โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

สวินหยาง ยอดหญิงไร้พ่าย [นิยายแปล]

นิยาย Dek-D

อัพเดต 04 มี.ค. 2567 เวลา 03.47 น. • เผยแพร่ 04 มี.ค. 2567 เวลา 03.47 น. • Ink Stone
เรื่องราวการชิงไหวชิงพริบ ขององค์หญิงผู้เป็นเชื้อสายในราชวงศ์ก่อน

ข้อมูลเบื้องต้น

ประกาศ

เนื่องจากสำนักพิมพ์กำลังหมดสัญญาลิขสิทธิ์การเผยแพร่เนื้อหานิยาย

จึงจะดำเนินการระงับการเผยแพร่ในรูปแบบรายตอน ตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคม 2567 เวลา 23:59 น. เป็นต้นไป

สำหรับนักอ่านที่ซื้อรายตอนแล้ว สามารถเข้าอ่านตอนที่ซื้อไว้ได้ตลอดไป

โดยเข้าดูจากหน้าประวัติการซื้อนิยายได้ ขอบพระคุณสำหรับการสนับสนุนนิยายค่ะ

สวินหยาง ยอดหญิงไร้พ่าย [นิยายแปล]
วังหลวงโรยแสงกับสุราพิษหนึ่งจอก พี่ชายฝาแฝดสละชีพ สีเลือดชโลมลาน ตระกูลรัชทายาทถูกประหารยกครัว
โลหิตย้อมคม เทียนแดงร่ำไห้ เขาว่า จะไม่มีใครบนโลกนี้ล่วงรู้ฐานะแท้จริงของเจ้า เจ้าก็รั้งอยู่ข้างกายข้าอย่างสบายใจเถอะ
นางเป็นกากเดนในราชวงศ์ก่อน ฉากนองเลือดครั้งนี้ ก็แค่อุบายสวยหรูที่อ้างชื่อของความรัก!
นางฟื้นตื่นจากฝันร้าย ลืมตาอีกครั้ง…
นางยังเป็นองค์หญิงสวินหยางผู้ไร้เทียมทานคนเก่า
บิดาผู้ชุบเลี้ยงยังมี ชายผู้เป็นพี่ยังอยู่เคียงข้าง ทุกสิ่งทุกอย่าง ยังไม่สายเกินแก้
นางรวบรวมไพร่พล สวมชุดนักรบกรุยทางแห่งอำนาจ นางจะพลิกบัลลังก์ด้วยคมดาบเปื้อนเลือดในมือ
ของของนาง นางจะปกป้อง
ของที่อยากได้ นางก็จะแย่งมา!
กบฏแห่งใต้หล้า นางมารล่มเมือง!

เรื่องราวการชิงไหวชิงพริบ ขององค์หญิงผู้เป็นเชื้อสายในราชวงศ์ก่อน

*** ลิขสิทธิ์ถูกต้องภายใต้บริษัท Ink Stone Entertainment ***
ได้รับลิขสิทธิ์ออนไลน์ (Digital license) สำหรับแปลขายลงบนเว็บไซต์ได้อย่างถูกลิขสิทธิ์ 100%
เจ้าของลิขสิทธิ์ต้นฉบับ : China Literature
เรื่อง : สวินหยาง ยอดหญิงไร้พ่าย
ผู้เขียน : เย่หยางหลัน
ผู้แปล : 昨夜如梦
---
[锦绣凰途之一品郡主] / [叶阳岚]
©2020 Ink Stone Entertainment Co., Ltd. All rights reserved.
Thai translation rights arranged with China Literature by Ink Stone Entertainment Co., Ltd.

บทที่ 1 ประหารยกครัว

บทที่ 1 ประหารยกครัว

สี่แยกถนน เวลาย่ำรุ่ง เดิมทีนี่เป็นช่วงเวลาที่เงียบสงบที่สุดของวัน

ทว่าวันนี้ ความสงบของถนนสายการค้าทั้งสาย กลับถูกกองกำลังขนาดใหญ่จากมุมฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือของวังหลวงทำลายจนสิ้น

รถคุมนักโทษหลายสิบคันถูกควบคุมโดยองครักษ์หลวงเกือบหมื่น เคลื่อนตัวอย่างช้าๆ ออกจากวังบูรพา

ถนนยาวไปสิบลี้ ศีรษะคนเบียดเสียดชะเง้อชะแง้ สองข้างทางแน่นขนัดไปด้วยชาวบ้านที่มามุงดู ทหารคุ้มกันแน่นหนา กั้นคนออกเป็นสองฝั่ง ไม่อนุญาตให้พวกเขาเข้าใกล้รถคุมนักโทษ

ท่ามกลางบรรยากาศหนาวเย็นและหนักอึ้ง ฝูงชนเริ่มกระซิบกระซาบ

“มีเรื่องอะไรกันเล่า? ขบวนใหญ่โตปานนี้ นักโทษประหารมาจากไหนมากมาย?”

“นักโทษประหารอะไร เมื่อครู่เจ้าไม่เห็นรึว่ารถคุมนักโทษคันแรกด้านหน้าโน่นมีใครนั่งอยู่ข้างใน ข้าจะบอกให้ เป็นองค์รัชทายาท!”

“จะเป็นไปได้อย่างไร? เมื่อวานตอนบ่ายอ่อนๆ ข้าไปขายผักที่ตลาดเหนือ ยังเห็นรถม้าขององค์รัชทายาทกับคังจวิ้นอ๋อง[1]กำลังกลับจวนหลังเลิกประชุมอยู่ไกลๆ อยู่เลย ได้ยินว่าท่านหญิงสวินหยางชนะศึกที่ชายแดนอีกครั้งแล้ว ฮ่องเต้ดีพระทัย ยังตบรางวัลให้เป็นพะเนิน!”

“เอ๋ อันนี้เจ้าก็พูดถูก เรื่องก็ยังคงเกี่ยวกับตัวคังจวิ้นอ๋องนี่แหละ”

“อย่างไรเล่า?”

“ได้ยินว่า คังจวิ้นอ๋องไม่ใช่สายเลือดแท้ๆ ขององค์รัชทายาท แต่เป็นโอรสขององค์หญิงฉางๆ อะไรสักอย่างในราชวงศ์ก่อน! ชื่อข้านึกไม่ออกแล้ว แต่เรื่องเป็นราวๆ นี้แน่! พวกเจ้าก็ไม่ลองคิดดู พอเรื่องนี้แดงขึ้นมาจะมีโทษทัณฑ์ใด? ซุกซ่อนกากเดนของราชวงศ์ก่อนเอาไว้! นี่เท่ากับคิดกบฏ! ไม่ว่าจะตกอยู่บนหัวใคร ก็มีแต่โทษหนักอย่างยึดทรัพย์ประหารยกครัวทั้งนั้น! เห็นขบวนรถคุมนักโทษพวกนี้ไหม? วังบูรพาบนๆ ล่างๆ รวมแล้วสามร้อยหกสิบแปดชีวิต กระทั่งคนที่รับผิดชอบเทเศษอาหารหลังบ้านก็จะโดนประหารที่นี่ทั้งหมด ถนนข้างหน้านั่นมีติดประกาศออกมาแล้ว ล้วนแต่โทษตาย สักคนก็ไม่เว้น!”

“องค์รัชทายาทนี้เป็นโอรสแท้ๆ ของฮ่องเต้เชียวนะ คนต่างพูดว่าแม้เสือจะดุร้ายแต่ก็ไม่กินลูกตัวเอง…”

“ชู่วว! เจ้าอยากตายหรือไง ถึงกล้าวิพากษ์วิจารณ์ฮ่องเต้ลับหลัง? เจ้ามีกี่หัวกัน?”

“อ้อ! แต่เรื่องนี้คิดๆ ดูไปก็แปลก เจ้าเข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า องค์รัชทายาทเป็นผู้สืบทอดบัลลังก์ของราชวงศ์เรา ภายภาคหน้าก็คือคนที่จะได้เป็นฮ่องเต้ แล้วจะไปช่วยเลี้ยงลูกชายขององค์หญิงอะไรนั่นในราชวงศ์ก่อนทำไม นี่… นี่มันฟังขึ้นเสียที่ไหน!”

