โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

เกิดใหม่ชาตินี้ ฉันจะเป็นเจ้าตระกูล [นิยายแปล]

นิยาย Dek-D

อัพเดต 08 เม.ย. 2567 เวลา 16.52 น. • เผยแพร่ 08 เม.ย. 2567 เวลา 16.52 น. • peony1234
เมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ฟีเรนเทียพบว่าเธอได้ย้อนกลับมายังอดีตในสมัยที่เธอเพิ่งจะอายุได้แค่ 7 ขวบ เพื่อช่วยตระกูลลอมบาร์เดียและชีวิตของพ่อ เธอจึงตั้งใจว่าจะขึ้นเป็นเจ้าตระกูลคนถัดไปให้ได้

ข้อมูลเบื้องต้น

เกิดใหม่ชาตินี้ ฉันจะเป็นเจ้าตระกูล

이번 생은 가주가 되겠습니다

I shall master this family

김로아 คิมโรอา เขียน

8 hours แปล

이번 생은 가주가 되겠습니다

(I shall master this family)

ในชื่อภาษาไทย : #เกิดใหม่ชาตินี้ฉันจะเป็นเจ้าตระกูล

โดย 김로아 (Kim Roah/คิมโรอา)

เป็นลิขสิทธิ์ของ PeonyPublishing

ในการเผยแพร่และจัดจำหน่ายในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว

แนว : รักโรแมนติก แฟนตาซี ย้อนอดีต

วางจำหน่ายในรูปแบบ : รายตอน และ E-Book

(ฉบับ E-Book รวม 6 เล่มจบ )

-- โปรย --

หนทางการขึ้นเป็นเจ้าตระกูลของหญิงสาวผู้กลับมาชาติมาเกิดใหม่ถึงสองครั้งสองครา

เมื่อ ฟีเรนเทีย ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์และได้มาเกิดใหม่ในตระกูลลอมบาร์เดียที่ยิ่งใหญ่แห่งอาณาจักรแลมบลูในฐานะหลานสาวของเจ้าตระกูลที่เกิดจากมารดาสามัญชนทำให้โดนรังเกียจจากคนในตระกูลเมื่อพ่อและปู่ขอเธอตายจากไป เธอถูกขับไล่ออกจากตระกูลสองปีหลังจากนั้น ตระกูลลอมบาร์เดียก็ล่มสลาย แต่แล้ว เมื่อเธอประสบอุบัติเหตุอีกครั้งและมีโอกาสได้ย้อนกลับมาเมื่อตอน 7ขวบ ครั้งนี้เธอจึงตั้งมั่นที่จะเปลี่ยนแปลงอนาคตและตั้งใจจะขึ้นเป็นเจ้าตระกูลคนถัดไปให้ได้

หนทางแห่งการขึ้นเป็นเจ้าตระกูลจะลำบากยากเย็นเพียงไหน มาเอาใจช่วย ฟีเรนเทียได้ใน “ชาตินี้ข้าจะเป็นเจ้าตระกูล”

--------

ติดตามการวางจำหน่ายรายตอนและe-book ได้ที่ >> PeonyPublishing<<

ประกาศจากสำนักพิมพ์กรณีการวางขายรายตอน

สำหรับราคาการขายรายตอนจะไม่เกินไปจากราคา E-book ค่ะ เนื่องจากจำนวนบทในแต่ละเล่มมีไม่มาก ทางสำนักพิมพ์จึงจัดการแบ่งรายตอนย่อยให้แต่ละพาร์ทมีความยาวและราคาเฉลี่ยที่เหมาะสมกับราคา E-book นะคะ

ทางสำนักพิมพ์ต้องขอขอบคุณทุกๆ การสนับสนุนของทุกคนมากๆ ค่ะ

คำนำสำนักพิมพ์

คำนำสำนักพิมพ์

สวัสดีนักอ่านทุกท่านค่ะ สนพ.PEONY ขอเสนอ

นิยายโรแมนติกแฟนตาซีเกาหลีเรื่องใหม่ล่าสุดจากปลายปากกาของนักเขียน คิมโรอา

ที่เคยฝากผลงานความประทับใจกันไว้จากเรื่อง สักวันฉันจะเป็นนางเอก

คราวนี้เป็นเรื่องราวของฟีเรนเทีย ลอมบาเดียร์ เด็กสาวผู้มีปณิธานแน่วแน่ที่อยากจะเป็นเจ้าตระกูล

