เกิดใหม่ชาตินี้ ฉันจะเป็นเจ้าตระกูล [นิยายแปล]
ข้อมูลเบื้องต้น
เกิดใหม่ชาตินี้ ฉันจะเป็นเจ้าตระกูล
이번 생은 가주가 되겠습니다
I shall master this family
김로아 คิมโรอา เขียน
8 hours แปล
이번 생은 가주가 되겠습니다
(I shall master this family)
ในชื่อภาษาไทย : #เกิดใหม่ชาตินี้ฉันจะเป็นเจ้าตระกูล
โดย 김로아 (Kim Roah/คิมโรอา)
เป็นลิขสิทธิ์ของ PeonyPublishing
ในการเผยแพร่และจัดจำหน่ายในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว
แนว : รักโรแมนติก แฟนตาซี ย้อนอดีต
วางจำหน่ายในรูปแบบ : รายตอน และ E-Book
(ฉบับ E-Book รวม 6 เล่มจบ )
-- โปรย --
หนทางการขึ้นเป็นเจ้าตระกูลของหญิงสาวผู้กลับมาชาติมาเกิดใหม่ถึงสองครั้งสองครา
เมื่อ ฟีเรนเทีย ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์และได้มาเกิดใหม่ในตระกูลลอมบาร์เดียที่ยิ่งใหญ่แห่งอาณาจักรแลมบลูในฐานะหลานสาวของเจ้าตระกูลที่เกิดจากมารดาสามัญชนทำให้โดนรังเกียจจากคนในตระกูลเมื่อพ่อและปู่ขอเธอตายจากไป เธอถูกขับไล่ออกจากตระกูลสองปีหลังจากนั้น ตระกูลลอมบาร์เดียก็ล่มสลาย แต่แล้ว เมื่อเธอประสบอุบัติเหตุอีกครั้งและมีโอกาสได้ย้อนกลับมาเมื่อตอน 7ขวบ ครั้งนี้เธอจึงตั้งมั่นที่จะเปลี่ยนแปลงอนาคตและตั้งใจจะขึ้นเป็นเจ้าตระกูลคนถัดไปให้ได้
หนทางแห่งการขึ้นเป็นเจ้าตระกูลจะลำบากยากเย็นเพียงไหน มาเอาใจช่วย ฟีเรนเทียได้ใน “ชาตินี้ข้าจะเป็นเจ้าตระกูล”
--------
ติดตามการวางจำหน่ายรายตอนและe-book ได้ที่ >> PeonyPublishing<<
ประกาศจากสำนักพิมพ์กรณีการวางขายรายตอน
สำหรับราคาการขายรายตอนจะไม่เกินไปจากราคา E-book ค่ะ เนื่องจากจำนวนบทในแต่ละเล่มมีไม่มาก ทางสำนักพิมพ์จึงจัดการแบ่งรายตอนย่อยให้แต่ละพาร์ทมีความยาวและราคาเฉลี่ยที่เหมาะสมกับราคา E-book นะคะ
ทางสำนักพิมพ์ต้องขอขอบคุณทุกๆ การสนับสนุนของทุกคนมากๆ ค่ะ
คำนำสำนักพิมพ์
คำนำสำนักพิมพ์
สวัสดีนักอ่านทุกท่านค่ะ สนพ.PEONY ขอเสนอ
นิยายโรแมนติกแฟนตาซีเกาหลีเรื่องใหม่ล่าสุดจากปลายปากกาของนักเขียน คิมโรอา
ที่เคยฝากผลงานความประทับใจกันไว้จากเรื่อง สักวันฉันจะเป็นนางเอก
คราวนี้เป็นเรื่องราวของฟีเรนเทีย ลอมบาเดียร์ เด็กสาวผู้มีปณิธานแน่วแน่ที่อยากจะเป็นเจ้าตระกูล
หลังจากตายแล้วตายอีกมาสองหน คราวนี้ฟีเรนเทียจะไม่ทนอีกต่อไป
มาดูกันว่า ชีวิตที่สามของฟีเรนเทียคนนี้จะไปได้ไกลขนาดไหน
จะเป็นเจ้าตระกูลต้องฝ่าฟันกับอุปสรรคขวากหนามยิ่งใหญ่เพียงใด
มาร่วมลุ้นและเอาใจช่วยฟีเรนเทียไปพร้อมๆกันได้ใน เกิดใหม่ชาตินี้ ฉันจะเป็นเจ้าตระกูล
บทนำ (Rewrite)
บทนำ
‘จะเอาที่ดินของตระกูล ไปใช้พนันตามอำเภอใจไม่ได้นะคะ แถมนี่ก็เป็นครั้งที่สามแล้วด้วย…’
เพียะ!