“ใครจะไปรู้ล่ะ! สรุปก็คือข่าวนี้แน่ยิ่งกว่าแช่แป้ง เจ้าดูผู้นำขบวนหน้าสุดนั่น เห็นไหม? นั่นน่ะ ที่ใส่ชุดทางการสีแดง นั่นก็คือหวงจ่างซุน[2]ของฮ่องเต้! เขาเป็นคนบอกความลับนี้กับฮ่องเต้ด้วยตัวเอง หวงจ่างซุนนั่นเป็นใคร เป็นลูกชายแท้ๆ ขององค์รัชทายาทเชียวนะ เรื่องนี้ท่าจะจริงถึงแปดส่วน ว่ากันว่าฮ่องเต้เห็นแก่เรื่องที่เขารายงานนั้นประเสริฐ ทั้งวังบูรพาถึงได้มีเลือดเนื้อก้อนหนึ่งเหลือรอดมาได้ นี่อย่างไรล่ะ เพื่อแสดงความภักดี วันนี้เขากับใต้เท้าเหยียนหลิงแห่งกรมอาญาถึงได้มาเป็นผู้คุมการประหารด้วยกัน”

“บุตรฟ้องบิดา บิดาฆ่าบุตร เรื่องในราชวงศ์นี่มันช่าง…”

“ชู่วว! รีบเลิกพูดเถอะ นักสืบจากในวังมาโน่นแล้ว”

ท่ามกลางเสียงจ้อกแจ้กจอแจของฝูงชน แท่นประหารจากหัวถนนยาวไปจนสุดสี่แยกท้ายถนน ฝูงชนพากันล้อมอยู่รอบลานประหาร กระทั่งน้ำยังยากจะไหลผ่านไปได้

สิบห้านาทีแรกของยามเหม่า[3]หวงจ่างซุนนามว่าฉู่ฉีฮุย ด้วยฐานะหนึ่งในเจ้าหน้าที่ที่ทำการคุมประหารได้ทำการอ่านพระราชโองการของฮ่องเต้…

เหตุด้วยองค์รัชทายาทแอบซุกซ่อนกากเดนในราชวงศ์ก่อน คิดวางแผนก่อกบฏ จึงถูกตัดสินโทษตาย ให้ประหารยามอู่[4]

วังบูรพาบนๆ ล่างๆ ทั้งหมด ล้วนต้องโทษในข้อหาร่วมรับรู้ แต่ไม่ยอมรายงาน เพราะว่า คนที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้มีมากเกินไป จึงต้องรีบเริ่มดำเนินการโดยเร็ว

องค์รัชทายาทฉู่อี้อันที่ผมเผ้ากระเซิง สภาพย่ำแย่ถูกลากขึ้นไปบนแท่นประหาร รอการมาถึงของยามอู่อย่างสงบ คนอื่นๆ ถูกลากลงมาจากรถคุมขังเป็นกลุ่มๆ กลุ่มละแปดคน แล้วประหารต่อหน้าธารกำนัล ดาบใหญ่ของเพชฌฆาตจะฟันลงหนึ่งครั้งทุกๆ ครึ่งเค่อ[5] สีเลือดสาดกระเซ็น ซากศพกองเกลื่อน

บรรยากาศของฝูงชนที่กระสับกระส่ายและไม่เข้าใจเหตุการณ์ในตอนแรกสงบลงแล้ว ทุกคนล้วนกลั้นหายใจ แต่ละครั้งที่คมดาบของเพชฌฆาตฟันฉับ ต่างแลกมาซึ่งร่างที่สั่นสะท้านด้วยความอกสั่นขวัญแขวนของผู้คนมากมาย

นักโทษประหารถูกนำตัวขึ้นไปกลุ่มแล้วกลุ่มเล่า ก่อนจะเปลี่ยนเป็นศพที่ศีรษะกับร่างแยกจากกัน แล้วถูกลากลงมาทิ้ง

นับแต่ฟ้าสางจนกระทั่งถึงเที่ยงวัน ถนนทั้งสายต่างคลุ้งไปด้วยกลิ่นคาวเลือดเข้มข้น ภายในเมืองหลวงที่สงบสุขรุ่งเรือง คล้ายจะเป็นเมืองที่ตายแล้ว ภายใต้แสงแดดอันสดใส กลับมีบรรยากาศประหลาดและความมืดทึบที่น่ากลัวลุกลามไปอย่างช้าๆ

มองดูศีรษะของผู้คนในวังบูรพากลิ้งหลุนๆ ลงพื้น ฉู่ฉีฮุยเหมือนนั่งอยู่บนพรมเข็ม สีหน้ากระวนกระวาย ปลายฤดูใบไม้ร่วงเดือนสิบ ลมหนาวโชยพัด แต่เขากลับเหงื่อชุ่มกาย

“ใต้เท้าเหยียนหลิง นี่ก็ใกล้เที่ยงวันแล้ว คงให้ข้าลาไปก่อนได้กระมัง?” เห็นว่านักโทษกลุ่มสุดท้ายถูกนำตัวขึ้นแท่นประหาร ฉู่ฉีฮุยถึงได้กล้อมแกล้มเปิดปากพูด “พวกกบฏ อย่างไรเสียก็เป็นบิดาของข้า ข้า…”

ฮ่องเต้ส่งเขามาคุมการประหาร ก็เพื่อยืมโอกาสนี้ให้เขาแสดงความภักดี เขาไม่กล้าไม่มา แต่พอนึกถึงเรื่องที่ตนหักหลังบิดาและพี่น้อง ใจยังคงรู้สึกหวาดผวา โดยเฉพาะ…

ยังมีฉู่สวินหยาง น้องสาวร่วมบิดาต่างมารดาคนนั้นที่ไม่ได้ติดร่างแหที่ทอดไว้ นึกถึงจุดนี้ คล้ายว่าเส้นขนทั่วทั้งร่างของเขาจะลุกชัน

เหยียนหลิงจวิน ที่นั่งอยู่หลังโต๊ะยาวแถวข้างเขาถัดออกไปหลายตัวกำลังจิบน้ำชาอย่างสบายอกสบายใจ เสพสำราญราวกับว่าไม่ได้ถูกกลิ่นคาวเลือดรบกวนเลยแม้สักน้อย เวลานี้เองถึงค่อยหรี่ตาลงเล็กน้อย เงยหน้าขึ้นมองฟ้าที่มีดวงอาทิตย์ร้อนแรงห้อยสูงอยู่ มุมปากยกขึ้นเป็นเส้นโค้งงาม พึมพำความว่า “เวลาก็พอสมควรแล้ว เชิญท่านชายตามสบาย!”

“ประเสริฐ! ประเสริฐ!” ฉู่ฉีฮุยถอนหายใจด้วยความโล่งอก รีบประสานมือบอกลา ผละจากแท่นประหารที่เหลืออยู่แค่นักโทษอย่างองค์รัชทายาทฉู่อี้อัน เร่งฝีเท้าเดินลงไปจูงม้า

“ใต้เท้า ยามอู่แล้วขอรับ!” ผู้ช่วยกรมอาญาผู้หนึ่งก้าวออกมาข้างหน้า เอ่ยเตือนเหยียนหลิงจวินด้วยเสียงทุ้มต่ำ “สมควรลงทัณฑ์นักโทษแล้ว”

“อืม!” เหยียนหลิงจวินตอบรับเสียงเบา แต่สีหน้าไม่แสดงอารมณ์ ยังคงหลุบตาจิบชาต่อ ผู้ช่วยคนนั้นรับคำสั่ง รับเอาไม้ลงทัณฑ์มา กระแอมเสียงเล็กน้อย ยกมือเตรียมจะทิ้ง

ขณะนั้นเอง สายลมพลันผันเปลี่ยน ด้านหลังของฝูงชนที่ออกันอยู่ มีเสียงฝีเท้าม้าห้อกระชั้นฟังกังวานดังลอยมา

เวลานี้ ถนนทั้งสายประหนึ่งอเวจีบนโลกมนุษย์ก็ไม่ปาน แม้เสียงสักแอะก็หามีไม่ ทว่าเสียงฝีเท้าของม้าศึกที่ควบมาอย่างเร่งร้อนนั้น กลับย่ำลงบนหัวใจของทุกผู้ทุกคนด้วยเสียงที่ชัดเจน

เหล่าผู้ชมถอยออกเป็นสองฝั่งอย่างไม่รู้ตัว เพ่งมองไปตามเสียง เห็นเป็นม้าดำร่างใหญ่ตัวหนึ่งพุ่งมาด้วยความเร็วประดุจสายฟ้า

บนหลังม้ามีสตรีอ่อนเยาว์ในชุดเกราะอ่อน ผมซึ่งถูกมัดรวบเป็นหางม้าอย่างง่ายๆ สะบัดไหวตามลมมาตลอดทาง คิ้วตาเย็นชาติดจะขมวดมุ่น ดวงหน้าเกิดมาได้อย่างงดงามหยาดเยิ้ม ดั่งเหมยแดงที่ผลิบานบนหน้าผายอดเขาน้ำแข็ง โดดเด่นเป็นสง่าท่ามกลางหิมะที่เริงระบำตามสายลม กระแทกเข้าสู่สายตาผู้คนให้เมามายจนยากจะถอดถอน