หลังจากตายแล้วตายอีกมาสองหน คราวนี้ฟีเรนเทียจะไม่ทนอีกต่อไป

มาดูกันว่า ชีวิตที่สามของฟีเรนเทียคนนี้จะไปได้ไกลขนาดไหน

จะเป็นเจ้าตระกูลต้องฝ่าฟันกับอุปสรรคขวากหนามยิ่งใหญ่เพียงใด

มาร่วมลุ้นและเอาใจช่วยฟีเรนเทียไปพร้อมๆกันได้ใน เกิดใหม่ชาตินี้ ฉันจะเป็นเจ้าตระกูล

บทนำ (Rewrite)

บทนำ

‘จะเอาที่ดินของตระกูล ไปใช้พนันตามอำเภอใจไม่ได้นะคะ แถมนี่ก็เป็นครั้งที่สามแล้วด้วย…’

เพียะ!

เสียงไม่น่าฟังดังขึ้นพร้อมกับศีรษะของฟีเรนเทียที่สะบัดหันไปอีกด้านอย่างรุนแรง

‘เจ้าพล่ามอะไร กล้าดียังไงมาเทศนาสั่งสอนข้า!!’

กลิ่นเหล้าเหม็นคลุ้งมาจากกายของชายผู้ใช้มือแกร่งผลักไหล่เล็กและใช้กำลังขู่เข็ญรังแกอีกฝ่าย

‘เอาละ ๆ ระงับอารมณ์เสียหน่อยเถอะ อาสทัลลีอูไปทางโน้นไปส่วนเจ้า…’

เบเลซักเกลี้ยกล่อมน้องชายลูกพี่ลูกน้องที่เดินเซไปมาด้วยความเมาอย่างอ่อนโยน ก่อนที่จะหมุนตัวกลับมาหาฟีเรนเทีย

และ

เพียะ!

เสียงที่ดังยิ่งกว่าเมื่อครู่นี้ดังขึ้นพร้อมกับรอยฝ่ามือขนาดใหญ่ที่ถูกประทับลงบนแก้มอีกข้างของหญิงสาว

‘เจ้าเป็นคนดูแลเงินทองของตระกูลก็จริง แต่เผลอคิดว่ามันเป็นเงินของเจ้าไปด้วยหรือไง’

เบเลซักกล่าวเหน็บแนมฟีเรนเทียที่ยืนตัวสั่นกุมใบหน้าที่ถูกตบ

‘อย่าเข้าใจผิดเสียล่ะ ถึงแม้เจ้าจะใช้นามสกุลเดียวกับพวกเรา แต่สายเลือดชั้นต่ำสกปรกอย่างเจ้าน่ะ ไม่มีทางกลายเป็นสมาชิกของตระกูลเราได้เด็ดขาด เพราะฉะนั้นเจ้าถึงต้องใช้ชีวิตเยี่ยงข้ารับใช้ คอยปรนนิบัติรับใช้พวกเราเหมือนอย่างตอนนี้ยังไงล่ะ’

ช่างเป็นคำพูดอันแสนโหดร้าย ที่ไม่ว่าจะได้ยินกี่ครั้งก็ยังรู้สึกเหมือนถูกมีดปักลงเข้ากลางอก

‘หากเจ้ากล้าเอาเรื่องวันนี้ไปบอกท่านปู่ มือของข้าจะไม่ยอมปล่อยเจ้าไปเฉย ๆ แน่’

เบเลซักเตือนเสียงทุ้มต่ำ ถ่มน้ำลายลงพื้น ก่อนจะหมุนตัวหันหลังเดินจากไป

สุดท้าย หญิงสาวก็ได้ยินเสียงรถม้าที่นางนั่งมาค่อย ๆ เคลื่อนตัวห่างออกไปไกลขึ้นเรื่อย ๆ