เสียงไม่น่าฟังดังขึ้นพร้อมกับศีรษะของฟีเรนเทียที่สะบัดหันไปอีกด้านอย่างรุนแรง
‘เจ้าพล่ามอะไร กล้าดียังไงมาเทศนาสั่งสอนข้า!!’
กลิ่นเหล้าเหม็นคลุ้งมาจากกายของชายผู้ใช้มือแกร่งผลักไหล่เล็กและใช้กำลังขู่เข็ญรังแกอีกฝ่าย
‘เอาละ ๆ ระงับอารมณ์เสียหน่อยเถอะ อาสทัลลีอูไปทางโน้นไปส่วนเจ้า…’
เบเลซักเกลี้ยกล่อมน้องชายลูกพี่ลูกน้องที่เดินเซไปมาด้วยความเมาอย่างอ่อนโยน ก่อนที่จะหมุนตัวกลับมาหาฟีเรนเทีย
และ
เพียะ!
เสียงที่ดังยิ่งกว่าเมื่อครู่นี้ดังขึ้นพร้อมกับรอยฝ่ามือขนาดใหญ่ที่ถูกประทับลงบนแก้มอีกข้างของหญิงสาว
‘เจ้าเป็นคนดูแลเงินทองของตระกูลก็จริง แต่เผลอคิดว่ามันเป็นเงินของเจ้าไปด้วยหรือไง’
เบเลซักกล่าวเหน็บแนมฟีเรนเทียที่ยืนตัวสั่นกุมใบหน้าที่ถูกตบ
‘อย่าเข้าใจผิดเสียล่ะ ถึงแม้เจ้าจะใช้นามสกุลเดียวกับพวกเรา แต่สายเลือดชั้นต่ำสกปรกอย่างเจ้าน่ะ ไม่มีทางกลายเป็นสมาชิกของตระกูลเราได้เด็ดขาด เพราะฉะนั้นเจ้าถึงต้องใช้ชีวิตเยี่ยงข้ารับใช้ คอยปรนนิบัติรับใช้พวกเราเหมือนอย่างตอนนี้ยังไงล่ะ’
ช่างเป็นคำพูดอันแสนโหดร้าย ที่ไม่ว่าจะได้ยินกี่ครั้งก็ยังรู้สึกเหมือนถูกมีดปักลงเข้ากลางอก
‘หากเจ้ากล้าเอาเรื่องวันนี้ไปบอกท่านปู่ มือของข้าจะไม่ยอมปล่อยเจ้าไปเฉย ๆ แน่’
เบเลซักเตือนเสียงทุ้มต่ำ ถ่มน้ำลายลงพื้น ก่อนจะหมุนตัวหันหลังเดินจากไป
สุดท้าย หญิงสาวก็ได้ยินเสียงรถม้าที่นางนั่งมาค่อย ๆ เคลื่อนตัวห่างออกไปไกลขึ้นเรื่อย ๆ
ฟีเรนเทียที่ถูกทิ้งเอาไว้คนเดียวในตรอกแคบมืดสลัวกำหมัดแน่น
เลือดหยดหนึ่งไหลรินออกมาจากริมฝีปากที่ถูกตบจนแตก
กุกกัก
“ช้า ๆ”
รถม้าซึ่งสั่นเล็กน้อยและเสียงของสารถีที่ร้องปลอบม้าให้คลายความตื่นตระหนกทำให้ฟีเรนเทียตื่นจากภวังค์ความคิดเรื่องในอดีตที่เคยเกิดขึ้นเมื่อเนิ่นนานมาแล้ว
เธอแง้มผ้าม่านหน้าต่างขึ้นเล็กน้อย ลอบมองออกไปด้านนอก เห็นเหล่าพลทหารประจำพระราชวัง
“มาถึงแล้วสินะ”
ฟีเรนเทียปลดผ้าม่านลงอีกครั้ง มองตรงไปข้างหน้า ยืดแผ่นหลังให้ตั้งตรง