แววตาสะกดใจ ผู้พบพานใดๆ หลงใหลตื่นตะลึง

รอถึงตอนที่ทหารซึ่งควบคุมอยู่โดยรอบลานประหารรู้ตัวอีกที นางหนึ่งคนกับหนึ่งม้าก็พุ่งทะยาน บุกกระโจนข้ามกำแพงมนุษย์ชั้นนอกสุดเข้าไปได้เป็นที่เรียบร้อย

“สวิน… สวินหยาง?” ฉู่ฉีฮุยที่ปีนขึ้นม้าไปครึ่งทางแล้วได้สติก่อนใครเพื่อน เท้าลื่นพรืดร่วงตกลงมา เหงื่อเย็นผุดเต็มใบหน้า ท่าทางผวาหวาดกลัว

ทันทีที่ฉู่สวินหยางควบม้าบุกเข้าสู่ลานประหาร สายตาแหลมคมกวาดมอง พร้อมกันนั้นเองก็รับรู้ได้อย่างแม่นยำถึงการมีอยู่ของเขา สองขาหนีบลำตัวม้าแน่น ถีบตัวโผนทะยาน

การเคลื่อนไหวของนางแข็งแรงมีพลัง ท่วงท่าคล่องแคล่วปราดเปรียว วินาทีที่ถีบตัวลอยขึ้นกลางอากาศ ทวนหิมะสีแวววาวที่อยู่ในมือขวามาโดยตลอดก็กระทบเข้ากับแสงอาทิตย์เจิดจ้า เกิดเป็นประกายคมปลาบเย็นเยียบ วินาทีถัดไปที่ตัวคนลงถึงพื้น คมทวนก็ชี้ไปที่เบื้องหน้าของฉู่ฉีฮุยอย่างมั่งคง

“สวินหยาง ข้าเป็นพี่ชายแท้ๆ ของเจ้านะ เจ้า…เจ้ามันอกตัญญู เจ้าจะแตะต้องข้าไม่ได้!” ฉู่ฉีฮุยหน้าไร้สีเลือด ถูกบีบให้ร่นถอยหลังก้าวแล้วก้าวเล่า

“พี่ชาย?” ทวนในมือของฉู่สวินหยางจ่ออยู่ที่หน้าอกของเขา ไม่คลาดเคลื่อนไปสักนิด ก้าวเท้าไล่ต้อน จนกระทั่งเขาจนมุมอยู่ที่ด้านล่างแท่นประหาร หมดสิ้นหนทางหนีอย่างสมบูรณ์ “มือเจ้าเปื้อนเลือดของคนในวังบูรพาตั้งมากมายเท่าไร ยังจะกล้าเสนอหน้ามานับญาติกับข้า?”

“ข้า… ข้าเองก็จนใจ!” น้องสาวตนมีนิสัยเช่นไร ฉู่ฉีฮุยชัดแจ้งแก่ใจดี อีกอย่างสติของเขาก็กระเจิดกระเจิงไปตั้งแต่ตอนที่นางปรากฏตัวขึ้นเมื่อครู่นี้แล้ว ตอนนี้จะยืนให้มั่นยังทำไม่ได้ ขาพลันอ่อนยวบทรุดลงไปกองกับพื้น มือก็คว้าทวนของนางไว้ไม่ยอมปล่อย อ้อนวอนด้วยน้ำมูกน้ำตาที่ไหลพราก “สวินหยาง ข้าก็แค่ไม่อยากตาย เจ้า เจ้าอยากจะโกรธ ก็ไปโกรธน้องสองโน่น หากไม่มีเขา เรื่องราวก็คงไม่ต้องมาถึงจุดนี้! เพราะน้องสอง! เพราะเขา! ล้วนเป็นเพราะเขาไม่ดี!”

น้ำเสียงปนสะอื้นของฉู่ฉีฮุย ราวกับคำสาปบทหนึ่งที่ลอยมากระทบโสตของฉู่สวินหยาง กัดกินจิตวิญญาณของนางไม่ยอมหยุด นางรู้สึกจุกแน่นอยู่ในอก ปวดร้าวราวจะแตกสลาย หัวใจพลันสั่นไหวไปชั่วหนึ่ง

ฉวยโอกาสที่นางไม่ทันสนใจ นัยน์ตาของฉู่ฉีฮุยพลันลุกโชนไปด้วยความหวัง ผลักทวนที่จ่ออยู่ตรงอกของตนออกอย่างแรง หมุนกายพลิกตัวขึ้นไปบนแท่นประหาร วิ่งไปทางเหยียนหลิงจวินที่นั่งสงบอยู่หลังโต๊ะยาว

เพราะว่าเขาลุกลนจนเกินไป มือเท้าไม่คล่องแคล่ว วิ่งไปได้เพียงสองก้าวก็ล้มคะมำลงกับพื้น

นัยน์ตาของฉู่สวินหยางมีความเย็นเยือกแวบผ่าน รวบรวมสติกลับมาในพริบตา ใช้ปลายเท้าแตะพื้นเล็กน้อยลอยตัวตามขึ้นไปที่ด้านบนของแท่นประหาร

ฉู่ฉีฮุยลุกขึ้นมาอย่างหัวหกก้นขวิด ล้มลุกคลุกคลานวิ่งไปข้างหน้า

ตอนนี้เอง เหยียนหลิงจวินที่ทำทีมาแต่เริ่มว่าเรื่องราวไม่ได้มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับตนถึงค่อยขยับชุดทางการบนตัวอย่างสง่างาม ลุกขึ้นยืนแล้วเยื้องย่างออกมาจากหลังโต๊ะยาว

“ใต้เท้าหยียนหลิง!” ฉู่ฉีฮุยเหมือนคว้าได้ฟางเส้นสุดท้ายที่จะช่วยให้เขารอดชีวิต จับหมับเข้าที่ชายแขนเสื้อ หลบอยู่ด้านหลังเขา

ฉู่สวินหยางยกทวนประจัญอยู่เบื้องหน้า บุรุษผู้นั้นกลับไม่หลบไม่หนี

เพราะว่าหลายปีมานี้ประจำการอยู่ชายแดน โอกาสกลับเข้าวังหลวงมีจำกัด ฉู่สวินหยางไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์กับคนผู้นี้มากนัก แต่ก็เคยเห็นหน้าค่าตากันอยู่บ้างตามงานเลี้ยงในวังหลวง ซึ่งก็มีกลุ่มคนมากมายกั้นขวางอยู่ มักจะรู้สึกว่าในความกระจ่างปลอดโปร่งของคนผู้นี้ ให้อารมณ์ไม่อาจคาดเดาได้กับผู้คน

สัญชาตญาณในใจของฉู่สวินหยางร้องเตือน ทว่าทวนในมือกลับไร้ซึ่งความลังเล จ่อตรงไปที่คอหอยของชายผู้นั้น

เหยียนหลิงจวินกลับไม่มีท่าว่าจะลงมือสักนิด ทำเพียงมองนางด้วยสายตาสงบ

ฉู่ฉีฮุยที่หลบอยู่ด้านหลังเขากลับขวัญเสีย กระตุกชายแขนเสื้อเขายิก เอ่ยปากร้อนรน “ใต้เท้าเหยียนหลิง! ช่วยข้าที! นังเด็กคนนี้มันบ้าไปแล้ว! นางจะฆ่าข้า! นางต้องการชิงตัวนักโทษ! ช่วยข้าด้วย! ท่านช่วยข้าด้วย!”

“เรื่องดูแลการประหารในวันนี้ อยู่ในหน้าที่ของข้า” เหยียนหลิงจวินยืดหลังตรง ดวงหน้าหล่อเหลางามสง่า ท่าทางปลอดโปร่งตลอดสาย เวลานี้เพิ่งจะเปิดปากพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบไร้คลื่นลมว่า “ท่านหญิงต้องการฆ่าคน? ชิงตัวนักโทษ?”

