TDRI เสนอโมเดล “ฟื้นฟู และ ต่อเติม” แก้ปัญหาเศรษฐกิจไทยโตช้าหลังโควิด-19
ดร. สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวในหัวข้อ "โมเดลใหม่ในการพัฒนาประเทศหลังโควิด-19 ฟื้นฟู-ต่อเติมเพื่อเติบโต" ของงานสัมมนาประจำปี TDRI Annual Public Virtual Conference 2021ว่า เดิมโมเดลสร้างเศรษฐกิจเติบโตต้องทำ 3 เรื่อง คือ ต้องลงทุน รัฐลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เอกชนลงทุนเครื่องจักร ต้องพัฒนาแรงงาน เพิ่มคนเข้าตลาดแรงงานและพัฒนาทักษะ รวมทั้งต้องเพิ่มผลิตภาพวิจัยพัฒนาและนวัตกรรม แต่โควิด19 เปลี่ยนสังคมไทยไปมากมีธุรกิจที่ล้มละลายหรือจวนเจียนล้มละลายจำนวนมาก มีคนตกงาน นักเรียนเสียการเรียนรู้ มีผู้ป่วยและเสียชีวิตจำนวนมาก ภาครัฐมีทรัพยากรลดลง ส่งผลให้คนไทยมีความสุขลดลงไม่พอใจกับสังคมมากขึ้น ซึ่งน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง
“เศรษฐกิจไทยตกต่ำใหญ่ในรอบ 22 ปีนับตั้งแต่วิกฤตทางการเงินในปี 2540 และการฟื้นตัวในการระบาดรอบใหม่ค่อนข้างช้ากว่าการระบาดในรอบแรก มีคนว่างงานเพิ่มขึ้น มีหนี้ครัวเรือนเพิ่มสูงเกิน 90 %ต่อจีดีพี ขณะที่หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นจนรัฐบาลต้องขยายเพดานหนี้ วิกฤตโควิด19 เพิ่มทั้งความยากจนและความเหลื่อมล้ำให้สังคมไทย”
ทั้งนี้จากการสำรวจพบ หากไม่มีโครงการช่วยเหลือจากภาครัฐจำนวนคนจนในประเทศไทยจะเพิ่มขึ้น แต่โครงการช่วยเหลือของภาครัฐทำให้คนจนไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างที่เป็น ในเวลาเดียวกันความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากโควิด19 แม้ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาจะมีทิศทางลดลงก็ตาม แต่ภาครัฐไม่สามารถพยุงเรื่องความเหลื่อมล้ำไปได้ตลอด นอกจากนี้วิกฤตโควิด19ทำให้ประเทศมีนักเรียนยากจนเพิ่มขึ้น 130,000 คน นักเรียนไม่ได้เรียนต่อ 43,000 คน และกลุ่มที่แม้จะได้เรียนแต่ไม่มีคอมพิวเตอร์สำหรับเรียนออนไลน์อีก 270,000 คน
ดร. สมเกียรติ กล่าวอีกว่า ผลจากวิกฤตโควิด 19 ทำให้เศรษฐกิจไทยโตได้ช้าลง และน่าจะมีอัตราการเติบโตลดลงหลังจากที่ฟื้นตัวจากโควิด19 แม้ในระยะ 2-3 ปีข้างหน้าจะเห็นการเติบโตที่สูง 3-4 % แต่หลังจากนั้นจะโตช้าลงเหลือ 2.6 % ในอีก 20 ปีข้างหน้า สาเหตุที่เศรษฐกิจไทยเติบโตช้าลงเพราะเข้าสู่การเป็นสังคมสูงอายุ จำนวนคนไทยเข้าสู่ตลาดแรงงานลดลงเพราะคนสูงอายุมีจำนวนมากขึ้น ทำให้โมเดลพัฒนาประเทศแบบเดิมไม่สามารถใช้ได้