หลังจากจัดการเรือนผมที่ยุ่งเหยิงและเสื้อผ้าให้เข้าที่เข้าทางเป็นระเบียบเรียบร้อย เธอก็ดูไม่ต่างจากภาพวาดแสนประณีตภาพหนึ่ง
ระหว่างนั้นรถม้าที่หญิงสาวโดยสารมาก็ผ่านประตูหน้าของพระราชวังเข้าไป และเดินทางถึงพระราชวังแลมบลู
แสงพระอาทิตย์ของยามบ่ายสาดส่องลงมาอาบไล้ผิวหน้า ภาพแกะสลักต้นไม้แห่งโลกขนาดใหญ่ที่ประดับอยู่บนรถม้าเนื้อทองคำส่องประกายแวววาวเสียจนตาพร่า
“ถึงแล้วขอรับ”
รถม้าหยุดลงพร้อมกับที่สารถีเอ่ยแจ้งด้วยความสุภาพ
“ฟีเรนเทีย”
ในที่สุดประตูรถม้าก็ถูกเปิดออก ชายหนุ่มรูปงามยืนรอต้อนรับหญิงสาว
“เฟเรส”
ชายหนุ่มจุมพิตลงบนหลังมือของฟีเรนเทียที่รับความช่วยเหลือจากเขาเพื่อก้าวลงจากรถม้า มันเป็นจุมพิตอันแสนร้อนแรงที่ไม่ได้คิดเก็บซ่อนความปรารถนาในใจเลยแม้แต่น้อย
“เฟเรส!”
ฟีเรนเทียเอ่ยเรียกชื่อชายหนุ่มคล้ายกับตำหนิ แต่เฟเรสกลับทำเพียงแค่ยิ้มตาหยีจนขนตายาวปกคลุมนัยน์ตาคู่งาม
“รีบไปกันเถอะ ทุกคนรอกันแย่แล้ว”
หญิงสาวพูดพลางดึงมือออกจากการกอบกุมของอีกฝ่าย ก้าวเท้าเดินมุ่งหน้าไปทางโถงจัดงานเลี้ยงขนาดใหญ่
เฟเรสเหลือบมองใบหูของฟีเรนเทียที่ขึ้นสีแดงเรื่อเล็กน้อย เขายิ้มกว้างออกมาอีกครั้ง ก่อนที่จะเอามือไขว้หลังเดินตามหญิงสาวไป
“ในอาณาจักรแลมบลูแห่งนี้น่ะ ต่อให้เจ้าสั่งให้รอ ก็ไม่มีใครคิดจะโวยวายอะไรหรอก เทียของข้า ค่อย ๆ เดินก็ได้”
ทั้งสองเดินทางมาไกลก็เพื่อวันนี้โดยเฉพาะ
“ต้องดื่มด่ำกับช่วงเวลานี้ให้เท่ากับที่ลำบากเดินทางมาถึงที่นี่สิ”
ปลายทางของความพยายามและความอดทนในการทำงานหนัก วันนี้ถึงคราวที่จะได้ดื่มด่ำกับผลตอบแทนอันแสนหอมหวานกันเสียที
“นั่นสินะ ลำบากมามากเหลือเกิน” ฟีเรนเทียยอมรับอย่างว่าง่าย
เธอเดินทางมาจากที่ไกลแสนไกล บางทีอาจจะไกลมากจนเจ้าจินตนาการไม่ออกเลยก็ได้
หญิงสาวรำพึงด้วยเสียงแผ่วเบาจนอีกฝ่ายไม่ได้ยิน
“แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่จำเป็นต้องทำเรื่องเสียมารยาทแบบนั้นหรอก”คำตอบยืนยันหนักแน่น
หญิงสาวผู้ทำให้เขาตกหลุมรักตั้งแต่วินาทีแรกที่ได้พบหน้า นางช่างเป็นผู้หญิงที่เท่เสียจริง
เฟเรสยิ้มออกมาด้วยความพอใจอีกครั้ง