จากที่ไม่หวั่นไหว ไม่ยิ้ม ไม่พูด ตอนนี้เริ่มเกิดเป็นอารมณ์

คนผู้นี้ ตลอดเวลาเอาแต่วางมาดเป็นบัณฑิตผู้หนึ่ง แต่ฉู่สวินหยางยังคงเห็นอยู่ชัดๆ ว่ามือของเขาพลิกหมุนอย่างชำนาญ ครู่เดียวก็ดึงแขนเสื้อให้หลุดจากมือของฉู่ฉีฮุยได้แล้ว

จากนั้น ขณะที่เขากำลังก้าวอย่างมั่นคงผ่านร่างของนางไป วินาทีที่หัวไหลผ่านกัน ยังมีเวลาทันพยักหน้าบอกความแก่นาง “เชิญท่านหญิงตามสบาย! เพียงเพราะต้องทำตามหน้าที่ ข้าจะต้องรีบกลับไปย้ายทหารจากที่ว่าการมาช่วยเหลือ”

ระหว่างเอ่ยวาจา อาภรณ์ก็พลิ้วสะบัดไหว เดินจากไปไกลได้หลายก้าวแล้ว

ฉู่สวินหยางตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง หันศีรษะกลับไปมอง เขาก็พลิกกายขึ้นม้าไปแล้ว

หน่วยองครักษ์ที่มาจากไกลๆ มุ่งเข้าโอบล้อมแท่นประหารไว้ทุกทิศ ข้ามผ่านผู้คนที่กั้นกลาง ฉู่สวินหยางคล้ายจะจับได้อยู่รางๆ ว่ามุมปากของเขายกขึ้นเล็กน้อยตอนที่เขาหันศีรษะกลับไป ยังคงใช้น้ำเสียงราบเรียบดั่งอ่านทำนองเสนาะ เอ่ยว่า “ท่านหญิงฐานะสูงศักดิ์ เป็นขุนนางอันมีความดีความชอบต่อราชสำนัก ข้าต้องกลับวังเพื่อไปขอราชโองการเสียก่อน ท่านชาย ที่นี่ ขอมอบให้ท่านชั่วคราวแล้ว”

จบคำ ก็เงื้อแส้ฟาดม้า ทะยานข้ามฝูงชนออกไปด้วยท่วงท่าสูงสง่าดังเดิม วิ่งห่างออกไปเรื่อยๆ

วาจาที่เขาทิ้งเอาไว้ กลับทิ้งความหวาดหวั่นไว้ในใจของทุกคน ภายใต้สถานการณ์ตึงเครียด ไม่มีใครกล้าลงมือโดยพลการ

ท่านหญิงสวินหยางเชี่ยวชาญการรบ ทั้งยังเป็นพระราชนัดดาแท้ๆ ของฮ่องเต้ ถึงแม้ทั้งวังบูรพาจะถูกลงทัณฑ์ แต่หวงจ่างซุนก็มิใช่ว่าได้รับการยกเว้นหรือ? ไม่แน่ว่าท่านหญิงสวินหยางคนนี้ก็อาจจะเป็นข้อยกเว้นด้วยก็เป็นได้

ฉู่ฉีฮุยตกใจหัวใจแทบวาย ลุกลี้ลุกลนพลางกวาดสายตาล่อกแล่ก ขณะที่กำลังสิ้นหวัง ก็พลันหมุนตัวพุ่งไปหาองค์รัชทายาทฉู่อี้อันที่ถูกมัดไว้ให้คุกเข่ารออยู่กลางแท่นประหาร

ก่อนที่ฉู่สวินหยางจะตามจับได้ทัน เขาก็ลนลานควักกริชสั้นออกมาจากแขนเสื้อ จ่อเข้าที่คอของคนผู้นั้น เอ่ยเสียงสั่นว่า “เจ้าอย่าเข้ามา ถ้าเจ้าขยับเข้ามาอีก ข้า… ข้าจะฆ่าท่านพ่อ!”

ทวนพุ่งพรวดออกไปแล้วดึงกลับ ช่วงเวลาไม่ถึงหนึ่งกระพริบตา เลือดฉานสาดกระเซ็น แทงทะลุอกของสองคนที่ซ้อนกันอยู่

องค์รัชทายาทฉู่อี้อันผู้ไร้ซึ่งกำลังและหวงจ่างซุนฉู่ฉีฮุยต่างเลือดนองไหลทะลัก จบชีวิตลง ด้วยทวนในมือของบุตรี และน้องแท้ๆ ของพวกเขา

------------------------------------------------------------------------

[1] จวิ้นอ๋อง เป็นชื่อตำแหน่ง ที่ใหญ่รองลงมาจากอ๋อง ผู้ที่รับตำแหน่งนี้อาจเป็นพระโอรสของฮ่องเต้ หรือพระโอรสขององค์รัชทายาทก็ได้

[2] หวงจ่างซุน เป็นชื่อตำแหน่ง หมายถึงหลานชายคนโตของฮ่องเต้

[3] ยามเหม่า คือช่วงเวลาประมาณ ตีห้าถึงเจ็ดโมงเช้า (5.00-7.00 น.)

[4] ยามอู่ คือช่วงเวลาประมาณ สิบเอ็ดโมงถึงบ่ายโมง (11.00-13.00 น.)

[5] เค่อ เป็นชื่อเรียกหน่วยบอกเวลาของจีน หนึ่งเค่อมีสิบห้านาที

บทที่ 2 เลือดชโลมลาน

บทที่ 2 เลือดชโลมลาน

ตอนที่ฉู่ฉีฮุยล้มลงพื้น ดวงตายังเบิกกว้างอย่างมิอาจทำใจให้เชื่อได้…เป็นไปได้อย่างไร น้องสาวกับท่านพ่อผูกพันลึกซึ้ง ทำไม? ทำไมนางถึงได้ฆ่าท่านพ่อด้วยมือของนางเองได้ลง?

ในตอนนั้นเอง กองทหารที่ปิดล้อมอยู่รอบลานประหารพากันหยุดหายใจ ต่างคนต่างกระชับทวนที่อยู่ในมือแน่น สายตาทั้งเตรียมพร้อม ทั้งขลาดกลัว…

ท่านหญิงสวินหยางคนนี้ท่าจะบ้าไปแล้ว!

ฉู่สวินหยางกลับไม่ได้ใส่ใจกับปฏิกิริยาของผู้คน หลังจากที่กระชากทวนกลับมา ก็พลันหรี่ตาเพ่งมอง ค่อยๆ เงยหน้ามองย้อนแสงไปทางเรือนหลังน้อยซอมซ่อซึ่งตั้งอยู่เยื้องไปไม่ไกลจากแท่นประหาร

ตรงนั้นมีแสงแดดเพียงพอที่จะมองเห็นเป็นบุรุษหนุ่มในชุดผ้าไหมสีท้องฟ้ายืนซ่อนกายอยู่ใต้แสงตะวัน สายตาจับจ้องมาที่นาง

ชั้นบนกับชั้นล่าง ห่างกันเพียงไม่กี่จั้ง เท่านั้น แต่คล้ายจะไกลกันดั่งมีมหาสมุทรกั้นขวาง

สายตาที่มักเยือกเย็นไร้อารมณ์ของฉู่สวินหยางพลันมีหมอกหนาปกคลุม ความสนใจทั้งหมดพุ่งไปที่ชายวัยกลางคนข้างๆ เขา ซึ่งถูกมัดมือไพล่หลังและมีทหารหลวงสองนายคุมตัวเอาไว้อยู่

“ท่านพ่อ!” ฉู่สวินหยางกระซิบแผ่ว น้ำตาหยดโตพลันร่วงลงมาจากกรอบตา

ในเวลาเดียวกัน ทหารเกราะทองร้อยกว่านายก็กรูกันออกมาจากเรือนหลังเล็ก ล้อมสกัดนางเอาไว้ทั้งสามด้าน

ยังไม่ทันจบคำ ทวนยาวพลันพุ่งออก แทงทะลุอกทหารเกราะทองที่อยู่ใกล้นางที่สุด

บนระเบียง ฉู่ฉีเหยียนหน้านิ่งดั่งน้ำ สองมือไพล่หลังหยัดตรง มองดูเงียบๆ ไร้วาจา

ฝีมือสังหารคนของฉู่สวินหยางเรียบง่ายรวบรัด ไม่มากท่าพิรี้พิไร นี่คือทักษะที่นางได้จากการเคี่ยวกรำควบม้าอยู่กลางสนามรบเป็นเวลาหกปี…

ทันทีที่ทวนพุ่งออกไป ไม่มีใครหนีรอด

ผู้คนมักจะพูดว่าสิบก้าวสังหารหนึ่งคน ตอนนี้นางก้าวเท้ายากลำบาก แต่ทวนที่พุ่งออกไปล้วนแต่ได้เลือด ไร้ซึ่งความปราณี

สายตาเฉยเมยและน่ากลัวของสตรีแกร่งผู้นี้ ทำให้ผู้คนที่ได้พบขยาดกลัว ในใจหนาวยะเยือก