ฟีเรนเทียที่ถูกทิ้งเอาไว้คนเดียวในตรอกแคบมืดสลัวกำหมัดแน่น

เลือดหยดหนึ่งไหลรินออกมาจากริมฝีปากที่ถูกตบจนแตก

กุกกัก

“ช้า ๆ”

รถม้าซึ่งสั่นเล็กน้อยและเสียงของสารถีที่ร้องปลอบม้าให้คลายความตื่นตระหนกทำให้ฟีเรนเทียตื่นจากภวังค์ความคิดเรื่องในอดีตที่เคยเกิดขึ้นเมื่อเนิ่นนานมาแล้ว

เธอแง้มผ้าม่านหน้าต่างขึ้นเล็กน้อย ลอบมองออกไปด้านนอก เห็นเหล่าพลทหารประจำพระราชวัง

“มาถึงแล้วสินะ”

ฟีเรนเทียปลดผ้าม่านลงอีกครั้ง มองตรงไปข้างหน้า ยืดแผ่นหลังให้ตั้งตรง

หลังจากจัดการเรือนผมที่ยุ่งเหยิงและเสื้อผ้าให้เข้าที่เข้าทางเป็นระเบียบเรียบร้อย เธอก็ดูไม่ต่างจากภาพวาดแสนประณีตภาพหนึ่ง

ระหว่างนั้นรถม้าที่หญิงสาวโดยสารมาก็ผ่านประตูหน้าของพระราชวังเข้าไป และเดินทางถึงพระราชวังแลมบลู

แสงพระอาทิตย์ของยามบ่ายสาดส่องลงมาอาบไล้ผิวหน้า ภาพแกะสลักต้นไม้แห่งโลกขนาดใหญ่ที่ประดับอยู่บนรถม้าเนื้อทองคำส่องประกายแวววาวเสียจนตาพร่า

“ถึงแล้วขอรับ”

รถม้าหยุดลงพร้อมกับที่สารถีเอ่ยแจ้งด้วยความสุภาพ

“ฟีเรนเทีย”

ในที่สุดประตูรถม้าก็ถูกเปิดออก ชายหนุ่มรูปงามยืนรอต้อนรับหญิงสาว

“เฟเรส”

ชายหนุ่มจุมพิตลงบนหลังมือของฟีเรนเทียที่รับความช่วยเหลือจากเขาเพื่อก้าวลงจากรถม้า มันเป็นจุมพิตอันแสนร้อนแรงที่ไม่ได้คิดเก็บซ่อนความปรารถนาในใจเลยแม้แต่น้อย

“เฟเรส!”

ฟีเรนเทียเอ่ยเรียกชื่อชายหนุ่มคล้ายกับตำหนิ แต่เฟเรสกลับทำเพียงแค่ยิ้มตาหยีจนขนตายาวปกคลุมนัยน์ตาคู่งาม

“รีบไปกันเถอะ ทุกคนรอกันแย่แล้ว”

หญิงสาวพูดพลางดึงมือออกจากการกอบกุมของอีกฝ่าย ก้าวเท้าเดินมุ่งหน้าไปทางโถงจัดงานเลี้ยงขนาดใหญ่

เฟเรสเหลือบมองใบหูของฟีเรนเทียที่ขึ้นสีแดงเรื่อเล็กน้อย เขายิ้มกว้างออกมาอีกครั้ง ก่อนที่จะเอามือไขว้หลังเดินตามหญิงสาวไป

“ในอาณาจักรแลมบลูแห่งนี้น่ะ ต่อให้เจ้าสั่งให้รอ ก็ไม่มีใครคิดจะโวยวายอะไรหรอก เทียของข้า ค่อย ๆ เดินก็ได้”

ทั้งสองเดินทางมาไกลก็เพื่อวันนี้โดยเฉพาะ

“ต้องดื่มด่ำกับช่วงเวลานี้ให้เท่ากับที่ลำบากเดินทางมาถึงที่นี่สิ”