ผ่านไปไม่นานทั้งสองคนก็มาหยุดยืนหน้าประตูโถงงานเลี้ยงที่ถูกปิดสนิท
“พร้อมหรือยัง”
ฟีเรนเทียพยักหน้าเล็กน้อยเป็นคำตอบ
“ถ้าอย่างนั้นเราเข้าไปกันเลยดีมั้ยครับ ท่านเจ้าตระกูลลอมบาร์เดีย”
ชายหนุ่มยื่นมือออกไปตรงหน้าหญิงสาว
“ไปกันเถอะเพคะ องค์รัชทายาท”
มือขาวเนียนสวยยื่นออกไปจับมือของชายหนุ่ม
“เปิดประตูได้”
เฟเรสออกคำสั่งสั้น ๆ ไปทางผู้ดูแลที่ยืนอยู่ด้านข้าง
“ท่านเจ้าตระกูลลอมบาร์เดีย ฟีเรนเทีย และองค์รัชทายาทเสด็จ!”
ได้ยินเสียงแจ้งการมาถึงของทั้งคู่ดังข้ามผ่านประตู
เสียงที่ได้ยินดังเข้าสู่โสตประสาท ช่างฟังแล้วเหมือนดั่งเสียงดนตรีอันแสนหวานเสียจริง ฟีเรนเทียหัวเราะ
ประตูค่อย ๆ เปิดออกอย่างช้า ๆ เผยให้เห็นรอยแยกระหว่างบานประตูทั้งสองข้าง แสงสว่างระยิบระยับของโถงงานเลี้ยงสาดส่องออกมาจากรอยแยกนั้น
บทที่ 1.1 (Rewrite)
บทที่ 1
เอี๊ยดดดด
เสียงเสียดสีไม่น่าฟังดังขึ้นพร้อมกับประตูเหล็กของคฤหาสน์หลังใหญ่ที่ถูกปิดลงด้วยมือของเหล่าพลทหารประจำราชวงศ์
นั่นคือจุดจบของลอมบาร์เดีย ตระกูลที่ใหญ่ที่สุดในทวีป ผู้ซึ่งบริหารงานราชการเคียงบ่าเคียงไหล่อยู่คู่ราชวงศ์แลมบลูมาตลอดระยะเวลากว่าสองร้อยห้าสิบปี
ตระกูลใหญ่ที่เคยนึกว่าจะมั่นคงไปตลอดกาลดั่งสัญลักษณ์ของตระกูลซึ่งเป็นรูปต้นไม้แห่งโลกที่แผ่กิ่งก้านขยายออกไปอย่างไร้ที่สิ้นสุดในวันนี้เจ้าตระกูลอย่างเบเจอร์ และแกนนำสำคัญหลายคนกลับถูกจับกุมด้วยข้อหาวางแผนก่อการกบฏและเลี่ยงภาษี ช่างเป็นจุดจบที่น่าขันเสียจริง
เมืองลอมบาร์เดียแห่งนี้ถูกตั้งชื่อขึ้นตามชื่อตระกูล ตอนนี้ชาวเมืองหลายร้อยคนต่างก็พากันมารวมตัวอยู่หน้าคฤหาสน์หลังใหญ่ มีทั้งคนที่ใช้ผ้าเช็ดหน้าซับหยาดน้ำตาที่ไหลรินลงมาอย่างไม่ขาดสาย ทั้งคนที่เบือนหน้าหนีด้วยไม่อาจทนมองภาพที่เกิดขึ้นได้
และที่แถวหน้าสุดก็มีเธอ ฟีเรนเทียคนนี้ยืนอยู่
“พวกโง่เขลา”
เสียงกัดฟันกรอดดังขึ้น แต่ตอนนี้ไม่มีใครคิดที่จะให้ความสนใจ
เธอจ้องมองประตูใหญ่ของตระกูลถูกล็อกด้วยกุญแจขนาดใหญ่กัดฟันกรอด สบถด่าทออีกหลายคำ