ทหารเกราะทองจำนวนมากนอนเสื้อโชกเลือดอยู่แทบเท้านาง นางเหยียบลงบนศพของพวกเขา ก้าวคืบไปข้างหน้าอย่างยากลำบาก เข้าใกล้เรือนหลังน้อยทีละก้าว อย่างไม่ละพยายาม

ด้านหลังยังมีทหารอีกมากที่เรียงแถวรอดาหน้าเข้าใส่ นางลงมือซ้ำอีกครั้ง ใช้กระดูกสีขาวของพวกเขาปูเป็นทางสำหรับก้าวต่อๆ ไป

ฉู่ฉีเหยียนที่อยู่บนเรือนหลังน้อยหลับตาลง สดับฟังเสียงฆ่าฟันเบื้องล่างด้วยดวงหน้านิ่งเฉย ในใจก็กำลังนับเลข

หนึ่ง สอง สาม… ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งนับถึงสามร้อยหกสิบเจ็ด หว่างคิ้วกระตุก พลันเบิกตาขึ้นอย่างไม่มีสัญญาณ

ขณะนั้นเอง เป็นครั้งแรกที่นายทหารซึ่งถูกทวนยาวของฉู่สวินหยางแทงเข้าใส่ แล้วบาดเจ็บเพียงบริเวณท่อนแขนเท่านั้น

“หยุดมือ!” ชายหนุ่มส่งสายตาเย็นชา พลันตวาดเสียงน่ากลัว “ทุกคนหยุดมือ!”

เหล่าทหารเกราะทองตัวสั่นเทา แม้จะหยุดมือแล้ว แต่ก็ยังไม่กล้าประมาท ตั้งท่าป้องกันอย่างตึงเครียด

ฉู่สวินหยางก็ลดทวนในมือลงเช่นกัน เงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างเย็นชา “ให้ข้าคุยกับท่านพ่อไม่กี่ประโยค คุยจบแล้ว ข้าให้เจ้าสำเร็จโทษตามใจ”

ฉู่ฉีเหยียนเม้มปากแน่น ไม่เอ่ยความ

ฉู่สวินหยางแหงนหน้ามองดวงหน้าที่นางแสนจะคุ้นเคย สุดท้ายเผยแค่รอยยิ้มเศร้าออกมา จู่ๆ ก็ยกมือขึ้นสูง ทวนในมือกระทบแสงวับวาว ทหารเกราะทองที่โอบล้อมอยู่พากันตกใจขวัญหนี สถานการณ์ตึงเครียด

วินาทีต่อมา กลับเห็นนิ้วมือของนางค่อยๆ คลายออกทีละนิ้ว ทีละนิ้ว

เสียงโลหะกังวาน ทวนยาวร่วงลงพื้น ทุกคนต่างเบิกตา มองด้วยสายตาเหลือเชื่อ สิ่งที่ตามมาคือ เสียงถอนหายใจของฉู่ฉีเหยียนจากด้านบนของเรือนหลังน้อย

“พระราชโองการของฮ่องเต้ สั่งให้สังหารคนในวังบูรพาทั้งหมดไม่มียกเว้น ข้าสามารถทำตามความปรารถนาสุดท้ายของเจ้าได้ แต่ว่า…” เขาเอ่ยไปได้ครึ่งเดียว ทันใดนั้นก็พลันเปลี่ยนเรื่อง ยกมือชี้นิ้วสั่งด้วยน้ำเสียงเฉียบขาดว่า “แทงที่กระดูกสะบัก[1]ของนาง!”

ท่านหญิงสวินหยางฝีมือล้ำเลิศ อาศัยแค่กำลังของนางคนเดียวก็สามารถทะลวงออกจากวงล้อมนับหมื่นพันของกองทหารได้ วันนี้ถึงขนาดสังหารทหารหลวงนับร้อยล้มลงแทบเท้า ท่ามกลางลานประหารที่สำคัญของเมืองหลวง หากยังทำลายพลังการโจมตีของนางไม่ได้ ใครจะกล้าวางใจลง

นัยน์ตาของฉู่สวินหยางเย็นใส ไม่ปรากฏคลื่นอารมณ์แม้สักริ้ว

ดรุณียืดหลังตรงแน่ว ยืนอยู่ท่ามกลางซากศพที่เลือดนองเต็มพื้นอย่างไม่หวั่นเกรง มองดูสหายที่ตายอนาถอยู่แทบเท้า นัยน์ตาของเหล่าทหารเกราะทองมีเปลวเพลิงเผาไหม้ลุกโชน

ตอนที่ตะขอเงินคมกริบแทงทะลุไหล่บางทว่าดื้อรั้นนั้นเอง ผิวเนื้อฉีกขาด เสียงสยดสยองกรีดแทงจนหนังศีรษะชาหนึบ

ตอนที่ตะขอเงินทะลุผ่านร่างเนื้อออกไป เลือดสดๆ กระเซ็นซ่าน สัมผัสโดนผิวหน้าของฉู่สวินหยาง สิ่งที่ร่วงหล่นบนพื้นพร้อมๆ กัน คือหยดน้ำตาของรัชทายาทองค์ปัจจุบันที่อยู่บนเรือนหลังน้อย

นางเป็นลูกสาวของเขา เขาเคยสาบานว่าจะปกป้องและดูแลนางไปชั่วชีวิต แต่วินาทีนี้ ไม่เพียงจะปกป้องนางไม่ได้ ซ้ำยังทำให้นางต้องมาเสี่ยงอันตรายเพราะเขาเพียงลำพัง ผ่านข้ามเคราะห์กรรมความเป็นตายด้วยความอัปยศและน่าเวทนา

ฉู่สวินหยางถูกตะขอเหล็กแทงทะลุแผ่นหลัง แม้จะกัดฟันทนอย่างสุดชีวิต แต่ก็ยังอดจะครางออกมาไม่ได้ เหงื่อเม็ดโตกลิ้งลงมาจากหน้าผากอย่างไม่ขาดสาย

ร่างบางโอนเอน เข่าข้างหนึ่งกระแทกลงพื้นดังตุ้บ

นางก้มศีรษะ สองมือยันพื้น ไม่ขยับเขยื้อน โลหิตพรั่งพรูออกจากบาดแผลที่ไหล่ทั้งสองข้าง ชะโลมย้อมทั่วเกราะอ่อนบนตัว เลือดอุ่นไหลตามแขนลงไปหาฝ่ามือ เมื่อเจอกับพื้นดินที่ผ่านการแผดเผาจนร้อนของดวงอาทิตย์ ก็เกิดเป็นรอยประทับที่ยากจะลบเลือน

นางผ่านสนามรบมานานถึงหกปีเต็ม ยังไม่เคยเสียเลือดมากขนาดนี้มาก่อน

ถึงแม้จะรู้ว่านี่เป็นกับดัก แต่สุดท้ายนางก็มิอาจทนมองบิดากับพี่ชายต้องเดินทางสู่แม่น้ำเหลืองสายนั้นอย่างโดดเดี่ยวได้

ฉู่ฉีเหยียนมองดูอยู่บนเรือนหลังน้อย นัยน์ตาเบื้องลึกพลันดำมืด แล้วส่งสายตาให้ทหารข้างกาย เอ่ยว่า “เอาตัวลงไป!”

ทหารสองนายรับคำสั่ง คุมตัวรัชทายาทฉู่อี้อันที่ไร้ซึ่งกำลังและถูกมัดมือไพล่หลัง เดินไต่บันไดด้านหลังลงไป

“สวินหยาง ฮ่องเต้ทรงรู้ว่าเจ้าจะต้องมา ถึงได้สั่งให้ข้าวางกับดักนี้ หวังจะถอนรากถอนโคน!” ฉู่ฉีเหยียนเอ่ยปาก น้ำเสียงนิ่งสงบไร้คลื่นลม “สิ่งที่ข้าทำได้ ก็มีเพียงเท่านี้ เวลาที่ข้าให้เจ้าได้มีจำกัด เจ้าอยากจะพูดอะไรก็รีบๆ เข้าเถอะ!”

