใจแล้วที่ท่านกับท่านแม่คืนดีกันแล้ว ไม่มีสิ่งใดที่ข้าต้องพึงกังวลอยู่ในใจแล้วขอรับ"

หยางชุนเอ่ยถามจริงจัง "ลูกคิดดีแล้วหรือ?"

จ้าวซื่อหงแค่ได้ยินว่าหยางเสวียนจะจากบ้านไกลนับล้านล้านลี้ไปต่างพิภพอื่น น้ำตานางจึงคลอหน่วย "เสวียนเอ๋อร์.." เซี่ยเมี่ยวผิงไม่เอ่ยอันใด แต่ในใจก็เศร้าหมองหยางเสวียนก็เหมือนกับหลานชายของนางคนหนึ่ง

หยางเสวียนพยักหน้า "คิดดีแล้ว!"

หยางชุนถอนหายใจก่อนจะพยักหน้ายิ้มเอ่ย "พ่อไม่บังคับเจ้า แต่หากว่าพวกนางดูแลเจ้าไม่ดี ให้มาบอกพ่อได้เสมอ"

สตรีแต่งงานแล้วกับหญิงสาวล้วนเบิกบานใจโดยเฉพาะหญิงสาวที่ตามตื้อหยางเสวียนนานหลายปี กว่าเขาจะยอมไปกับนาง!

จ้าวซื่อหงกอดอำลาบุตรชายอันเป็นที่รักของนาง นางเองก็ไม่บังคับบุตรชาย หยางเสวียนกอดอำลาท่านป้าเมี่ยวผิง

หยางชุนพาหยางเสวียนไปส่งให้พวกนาง เมื่อเขามายืนต่อหน้าของพวกนางทำให้พวกนางราวกับว่ากำลังเผชิญหน้ากับตัวตนอันน่าพรั่นพรึงแม้ว่าชายหนุ่มตรงหน้าจะยิ้มให้พวกนางอยู่ก็ตาม

หยางชุนยิ้มถาม "จะบอกแซ่กันหน่อยได้หรือไม่?" สตรีแต่งงานแล้วลังเลอยู่ชั่วครู่แต่หญิงสาวตอบว่องไวน้ำเสียงอ่อนหวาน เคารพนบนอบ

"ผู้เยาว์ชื่อเฟยหรงเซียนเจ้าค่ะ ส่วนนาง…คือท่านแม่นมของข้ามีชื่อว่า เลี่ยวยู่ยู่!"

หยางชุนพยักหน้า "อืมม์ ฝากดูแลบุตรชายของข้าด้วย ‘พิภพลมปราณ’ คงมีแต่สิ่งแปลกใหม่ในเมื่อไม่มีฟ้าดินเต๋า ข้าคงสอนอะไรให้เขาไม่ได้" เลี่ยวยู่ยู่สตรีแต่งงานแล้วชุดชาววังสีขาวพยักหน้าตอบรับด้วยรอยยิ้มนุ่มนวลอ่อนโยนเป็นการให้คำมั่น

เฟยหรงเซียนโฉมงามก็ยิ้มงดงาม ในที่สุดนางก็จะได้อยู่กับหยางเสวียน แต่ดูเหมือนว่าหยางเสวียนจะแสดงสีหน้าบึ้งตึงเมื่อนางมองมาที่เขา

หยางชุนหยิบบางอย่างออกมาจากใต้แขนเสื้อเป็นกระบี่ยาวสีแดง "เข้ามาใกล้ๆ พ่อหน่อย" เลี่ยวยู่ยู่ที่เห็นกระบี่สีแดงใจของนางเต้นรัวตุบตับเหงื่อแอบไหลพลั่กจนนางต้องแอบเช็ด

หยางเสวียนทำตามหยางชุนเพียงยื่นมือไปจับไหล่ ทว่าเพียงพริบตา ภายในร่างของหยางเสวียนราวกับฟ้าดินพลิกคว่ำพลังเทพอสูรถูกโซ่ตรวนปราชญ์อักขระทองคำปิดผนึกเอาไว้ "พ่อต้องปิดผนึกพลังเทพอสูรของเจ้า ศัตรูของพ่อยังไม่หมดสิ้น พ่อกลัวว่าพวกมันจะสัมผัสได้ถึงตัวตนของเจ้าที่อยู่บนพิภพลมปราณอะไรนั่น" พวกเลี่ยวยู่ยู่งุนงง

หยางเสวียนพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม "ข้าเข้าใจแล้ว! ไปพิภพลมปราณอาศัยเส้นปราณกระบี่อนันตภพเข้าช่วย แม้ว่ามันจะถูกกล่าวขานว่าน่าพรั่นพรึง แต่ข้าจะพยายามบากบั่นไม่เกียจคร้านแน่นอน ท่านพ่อโปรดท่านวางใจได้"

หยางชุนยิ้มตาหยีขยี้หัวอีกฝ่ายก่อนจะปล่อยให้บุตรชายไปกับสตรีสองคน พอเหินลอยจากไกลแล้ว เลี่ยวยู่ยู่เอ่ยน้ำเสียงนุ่มนวล "หยางเสวียน พ่อของเจ้าคือใครหรือ? เหตุใดกระบี่สีแดงที่สะพายอยู่บนหลังเจ้าราวกับมีบางอย่างสถิตอยู่?"