“โง่เง่าเต่าตุ่น พวกงูเห่าจอมขี้เกียจ ขนาดไฟไหม้ก็ยังนอนเลื้อย”
เธอรู้สึกได้ว่าผู้คนที่ยืนอยู่รอบด้านเหลือบสายตามองมา แต่ก็นะแล้วจะทำไมล่ะ
อย่างไรตระกูลลอมบาร์เดียก็ล่มสลายไปแล้วอยู่ดี
ทว่าต่อให้ด่าสาปส่งเสีย ๆ หาย ๆ แค่ไหน ข้างในใจที่เดือดพล่านด้วยความโมโหกลับไม่คลายอารมณ์โกรธลงเลยแม้แต่น้อย
“ข้าบอกแล้วใช่มั้ยว่าเจ้าชายลำดับที่หนึ่งน่ะไม่ได้เรื่อง หมอนั่นมันเป็นพวกเพชฌฆาตหน้าเลือด บอกตั้งกี่ครั้งต่อกี่ครั้งแล้วว่าไม่มีทางเป็นรัชทายาทได้น่ะ!”
ขนาดเธอเตือนย้ำแล้วย้ำอีก พวกโง่เขลาตระกูลลอมบาร์เดียก็ยังเลือกข้างเจ้าชายลำดับที่หนึ่ง
เจ้าชายลำดับที่หนึ่ง อาสทาน่า เนเรมเฟย์ ดิวเรลลี่
ถึงแม้พวกนั้นจะอ้างว่าเลือกเขาเพราะเป็นโอรสของจักรพรรดินีก็เถอะแต่แค่ดูก็รู้แล้วว่าพวกมันก็แค่เลือกคนประเภทเดียวกับตัวเองเท่านั้น
เธอหมายถึงพวก ‘สายเลือดชั้นสูง’ ที่หัวสมองมีแต่ความฟุ่มเฟือยและความสนุกสนานอยู่เต็มไปหมด กับร่างกายที่ความขี้เกียจมันซึมลึกเข้ากระดูกดำ
หากจะกล่าวว่าประวัติศาสตร์อันรุ่งโรจน์ของตระกูลลอมบาร์เดียคือประวัติศาสตร์ของอาณาจักร ก็ไม่ถือว่าเป็นการโอ้อวดเกินจริงแต่อย่างใด
คนที่ทำให้ตระกูลดิวเรลลี่ที่เคยเป็นแค่เจ้าเมืองแถบชายแดนได้ขึ้นครองเป็นจักรพรรดิ ทั้งยังนำพาอาณาจักรมาได้ถึงตอนนี้ก็คือตระกูลลอมบาร์เดีย
แค่นั้นเองเหรอ
พวกเขาเริ่มทำการค้าขายสั่งสมความมั่งคั่ง ทุกครั้งที่เกิดสงครามก็เป็นฝ่ายออกหน้าใช้ศิลปะทางการทูตเจรจานำชัยชนะมาสู่อาณาจักรโดยไม่ต้องเสียเลือดเนื้อแม้แต่หยดเดียว ทั้งยังให้การสนับสนุนเหล่าศิลปินผู้มากฝีมือในทุกพื้นที่ของอาณาจักร กล่าวได้ว่าในโลกใบนี้ไม่มีที่ไหนที่นามของตระกูลลอมบาร์เดียไปไม่ถึง
และผู้ได้รับคำสรรเสริญว่าเป็นคนที่นำพาตระกูลลอมบาร์เดียขึ้นสู่จุดสูงสุดก็คือเจ้าตระกูลคนก่อน รูลลัก ลอมบาร์เดีย
เมื่อสมัยที่รูลลักในวัยเยาว์ได้รับสืบทอดตำแหน่งเจ้าตระกูล ทางราชวงศ์ได้มอบป้ายทองให้เขาเพื่อรักษาสายสัมพันธ์อันดีงามเอาไว้
ในตอนนั้นสิ่งที่รูลลักคิดได้ก็คือการก่อตั้งระบบทุนสนับสนุน