ปลายทางของความพยายามและความอดทนในการทำงานหนัก วันนี้ถึงคราวที่จะได้ดื่มด่ำกับผลตอบแทนอันแสนหอมหวานกันเสียที

“นั่นสินะ ลำบากมามากเหลือเกิน” ฟีเรนเทียยอมรับอย่างว่าง่าย

เธอเดินทางมาจากที่ไกลแสนไกล บางทีอาจจะไกลมากจนเจ้าจินตนาการไม่ออกเลยก็ได้

หญิงสาวรำพึงด้วยเสียงแผ่วเบาจนอีกฝ่ายไม่ได้ยิน

“แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่จำเป็นต้องทำเรื่องเสียมารยาทแบบนั้นหรอก”คำตอบยืนยันหนักแน่น

หญิงสาวผู้ทำให้เขาตกหลุมรักตั้งแต่วินาทีแรกที่ได้พบหน้า นางช่างเป็นผู้หญิงที่เท่เสียจริง

เฟเรสยิ้มออกมาด้วยความพอใจอีกครั้ง

ผ่านไปไม่นานทั้งสองคนก็มาหยุดยืนหน้าประตูโถงงานเลี้ยงที่ถูกปิดสนิท

“พร้อมหรือยัง”

ฟีเรนเทียพยักหน้าเล็กน้อยเป็นคำตอบ

“ถ้าอย่างนั้นเราเข้าไปกันเลยดีมั้ยครับ ท่านเจ้าตระกูลลอมบาร์เดีย”

ชายหนุ่มยื่นมือออกไปตรงหน้าหญิงสาว

“ไปกันเถอะเพคะ องค์รัชทายาท”

มือขาวเนียนสวยยื่นออกไปจับมือของชายหนุ่ม

“เปิดประตูได้”

เฟเรสออกคำสั่งสั้น ๆ ไปทางผู้ดูแลที่ยืนอยู่ด้านข้าง

“ท่านเจ้าตระกูลลอมบาร์เดีย ฟีเรนเทีย และองค์รัชทายาทเสด็จ!”

ได้ยินเสียงแจ้งการมาถึงของทั้งคู่ดังข้ามผ่านประตู

เสียงที่ได้ยินดังเข้าสู่โสตประสาท ช่างฟังแล้วเหมือนดั่งเสียงดนตรีอันแสนหวานเสียจริง ฟีเรนเทียหัวเราะ

ประตูค่อย ๆ เปิดออกอย่างช้า ๆ เผยให้เห็นรอยแยกระหว่างบานประตูทั้งสองข้าง แสงสว่างระยิบระยับของโถงงานเลี้ยงสาดส่องออกมาจากรอยแยกนั้น

บทที่ 1.1 (Rewrite)

บทที่ 1

เอี๊ยดดดด

เสียงเสียดสีไม่น่าฟังดังขึ้นพร้อมกับประตูเหล็กของคฤหาสน์หลังใหญ่ที่ถูกปิดลงด้วยมือของเหล่าพลทหารประจำราชวงศ์

นั่นคือจุดจบของลอมบาร์เดีย ตระกูลที่ใหญ่ที่สุดในทวีป ผู้ซึ่งบริหารงานราชการเคียงบ่าเคียงไหล่อยู่คู่ราชวงศ์แลมบลูมาตลอดระยะเวลากว่าสองร้อยห้าสิบปี

ตระกูลใหญ่ที่เคยนึกว่าจะมั่นคงไปตลอดกาลดั่งสัญลักษณ์ของตระกูลซึ่งเป็นรูปต้นไม้แห่งโลกที่แผ่กิ่งก้านขยายออกไปอย่างไร้ที่สิ้นสุดในวันนี้เจ้าตระกูลอย่างเบเจอร์ และแกนนำสำคัญหลายคนกลับถูกจับกุมด้วยข้อหาวางแผนก่อการกบฏและเลี่ยงภาษี ช่างเป็นจุดจบที่น่าขันเสียจริง