หยางเสวียนยิ้มตอบเลศนัย "ผู้อาวุโสเลี่ยวยู่ ท่านพ่อของข้าเป็นใคร ท่านจะสนใจเพราะเหตุใดกัน? ข้ายอมตามพวกท่านมาก็น่าจะพอแล้วกระมัง? ไม่ต้องมายุ่งเกี่ยวกับท่านพ่อของข้าหรอก ท่านพ่อของข้ามีแม่รองแม่ใหญ่มากมายที่รักท่านพ่อด้วยใจจริง ท่านเป็นสตรีแต่งงานแล้วคงไม่น่าจะมีสิทธิ์" เลี่ยวยู่ยู่ตกตะลึงพรึงเพริดแทบสำลักลมหายใจ นางอยากจะคัดค้านว่าตนไม่ได้สนใจท่านพ่อของเจ้าเพราะนางแต่งงานแล้ว แต่นางก็ไม่เอ่ยอันใด

เฟยหรงเซียนยิ้มตาหยีงดงาม กล่าวน้ำเสียงหวานฉ่ำนุ่มนวลเอ่ยเรียกอย่างสนิทสนม "อาเสวียน ต่อไปนี้จะไปพิภพลมปราณแล้วนะ เจ้าจะต้องอยู่ใกล้ๆ ข้า ห้ามห่างแม้แต่นิดเดียวเชียวล่ะ แม้ว่าเจ้าจะมีเส้นปราณกระบี่อนันตภพแต่พื้นฐานร่างกายและขอบเขตพลังของเจ้าในตอนนี้ที่ได้มาจากฟ้าดินเต๋าอะไรนั่น หากเจ้าไปเยือนพิภพลมปราณเมื่อไหร่.." เฟยหรงเซียนยิ้มเลศนัยดุจดั่งนางมารร้าย

"หึหึ บอกเลยว่าขอบเขตของเจ้าที่อยู่บนแดนเทพล้วนหายสิ้น!"

เลี่ยวยู่ยู่พยักหน้าเอ่ยเสริม "คุณหนูเอ่ยได้ถูกต้อง พิภพลมปราณ พวกเราฝึกฝนลมปราณใช้ลมปราณก่อกำเนิดกระบี่และควบคุมกระบี่และยังใช้ลมปราณในการกลั่นโอสถอีกด้วยแต่ค่อนข้างจะลำบากนัก และยังมีผู้ฝึกยุทธ์ที่ฝึกฝนร่างกายเป็นหลัก ร่างกายไร้เทียมทาน มรรคาสวรรค์กริ่งเกรงพวกเขาเรียกว่าขอบเขตยุทธ์มิอาศัยลมปราณฟ้าดิน อาศัยแค่พละกำลังวังชาราวกับแบกภูเขาเอาไว้ในหมัด เคยมีผู้ฝึกยุทธ์ต่อยผู้ฝึกลมปราณระดับที่เหนือกว่าด้วยหมัดเดียว ตกตายดับอนาถก็เคยมีมาแล้ว"

"ส่วนหยางเสวียน เจ้าไม่เหมาะที่จะเป็นผู้ฝึกยุทธ์ ของเจ้าต้องเน้นไปทางผู้ฝึกลมปราณและใช้ลมปราณหล่อเลี้ยงกระบี่ของเจ้า เจ้าก็น่าจะต้องเริ่มฝึกฝนที่ขอบเขตเริ่มต้น อย่าง ‘ขอบเขตปราณตัวอ่อน’ แต่ไม่เป็นไร ตระกูลของคุณหนูจะช่วยเจ้าเอง"

หยางเสวียนเบิกตากว้างเพราะคาดไม่ถึงว่า หากตนไปเยือน พิภพลมปราณ การเป็นเทพเซียน "ขอบเขตสิบแปด" ของตนก็ต้องหายไปอย่างนั้นหรือ? นี่ไม่เท่ากับว่า ตนก็กลายเป็นคนธรรมดาบนพิภพลมปราณ?

นี่คือความร้ายกายของหยางเสวียนที่เป็นเทพเซียนเขาแค่อ่านตำราทำความเข้าใจหลักการมรรคาสวรรค์เทียมฟ้าก็สามารถบรรลุขอบเขตได้อย่างรวดเร็วพลุ่งพล่านแล้ว

แต่ทว่าหยางเสวียนตัดสินใจไปแล้ว เขาพูดคำไหนคำนั้น ลูกผู้ชายพูดแล้วห้ามกลับคำ!

และบางทีอาจเป็นเพราะบางอย่างในใจ เรียกร้องให้เขามายังพิภพลมปราณ…

หยางเสวียนยิ้มมั่นใจมิหวาดหวั่นตอบกับสตรีแต่งงานแล้วว่า

"ข้าจะพยายาม"

เฟยหรงเซียนขมวดคิ้วสีหน้างามไม่พอใจชายหนุ่มผู้นี้ไม่มีความกลัวเลยหรือไร? แต่ทว่าต่อมานางก็แอบยิ้มหวานจะอย่างไรวันนี้ "เขา" ก็อยู่ใกล้ชิดกับนางแล้ว

ส่วนกระบี่สีแดง ก็คือ "ฉินอวิ๋น" กระบี่พลิกฟ้าที่สามารถทำลายแดนเต๋านับหมื่นได้เพียงคราเดียวหากหยางชุนขอบเขตสิบเก้ากลับคืน

หยางชุนมอบให้กับบุตรชายของเขาเอาไว้เพื่อเป็นของต่างหน้ายามที่อยู่ต่างพิภพ หยางชุนได้ผนึกพลังของฉินอวิ๋นไว้สองในสามส่วน ผนวกกับปิดผนึกวิญญาณของฉินอวิ๋นให้หลับไหล "ชั่วคราว" รอวันที่หยางเสวียนแข็งแกร่งมากพอเขาจะสามารถปลุกฉินอวิ๋นให้ตื่นได้

ดังนั้นกระบี่สีแดงจึงเป็น "กระบี่ธรรมดา ที่ไม่ธรรมดา" เขาอยากจะให้บุตรชายของเขาพึ่งพา "ตัวเอง" ไม่อยากให้พึ่งพาเขามากจนเกินไป

………

….

..

.

ณ จักรวาลปราณยุทธ์!

กาลเวลาผันผ่านเสมือนเนิ่นนาน ทว่าเพียงไม่ถึงสามวันเท่านั้น!

"ปัง!"

"โครม!"

เสียงพลังลมปราณสยบน่านฟ้าดังฮือสะเทือนสิบแปดทิศปั่นป่วน

ค่ำคืนนี้มีเพียงดวงจันทร์สาดส่องแสงอาบนวลทั่วใต้หล้า ทว่าแสงจันทร์ตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งความตาย!