ไม่แบ่งแยกชนชั้นสูงกับสามัญชน เขามอบเงินทองมากมายโดยไม่คิดหวงแหน ให้ความสนับสนุนส่งเสริมอัจฉริยะมากความสามารถในแต่ละวิชาชีพ
ความจงรักภักดีของผู้คนที่ได้รับการสนับสนุนจากลอมบาร์เดียตั้งแต่เด็กจนได้ศึกษาเล่าเรียนจะย้อนคืนกลับไปที่ใดได้ล่ะ มันก็เป็นเรื่องที่เห็นได้อย่างชัดเจนมากอยู่แล้ว
พวกเขาไม่ใช่ลอมบาร์เดีย แต่พวกเขาเป็นคนของลอมบาร์เดีย
รูลลักผู้เป็นเจ้าตระกูลรุ่นก่อนประสบความสำเร็จในการสร้างคนของตนกระจายอยู่ทั่วทุกหนแห่ง โดยที่เขาไม่ต้องย่างกรายออกจากเมืองลอมบาร์เดียแม้แต่ก้าวเดียว
แม้แต่จักรพรรดิพระองค์ก่อนเองก็ยังต้องยอมรับในอำนาจของลอมบาร์เดีย แต่สุดท้ายในรอบยี่สิบปีป้ายทองก็ถูกริบกลับคืน
แต่ว่า…
“ต่อให้โง่ขนาดไหนก็เถอะ ทำอีท่าไหนถึงได้ทำให้ตระกูลล่มสลายได้ในเวลาแค่สองปี!”
สองปีก่อนเจ้าตระกูลคนก่อน รูลลัก ลอมบาร์เดีย เสียชีวิตลงบุตรชายคนโตอย่างเบเจอร์ ลอมบาร์เดีย ได้ขึ้นเป็นผู้นำตระกูลคนถัดมา
และนั่นก็คือจุดเริ่มต้น
เบเจอร์เป็นเพียงแค่ผีร้ายที่ดีแต่พูดจาลื่นไหลเสนาะหูเท่านั้น จึงไม่มีความสามารถพอที่จะนำตระกูลใหญ่ที่ไม่ต่างจากแคว้นหนึ่งได้ และเมื่อไม่มีเจ้าตระกูลคนก่อนที่คอยควบคุมเชื้อสายตรงของลอมบาร์เดียผู้ชื่นชอบในการใช้เงินและยังเห็นแก่ตัวเป็นที่สุดเอาไว้ พวกเขาก็กระโดดโลดเต้นราวกับลูกม้าที่ถูกปล่อยสายบังเหียน
ไม่ต้องมองก็เห็นได้อย่างชัดเจน
เหตุผลที่เธอรู้ไส้รู้พุงของพวกนั้นดีขนาดนี้ก็ง่ายมาก
เพราะช่วงหนึ่งเธอเองก็เคยเป็นลอมบาร์เดียยังไงล่ะ
กล่าวให้ละเอียดมากขึ้นอีกหน่อยก็คือ เธอใช้ชีวิตอยู่ในประเทศเกาหลีใต้อยู่ดี ๆ แล้วก็ดันตายด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ ก่อนจะมาเกิดใหม่ในโลกใบนี้
เกิดมาในฐานะสายเลือดของตระกูลลอมบาร์เดีย
ตอนแรกที่ลืมตาตื่นขึ้นมาในร่างเด็กทารก เมื่อได้เห็นสภาพแวดล้อมที่ดูงดงามตระการตา เธอถึงกับร้องอุทานออกมาแทนเสียงร้องไห้ด้วยซ้ำไป
ในที่สุดก็ได้คาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิดกับเขาบ้างเสียที!
