โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

โจทย์ใหญ่ขององค์การสุรา กับทิศทางการพัฒนาสุราสามทับในประเทศ

The Reporters

อัพเดต 12 ธ.ค. 2566 เวลา 12.53 น. • เผยแพร่ 12 ธ.ค. 2566 เวลา 12.53 น.

สำหรับบางคน เมื่อได้ยินชื่อ ‘องค์การสุรา’ อาจนึกถึงการผลิตสุรา หรือเหล้าเพียงอย่างเดียว แต่ในปัจจุบัน องค์การสุราไม่ได้เป็นทั้งผู้ผลิต และจำหน่ายสุรานับตั้งแต่ปี พ.ศ.2540 เแต่เป็นผู้ผลิต ‘เอทิลแอลกอฮอล์’ หรือที่เรียกว่า ‘สุราสามทับ’ เพื่อขายภายในประเทศ และขายต่างประเทศได้

‘สุราสามทับ’ คือ สุรากลั่นที่มีความเข้มข้นของแอลกอฮอล์ตั้งแต่ 80 ดีกรีขึ้นไป ได้จากการกลั่นสุรา 3 รอบ จนเกิดเป็นแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ ซึ่งตามกฎหมายอนุญาตให้องค์การสุราฯ เป็นผู้ผลิตและจำหน่าย ‘ภายในประเทศ’ เพียงรายเดียว ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าองค์การสุราจะผูกขาดการผลิตแอลกอฮอล์ทุกประเภททั้งหมด เพียงแต่รัฐให้องค์การสุราผลิตสุราสามทับที่มีคุณภาพสูง เพื่อนำไปใช้ในอุตสาหกรรมภายในประเทศ โดยเฉพาะประเภทอาหาร ยา และเวชภัณฑ์ ซึ่งจำเป็นจะต้องมีการตรวจสอบหลายขั้นตอน จนเกิดความปลอดภัย และป้องกันการนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์อันจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพของประชาชนได้

ท่ามกลางสภาวการณ์ ที่กากน้ำตาลซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตมีราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และอาจจะมีไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาดในอนาคต ซึ่งทิศทางที่องค์การสุราวางแนวทางไว้ คือการเปลี่ยนวัตถุดิบในการผลิตเอทานอลจากพืชอาหาร ไปเป็นวัตถุดิบที่เหลือทิ้งจากกิจกรรมของมนุษย์ ของเหลือจากพืช เป็นเอทานอลที่ผลิตจากเซลลูโลส (Cellulosic Ethanol) เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีความเข้มข้น และความบริสุทธิ์สูงโดยใช้โรงงานเดิม อีกทั้งองค์การสุรา ยังมีแผนที่จะนำเทคโนโลยีที่มีอยู่มาผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานชีวภาพ หรือ Biojet Fuels ที่จะช่วยให้องค์การสุรามีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ด้วยทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นำไปสู่ความยั่งยืนของทรัพยากรและโลก เปลี่ยนจากสิ่งของเหลือทิ้งให้เกิดประโยชน์สูงสุด

องค์การสุรา บทบาท และการดำเนินงานในปัจจุบัน

องค์การสุรา กรมสรรพสามิต จัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2506 แรกเริ่มเดิมทีมีบทบาทเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายเอทิลแอลกอฮอล์ (สุราสามทับ) และสุราขาว หรือสุราผสมจำหน่ายในเขตท้องที่ 8 จังหวัด ก่อนจะยุติการผลิตและจำหน่ายสุรา เหลือเพียงผลิตและจำหน่ายเอทิลแอลกอฮอล์เพื่อขายภายในประเทศ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2540 เป็นต้นมา เนื่องจากมีการเปิดเสรีสุรา องค์การสุราซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจจึงไม่ผลิตสุราเพื่อแข่งขันกับภาคเอกชน ทั้งนี้ รายได้ขององค์การสุราทั้งหมดจะนำส่งรัฐ 80-85% ของผลกำไรสุทธิ

องค์การสุราในปัจจุบันจึงอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมผลิตแอลกอฮอล์ประเภท ‘เอทิลแอลกอฮอล์’ หรือเอทานอล ที่มีดีกรีตั้งแต่ 80 ดีกรีขึ้นไป มี 2 ประเภท คือ เอทิลแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ และเอทิลแอลกอฮอล์แปลงสภาพ (Denatured Alcohol) ซึ่งกรมสรรพสามิตได้เปิดให้เอกชนสามารถผลิตเอทิลแอลกอฮอล์แปลงสภาพเพื่อจำหน่ายไปแล้ว