ร่างของสตรีแต่งงานแล้วผู้หนึ่งร่วงหล่นดิ่งจากนภาสูงเสียดเมฆ พลังชีวิตเริ่มสลายคืนฟ้าดิน ใบหน้าขาวนวลพิสุทธ์ของนางเปรอะเปื้อนไปด้วยโลหิตสีแดงสดไหลรินลงสู่อาภรณ์ของชาววังสีเหลืองอ่อน แววตาอันปรารถนาของการมีชีวิตอยู่ยามที่มองไปยังร่างของ ‘หญิงสาว’ ผู้หนึ่งที่ลอยอยู่บนนภา หญิงสาวจิตใจสูญสลายยื่นมือเรียวงามทำท่าที่จะคว้าไปรับ พร้อมกับที่นางกรีดร้องเสียงหลงอย่างตกตะลึงพรึงเพริด

"ท่านแม่นม!"

ชายหนุ่มรูปงามหล่อเหลาดุจหยกสง่าเรือนกายสูงโปร่งเกินวัยเยาว์ เขาสวมอาภรณ์สีขาวลอยตัวอยู่ด้านข้าง "หญิงสาว" งามพิสุทธ์ล่มฟ้าล่มดิน หยางเสวียนโอบไหล่ของนางเอาไว้พยายามจะพานางหนี หยางเสวียนสีหน้าซีดขาว เขาเพิ่งมาจาก ‘พิภพเทพ’ เดิมทีหยางเสวียนเป็นเทพเซียนจิตเต๋าขอบเขตสิบแปดผู้ยิ่งใหญ่ทว่า ยามที่มาเยือนพิภพลมปราณได้เพียงห้าวินาทีพลังเต๋าภายในร่างก็เริ่มถดถอยสูญสลายเป็นอย่างที่เฟยหรงเซียนเคยบอกเอาไว้!

มีเรือนกายของชายหนุ่มสองคนสูงโปร่งสวมอาภรณ์สีดำมิดชิด ใบหน้ามีหน้ากากหยกมรกตสวมทับปิดบังตัวตนเอาไว้ หลังจากที่ "เลี่ยวยู่ยู่" ท่านแม่นมของเฟยหรงเซียนได้พาหยางเสวียนมาเยือนพิภพลมปราณก็ถูกชายหนุ่มปริศนาสองคน ‘ลอบสังหาร’ พวกเขา อีกฝ่ายมีพลังลมปราณอันแกร่งกล้าไร้เทียมทานยากแท้จะหยั่งถึงจนทำให้เลี่ยวยู่ยู่บาดเจ็บหนักเพื่อที่จะปกป้อง ‘คุนหนู’ กับคุณชายหยางเสวียน สุดท้ายมิอาจต้านทานสองบุรุษหนุ่มที่มีพลังลมปราณอันน่าพรั่นพรึงได้ไหว ร่างของสตรีแต่งงานแล้วจึงร่วงหล่นดุจดั่งบุปผางามโรยราไม่มีวันหวนกลับ

เลี่ยวยู่ยู่สายตาพร่ามัวลมปราณภายในร่างดับสูญสลาย ขอบดวงตามีน้ำตาไหลรินออกมาเลี่ยวยู่ยู่ฝืนกลั้นเอ่ยอย่างเจ็บปวดเป็น ‘ครั้งสุดท้าย’

"คุณหนู รีบพาคุณชายหยางเสวียนหนีไปเร็วเข้า!" สุดท้ายเลี่ยวยู่ยู่ร่างดิ่งลงไกลพันจั้ง หญิงสาวมิอาจเห็นเรือนกายของนางอีกต่อไป หายลับไกลแสนไกลมิอาจหวนกลับชั่วนิจนิรันดร์

"ท่านแม่นม ท่านแม่นม!"เฟยหรงเซียนหัวใจหล่นวูบสีหน้าซีดขาวใบหน้าเประเปื้อนไปด้วยหยาดน้ำตาแห่งความเศร้ากำสรด

หยางเสวียนราวกับฟ้าดินพลิกหงายตาลปัตร ไม่นึกไม่ฝันว่าจะเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นได้จริงๆ กลับมีคนมาลอบสังหารพวกเขาที่เพิ่งก้าวข้ามมหาพิภพมา ตรงหน้าของเขาก็ยังมีชายหนุ่มสวมหน้ากากหยกมรกตลอยตัวประชันหน้ากับเขาอยู่ "พลังลมปราณ" ไหลเวียนรอบกายของพวกเขาเป็นสีเขียวเข้มอย่างน่าพรั่นพรึง!

เฟยหรงเซียนขาดสติไปชั่วขณะไปกับการสูญเสีย "เลี่ยวยู่ยู่" ผู้เป็นสตรีที่เคยให้นางดื่มนมจากน้ำเต้าแต่กำเนิด เฟยหรงเซียนรักเลี่ยวยู่ยู่ประดุจท่านแม่แท้ๆ ของนางไปแล้ว…

"นางตายแล้วใช่หรือไม่?" ชายหนุ่มสวมหน้ากากหยกมรกตที่มีเส้นผมสีขาวพลิ้วไสวได้เอ่ยถามน้ำเสียงเย็นเยียบ

คนด้านข้างก็ตอบน้ำเสียงทุ้ม "ตายแล้ว ลมปราณสูญสลายหากรอดได้ก็คงมีแต่เซียนจวินที่เดินทางผ่านมาแล้วช่วยเอาไว้พอดี แต่ที่นี่อยู่ห่างไกลชนบทภูเขาอริยะของพวกเซียน ข้างล่างเป็นถิ่นอาศัยของ ‘สัตว์วิญญาณกลืนปราณ’ ต่อให้รอด แต่ว่านางตกลงไปบวกกับลมปราณสูญสลายบาดเจ็บหนัก ร่างกายของนางคงถูกพวกมันกินไปแล้ว"

"อืมม์ ต่อไปก็จัดการนางเสีย เจ้าระวังบุรุษหนุ่มที่อยู่ข้างๆ นางเอาไว้ คนผู้นั้นมีบางอย่างซ่อนเร้น แต่พวกเรามิอาจมองออก!" ชายหนุ่มผมสีขาวเอ่ยเสียงเย็น

คนด้านข้างน้อมรับคำบัญชา อาศัยแค่พลิกฝ่ามือพลังลมปราณสีเขียวก็ก่อสร้างเป็นรูปมังกรไร้ปีกเก้าตนพุ่งทะยานพร้อมกับเสียง "ลมปราณ" ดังสนั่นสะเทือนน่านฟ้า

"โฮ่ก"

"ปัง!"