ได้ตื่นขึ้นมารับอรุณยามเช้าในคฤหาสน์หลังใหญ่นั่นทุกวัน ตอนกลางคืนก็เหม่อมองภาพวาดบนเพดานสูงก่อนจะหลับใหล เธอเองก็ได้มีวันแบบนี้กับเขาบ้างแล้ว
แต่น่าเศร้าที่เธอเป็นพวกเลือดผสม
บิดาเป็นบุตรชายคนที่สามของเจ้าตระกูลลอมบาร์เดียคนก่อน แต่มารดาที่คลอดเธอแล้วเสียชีวิตไปนั้นเป็นเพียงสามัญชน ทั้งยังไม่ได้เข้าพิธีแต่งงานอย่างถูกต้องตามประเพณีของตระกูลอันแสนเคร่งครัด
ตัวเธอที่ถือกำเนิดขึ้นมาจากสายสัมพันธ์ดังกล่าว หากพูดให้ชัดเจนก็คือเป็นบุตรนอกสมรส โชคดีที่ได้รับอนุญาตจากท่านปู่จึงได้มีสิทธิ์ใช้นามสกุลลอมบาร์เดียอย่างถูกต้อง
อย่างไรก็ตาม นั่นไม่ได้หมายความว่าจะได้รับการยอมรับในฐานะสมาชิกตระกูลลอมบาร์เดียไปด้วย
ตลอดเวลาที่ผ่านมา ถึงแม้จะไม่ได้เป็นสมาชิกอย่างเป็นทางการ แต่เธอก็เป็นเพียงแค่เด็กที่อยู่ในตำแหน่งหมิ่นเหม่ที่ได้ใช้นามสกุลลอมบาร์เดียเท่านั้นเอง
อาจจะฟังดูดี แต่ช่วงเวลาอันแสนสุขของเธอนั้นช่างแสนสั้น
วันก่อนหน้าวันเกิดอายุครบสิบเอ็ดขวบ
ท่านพ่อของเธอจากไปด้วยโรคร้ายที่ไม่อาจรักษาได้ และหลังจากกลายเป็นเด็กกำพร้า เธอก็ถูกคนในตระกูลลืมเลือน
เมื่อไม่มีสายสัมพันธ์เพียงหนึ่งเดียวที่เชื่อมเธอกับตระกูลเข้าไว้ด้วยกันอย่างท่านพ่อ เธอก็ไม่ใช่ลอมบาร์เดียอีกต่อไป
ผ่านไปได้ไม่นานเธอก็ไม่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมแม้กระทั่งงานเลี้ยงครอบครัว แล้วค่อย ๆ เสียตำแหน่งของตัวเองไป
แต่ถึงยังไงก็ไม่อาจเงียบหายตายจากไปแบบนี้ได้ตลอด นับตั้งแต่อายุสิบห้าปีซึ่งร่างกายเริ่มเติบโตเป็นผู้ใหญ่ เธอก็เริ่มต้นทำงาน
เริ่มต้นจากการดูแลห้องสมุดภายในคฤหาสน์
เมื่อตอนที่ท่านพ่อยังมีชีวิตอยู่ สถานที่ที่ท่านพ่อเคยใช้เวลาบ่อยครั้งมากที่สุดก็คือที่นี่ และยังเป็นสถานที่ที่เธอแวะเวียนมาบ่อยครั้งราวกับเป็นห้องของตัวเองเวลาว่างไม่มีอะไรให้ทำ
แต่จู่ ๆ บรรณารักษ์ก็ลาออกไปเพราะป่วยไข้ ทำให้มีตำแหน่งว่างลงเธอจึงได้รับหน้าที่ดังกล่าวแทน
การฝากฝังงานดูแลห้องสมุดทั้งหมดให้เด็กอายุเพียงสิบห้าปีรับผิดชอบเป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อ แต่ชื่อของลอมบาร์เดียก็มีประโยชน์กับเธอในตอนนั้นมากทีเดียว