กล่าวจบ ก็หมุนกายเข้าไปที่ด้านหลังของเรือนหลังน้อย เก็บตัวไร้เงา

ไม่นาน ฉู่อี้อันก็ถูกนายทหารสองคนผลักออกมาจากเรือนน้อยหลังนั้น

สติของฉู่สวินหยางค่อนข้างจะเลือนราง พอได้ยินเสียงฝีเท้าที่คุ้นเคยถึงได้เงยหน้าขึ้น

ทหารสองนายนั้นไม่ให้นางสัมผัสถึงตัวฉู่อี้อัน พวกเขาหยุดเท้าลงตรงหน้าของนางห่างออกไปสองก้าว

ฉู่สวินหยางคุกเข่าอยู่บนพื้น เพราะว่าเสียเลือดและเจ็บแปลบ ต่อให้แข็งแกร่งดั่งเหล็กเพียงใด ก็ยากจะยันตัวลุกขึ้นเดินเข้าไปหาได้

นางเค้นแรงกำมือแน่นพลางเงยหน้า เห็นว่าหว่างคิ้วของฉู่อี้อันมีรอยดำกระจุกตัวอยู่แน่นหนา ในใจก็พลันกระจ่างแจ้ง

เพื่อไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดใดๆ พวกนั้นบังคับให้ท่านพ่อดื่มยาพิษซึ่งจะกำเริบภายในเวลาที่กำหนดไว้เรียบร้อยแล้ว

ดังนั้น หากวันนี้นางไม่ยอมตายอยู่ที่นี่ แต่คิดจะมาชิงตัวคนจริงๆ สุดท้ายสิ่งที่นำไปได้ก็มีเพียงศพๆ หนึ่งเท่านั้น

“ท่านพ่อ ข้ามาช้าไป!” ฉู่สวินหยางยิ้มขื่น

เป็นครั้งแรกตั้งแต่เกิดมา ที่รอยยิ้มของนางไม่องอาจผึ่งผาย แต่เป็นความจนใจอย่างถึงที่สุด

ฉู่อี้อันมองนางผ่านม่านน้ำตา มองดูรอยยิ้มเจ็บปวดอันไม่คุ้นเคยที่อยู่บนใบหน้า ในใจเหมือนถูกมีดกรีดแทง ผ่านไปพักหนึ่ง ถึงได้หลุดคำออกมาอย่างรวดร้าวว่า “เด็กโง่!”

ได้ยินเสียงของบิดา รอยยิ้มในดวงตาของฉู่สวินหยางถึงได้ค่อยปรากฏ ก่อนจะกลายเป็นความเจิดจ้าในเสี้ยววินาที “ลูกไร้กำลัง ลูกทำผิดต่อท่านพ่อ! วันนี้ต่อให้ข้าช่วยท่านออกไปไม่ได้ แต่ยังไงก็ต้องมาเจอท่านเป็นครั้งสุดท้าย”

ฉู่อี้อันตะลึงไปครู่หนึ่ง มองดูรอยยิ้มบนหน้านางอีกครั้ง หัวใจก็ยิ่งร้าวราน…

แท้ที่จริงแล้ว นางมองออกว่ามีอะไรรออยู่ในโศกนาฏกรรมฉากนี้ แต่ท้ายที่สุด นางก็ยังปรากฏตัวขึ้นอย่างไม่สนใจสิ่งใด

ในสมองอัดแน่นไปด้วยความระทม ราวกับว่าอะไรบางอย่างกำลังจะแตกสลาย จู่ๆ ฉู่อี้อันก็กระอักเลือดสีดำคล้ำออกมา

นายทหารสองคนไม่ทันตั้งตัว กำลังจะเข้าไปดึงตัวออกมา แต่ร่างของเขากลับล้มตึง กระแทกกับเศษดินบนพื้นอย่างแรง นอนกองอยู่ข้างกายของฉู่สวินหยาง

ฉู่สวินหยางยื่นมือออกไปลูบใบหน้าเขา นัยน์ตามีรอยยิ้มล้นปรี่ หยาดน้ำตาช่วงชิงกันรินลงมาอย่างไม่ขาดสาย ใช้เสียงแผ่วเบามั่นคงเอ่ยหารือกับเขาอย่างไม่รีบร้อนว่า “ท่านพ่อ! หากชาติหน้ามีจริง ข้าก็จะเป็นลูกสาวของท่านอีก ดีหรือไม่”

จมูกและปากของฉู่อี้อันมีเลือดดำทะลักออกมาอีกครั้ง แววตาเลือนรางเจ็บปวด มองนางเนิ่นนานอย่างเงียบๆ

ก่อนที่สติสุดท้ายจะดับสิ้นไป ฉู่สวินหยางได้ยินสี่คำที่ท่านพ่อใช้พลังชีวิตสุดท้ายเอ่ยลอดริมฝีปากมาว่า “ซินเป่า! ต้องรอด!”

------------------------------------------------------------------------

[1] การแทงที่กระดูกสะบัก เป็นวิธีที่ใช้ได้ผลดีในการควบคุมนักโทษ การใช้ตะขอแทงเข้าไปที่บริเวณนั้น จะไม่ทำให้เลือดออกมาก ไม่ส่งผลต่อการเดินเหิน เป็นการทำลายช่วงแขน ส่งผลให้ไม่อาจทำการขัดขืนหรือวิ่งหลบหนีได้

บทที่ 3 ทะเลเพลิงฝังศพ

บทที่ 3 ทะเลเพลิงฝังศพ

ห้องลับใต้ดินมืดสลัวถูกจัดการใหม่ เตียงแกะสลักมีผ้าห่มไหม เทียนแดงสว่างจ้า ของประดับทุกชิ้นมีแต่ความหรูหราประณีต

ฉู่สวินหยางพิงอยู่ที่มุมหนึ่งของกำแพง เข่าข้างหนึ่งชันขึ้น นั่งอย่างสงบด้วยท่วงท่าสบายๆ ไร้กิริยา แสงเทียนบนโต๊ะด้านข้างแต้มสีแดงแปลกๆ ลงบนดวงหน้าซีดเผือดของนาง

นัยน์ตาของนางสุกใส ทว่าว่างเปล่า หน้าแหงนขึ้นเล็กน้อย เหม่อมองใยแมงมุมกระจุกหนึ่งบนคานที่ไม่ได้รับการเช็ดถู

ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไร ก็มีเสียงฝีเท้าที่มั่นคงเป็นจังหวะลอยมา ร่างสูงของบุรุษผู้หนึ่งปรากฏตัวขึ้นตรงบันไดปากทางเข้า

เขาก้าวเท้าเดินลงมา โบกมือให้สาวใช้สองคนที่เฝ้าอยู่หน้าประตูออกไปก่อน

ฉู่สวินหยางใช้หางตาเหลือบมองเขาทีหนึ่ง แต่ยังพิงตัวกับผนังไม่ขยับเขยื้อน

ต่างจากท่าทีเย็นชาเด็ดขาดบนเรือนหลังน้อยในวันก่อน ฉู่ฉีเหยียนกลับมีท่าทีเคร่งขรึม เดินตรงมาหยุดที่เบื้องหน้านางอย่างไม่ลังเล ทรุดตัวนั่งบนส้นเท้า เอื้อมมาคว้ามือข้างหนึ่งของนางไปกุมไว้

“สวินหยาง อย่าโทษข้าเลย เพื่อปกป้องเจ้า ข้าก็ทำได้เพียงเท่านี้!” ฉู่ฉีเหยียนกล่าว “ฮ่องเต้มีราชโองการ ให้ประหารคนของวังบูรพาไม่ให้เหลือ ต่อให้ข้าไม่ทำ ก็ต้องมีคนอื่นทำอยู่ดี”

“พี่รองล่ะ?” ฉู่สวินหยางไม่เคลื่อนไหว แม้แต่อารมณ์บนหน้าก็ไม่เปลี่ยนสักนิด เพียงโพล่งถามออกไปอย่างตรงประเด็น “เมื่อวานที่ลานประหาร ข้าไม่เห็นเขา”

“สวินหยาง…” ฉู่ฉีเหยียนถอนหายใจเฮือก แสดงท่าทางจนปัญญาและรักใคร่เหลือแสน ลุกขึ้นไปนั่งที่ข้างกาย ออกแรงกุมมือนาง แล้วถึงเปิดปากด้วยความกลัดกลุ้มว่า “กลางดึกวานซืน ที่ห้องลับวังบูรพา ก่อนที่คนในวังเจ้าจะถูกคุมตัวไปลานประหาร เขา… ฮ่องเต้ก็พระราชทานสุราพิษให้เขาดื่มแล้ว”

“เหอะ…” ฉู่สวินหยางได้ยินดังนั้น ก็สบถออกมาหนึ่งคำอย่างไม่ยี่หระ หลับตาลงพร้อมเหยียดยิ้มเย้ยหยัน