"เฟยหรงเซียน!" หยางเสวียนเบิกตากว้างเมื่อเห็น พลังลมปราณร่างมังกรเก้าตนสีเขียวมรกต ชายหนุ่มก็ได้พลิกตัวโอบกอดนางเอาไว้แน่น เพราะเฟยหรงเซียนราวกับจิตวิญญาณขาดสิ้นเพราะการสูญเสีย"เลี่ยวยู่ยู่"อย่างไม่มีวันหวนกลับ อีกอย่างหยางเสวียนพาเฟยหรงเซียนบินทะยานหลบหลีกไม่ได้เพราะจู่ๆ พลังเต๋าภายในก็ปั่นป่วนกะทันหัน หากเขาไม่ปกป้องนาง นางล้วนต้องตาย เพราะเฟยหรงเซียนไม่มีขอบเขตบินทะยานอาศัยหยางเสวียนโอบไหล่นาง นางถึงลอยฟ้าได้! นับว่าซวยโดยแท้จริง!

"ตูม!"

"อั่ก" พลังลมปราณสีเขียวกระแทกซัดโถมใส่แผ่นหลังของหยางเสวียน ชายหนุ่มร้องตะโกนด้วยความเจ็บปวดจนทำให้ "เฟยหรงเซียน" หลุดออกจากภวังค์

"อาเสวียน…" นางตกตะลึงเบิกตากว้างมองไปยังเด็กหนุ่ม บนใบหน้าของหยางเสวียน ดวงตามีโลหิตไหลออกมา เขากระอักโลหิตคำโต โลหิตไหลออกจากรูทวารทั้งเจ็ด พลังเต๋าภายในร่าง "ดั้งเดิม" ของเทพเซียนจิตเต๋าขอบเขตสิบแปดได้ช่วยปกป้องชีวิตของเขาเอาไว้วินาทีสุดท้ายก่อนที่ร่างของเขาจะไม่มีพลังเต๋า ขอบเขตสิบแปดหายลับตลอดกาล ลมปราณเข้าแทรก หยางเสวียนจึงกลายเป็นมนุษย์ธรรมดาสามัญที่มิใช่เทพเซียน ร่างของหยางเสวียนดิ่งลงพสุธาในระหว่างที่โอบกอดเฟยหรงเซียนเอาไว้หญิงสาวอยู่ข้างบนกายของชายหนุ่ม หยางเสวียนปิดตาลงหมดสติด้วยอาการบาดเจ็บรุนแรงถึงชีวิต

ชายหนุ่มที่สวมหน้ากากหยกมรกตที่ใช้ลมปราณสีเขียวร่างมังกรเก้าตนโจมตี "เฟยหรงเซียน" แต่หยางเสวียนก็ได้มารับแทน เมื่อหญิงสาวยังไม่ตายเขาก็กำลังจะตามลงไป แต่ก็ถูกชายหนุ่มผมขาวห้ามเอาไว้ด้วยเสียงแข็งกร้าว

"อย่าตามลงไป! สัตว์วิญญาณกลืนปราณข้างล่างนั่นอันตรายมาก เฟยหรงเซียนเป็นผู้ฝึกลมปราณขอบเขตปราณแก่นกายาโอสถทองคำไม่มีขอบเขตที่จะบินทะยานได้ นางเป็นหญิงสาว ร่างกายไม่ได้แกร่งกล้านักตกลงไปด้วยความสูงหมื่นจั้งมีหรือที่จะรอด? ไป พวกเรากลับ ประเดี๋ยวตระกูลของนางมาพวกเราจะลำบากเอาได้! ภารกิจนับว่าสำเร็จลุล่วงแล้ว"

"เข้าใจแล้ว กลับกันเถิด" อีกคนตอบ สองร่างกลายเป็นเส้นสีเขียวดิ่งทะยานจากไปยัง "ทิศตะวันออก"

สองบุรุษไม่ได้ลงไปตรวจสอบว่า "เฟยหรงเซียน" ตายจริงหรือไม่ เพราะหากลงไปจะทำให้พวกเขาต้องใช้เวลานาน เพียงแค่สามวินาทีก็นับว่านานสำหรับพวกเขาแล้ว เพราะหากตระกูลของเฟยหรงเซียนมาถึงพวกเขาจะลำบากเอาได้ อีกอย่างพวกเขามั่นใจว่าจะอย่างไร "เฟยหรงเซียน" ไม่รอดอย่างแน่นอน ตัวตนของสัตว์วิญญาณกลืนปราณแกร่งกล้าเพียงใดขนาดพวกเขาที่มีพลังลมปราณลึกล้ำก็ยังไม่กล้าลงไป.. นี่ทำให้ทราบแล้วว่า สัตว์วิญญาณกลืนปราณเป็นตัวตนที่น่าหวาดหวั่นบนพิภพลมปราณ!