สำหรับเอทิลแอลกอฮอล์ ถือเป็นวัตถุดิบสำคัญที่ใช้ในทุกอุตสาหกรรม ทั้งอุตสาหกรรมการแพทย์ เภสัชกรรม เวชภัณฑ์ เพื่อใช้เป็นสารออกฤทธิ์ทางยาหรือส่วนผสมของยา อุตสาหกรรมอาหารและสมุนไพร ใช้เป็นวัตถุเจือปนอาหารหรือวัตถุแต่งกลิ่นรส อุตสาหกรรมทั่วไป ใช้เป็นตัวทำละลายสารสกัด สารผสม นอกจากนี้ยังใช้เป็นสารทำความสะอาดและสารออกฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อเพื่อการสาธารณสุขของประเทศ ดังนั้นผลิตภัณฑ์ในชีวิตประจำวันล้วนแต่มีเอทิลแอลกอฮอล์เป็นส่วนประกอบทั้งสิ้น

เอทิลแอลกอฮอล์จึงเป็นผลิตภัณฑ์ที่ต้องมีการควบคุมคุณภาพ เนื่องจากถูกนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการสาธารณสุขของประเทศ จึงจำเป็นต้องมีความปลอดภัยอย่างมาก บทบาทขององค์กรสุราจึงไม่จำกัดแค่การผลิตเอทิลแอลกอฮอล์ แต่ยังหมายรวมถึงการควบคุมคุณภาพให้อยู่ในระดับที่เชื่อมั่นได้ว่าแอลกอฮอล์ที่นำไปใช้ เพื่อการอุปโภคบริโภคมีความปลอดภัยและไม่เป็นอันตรายต่อประชาชน

นอกจากประเด็นเรื่องความปลอดภัยแล้ว ด้วยความสำคัญของเอทิลแอลกอฮอล์ที่ถูกนำไปใช้ในหลากหลายอุตสาหกรรม การควบคุมราคาจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างมาก องค์การสุรา จึงเป็นหน่วยงานอ้างอิงด้านการผลิตแอลกอฮอล์ เพื่อใช้ควบคุมราคาจำหน่ายไม่ให้เอกชนกำหนดราคาสูงเกินจริง ที่จะทำให้ผลิตภัณฑ์ของใช้ในชีวิตประจำวันต่าง ๆ ราคาสูงขึ้นตามไปด้วย

คุณภาพ และลักษณะพิเศษของแอลกอฮอล์ขององค์การสุรา

ด้วยลักษณะการนำไปใช้ในภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์ และเภสัชกรรม จึงทำให้องค์การสุราฯ มีการพัฒนากระบวนการผลิตและสินค้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นฐานให้อุตสาหกรรมอาหารและยาในประเทศไทยเติบโต เอทิลแอลกอฮอล์ที่ผลิตโดยองค์การสุราต้องมีคุณภาพสูงในระดับ Pharmaceutical grade และ Food grade ลักษณะสำคัญคือต้องเป็นเอทิลแอลกอฮอล์บริสุทธิ์สูง มีปริมาณสารปนเปื้อน (impurity) ไม่เกินค่ามาตรฐานที่กำหนด เพื่อให้เกิดความปลอดภัยต่อมนุษย์ และกินได้ในปริมาณที่ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย

นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์จากองค์การสุรา ยังได้รับการรับรองคุณภาพจากหน่วยงานรัฐที่มีความน่าเชื่อถือ อาทิ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) กรมปศุสัตว์ และกรมโรงงานอุตสาหกรรม และได้รับการรับรองระบบมาตรฐานสากลต่าง ๆ ซึ่งเป็นข้อยืนยันว่ามาตรฐานของผลิตภัณฑ์ทุกกระบวนการที่องค์การสุรา จัดทำขึ้น เป็นไปตามมาตรฐาน มีความปลอดภัย และคุณภาพสูงในระดับที่ไม่เกิดอันตรายต่อประชาชน

ทั้งนี้ สินค้าเอทิลแอลกฮออล์ขององค์การสุรา ที่นำไปใช้ในอุตสาหกรรมยาและเวชภัณฑ์ เครื่องสำอาง อาหารและเครื่องปรุงรส เครื่องดื่ม และอื่น ๆ มีด้วยกัน 2 ชนิด คือ L PURE 95 และ L PURE 99.8 ซึ่งได้รับใบอนุญาตผลิตอาหาร และใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับอาหาร จากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ผลิตตามระบบมาตรฐานการรับรองความปลอดภัยสำหรับการผลิตอาหาร FSSC 22000 V.5.1 ได้รับการยอมรับโดยโครงการความปลอดภัยทางอาหารระดับโลก (GFSI) และผ่านการควบคุมคุณภาพสินค้าด้วยห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสากล ISO/IEC 17025:2017