เมืองลอมบาร์เดียแห่งนี้ถูกตั้งชื่อขึ้นตามชื่อตระกูล ตอนนี้ชาวเมืองหลายร้อยคนต่างก็พากันมารวมตัวอยู่หน้าคฤหาสน์หลังใหญ่ มีทั้งคนที่ใช้ผ้าเช็ดหน้าซับหยาดน้ำตาที่ไหลรินลงมาอย่างไม่ขาดสาย ทั้งคนที่เบือนหน้าหนีด้วยไม่อาจทนมองภาพที่เกิดขึ้นได้

และที่แถวหน้าสุดก็มีเธอ ฟีเรนเทียคนนี้ยืนอยู่

“พวกโง่เขลา”

เสียงกัดฟันกรอดดังขึ้น แต่ตอนนี้ไม่มีใครคิดที่จะให้ความสนใจ

เธอจ้องมองประตูใหญ่ของตระกูลถูกล็อกด้วยกุญแจขนาดใหญ่กัดฟันกรอด สบถด่าทออีกหลายคำ

“โง่เง่าเต่าตุ่น พวกงูเห่าจอมขี้เกียจ ขนาดไฟไหม้ก็ยังนอนเลื้อย”

เธอรู้สึกได้ว่าผู้คนที่ยืนอยู่รอบด้านเหลือบสายตามองมา แต่ก็นะแล้วจะทำไมล่ะ

อย่างไรตระกูลลอมบาร์เดียก็ล่มสลายไปแล้วอยู่ดี

ทว่าต่อให้ด่าสาปส่งเสีย ๆ หาย ๆ แค่ไหน ข้างในใจที่เดือดพล่านด้วยความโมโหกลับไม่คลายอารมณ์โกรธลงเลยแม้แต่น้อย

“ข้าบอกแล้วใช่มั้ยว่าเจ้าชายลำดับที่หนึ่งน่ะไม่ได้เรื่อง หมอนั่นมันเป็นพวกเพชฌฆาตหน้าเลือด บอกตั้งกี่ครั้งต่อกี่ครั้งแล้วว่าไม่มีทางเป็นรัชทายาทได้น่ะ!”

ขนาดเธอเตือนย้ำแล้วย้ำอีก พวกโง่เขลาตระกูลลอมบาร์เดียก็ยังเลือกข้างเจ้าชายลำดับที่หนึ่ง

เจ้าชายลำดับที่หนึ่ง อาสทาน่า เนเรมเฟย์ ดิวเรลลี่

ถึงแม้พวกนั้นจะอ้างว่าเลือกเขาเพราะเป็นโอรสของจักรพรรดินีก็เถอะแต่แค่ดูก็รู้แล้วว่าพวกมันก็แค่เลือกคนประเภทเดียวกับตัวเองเท่านั้น

เธอหมายถึงพวก ‘สายเลือดชั้นสูง’ ที่หัวสมองมีแต่ความฟุ่มเฟือยและความสนุกสนานอยู่เต็มไปหมด กับร่างกายที่ความขี้เกียจมันซึมลึกเข้ากระดูกดำ

หากจะกล่าวว่าประวัติศาสตร์อันรุ่งโรจน์ของตระกูลลอมบาร์เดียคือประวัติศาสตร์ของอาณาจักร ก็ไม่ถือว่าเป็นการโอ้อวดเกินจริงแต่อย่างใด

คนที่ทำให้ตระกูลดิวเรลลี่ที่เคยเป็นแค่เจ้าเมืองแถบชายแดนได้ขึ้นครองเป็นจักรพรรดิ ทั้งยังนำพาอาณาจักรมาได้ถึงตอนนี้ก็คือตระกูลลอมบาร์เดีย

แค่นั้นเองเหรอ

พวกเขาเริ่มทำการค้าขายสั่งสมความมั่งคั่ง ทุกครั้งที่เกิดสงครามก็เป็นฝ่ายออกหน้าใช้ศิลปะทางการทูตเจรจานำชัยชนะมาสู่อาณาจักรโดยไม่ต้องเสียเลือดเนื้อแม้แต่หยดเดียว ทั้งยังให้การสนับสนุนเหล่าศิลปินผู้มากฝีมือในทุกพื้นที่ของอาณาจักร กล่าวได้ว่าในโลกใบนี้ไม่มีที่ไหนที่นามของตระกูลลอมบาร์เดียไปไม่ถึง