การลอบสังหารไม่ควรทิ้งกลิ่นอายเอาไว้ ก่อนจะจากไป ชายหนุ่มผมขาวได้ทำอะไรบางอย่าง ท้องนภาราวกับหวนกลับไปเป็นปกติ ไม่มีกลิ่นอายเข่นฆ่า ลมปราณนิ่งสงบ

บทที่ 2 เปลวเพลิงที่มิเกรงกลัวมรรคาสวรรค์เทียมฟ้า

(ขอใช้สรรพนามเรียกหยางเสวียนกับเฟยหรงเซียนว่า ชายหนุ่มกับหญิงสาว)

วิถีสายลมกระโชกซัดท่ามกลางนภาที่สูงห่างจากแผ่นดินกว่าหมื่นจั้งเงาร่างสีดำสายหนึ่งทะยานดิ่งถลาพสุธาลงพื้นอย่างรวดเร็ว ชายหนุ่มอาภรณ์สีขาวหมดสติร่ำไรไร้หนทางฟื้นในครานี้ เฟยหรงเซียนสีหน้าซีดขาวนางล้วนเสียใจทุกอย่าง เสียใจที่ท่านแม่นม(พี่เลี้ยง) ของนางตกตาย เสียใจที่พาหยางเสวียนมาเยือนพิภพลมปราณจนทำให้ชายหนุ่มอาการสาหัสปางตาย มิหนำซ้ำทะยานร่างจากนภาหมื่นจั้งตกลงไปย่อมตายอย่างไม่ต้องสงสัย

เฟยหรงเซียนไม่ได้มีวิถีบินทะยานในขอบเขตปราณบินทะยานแต่นางมีขอบเขตปราณแก่นกายาโอสถทองคำระดับกลางแม้ว่าจะมีกายาแกร่งกล้ายิ่งกว่าหินผาที่กระบี่ "ธรรมดา" ก็ล้วนทิ่มแทงมิเข้า แต่ทว่าระดับจากหมื่นจั้งล้วนรุนแรงยิ่งกว่าโดนภูเขาทับถล่มเรือนกาย ร่างกายของพวกเขาล้วนต้องแตกดับละเอียดไม่เป็นชิ้นดี

"อาเสวียน" เฟยหรงเซียนหญิงสาวโฉมงามดุจหยกพิสุทธิ์ร้องไห้ร่ำไรน้ำตาคลอนางซบหน้าอกของนางแนบชิดกับแผ่นอกของชายหนุ่มเป็นการรู้สึกผิดอย่างที่สุดในชั่วชีวิตของนาง ก่อนหน้านี้หยางเสวียนมาเยือนพิภพลมปราณ เขายังเป็นเทพเซียนจึงสามารถบินทะยานได้ เขาได้พยุงให้เฟยหรงเซียนลอยกลางนภาแต่ทว่าพอเขาหมดสติไปก็ล้วนต้องร่วงหล่นในที่สุด

ช่วงเวลาพริบตาราวกับฟ้าดินพลิกหงายในสถานที่ไม่ห่างไกล มีน้ำเสียงใหญ่ที่ไม่รู้ว่าเป็นบุรุษหรือสตรีโวยวายอย่างไม่พอใจ

"แม่งเอ้ย ไอ้สวรรค์เฮงซวย! มรรคาสวรรค์โง่เขลา ไยพวกเจ้าจึงสรรค์สร้างข้าออกมา หงุดหงิดฉิบหาย แน่จริงพวกเจ้าก็ลงมากำราบข้าสิวะ! หาไม่แล้วตัวข้านี่ล่ะจึงขึ้นไปล้างผลาญดินแดนข้างบน ไอ้พวกน่าโง่! ได้ยินข้าหรือไม่!?" ฉับพลันท้องนภาหมู่มวลเมฆในยามค่ำคืนได้แหวกออกจากกัน! มีน้ำเสียงของผู้เฒ่าท่านหนึ่งเอ่ยอย่างโกรธขึ้ง

"กฎแห่งมรรคาสวรรค์เทียมฟ้าเจ้าอย่าได้ริอาจเอ่ยหยาบคาย"

"ร่าง" เปลวเพลิงมังกรสีขาวขุ่นยาวร้อยจั้งก็ทะยานโฉบไปข้างหน้าก็ได้แหงนหน้ามองท้องนภาที่แยกออกจากกันเอ่ยสบถด่ามิเกรงกลัวสวรรค์ "ไอ้เฒ่า เจ้าแม่งเฮงซวย! ในเมื่อเจ้าสร้างข้ามาแล้ว ไยข้าจึงไม่มีผู้ใดแบกรับเปลวเพลิงของข้าได้ไหว!? เจ้าแม่งไม่พิถีพิถันเอาเสียเลย! ข้าเบื่อหน่ายเต็มทนแล้วนะโว้ย! หากเจ้าไม่ทำลายข้าทิ้ง ข้าจะไปทำลายดินแดนเบื้องบน!"

"ฮึ่ม!" เสียงของผู้เฒ่าแค่นดังกังวานนภาอย่างไม่พอใจทันใดนั้นราวกับ "ผู้เฒ่า" รับรู้อะไรบางอย่าง จึงเอ่ยยิ้มกลั้วหัวเราะ

"ดีนักล่ะ ข้าเจอคนที่เหมาะกับเจ้าแล้ว เปลวเพลิงดื้อรั้นอย่างเจ้าต้องได้รับการสั่งสอนจากรุ่นเยาว์ผู้หนึ่ง อย่าได้ขึ้นมาปั่นป่วนดินแดนเบื้องบนเชียว!" ฝ่ายหลังงุนงงแสนหมื่นส่วน ทันใดร่างมังกรสีขาวขุ่นร้อยจั้งก็ทะยานดิ่งถลาลงไปข้างอย่างรวดเร็วราวกับควบคุมตนเองไม่ได้!

เพียงไม่นานก็ลงไป ร้อยจั้ง พันจั้ง..