หน้าที่จัดเรียงหนังสือและสั่งซื้อหนังสือตามที่คนอื่น ๆ ร้องขอมันเป็นงานที่เธอชอบ และก็ไม่ได้ยากลำบากอะไรนัก
ผลลัพธ์ของการทำงานอย่างหนักด้วยความสนุกสนานช่วยทำให้ห้องสมุดค่อย ๆ ดูดีขึ้นเรื่อย ๆ จนทำให้เธอได้รับการยอมรับเป็นครั้งแรก
เป็นเช่นนั้นทีละนิด…ทีละนิด
ผลของการเริ่มลงมือทำงานต่าง ๆ ของคฤหาสน์
เมื่อผ่านวันเกิดอายุครบสิบแปดปี เธอก็ได้รับหน้าที่ดูแลคฤหาสน์ลอมบาร์เดียโดยไม่รู้ตัว ซึ่งมันเป็นหน้าที่ที่ค่อนข้างหนักหนาเอาการ
พี่น้องทั้งหลายของพ่อเธอต่างก็เป็นชนชั้นสูงหัวสูงที่ใช้ชีวิตอย่างเย่อหยิ่งตามความชอบของตัวเองกันทั้งสิ้น บรรดาลูกพี่ลูกน้องของเธอ หรือพวกคนโง่ของตระกูลลอมบาร์เดียพวกนั้นเองก็เอาแต่ก่อเรื่องไม่เว้นวัน
และปีที่เธออายุได้สิบเก้า ท่านปู่ก็ป่วยจนหมดสติ เธอจึงต้องคอยช่วยงานอยู่เคียงข้างกายท่าน
มันเป็นเรื่องแน่นอนที่คงไม่มีใครรู้เรื่องงานของตระกูลดีเท่ากับเธออีกแล้ว แตกต่างจากลูกพี่ลูกน้องที่ในหัวสมองต่างขาวโพลนโล่งโจ้งเหมือนกระดาษเปล่า ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นงานอะไรเธอก็สามารถเรียนรู้และจัดการได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ท่านปู่ตกใจเป็นอย่างมาก
‘ถ้าหากรู้ก่อนหน้านี้หลายปีหน่อยว่าเจ้าเป็นเด็กเช่นนี้ละก็!’
อาการป่วยเริ่มเรื้อรังหนักขึ้นเรื่อย ๆ ท่านปู่ของเธอที่เริ่มเป็นห่วงอนาคตของวงศ์ตระกูล รูลลัก ลอมบาร์เดีย มักจะถอนหายใจจนติดเป็นนิสัย
‘ข้าคงจะมอบตระกูลนี้ให้แก่เจ้าไปแล้ว…’
ทุกครั้งที่ท่านกล่าวเช่นนั้น เธอมักจะถอนหายใจพลางหัวเราะ
‘ต่อให้เป็นแบบนั้นก็คงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปหรอกค่ะ ท่านปู่’
‘ทำไมถึงคิดแบบนั้นล่ะ’
‘ข้าเป็นเพียงแค่เลือดผสมนะคะ ข้าที่เกิดจากมารดาสามัญชนจะเป็นเจ้าตระกูลได้ยังไงกันล่ะคะ’
‘ไม่หรอก ฟีเรนเทีย’ เสียงของท่านปู่ที่ส่ายศีรษะไปมาค่อนข้างหนักแน่น ‘เจ้าคือลอมบาร์เดีย ในเมื่อเจ้าเป็นผู้สืบสายเลือดของตระกูลเจ้าย่อมมีสิทธิ์มากพอ’
เพิ่งตระหนักขึ้นมาได้ทีหลังเท่านั้นบุตรชายคนโตของท่านปู่อย่างเบเจอร์กำลังตั้งหน้าตั้งตานับวันรอที่จะได้ขึ้นเป็นเจ้าตระกูล