และผู้ได้รับคำสรรเสริญว่าเป็นคนที่นำพาตระกูลลอมบาร์เดียขึ้นสู่จุดสูงสุดก็คือเจ้าตระกูลคนก่อน รูลลัก ลอมบาร์เดีย

เมื่อสมัยที่รูลลักในวัยเยาว์ได้รับสืบทอดตำแหน่งเจ้าตระกูล ทางราชวงศ์ได้มอบป้ายทองให้เขาเพื่อรักษาสายสัมพันธ์อันดีงามเอาไว้

ในตอนนั้นสิ่งที่รูลลักคิดได้ก็คือการก่อตั้งระบบทุนสนับสนุน

ไม่แบ่งแยกชนชั้นสูงกับสามัญชน เขามอบเงินทองมากมายโดยไม่คิดหวงแหน ให้ความสนับสนุนส่งเสริมอัจฉริยะมากความสามารถในแต่ละวิชาชีพ

ความจงรักภักดีของผู้คนที่ได้รับการสนับสนุนจากลอมบาร์เดียตั้งแต่เด็กจนได้ศึกษาเล่าเรียนจะย้อนคืนกลับไปที่ใดได้ล่ะ มันก็เป็นเรื่องที่เห็นได้อย่างชัดเจนมากอยู่แล้ว

พวกเขาไม่ใช่ลอมบาร์เดีย แต่พวกเขาเป็นคนของลอมบาร์เดีย

รูลลักผู้เป็นเจ้าตระกูลรุ่นก่อนประสบความสำเร็จในการสร้างคนของตนกระจายอยู่ทั่วทุกหนแห่ง โดยที่เขาไม่ต้องย่างกรายออกจากเมืองลอมบาร์เดียแม้แต่ก้าวเดียว

แม้แต่จักรพรรดิพระองค์ก่อนเองก็ยังต้องยอมรับในอำนาจของลอมบาร์เดีย แต่สุดท้ายในรอบยี่สิบปีป้ายทองก็ถูกริบกลับคืน

แต่ว่า…

“ต่อให้โง่ขนาดไหนก็เถอะ ทำอีท่าไหนถึงได้ทำให้ตระกูลล่มสลายได้ในเวลาแค่สองปี!”

สองปีก่อนเจ้าตระกูลคนก่อน รูลลัก ลอมบาร์เดีย เสียชีวิตลงบุตรชายคนโตอย่างเบเจอร์ ลอมบาร์เดีย ได้ขึ้นเป็นผู้นำตระกูลคนถัดมา

และนั่นก็คือจุดเริ่มต้น

เบเจอร์เป็นเพียงแค่ผีร้ายที่ดีแต่พูดจาลื่นไหลเสนาะหูเท่านั้น จึงไม่มีความสามารถพอที่จะนำตระกูลใหญ่ที่ไม่ต่างจากแคว้นหนึ่งได้ และเมื่อไม่มีเจ้าตระกูลคนก่อนที่คอยควบคุมเชื้อสายตรงของลอมบาร์เดียผู้ชื่นชอบในการใช้เงินและยังเห็นแก่ตัวเป็นที่สุดเอาไว้ พวกเขาก็กระโดดโลดเต้นราวกับลูกม้าที่ถูกปล่อยสายบังเหียน

ไม่ต้องมองก็เห็นได้อย่างชัดเจน

เหตุผลที่เธอรู้ไส้รู้พุงของพวกนั้นดีขนาดนี้ก็ง่ายมาก

เพราะช่วงหนึ่งเธอเองก็เคยเป็นลอมบาร์เดียยังไงล่ะ

กล่าวให้ละเอียดมากขึ้นอีกหน่อยก็คือ เธอใช้ชีวิตอยู่ในประเทศเกาหลีใต้อยู่ดี ๆ แล้วก็ดันตายด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ ก่อนจะมาเกิดใหม่ในโลกใบนี้

เกิดมาในฐานะสายเลือดของตระกูลลอมบาร์เดีย

ตอนแรกที่ลืมตาตื่นขึ้นมาในร่างเด็กทารก เมื่อได้เห็นสภาพแวดล้อมที่ดูงดงามตระการตา เธอถึงกับร้องอุทานออกมาแทนเสียงร้องไห้ด้วยซ้ำไป

ในที่สุดก็ได้คาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิดกับเขาบ้างเสียที!