“สวินหยาง!” ฉู่ฉีเหยียนกำมือนางแน่น น้ำเสียงยิ่งฟังดูหมดหนทาง “นิสัยของฮ่องเต้เจ้าก็รู้ดี ถึงแม้จะทรงโปรดปราณฉีเฟิงมาโดยตลอด แต่ยิ่งรักมากย่อมต้องแค้นมาก ทรงรู้แล้วว่าฉีเฟิงเป็นบุตรกำพร้าที่ราชวงศ์ก่อนทิ้งเอาไว้ เจ้าก็รู้ดีว่าจุดจบมันจะต้องออกมาเป็นเช่นนี้”

“เรื่องราวมาถึงขั้นนี้ เจ้าก็ยังจะหลอกข้า?” ฉู่สวินหยางลืมตาอีกครั้ง คลื่นอารมณ์ในดวงตาซัดโถมเป็นเงาวูบวาบ เจือความรู้สึกโศกเศร้าอาดูร นางจ้องมองดวงหน้าหล่อเหลาที่อยู่เบื้องหน้า เอ่ยแต่ละคำ ออกมาด้วยความชัดเจนแช่มช้า “ข้ากับพี่รองเติบโตด้วยกันมาแต่เด็ก ตัวติดกันเงาไม่เคยห่าง เขาจะใช่หรือไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของท่านพ่อ ไม่มีใครรู้ดีมากไปกว่าข้าหรอก”

นัยน์ตาของฉู่ฉีเหยียนมีรอยวูบผ่านรวดเร็ว แม้บนใบหน้าจะไม่ได้เผยพิรุธ แต่ในใจเหมือนมีเชือกเส้นหนึ่งกำลังบีบรัดอยู่

“เจ้ารู้หรือ?” ฉู่ฉีเหยียนถาม คิ้วเข้มขมวด สีหน้าซับซ้อน

“พวกเขาล้วนเป็นครอบครัวข้า” ฉู่สวินหยางมองตรงเข้าไปในดวงตาเขา เผยยิ้มให้อย่างช้าๆ รอยยิ้มที่สุดแสนจะเปล่าเปลี่ยวและวังเวง “ในบุตรธิดาของท่านพ่อ หากจะมีใครสักคนที่เป็นกากเดนในราชวงศ์ก่อน เช่นนั้นคำตอบก็มีเพียงอย่างเดียว คนๆ นั้น คงต้องเป็นข้า!”

ความหนักแน่นของนาง ไม่เหลือที่ให้ใครได้สงสัยแย้งความทั้งสิ้น

แววตาของฉู่ฉีเหยียนวาบไหว สายตาจ้องเขม็งอยู่ที่ใบหน้าของนาง แต่ผ่านไปเนิ่นนานก็ไม่ได้เปิดปากพูดสักประโยค

ผู้หญิงคนนี้ ทั้งกล้าและทะนงตน ที่หาได้ยากยิ่งกว่า นั่น คือความว่องไวในการสังเกตและความเฉียบขาดในการตัดสินใจที่อยู่สูงเหนือคนปกติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทหารหรือข้อราชการต่างๆ ก็ตามที

มันเป็นที่ประจักษ์โดยทั่วกัน เพราะนับแต่นางไปบัญชาการทัพอยู่ที่ชายแดนแคว้นหนานฮวาด้วยตนเองนานถึงหกปี นางไม่เคยปราชัยในศึกครั้งใด

เขาชอบความงดงามและความเฉลียวฉลาดของนาง ชื่นชมความเด็ดขาดห้าวหาญของนาง ลุ่มหลงนางจนถอนตัวไม่ขึ้น ราวกับโดนมนต์ดำร่ายใส่ แต่ขณะเดียวกัน…

สิ่งที่มากกว่านั้น มันคือความหวาดกลัว ไม่มีสักนาที ที่เขาจะหยุดเตรียมพร้อมไม่ป้องกันตัว

เพราะมักจะมีความรู้สึกเกาะกุมอยู่เสมอๆ สตรีผู้นี้หยิ่งผยอง ไม่ใช่คนที่เขาจะสามารถควบคุมเอาไว้ในฝ่ามือได้

ตอนนี้ก็ประเสริฐยิ่งแล้ว นางสูญเสียคนหนุนหลัง ไร้ที่พึ่งพา แม้แรงจะพลิกฝ่ามือโจมตีก็ไม่มีเหลือ ในที่สุด เขาก็สามารถครอบครองนางได้โดยไร้ความกังวล

“สวินหยาง มันผ่านไปหมดแล้ว” ในใจลอบถอนหายใจอย่างผ่อนคลาย ฉู่ฉีเหยียนโอบนางไว้ในอ้อมแขนอย่างแผ่วเบา “เมื่อวานนี้ ข้าจัดการส่งนักโทษหญิงที่รูปร่างคล้ายเจ้าไปรับโทษกับฮ่องเต้แทนแล้ว ไม่ว่าความจริงของเรื่องนี้จะเป็นเช่นไร จะไม่มีใครบนโลกนี้ได้ล่วงรู้ฐานะแท้จริงของเจ้า เจ้าก็รั้งอยู่ข้างกายข้าอย่างสบายใจเถอะ รอจนถึงเวลาที่ข้ามแดนออกไปได้แล้ว ข้าจะให้ฐานะใหม่แก่เจ้า ส่วนเรื่องราวในอดีตพวกนั้น ลืมมันไปให้หมดเสีย”

ฉู่สวินหยางปิดตาลง ส่ายศีรษะอย่างไร้เยื่อใย “ผ่านมาขนาดนี้แล้ว เจ้าก็ยังไม่เข้าใจ เจ้าคิดว่า หลังจากที่รู้ว่าพวกเขาต้องมาตายเพราะข้าแล้ว ข้าจะยังใช้ชีวิตต่อไปอย่างไม่รู้สึกรู้สาอะไรได้อีกหรือ”

“ข้ารู้อยู่แล้วว่าเจ้าจะเป็นเช่นนี้ และก็กลัวที่สุดว่าเจ้าจะเป็นเช่นนี้” ฉู่ฉีเหยียนมุ่นคิ้ว สองมือกุมไหล่ของนาง ใช้แววตาเจ็บปวดจ้องมอง “สวินหยาง ความคิดของเสด็จอาเจ้าน่าจะเข้าใจดีกว่าใครๆ เพื่อที่จะปกป้องเจ้า แม้แต่ชีวิตเขาก็พร้อมจะสละให้ได้ ตอนนี้ไม่ง่ายกว่าจะได้ทางรอดสุดท้ายมา หากเจ้าไม่รักษาชีวิตไว้ จะไม่ละอายใจต่อหลายร้อยชีวิตของวังบูรพาที่ต้องเสียไปหรือไง?”

“ข้ายังควรจะมีชีวิตอยู่ต่ออีกหรือ” มุมปากของสวินหยางมีรอยยิ้มเจิดจ้าติดอยู่ตลอด แม้ดวงหน้าจะซีดเผือด แต่ก็ยากจะปกปิดความสง่าบนใบหน้า ซ้ำยิ่งขับให้ดูสะคราญโดดเด่น

หัวใจของฉู่ฉีเหยียนคล้ายจะหยุดเต้นไปขณะหนึ่ง

ฉู่สวินหยางผลักเขาออกแล้วหยัดกายลุกขึ้น ปลายนิ้วเรียวซีดลากผ่านรอยแตกของอิฐบนผนังด้านข้าง จากนั้นเดินไปหยุดที่โต๊ะกลางห้อง มือหยิบกาหยก แล้วรินเหล้าใส่สองจอก

ฉู่ฉีเหยียนลุกเดินตามไป มองนิ้วงามที่สะท้อนเป็นสีสวยอยู่บนกาหยก คล้ายตกอยู่ในพะวังความคิด

ฉู่สวินหยางหยิบจอกเหล้าที่รินเสร็จแล้วส่งไปให้ด้านหน้าเขา “มาส่งท่านพ่อเป็นเพื่อนข้าที”

ฉู่ฉีเหยียนชะงักงุนงง แต่สุดท้ายก็ยื่นมือออกไปรับ ฉู่สวินหยางหัวเราะ แหงนหน้ากระดกเหล้าหมดจอก จากนั้นก็หยิบกาขึ้นมา เทเหล้าที่เหลืออยู่ด้านในลงบนพื้น

ฉู่ฉีเหยียนไม่อาจเลี่ยง จึงได้แต่ดื่มลงไปเท่านั้น

มุมปากยกขึ้นหัวเราะเบาๆ ฉู่สวินหยางพลันกวาดสายตาไปรอบๆ ห้อง เอ่ยว่า“นี่เป็นห้องลับด้านหลังห้องหนังสือของท่านพ่อข้า เจ้าสามารถจัดการให้ข้ามาอยู่ที่นี่ได้ แสดงว่าตอนนี้เสด็จลุงรองน่าจะนั่งเป็นประมุขของวังบูรพาแล้ว ยินดีกับเจ้าด้วย ท่านหวงจ่างซุน…คนใหม่!”