ฟิ้ว

"เฮ้ย! ไอ้เฒ่าน่าโง่ เจ้าทำอะไรกับข้า!" มันเอ่ยไม่พอใจเสียงขุ่นเคือง มังกรสีขาวขุ่นดวงตาสีขาวของมันเห็น "ร่าง" ของคนผู้หนึ่งกำลังดิ่งลงทะยานสู่พื้นดิน มันก็ได้แต่ฉงนใจ เพราะร่างของคนผู้นั้นกำลังโอบกอด "หญิงสาว" คนหนึ่งแม้ว่าเขาจะหมดสติไปแล้วก็ตาม ด้วยแรงตกจากฟากฟ้าพวกเขาจึงหมุนตัวตีตลบไปมั่วซั่วจากสายลมที่รุนแรงพัดผ่าน ในช่วงเวลาที่ร่างของหยางเสวียนหมุนเคว้งอยู่ด้านบน เฟยหรงเซียนอยู่ด้านล่าง "เปลวเพลิงมังกรสีขาวขุ่น" ร้อยจั้งก็พุ่งทะยานเข้าไปในแผ่นหลังของเขาเสียงดัง

"ปัง" นภาปั่นป่วน ฉับพลันมีเสียงของผู้เฒ่าหัวเราะอย่างสะใจดังกังวานท่้องนภา เมฆบนนภาก็ปิดตัวลง

สุดท้ายแล้วร่างของหยางเสวียนกับเฟยหรงเซียนก็ได้ดิ่งพสุธาตกลงไปยังพื้น…

โดยที่หยางเสวียนเป็นฝ่ายรับแรงกระแทกเอาไว้เต็มๆ

"ตูม!"

จุดที่พวกเขาตกลงมากลายเป็นหลุมลึกร้อยจั้ง เฟยหรงเซียนที่โอบกอดอยู่บนลำตัวของชายหนุ่มนางก็ได้ลืมตา เฟยหรงเซียนฉงนสนเท่ห์นางกลับไม่บาดเจ็บหรือได้รับแรงกระแทกใดๆ เลยสักนิดเดียว เฟยหรงเซียนเห็นว่ารอบกายของหยางเสวียนมีพลังสีเทาสายหนึ่งกำจายออกมาปกคลุมร่างเขาและส่งไปถึงนาง สุดท้ายมันก็ได้สลายหายไปในที่สุด

มันก็คือ "พลังเต๋า" ขอบเขตสิบแปดของจิตเต๋าเทพเซียนของหยางเสวียน "เฮือกสุดท้าย"ที่ช่วยปกป้องชีวิตของเขาจากการกระแทกพื้นจากนภาหมื่นจั้ง!

บัดนี้ หยางเสวียนพลันกลายเป็นคนธรรมดาไม่ต่างไปจากมนุษย์ต้นกำเนิด! และที่น่าตกใจยิ่งกว่า กระบี่ยาวสีแดงข้างหลังของหยางเสวียนได้หายไปแล้ว! ด้วยแรงลมที่กระโชกซัดอย่างบ้าคลั่งจึงทำให้ฝักกระบี่หลุดออกไป กระบี่พลิกฟ้า แซ่ฉินอวิ๋นที่บิดาของหยางเสวียนมอบให้จึงได้หายไปในที่สุด ไม่รู้ว่ามันไปตกอยู่ที่ใด!?

จะดีจะชั่ว กระบี่พลิกฟ้า ฉินอวิ๋น เป็นถึงเทพบรรพกาลวิญญาณกระบี่ที่ถูกปิดผนึกวิญญาณเอาไว้กับพลังครึ่งหนึ่งแต่ทว่า แค่ครึ่งเดียวก็ล้วนแกร่งกล้าไร้เทียมทานแล้ว อยู่ในมือของบิดาของหยางเสวียน กระบี่พลิกฟ้าสยบทั่วแดนเต๋านับหมื่น เป็นรองเพียงกระบี่เทพนิจนิรันดร์ของบิดาเขาอยู่แค่นิดเดียว

"อาเสวียน อาเสวียน เจ้าฟื้นสิ!"เฟยหรงเซียนน้ำตาคลอนางเขย่าชายหนุ่มไปมา หยาดน้ำตาไหลอาบโฉมหน้างามพิสุทธิ์ขาวนวล เสียงร้องฮือดังอย่างเจ็บปวดหัวใจ นางนึกว่าหยางเสวียนจะต้องตายแล้วอย่างแน่นอน

ข้างบนหลุมลึกร้อยจั้งเป็นป่าไผ่ผืนหนึ่งที่สง่างดงาม ในระหว่างที่หล่นจากนภาร่างของพวกเขาก็ถูกสายลมวสันต์พัดไปไกลทำให้เลยอาณาเขตของ "สัตว์วิญญาณกลืนปราณ" ไปไกลมากโขแล้ว

ฉับพลันหยางเสวียนกระอักโลหิต "อั่ก.." เขาพ่นโลหิตคำโตออกมาพร้อมกับไอแค่กๆ โลหิตก็ออกมาตามๆ กัน เฟยหรงเซียนนัยน์ตาสีเขียวงดงามก็พลันเบิกตากว้างตะลึงงัน หัวใจบีบรัดแน่น เขายังรอด!

แต่จู่ๆ หยางเสวียนก็พลันร้องอย่างเจ็บปวดเขานอนขดตัวสองมือกำแน่นด้วยความทรมาน ตอนแรกที่ถูก "ชายหนุุ่ม" ที่ลอบสังหารปล่อยพลังลมปราณสีเขียวร่างมังกรโจมตีเขา บวกกับที่เขาตกกระแทกกับพื้นสูงหมื่นจั้งจากนภา เมื่อ "พลังเต๋า" ขอบเขตดั้งเดิมของชายหนุ่มหายไป ความเจ็บปวดที่ควรจะได้รับจึงหวนกลับ

ราวกับว่าชายหนุ่มที่กำลังนอนขดตัวดิ้นไปมาอยู่ในกองเพลิงพร้อมกับมีสายฝนกระบี่ทิ่มแทงร่างกายเขาทุกจุด!

"อ๊าก!"

เฟยหรงเซียนเบิกตากว้าง "อาเสวียน!" นางหวาดกลัวจนร้องไห้ออกมา หวาดกลัวว่าอาเสวียนจะต้องตายจริงๆ !