ได้ตื่นขึ้นมารับอรุณยามเช้าในคฤหาสน์หลังใหญ่นั่นทุกวัน ตอนกลางคืนก็เหม่อมองภาพวาดบนเพดานสูงก่อนจะหลับใหล เธอเองก็ได้มีวันแบบนี้กับเขาบ้างแล้ว

แต่น่าเศร้าที่เธอเป็นพวกเลือดผสม

บิดาเป็นบุตรชายคนที่สามของเจ้าตระกูลลอมบาร์เดียคนก่อน แต่มารดาที่คลอดเธอแล้วเสียชีวิตไปนั้นเป็นเพียงสามัญชน ทั้งยังไม่ได้เข้าพิธีแต่งงานอย่างถูกต้องตามประเพณีของตระกูลอันแสนเคร่งครัด

ตัวเธอที่ถือกำเนิดขึ้นมาจากสายสัมพันธ์ดังกล่าว หากพูดให้ชัดเจนก็คือเป็นบุตรนอกสมรส โชคดีที่ได้รับอนุญาตจากท่านปู่จึงได้มีสิทธิ์ใช้นามสกุลลอมบาร์เดียอย่างถูกต้อง

อย่างไรก็ตาม นั่นไม่ได้หมายความว่าจะได้รับการยอมรับในฐานะสมาชิกตระกูลลอมบาร์เดียไปด้วย

ตลอดเวลาที่ผ่านมา ถึงแม้จะไม่ได้เป็นสมาชิกอย่างเป็นทางการ แต่เธอก็เป็นเพียงแค่เด็กที่อยู่ในตำแหน่งหมิ่นเหม่ที่ได้ใช้นามสกุลลอมบาร์เดียเท่านั้นเอง

อาจจะฟังดูดี แต่ช่วงเวลาอันแสนสุขของเธอนั้นช่างแสนสั้น

วันก่อนหน้าวันเกิดอายุครบสิบเอ็ดขวบ

ท่านพ่อของเธอจากไปด้วยโรคร้ายที่ไม่อาจรักษาได้ และหลังจากกลายเป็นเด็กกำพร้า เธอก็ถูกคนในตระกูลลืมเลือน

เมื่อไม่มีสายสัมพันธ์เพียงหนึ่งเดียวที่เชื่อมเธอกับตระกูลเข้าไว้ด้วยกันอย่างท่านพ่อ เธอก็ไม่ใช่ลอมบาร์เดียอีกต่อไป

ผ่านไปได้ไม่นานเธอก็ไม่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมแม้กระทั่งงานเลี้ยงครอบครัว แล้วค่อย ๆ เสียตำแหน่งของตัวเองไป

แต่ถึงยังไงก็ไม่อาจเงียบหายตายจากไปแบบนี้ได้ตลอด นับตั้งแต่อายุสิบห้าปีซึ่งร่างกายเริ่มเติบโตเป็นผู้ใหญ่ เธอก็เริ่มต้นทำงาน

เริ่มต้นจากการดูแลห้องสมุดภายในคฤหาสน์

เมื่อตอนที่ท่านพ่อยังมีชีวิตอยู่ สถานที่ที่ท่านพ่อเคยใช้เวลาบ่อยครั้งมากที่สุดก็คือที่นี่ และยังเป็นสถานที่ที่เธอแวะเวียนมาบ่อยครั้งราวกับเป็นห้องของตัวเองเวลาว่างไม่มีอะไรให้ทำ

แต่จู่ ๆ บรรณารักษ์ก็ลาออกไปเพราะป่วยไข้ ทำให้มีตำแหน่งว่างลงเธอจึงได้รับหน้าที่ดังกล่าวแทน