ตอนจบประโยค น้ำเสียงของนางคล้ายเจือเสียงหัวเราะถูกใจ

สีหน้าของฉู่ฉีเหยียนบิดเบี้ยวตั้งแต่ได้ยินประโยคแรกของนาง

“คงประหลาดใจมากสินะว่าข้ารู้จักห้องลับนี้ได้ยังไง?” ฉู่สวินหยางเพียงแค่ยิ้มบางๆ “ท่านพ่อไม่เคยมีความลับกับข้า เช่นเดียวกัน ในวังบูรพาแห่งนี้ก็ไม่มีความลับใดที่ข้าจะไม่รู้”

“สวินหยาง… เจ้า…” หัวสมองราวกับมีเลือดตีกลับขึ้นฉับพลัน ฝีเท้าของฉู่ฉีเหยียนซวนเซ ถอยหลังไปสองก้าวอย่างระวังภัย

“ข้ารู้ว่าเจ้ามันขี้ระแวง ก่อนที่จะส่งข้ามาที่นี่ก็คงจะเอาสิ่งของที่ติดตัวข้ามาออกไปหมดแล้ว แต่ว่าในห้องลับนี้เล่า?” ฉู่สวินหยางหัวเราะ สายตามองไปทางรอยแตกบนผนังที่นิ้วมือเคยไล้ผ่านอย่างบอกเป็นนัย

“เจ้าคิดว่าแทงกระดูกสะบักแล้ว ทำลายวรยุทธ์ข้าแล้ว ข้าก็ทำอะไรต่อมิอะไรไม่ได้แล้วหรอ? ถ้าข้าจะฆ่าคน จะเวลาไหน จะสถานที่ใด ก็ย่อมทำได้ทั้งนั้น”

“ทำไม…” อวัยวะภายในแปรปรวน ราวกับว่ากำลังถูกฉีกออกจากกัน ใบหน้าของฉู่ฉีเหยียนเปลี่ยนไปเป็นอีกสี “เพื่อเจ้า ข้ายอมถอยให้จนถึงที่สุดแล้ว เพื่อที่จะช่วยชีวิตเจ้าให้ได้ แม้แต่ราชโองการของฮ่องเต้ก็ยอมขัด แต่เจ้ากลับตอบแทนข้าแบบนี้?”

“ฉู่ฉีฮุยตาขาวขนาดไหน ฝีมือมีเท่าไรข้าย่อมรู้ดี ถ้าไม่มีคนเบื้องบนคอยกระตุ้นเขาลับหลัง เขาทำเรื่องเช่นนี้ออกมาไม่ได้หรอก ทีนี้ เจ้าก็เลิกแสดงละครเสียทีเถอะ!” สีหน้าของฉู่สวินหยางเปลี่ยนเป็นเย็นยะเยือกในพริบตา เอ่ยเสียงกร้าวว่า

“พิษนี้ไม่มียาถอน! เจ้าซุ่มวางแผนให้ร้ายคนของวังบูรพาสามร้อยหกสิบแปดคน ข้าสังหารทหารเกราะทองของเจ้าสามร้อยหกสิบเจ็ดคน ชีวิตต่อชีวิต พอดีเลย เจ้าจะได้เป็นศพสุดท้าย!”

“เจ้า…” พิษพลันออกฤทธิ์ บวกกับแรงอารมณ์ที่กระตุ้นพิษให้เข้าสู่หัวใจเร็วขึ้น ดวงหน้าทั้งใบของฉู่ฉีเหยียนกลายเป็นสีดำคล้ำ

“ถูกต้อง ในเหล้ามีพิษ ข้าก็ดื่มเช่นกัน ไม่อย่างงั้น เจ้าก็คงไม่ยอมติดกับข้าไม่ใช่หรือไง” ดวงตาของฉู่สวินหยางโค้งขึ้น หัวเราะเสียงนุ่ม มุมปากมีเลือดไหลออกมาช้าๆ

ขณะที่พูด นางก็ใช้แขนกวาดเชิงเทียนจนร่วงกราวลงพื้น

เหล้าที่ถูกราดลงบนพื้น ติดไฟในทันใด เปลวเพลิงม้วนโหม ลามไปถึงผ้าม่านเตียงที่ห้อยอยู่ด้านข้างอย่างรวดเร็วไม่เสียดายที่จะใช้ชีวิตตนเองเป็นเหยื่อล่อ ที่แท้ นางคำนวณทุกก้าวอย่างระมัดระวัง ก็เพราะต้องการชีวิตของเขา

ในหัวสมองเจ็บแปลบ ฉู่ฉีเหยียนรีบกดทับกำลังภายในให้สงบ ตวาดเสียงเหี้ยม “ทหาร!”

ตะโกนจบ ก็กระอักเลือดสีดำออกมาทันที

“ท่านชาย!” องครักษ์จำนวนมากที่ถูกสั่งให้เฝ้าอยู่หน้าประตูตั้งแต่ต้นพากันกรูเข้ามา เห็นหน้าตาเขาดำคล้ำก็พากันตกใจแตกตื่น “ท่านชายถูกพิษ เร็ว รีบไปเชิญหมอหลวงมา”

ฉู่ฉีเหยียนไม่ยอมตัดใจ ตอนที่จะถูกคนพยุงออกไปก็ยังขืนกัดฟัน พุ่งไปหนึ่งก้าว ใช้กำลังบังคับช้อนตัวฉู่สวินหยางไว้ในอ้อมแขน จากนั้นสาวเท้าออกไปด้านนอกอย่างรวดเร็ว เค้นเสียงลอดฟันออกมาทีละคำ “ถ้าวันนี้เจ้าจะต้องตายให้ได้ เจ้าก็ต้องตายอยู่ข้างกายข้าเท่านั้น”

ฉู่สวินหยางบาดเจ็บอยู่ เดิมทีก็อ่อนแรงเต็มทน ฉู่ฉีเหยียนยังสามารถใช้กำลังภายในกดทับพิษไว้ได้ชั่วคราว แต่นางกลับลมหายใจรวยริน ไม่มีแม้เรี่ยวแรงขัดขืน

ฉู่ฉีเหยียนอุ้มนางรีบร้อนเดินขึ้นบันได ด้านหน้าอีกเพียงไม่กี่ก้าวก็จะสามารถออกไปได้แล้ว

ทันใดนั้น ริมฝีปากของฉู่สวินหยางพลันกระตุกยิ้มประหลาดขึ้น มือขวาที่โอบคอเขาไว้ด้านหลังยกขึ้นสูง ดึงเอาปิ่นปักผมเขาออกมา แทงเข้าที่ท้ายทอยของเขา

“ท่านชาย ระวัง!” องครักษ์ที่ติดตามมาด้วยพลันร้องตกใจ ฝ่ามือพุ่งออกไปดั่งสายฟ้า กระแทกใส่สตรีที่คิดลอบสังหารจนกระเด็นออกไป

ห้องลับเบื้องหลังถูกไฟกลืนกินจนไม่เห็นเงา ร่างน้อยอ่อนแรงของสตรีเหมือนกับผีเสื้อปีกหัก เชิดหน้าสูงก่อนจะจมหายไป

ฉู่ฉีเหยียนเบิกตาโพลง มือยื่นออกไปคว้าตามสัญชาติญาณ แต่คว้าได้เพียงควันว่างเปล่ากลุ่มหนึ่งเท่านั้น

ท่ามกลางเปลวเพลิงที่ลุกโหม รอยยิ้มของหญิงผู้นั้นก็ยังงดงามดังเก่า ทุกถ้อยทุกคำดังชัด ลอยออกมาจากทะเลเพลิง

“แม้เลือกไม่ได้จะต้องตายวันเดียวกัน แต่ข้ากับเจ้า จะไม่มีวันได้นอนร่วมโลง!”

ลมสารทหวีดหวิว ด้านหนึ่งของวังบูรพาไฟโหมเสียดฟ้า

บุรุษหล่อเหลาที่หยุดม้าอยู่มุมถนนกำลังฟังผู้ใต้บัญชารายงานสารลับ หว่างคิ้วสวยคล้ายถูกลมราตรีแต่งแต้มให้ดูเฉยเมย

“กลับเถอะ” กระตุกม้ากลับไป ไม่ยินดียินร้าย

----------------------------------------------------------------------------

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...