เสียงร้องโหยหวนของอาเสวียนทำเอาเฟยหรงเซียนสลักลึกลงไปในใจนาง นางรีบเข้าไปกอดเขาแล้วเอ่ยตะโกนเสียงหลงพลางร้องสะอื้น

"อาเสวียน ข้าอยู่ตรงนี้ ข้าอยู่ตรงนี้แล้วนะ ข้าจะไม่ไปไหน ข้าจะอยู่กับเจ้า! "

"อ๊าก!"

หยางเสวียนกอดร่างบอบบางของอิสตรีอย่างรุนแรง เขาเองเจ็บปวดหนักจนไร้สติ เฟยหรงเซียนขมวดคิ้วสีหน้าเจ็บปวดเพราะแรงบีบรัดโอบกอดจากอีกฝ่าย

"อ๊ะ.." เฟยหรงเซียนเจ็บปวดถึงขนาดที่น้ำตาไหลออกมา นางเจ็บปวดจากที่เขากอดนางรัดแน่นราวกับงูใหญ่ยาวพันจั้งรัด แต่นางก็รับรู้ได้ว่าเขาเจ็บปวดยิ่งกว่าที่เขากอดนางรัดแน่นเสียอีก

"อาเสวียน" เฟยหรงเซียนร้องไห้สะอื้นให้กับหยางเสวียน นางสงสารเขายิ่งนักที่จะต้องมาแบกรับความทรมานเช่นนี้เอาไว้

"อ๊าก"

เสียงโหยหวนอันเจ็บปวดของชายหนุ่มแผ่ซ่านดังไกลรัศมีร้อยจั้งจากหลุมลึก มีคนเมืองจากระแวกรอบข้างได้ยินก็นึกว่าเป็นวิญญาณที่ตายอย่างไม่ยุติธรรม ร้องโหยหวนคืนความเป็นธรรมอยู่! พวกเขาล้วนหนีกันกระเจิงอกสั่นขวัญผวา!

..

….

บทที่ 3 ความเจ็บปวดที่ราวกับว่าตายเสียยังดีกว่า!

หยางเสวียนร้องตะโกนด้วยความเจ็บปวดราวกับเข็มทิ่มแทงทะลวงหัวใจนานถึงหนึ่งก้านธูป จนสุดท้ายเขาก็ผล็อยหมดสติอีกครั้งเพราะความเจ็บปวด เฟยหรงเซียนนางกอดเขาอยู่ด้านบนนางหายใจหอบเหน็ดเหนื่อยขอบตายังคงมีคราบน้ำตาเปรอะเปื้อนแม้ว่านางจะเจ็บปวดจากการที่ถูกเขาโอบกอดรัดแน่น แต่นางเป็นผู้ฝึกลมปราณขอบเขตปราณแก่นกายาโอสถทองคำ เส้นเอ็น ไขกระดูก กระดูกทุกส่วนในร่างจึงแกร่งกล้าดุจหินผานางจึงสามารถ "ฟื้นฟู" ร่างกายได้แต่อาจจะต้องใช้เวลาสักพักใหญ่นานถึงสองชั่วยาม สุดท้ายจึงเลือกที่จะผล็อยหลับไปบนลำตัวของหยางเสวียน

ผ่านไปไม่รู้ว่านานเท่าไร เสียงนุ่มนวลของหญิงสาวที่ราวกับออดอ้อนสามี

"อาเสวียน.. เจ้าจะต้องไม่เป็นอะไรนะ" ที่แท้เฟยหรงเซียนก็ละเมอเสียงพึมพำนอนทับร่างของชายหนุ่ม

หยางเสวียนพลันลืมตากะทันหันเขาเบิกตากว้างทันใดจึงรีบผละเฟยหรงเซียนออก หญิงสาวจึงสางงัวเงียตื่นนอนโดยพลันนางตกใจยิ่งนักเอ่ยถามสีหน้ากังวล

"อาเสวียน เจ้าเป็นอะไรไปรึ?"

หยางเสวียนเบิกตากว้างเขาก้มหน้าเล็กน้อยมองมือข้างขวาที่สั่นไหวระริกไม่หยุดหย่อน

หยางเสวียนเงยหน้ามองนางชายหนุ่มเอ่ยเสียงอ่อนล้าเหงื่อก็เริ่มไหลผุดออกมา "หรงเซียน เจ้าถอยออกห่างจากข้าไปก่อน ข้าไม่อยากทำให้เจ้าเจ็บตัว.." เฟยหรงเซียนรีบส่ายหน้ารัวๆ นางเริ่มน้ำตาคลออีกคราและขยับเดินเข้าไปทีละก้าว

ฉันพลันหยางเสวียนพลันเบิกตากว้างเขานำมือสองข้างกุมบริเวณ "หัวใจ" ของตนเองไม่นานร่างกายก็ทรุดตัวลงกับพื้นเขานอนขดตัวและร้องตะโกนด้วยความเจ็บปวดเสียงราวกับวิญญาณถูกฉีกกระชากบาดลึกเข้าไปในจิตใจผู้คน

"อาเสวียนนนน!"เฟยหรงเซียนสีหน้าซีดขาวตกตะลึงงัน นางจึงรีบเข้าไปกอดเขาเอาไว้เพื่อให้ชายหนุ่มปลดปล่อยความเจ็บปวดออกมาให้เต็มที่ ตัวของนางจะช่วยแบกรับเอาไว้เอง เฟยหรงเซียนไม่รอช้านางขับเคลื่อนลมปราณจากจุดเส้นลมปราณภายในร่างทุกจุด จุดตันเทียน(ตรงท้องน้อย) ไหลเวียนรุนแรงราวกับคลื่นมหาสมุทรซัดโถมออกมายังภายนอก "ลมปราณสีแดงอ่อน" สายหนึ่งก็ไหลเวียนเข้าร่างกายของหยางเสวียน

ฉับพลันหลังจากที่ชายหนุ่มได้รับลมปราณสีแดงอ่อนเข้าสู่ร่างกายจึงทำให้หยางเสวียนราวกับชายหนุ่มผู้บ้าคลั่งสติเลือนลอยความเจ็บปวดมหาศาลยิ่งรุนแรงจนเขาโอบรัดนางแน่นพลางมี "เสียง" ดังกร็อบของกระดูกของเฟยหรงเซียน หญิงสาวหลับตาปรี๋ด้วยความเจ็บปวดแต่นางก็ยังทน ทว่าต่อมานางเริ่มตกใจยิ่งกว่าเก่า เหตุใดอาเสวียนจึงยิ่งบีบรัดตนแน่นขึ้นเรื่อยๆ ? พลังลมปราณของนางไปกระตุ้นอะไรบางอย่างรึ?