การฝากฝังงานดูแลห้องสมุดทั้งหมดให้เด็กอายุเพียงสิบห้าปีรับผิดชอบเป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อ แต่ชื่อของลอมบาร์เดียก็มีประโยชน์กับเธอในตอนนั้นมากทีเดียว

หน้าที่จัดเรียงหนังสือและสั่งซื้อหนังสือตามที่คนอื่น ๆ ร้องขอมันเป็นงานที่เธอชอบ และก็ไม่ได้ยากลำบากอะไรนัก

ผลลัพธ์ของการทำงานอย่างหนักด้วยความสนุกสนานช่วยทำให้ห้องสมุดค่อย ๆ ดูดีขึ้นเรื่อย ๆ จนทำให้เธอได้รับการยอมรับเป็นครั้งแรก

เป็นเช่นนั้นทีละนิด…ทีละนิด

ผลของการเริ่มลงมือทำงานต่าง ๆ ของคฤหาสน์

เมื่อผ่านวันเกิดอายุครบสิบแปดปี เธอก็ได้รับหน้าที่ดูแลคฤหาสน์ลอมบาร์เดียโดยไม่รู้ตัว ซึ่งมันเป็นหน้าที่ที่ค่อนข้างหนักหนาเอาการ

พี่น้องทั้งหลายของพ่อเธอต่างก็เป็นชนชั้นสูงหัวสูงที่ใช้ชีวิตอย่างเย่อหยิ่งตามความชอบของตัวเองกันทั้งสิ้น บรรดาลูกพี่ลูกน้องของเธอ หรือพวกคนโง่ของตระกูลลอมบาร์เดียพวกนั้นเองก็เอาแต่ก่อเรื่องไม่เว้นวัน

และปีที่เธออายุได้สิบเก้า ท่านปู่ก็ป่วยจนหมดสติ เธอจึงต้องคอยช่วยงานอยู่เคียงข้างกายท่าน

มันเป็นเรื่องแน่นอนที่คงไม่มีใครรู้เรื่องงานของตระกูลดีเท่ากับเธออีกแล้ว แตกต่างจากลูกพี่ลูกน้องที่ในหัวสมองต่างขาวโพลนโล่งโจ้งเหมือนกระดาษเปล่า ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นงานอะไรเธอก็สามารถเรียนรู้และจัดการได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ท่านปู่ตกใจเป็นอย่างมาก

‘ถ้าหากรู้ก่อนหน้านี้หลายปีหน่อยว่าเจ้าเป็นเด็กเช่นนี้ละก็!’

อาการป่วยเริ่มเรื้อรังหนักขึ้นเรื่อย ๆ ท่านปู่ของเธอที่เริ่มเป็นห่วงอนาคตของวงศ์ตระกูล รูลลัก ลอมบาร์เดีย มักจะถอนหายใจจนติดเป็นนิสัย

‘ข้าคงจะมอบตระกูลนี้ให้แก่เจ้าไปแล้ว…’

ทุกครั้งที่ท่านกล่าวเช่นนั้น เธอมักจะถอนหายใจพลางหัวเราะ

‘ต่อให้เป็นแบบนั้นก็คงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปหรอกค่ะ ท่านปู่’

‘ทำไมถึงคิดแบบนั้นล่ะ’

‘ข้าเป็นเพียงแค่เลือดผสมนะคะ ข้าที่เกิดจากมารดาสามัญชนจะเป็นเจ้าตระกูลได้ยังไงกันล่ะคะ’

‘ไม่หรอก ฟีเรนเทีย’ เสียงของท่านปู่ที่ส่ายศีรษะไปมาค่อนข้างหนักแน่น ‘เจ้าคือลอมบาร์เดีย ในเมื่อเจ้าเป็นผู้สืบสายเลือดของตระกูลเจ้าย่อมมีสิทธิ์มากพอ’

เพิ่งตระหนักขึ้นมาได้ทีหลังเท่านั้นบุตรชายคนโตของท่านปู่อย่างเบเจอร์กำลังตั้งหน้าตั้งตานับวันรอที่จะได้ขึ้นเป็นเจ้าตระกูล

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...