ในแง่ของการจัดการสินค้า ด้วยลักษณะของการเป็นรัฐวิสาหกิจ นอกจากจะมีสินค้าที่มีคุณภาพและความปลอดภัยสูงแล้ว ยังมีระบบการจัดการที่มีความน่าเชื่อถือ และโปร่งใส เนื่องจากรัฐเป็นผู้ผลิตและตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน ขณะที่รายได้จากการขายสินค้า ยังส่งเข้ารัฐทั้ง 2 ทาง ทั้งรายได้จากภาษีสุราสามทับ และรายได้จากผลประกอบการขององค์การสุราร้อยละ 80-85% ของกำไรสุทธิ

การจำหน่ายแอลกอฮอล์ในไทย กับสถานการณ์ที่เผชิญในปัจจุบัน

อาจมีหลายคนตั้งข้อสงสัยว่า บทบาทขององค์การสุราถือเป็นการผูกขาดการผลิตเอทิลแอลกอฮอล์ทั้งหมดเลยหรือไม่ ซึ่งตามข้อเท็จจริงแล้ว องค์การสุราไม่ได้เป็นผู้ผลิตเอทิลแอลกอฮอล์ที่ผูกขาดรายเดียว เนื่องจากกรมสรรพสามิตได้แบ่งใบอนุญาตออกเป็น 3 ประเภท ซึ่งในบางประเภทอนุญาตให้เอกชนผลิตและจำหน่ายได้

ก่อนอื่นจึงต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ประเภทของอุตสาหกรรมแอลกอฮอล์สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ อุตสาหกรรมประเภทสุรา หรือเหล้า และอุตสาหกรรมประเภทเอทิลแอลกอฮอล์ หรือเอทานอล (เอทิลแอลกอฮอล์)

อุตสาหกรรมประเภทสุรา หรือเหล้า จัดเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่ผลิตแอลกอฮอล์ที่มีแรงดีกรีมากกว่า 0.5 แต่ไม่ถึง 80 ดีกรี สามารถดื่มหรือกินได้ เช่น ไวน์ เบียร์ สุราขาว วิสกี้ บรั่นดี โดยองค์การสุราไม่ได้เป็นผู้ผลิตและจำหน่าย

ส่วนอุตสาหกรรมประเภทเอทิลแอลกอฮอล์ จัดเป็นอุตสาหกรรมที่ผลิตแอลกอฮอล์ที่มีแรงดีกรีตั้งแต่ 80 ดีกรีขึ้นไป แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ เอทิลแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ และเอทิลแอลกอฮอล์แปลงสภาพ โดยที่เอทิลแอลกอฮอล์แปลงสภาพ กรมสรรพสามิตได้เปิดเสรีให้เอกชนสามารถผลิตและจัดจำหน่ายได้ ส่วนกรณีของเอทิลแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ กรมสรรพสามิตได้แบ่งใบอนุญาตออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้

1. เอทิลแอลกอฮอล์ที่ขายในประเทศ ผลิตเอทิลแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ที่มีดีกรีสูงกว่า 80 แต่เป็นการขายในประเทศ ซึ่งองค์การสุรา ในฐานะที่เป็นรัฐวิสาหกิจถือเป็นเป็นผู้ผลิตเอทิลแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ที่ได้รับใบอนุญาตในการขายภายในประเทศอย่างถูกต้อง

2. เอทิลแอลกอฮอล์เพื่อส่งออก จะผลิตเอทิลแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ที่มีดีกรีสูงกว่า 80 แต่ผลิตเพื่อการส่งออกเท่านั้น ประเภทนี้เอกชนสามารถผลิตและจำหน่ายได้ หากจะนำมาขายในประเทศ ต้องแปลงสภาพเป็นเอทิลแอลกอฮอล์แปลงสภาพเสียก่อน จึงจะนำมาขายในประเทศได้

3. เอทานอลเพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิง ผลิตเอทานอล 99.5 ดีกรี ขายให้โรงกลั่นน้ำมันเพื่อใช้ผลิตน้ำมันเชื้อเพลิง เอกชนสามารถผลิตและจำหน่ายได้