เฟยหรงเซียนที่ยินยอมมาโอบกอดเขา แต่ทว่านางก็ต้องเอ่ยปาก "อาเสวียน.. ข้าเจ็บ"

"อาเสวียน.." เฟยหรงเซียนน้ำตาไหล

"ปัง!" เสียงกัมปนาทอึกทึกหลุมลึกร้อยจั้งร่างกายของหยางเสวียนปกคลุมไปด้วย "เพลิงสีขาวขุ่น" เป็นช่วงเวลาเดียวกันทำให้เขามีสติกลับมาอีกครา หยางเสวียนเบิกตากว้างเมื่อเห็นว่าตนกำลังโอบกอดเฟยหรงเซียนเขารีบผละนางออกไปอย่างรวดเร็ว ตนจึงรีบถอยหลังไปทีละก้าว

เฟยหรงเซียนที่ล้มลงแม้ว่าจะแสดงสีหน้าเจ็บปวดแต่เมื่อมองไปข้างหน้านางก็ต้องตกตะลึงยิ่งนัก

"อาเสวียน!"

"อย่าเข้ามาใกล้ข้า!" หยางเสวียนเอ่ยตะโกนบอกอย่างเจ็บปวดเขาถอยหลังไปอีกก้าว

เฟยหรงเซียนลุกพรวดพยายามจะวิ่งเข้าไปหา จะหยางเสวียนเอ่ยออกไปจนทำให้นางหยุดชะงัก

"หากเจ้ายังเข้ามาหาข้าอีก ข้าจะเกลียดเจ้าไปชั่วชีวิต!" ที่พูดเช่นนี้ก็เพื่อไม่ให้นางเจ็บตัว เฟยหรงเซียนน้ำตาคลอ นางงุนงงไปหมดแล้วว่าเกิดอะไรขึ้นกับอาเสวียน แล้วเพลิงสีขาวขุ่นนั่นคือสิ่งใด? ในระหว่างที่ตัวหมุนติ้วๆ ลงมาจากนภา เฟยหรงเซียนไม่เห็น "เปลวเพลิงมังกรสีขาวขุ่น" ทะยานเข้าไปในร่างของหยางเสวียน!

"อั่ก" หยางเสวียนกระอักโลหิตดำสดลงพื้น! เข่าทรุดลงไปมือขวายันพื้นเอาไว้เริ่มมีโลหิตไหลออกจากรูทวารทั้งเจ็ด บนใบหน้าเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดสีดำ ราวกับว่าเป็น "เลือดสกปรก" ที่ถูกขับออกจากร่าง แต่ทันใดเขาก็ราวกับตกนรกทั้งเป็น!

เฟยหรงเซียนหวาดกลัว หวาดกลัวเขาจะเป็นอะไรไป ต่อให้เขาเกลียดนาง นางก็จะไม่ยอมให้เขาตาย!

เฟยหรงเซียนรีบเข้าไปหาทันที "อาเสวียน เจ้าจะตายไม่ได้นะ! ข้าเป็นคนพาเจ้ามา ข้าก็ต้องดูแลเจ้าไปชั่วชีวิต!"

หยางเสวียนเงยหน้ามอง "เฟยหรงเซียน" โฉมงามพิสุทธิ์ที่แสดงสีหน้าเป็นกังวลห่วงใยเขาที่สุด จะอย่างไร เฟยหรงเซียนก็ไปตามตื้อเขานานนับสิบปีก็ไม่แปลกอันใดที่นางจะ "รู้สึก" บางอย่างที่พิเศษต่อชายหนุ่ม

หยางเสวียนเงยมองเฟยหรงเซียน ทั่วร่างลุกโชนไปด้วยเปลวเพลิงสีขาวขุ่นเขา สายตาของเขาพร่ามัวมองนางไม่ชัดเจน แต่เขากลับยิ้มอ่อนโยนให้กับนาง ทำให้เฟยหรงเซียนประหลาดใจ

ความเจ็บปวดที่ราวกับว่าตายเสียยังดีกว่า! หยางเสวียนทำนิ้วท่ามุทรากระบี่(ชูสองนิ้ว) กำลังจะแทงเข้าไปตรง "หัวใจ" ของตนเพื่อปลิดชีพ เฟยหรงเซียนเบิกตากว้างนางรีบวิ่งเข้าไปห้าม ทว่าก็สายเกินไป ไม่ทันเวลา..

"อาเสวียนอย่าาาาาาานะ"

เฟยหรงเซียนหันใจหล่นวูบ

ฉับพลันมีน้ำเสียงของชายหนุ่มดังขึ้นจากข้างบนหลุมลึก

"เจ้าหนุ่มถ้าไม่อยากทำให้นางกลายเป็นหญิงหม้ายฝันร้ายทุกคืนเพราะเจ้าก็จงหยุดมือเสีย" เสียงของชายหนุ่มราวกับมีพลังบางอย่างทำให้เขาเบิกตากว้างพลันได้สติความเจ็บปวด "หาย" ไปชั่วขณะหนึ่ง หยางเสวียนชะงักนิ้วมือของตนห่างเพียงหนึ่งชุ่น(3ซม.)ก็แทงเข้าไปในหัวใจแล้ว!

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...