นักวิชาการเทียบกรุงเทพฯ-ปารีส-โตเกียว ชี้ กทม. ‘อำนาจน้อยมาก’ อะไรก็ติดขัด กม.ไม่อนุญาตก็แก้ไม่ได้
นักวิชาการเทียบกรุงเทพฯ-ปารีส-โตเกียว ชี้ กทม. ‘อำนาจน้อยมาก’ อะไรก็ติดขัด กม.ไม่อนุญาตก็แก้ไม่ได้
เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน สืบเนื่องกรณีนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกลและแคนดิเดต นายกรัฐมนตรี นำ ส.ก.และว่าที่ ส.ส.กทม. เข้าพบนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เมื่อ 6 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยเสนอให้มีการแก้กฎหมาย เปลี่ยนโครงสร้างโดยใช้ ‘โมเดลปารีส’ เลือกนายกเขต
รศ.ดร.วรรณภา ติระสังขะ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้สัมภาษณ์ ‘มติชน’ ต่อประเด็นดังกล่าว กฎหมายฐานตั้งต้นของไทยนั้น กรุงเทพมหานครเป็นองค์ปกครองท้องถิ่นส่วนพิเศษ ไม่ได้มีอำนาจแบบจังหวัด
“เราไปทรีตมันเป็นเหมือนจังหวัด มีผู้ว่าราชการจังหวัดกรุงเทพมหานคร ซึ่งจริงๆแล้วไม่ใช่ อย่างคุณชัชชาติไม่ใช่เหมือนผู้ว่าจังหวัดอื่นเพราะเขามาจากการเลือกตั้ง และเราก็ไม่ได้ให้อำนาจกรุงเทพมหานครมากนักในขณะที่เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่ ถ้าเปรียบกรุงเทพฯ กับเมืองหลวงในหลายประเทศที่มีการกระจายอำนาจแล้ว ไม่ว่าจะเป็นโตเกียว และอื่นๆ ซึ่งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เป็นเมืองหลวงแบบนี้ มีอำนาจมากกว่ากรุงเทพฯ มาก” รศ.ดร.วรรณภากล่าว
ว่ากรุงเทพมหานครถือว่ามีอำนาจน้อยมาก ตัวอย่างเช่น ขนส่งมวลชน ขสมก. ควรจัดการโดย กทม.
“ในต่างประเทศ ความเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะมีอำนาจในการจัดการของตัวเอง แต่ในกรุงเทพ ณ วันนี้ คนในประเทศแบกรับการใช้สาธารณูปโภคบางอย่าง พวกรถเมล์ ขสมก. ที่เป็นรัฐวิสาหกิจ ให้คนกรุงเทพมหานครอยู่ แม้จะวิ่งระหว่างกรุงเทพมหานครและปริมณฑลก็ตาม เพราะไม่ได้กระจายอำนาจหน้าที่ให้กรุงเทพมหานครมากนัก การทำงานของกรุงเทพมหานครเลยมีความยากลำบากพอสมควร ไม่ได้มีความคล่องตัวหรือมีอำนาจมากนัก ยังมีความเป็นส่วนกลางเข้ามาครอบอยู่เยอะ ในขณะที่ปารีสมีอำนาจมากพอสมควร ถือว่าเป็นเทศบาลและจังหวัดด้วย
อีกตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ การจัดการจราจร ในกรณีที่เรามีฝุ่น PM 2.5 กรุงเทพมหานครก็ไม่มีอำนาจในการจัดการระงับ ให้ลดหรือห้ามรถยนต์ลดการวิ่งเข้ามาในกรุงเทพชั้นในเพื่อลดปริมาณฝุ่น เป็นต้น” รศ.ดร.วรรณภากล่าว
รศ.ดร.วรรณภา อธิบายเพิ่มเติมถึงประเด็นการแบ่งโครงสร้าง ว่าอาจไม่ใช่สาระสำคัญเท่ากับการกระจายอำนาจหน้าที่ให้สามารถจัดการตนเองได้ การเลือกตั้งผู้ว่าฯ อาจไม่ใช่เป็นทางออกทางเดียวของการปกครองส่วนท้องถิ่น แต่ควรกระจายอำนาจหน้าที่ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อให้มีการจัดบริการสาธารณะที่ตอบสนองความต้องการของประชาชนในพื้นที่นั้นได้
“ฝรั่งเศสเปลี่ยนโครงสร้างและกระจายอำนาจไปด้วย เป็นโครงสร้างใหม่ตัวอำนาจหน้าที่ก็ตามไปด้วย นอกจากการแบ่งเขตเมืองปารีสออกเป็น 20 เขต สิ่งที่น่าสนใจปารีสในช่วงปี ค.ศ.2014 เป็นต้นมา ปารีสถูกยกระดับให้เป็นเมโทรโปร (Métropole du Grand Paris) เป็นมหานครกลุ่มปารีส มันจะไปครอบคลุมเอาจังหวัด เทศบาลข้างเคียงมาร่วมกันอยู่ด้วยและยกสถานะเป็นนิติบุคคลคือครอบเหนือขึ้นไปอีก ก็จะทำให้ปารีสมันมีความเข็มแข็งมากยิ่งขึ้นเป็นปารีสบวกเมืองข้างๆ ในขณะที่ผู้ว่าฯ กทม.ทำอะไรก็ติดขัด ถ้ากฎหมายไม่อนุญาต ก็แก้ปัญหาไม่ได้ รัฐบาลส่วนกลางเป็นคนทำ มันก็ทำงานได้อย่างไม่คล่องตัว ไม่ตอบสนองให้กับคนในพื้นที่มากนัก”
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า หากดำเนินตามปารีสโมเดล อาจจะไม่ใช่แค่กรุงเททพมหานคร แต่รวมถึงปริมณฑลด้วยใช่หรือไม่ ?
รศ.ดร.วรรณภา ตอบว่า ใช่ โดยอาจพัฒนาเมืองใกล้เคียงกัน แต่ไม่ได้เป็นการยุบองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
“มันจะมีองค์กรพิเศษครอบคลุมขึ้นมาอีกชั้นหนึ่งทันที เพื่อพัฒนานโยบายกรุงเทพมหานครเป็นภาพรวม อันนี้น่าสนใจเราเรียกว่าเมือง เมโทรโปร หรือเมืองมหานคร เป็นองค์กรความร่วมมือที่ทำให้มีการพัฒนาโครงสร้างความเป็นเมืองมากยิ่งขึ้น ไม่ได้ดูแค่เขตอย่างเดียว ไม่ได้ดูเฉพาะกรุงเทพมหานครอย่างเดียว แต่ดูปริมณฑลด้วยซึ่งมันจะพัฒนาไปพร้อมกัน โดยเน้นการกระจายอำนาจ”
รศ.ดร.วรรณภา ย้ำว่า กรุงเทพมหานครยังมีข้อกำจัดหลายๆด้าน ต้องไปแก้กฎหมายหลายเรื่องเพื่อกระจายอำนาจให้กับ กรุงเทพมหานคร
“เรามีกรรมการการกระจายอำนาจตั้งแต่ พ.ศ.2540 ที่ทำเรื่องแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจ ถ่ายโอนอำนาจให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจนถึงปัจจุบัน แต่การกระจายอำนาจยังไปไม่ได้ไกล เพราะถูกเหนี่ยวรั้งจากส่วนกลางด้วย และมักจะคิดว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นยังไม่พร้อม”