ทิศทางขององค์การสุราในอนาคต

องค์การสุรายังคงเดินหน้าที่จะพัฒนาการผลิตแอลกอฮอล์ให้เกิดคุณภาพและความปลอดภัยมากขึ้น พร้อมกับทำงานร่วมกับหลายภาคส่วนในการเปลี่ยนทิศทางกระบวนการผลิต ให้เกิดผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนต่อการสร้างความยั่งยืนให้กับสิ่งแวดล้อม

หนึ่งในเป้าหมายสำคัญขององค์การสุราคือการเปลี่ยนผ่านวิถีกระบวนการผลิตให้เกิดความยั่งยืนโดยใช้สิ่งเหลือทิ้งจากกิจกรรมของมนุษย์ ทั้งฟางข้าว กากอ้อย ซังข้าวโพด และเปลือกไม้ มาใช้เป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตเอทานอลจากเซลลูโลสเชิงพาณิชย์ (2G: 2nd Generation) ซึ่งจะเป็นทางเลือกใหม่จากการนำของเสียที่ไม่เกิดประโยชน์กลับมาใช้ใหม่

เดิมทีกระบวนการผลิตเอทานอลซึ่งเป็นแอลกอฮอล์ชนิดหนึ่ง จะผลิตได้จากกระบวนการสังเคราะห์ทางเคมี โดยมีเอทิลีน ethylene เป็นวัตถุดิบ และกระบวนการทางชีวเคมี โดยใช้พืชผลที่มีแป้งและน้ำตาลสูงเป็นวัตถุดิบ เช่น ข้าวโพด ข้าวฟ่าง มันสำปะหลัง อ้อย กากน้ำตาล เป็นต้น แต่ปัจจุบันมีการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการผลิตเอทานอลจากวัตถุดิบที่มีเซลลูโลสสูง เช่น ฟางข้าว ขี้เลื่อย หญ้า เป็นต้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าให้สินค้าการเกษตรและสร้างรายได้เพิ่มให้กับเกษตรกร ทำให้วัตถุดิบเหลือทิ้งเกิดมูลค่าเพิ่ม อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มทางเลือกในการผลิตเชื้อเพลิง ลดการนำเข้าจากต่างประเทศ

องค์การสุราเป็นหนึ่งในหน่วยงานที่เล็งเห็นความสำคัญดังกล่าว ที่จะพาไปถึงการป้องกันการเผาทิ้งของวัสดุชีวภาพทางการเกษตร ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ก่อให้เกิดมลพิษ PM 2.5 การผลิตเอทานอลจากเซลลูโลส จึงตอบสนองต่อการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ รวมถึงสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้กับเกษตรกรและประเทศไปพร้อมกัน

นอกจากนี้ องค์การสุรายังให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานชีวภาพ หรือไบโอเจ็ต (Biojet Fuels) ซึ่งผลิตจากน้ำมันจากพืช หรือชีวมวล หลังจากที่ทั่วโลก โดยเฉพาะสหภาพยุโรป (EU) ตระหนักถึงปัญหาการใข้น้ำมันเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ส่งผลต่อการาการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเกิดภาวะโลกร้อนในปัจจุบัน

ทั้งนี้ สหภาพยุโรป เริ่มใช้ระบบการซื้อขายใบอนุญาตปล่อยก๊าซเรือนกระจก และออกร่างกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการใช้พลังงานจากแหล่งพลังงานทดแทน เพื่อปรับปรุงการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงให้มีสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทนในภาคการขนส่งไม่ต่ำกว่าร้อยละ 10 พร้อมควบคุมการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงสายการบินพาณิชย์ที่บินผ่านน่านฟ้าของสหภาพยุโรป อันเป็นการส่งเสริมให้เกิดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยั่งยืน ซึ่งการผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานชีวภาพจึงเป็นพลังงานทดแทนที่มีส่วนสำคัญต่ออุตสาหกรรมการบินทั่วโลก

ทิศทางของการปรับเปลี่ยนพลังงานทดแทนที่เล็งเห็นถึงความสำคัญต่อความยั่งยืน เป็นหัวใจสำคัญที่องค์การสุราพยายามพัฒนาควบคู่ไปกับการผลิตผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ เพื่อประโยชน์ต่อการใช้ในทุกอุตสาหกรรม การดำเนินการทั้ง Cellulosic Ethanol และ Biojet Fuels จะทำให้ประเทศไทยเกิดพลังงานทางเลือกที่หลากหลาย เพิ่มมูลค่าให้กับวัตถุดิบที่หาได้ในไทย ลดการนำเข้าเชื้อเพลิง อันเป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยไปพร้อมกับความยั่งยืนด้านพลังงานในอนาคต

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...