ทั้งนี้สำหรับโมเดลใหม่ในการพัฒนาประเทศคือการเปลี่ยนมาสู่ “ฟื้นฟู และ ต่อเติม” เน้นส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาและกระจายประโยชน์จากการพัฒนาให้แก่คนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะคนจน ดังนั้นการเติบโตภายใต้โมเดลฟื้นฟูและพัฒนาและเป็นการเติบโตอย่างมีคุณภาพ โดยยึดคนเป็นศูนย์กลาง สามารถรักษาการเติบโตไม่ให้ต่ำเกินไปลดความเหลื่อมล้ำเพิ่มความยั่งยืน ยกระดับคุณภาพชีวิตให้คนไทยมีความสุขมากขึ้น
โดยในการฟื้นฟูสามารถทำได้ในหลายเรื่องเช่น การลดการสูญเสียสุขภาพและเวลา ทั้งการลดความสูญเสียจากสุขภาพ เช่น ลดอุบัติดเหตุบนท้องถนน ลดมลพิษทางอากาศ ลดความเจ็บป่วยจากโรคไม่ติดต่อ และความสูญเสียเวลา เช่น การลดจำนวนทหารเกณฑ์ เพื่อให้ประชากรเข้าสู่ระบบงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
“หากลดสูญเสียจากอุบัติเหตุลงครึ่งหนึ่งใน 5 ปี ลดสูญเสียจากโรคไม่ติดต่อ 25% ใน 10 ปี และลดเกณฑ์ทหารลง 50 % จะเพิ่มอัตราการเติบโตให้ประเทศได้ 0.62% ต่อปี”
ขณะเดียวกันการฟื้นฟูอีกเรื่องคือเพิ่มคุณภาพการศึกษาให้ผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำใน 20 ปี ผ่านการดูแลเด็กปฐมวัย ลดเด็กตกหล่นในระบบการศึกษา ยกคุณภาพการศึกษาในระบบ ฝึกทักษะแรงงานต่อเนื่องหากทำสิ่งเหล่านี้ได้จะเพิ่มอัตราการเติบโตเฉลี่ยขึ้น 0.21% ต่อปี”
ดร. สมเกียรติ กล่าวอีกว่า สำหรับแนวทางต่อเติม คือการลงทุนเพื่อเพิ่มผลิตภาพ เช่น การฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยวและทรัพยากรธรรมชาติ ประหยัดพลังงาน พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานท้องถิ่น ปรับสู่การผลิตแบบสมาร์ท ปรับสู่เกษตรแบบสมาร์ท และมีการวิจัยสินค้าและพัฒนาตลาด
ทั้งนี้ไทยสามารถยกระดับผลิตภาพรวมให้ได้ 0.5 % ต่อปีผ่านการผลิตแบบลีน ลงทุนระบบอัตโนมัติและไอที วิจัย รวมทั้งการพัฒนาและนวัตกรรม ที่จะเพิ่มอัตราการเติบโตเฉลี่ยขึ้น 0.91% ต่อปี นอกจากนี้ยังต้องมีการปฏิรูปภาครัฐให้ลีนต่อเนื่อง เช่น การกิโยตินกฎระเบียบ ให้บริการรัฐอิเล็กทรอนิกส์ ที่จะเพิ่มอัตราการเติบโต 0.25% ต่อปี
“โดยรวมแล้วโมเดลฟื้นฟูและต่อยอดเพิ่มเติบโต จะสามารถเพิ่มอัตราเติบโตเฉลี่ยให้ประเทศได้ 2 % เพื่อทำให้ไทยเป็นประเทศรายได้สูงใน 20 ปี ลดความเหลื่อมล้ำเพิ่มความยั่งยืนและยกระดับคุณภาพชีวิต จิตนาการใหม่ของการพัฒนาประเทศคือการปรับโมเดลการพัฒนาที่มีคนเป็นศูนย์กลาล ลงทุนสุขภาพของคน ป้องกันการสูญเสีย พัฒนาทักษะคนไทยให้พร้อมกับโลกใหม่ ลงทุนสร้างระบบคุ้มครองทางสังคมใหม่ ลงทุนสร้างเศรษฐกิจสีเขียว จะเกิดได้หากรัฐปรับกระบวนการ ปรับโมเดลในการพัฒนา ปรับแนวคิดในการลงทุน และตั้งเป้าแผน 13 อย่างท้าทายและเอาจริง”