นักวิชาการหวั่น ปลาปนเปื้อนทางพันธุกรรมใหญ่ที่สุดในโลก หากผันน้ำข้ามลุ่มจากสาละวินสู่แม่ปิง
นักวิชาการหวั่นปลาปนเปื้อนทางพันธุกรรมใหญ่ที่สุดในโลก หากผันน้ำข้ามลุ่มจากสาละวินสู่ปิงเดินหน้าโครงการผันน้ำยวม IUCN เสริมศักยภาพนักวิจัยชุมชน เชื่อมร้อยงานอนุรักษ์ลุ่มน้ำไทย-รัฐกะเหรี่ยง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างวันที่ 2-4 กรกฎาคม 2567 องค์กรระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ International Union for Conservation of Nature (IUCN) ร่วมกับคณะเทคโนโลยีการประมงและทรัพยากรทางน้ำ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จัดกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการการเก็บข้อมูลพันธุ์ปลาในลุ่มแม่น้ำสาละวิน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ BRIDGE 5 เพื่อส่งเสริมศักยภาพงานอนุรักษ์แม่น้ำสาละวิน โดยมีผู้เข้าร่วมจากองค์กรเครือข่ายจากประเทศไทยและรัฐกะเหรี่ยง ประเทศพม่า รวมทั้งชาวบ้านจากชุมชนบ้านแม่เงา อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน รวมประมาณ 20 คน
โดยในวันแรก รศ.ดร.อภินันท์ สุวรรณรักษ์ ผู้เชี่ยวชาญความหลากหลายพันธุ์ปลา มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ได้บรรยายเรื่องการเก็บข้อมูลรวบรวมพันธุ์ปลาในลุ่มน้ำสาละวิน ต่อมาในวันที่ 3 กรกฎาคม คณะได้เดินทางไปที่บ้านแม่เงา อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน ซึ่งเป็นจุดบรรจบที่แม่น้ำเงาไหลลงแม่น้ำยวม และเป็นพื้นที่โครงการก่อสร้างเขื่อนน้ำยวมและอุโมงค์เพื่อผันน้ำลงเขื่อนภูมิพล (โครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพล แนวส่งน้ำยวม ของกรมชลประทาน) โดยได้ประชุมแลกเปลี่ยนข้อมูลและสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพในลุ่มแม่น้ำสาละวินระหว่างภาคประชาสังคมจากไทยและพม่า ต่อมาในวันที่ 4 กรกฎาคม คณะได้ร่วมการฝึกอบรมภาคสนามการเก็บตัวอย่างพันธุ์ปลาเพื่องานวิจัย ซึ่งเก็บข้อมูลในแม่น้ำยวมและลำห้วยสาขา ตั้งแต่บริเวณแม่น้ำสองสี ไปจนถึงบ้านท่าเรือ
ดร.อภินันท์กล่าวว่า โครงการเขื่อนน้ำยวม สร้างเพื่อผันน้ำจากลุ่มน้ำสาละวินไปยังลุ่มน้ำปิง จากปริมาณน้ำ 2,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ที่เก็บกักได้ ส่งต่อไปยังลุ่มน้ำปิง 1,800 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยการกั้นเอาสองแม่น้ำสายใหญ่คือ แม่น้ำยวมกับแม่น้ำเงา สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อนำน้ำมาใช้ ปลาที่แตกต่างกันเกินกว่า 98% จะมีการปนเปื้อนทางพันธุกรรมขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ระบบที่วางกันไว้น่าจะไม่สามารถป้องกันการเข้าไปของลูกปลาและไข่ปลาได้
“เรายังไม่รู้เรื่องชีววิทยาและชีวประวัติของเขาเลย ปลาแม่น้ำส่วนใหญ่จะอพยพขึ้นมาวางไข่ในพื้นราบของแอ่งแม่สะเรียง ที่ถูกกั้นเอาไว้ทั้งหมด แล้วจะไปต่อกันอย่างไร หรือเรากำลังร่วมมือกันปิดกั้นการขึ้นมาวางไข่ของปลา” ผู้เชี่ยวชาญปลาลุ่มน้ำสาละวินกล่าว
นายสะท้าน ชีววิชัยพงศ์ ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำยวม เงา เมย สาละวิน กล่าวว่า แม่น้ำสาละวินเป็นแม่น้ำสายเดียวในภูมิภาคนี้ที่ยังคงมีระบบนิเวศที่เป็นธรรมชาติ ไม่มีเขื่อนปิดกั้นสายน้ำ ปัจจุบันมีโครงการเขื่อนในจีน 13 เขื่อน และในรัฐฉาน รัฐกะเหรี่ยง และพรมแดนไทย อีก 7 โครงการเขื่อน ชาวบ้านในชุมชนต่างๆ และเครือข่ายภาคประชาชนในพม่า ทำงานรณรงค์คัดค้านโครงการเขื่อนบนแม่น้ำสาละวิน มีการทำงานวิจัยไทบ้านมีการพบปลาสะแงะหรือปลาตูหนาและพันธุ์ปลาเฉพาะถิ่น นอกจากนี้ ตลอด 30 ปีที่ผ่านมาชุมชนมีการประกาศอนุรักษ์พันธุ์ปลาใน 12 หมู่บ้าน ชาวบ้านใช้ข้อมูลเหล่านี้ในการต่อสู้ปกป้องแม่น้ำ
นายสะท้านกล่าวต่อว่า ต่อมามีการผลักดันโครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพล หรือโครงการผันน้ำยวม ชาวบ้านจึงได้รวมตัวกันตั้งคำถามและเรียกร้องการมีส่วนร่วม เนื่องจากชุมชนตลอดลำน้ำยวม และแม่น้ำเงา จะได้รับผลกระทบโดยตรง ชุมชนได้ร่วมกันจัดกิจกรรมเสริมศักยภาพแก่เยาวชนให้เรียนรู้เรื่องกฎหมาย สิทธิชุมชน และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ
“ระบบนิเวศของแม่น้ำเงามีความลาดชันสูง น้ำไหลแรงมีแก่งและโขดหิน คุณภาพน้ำมีออกซิเจนสูง ปลาที่จับได้จากแม่น้ำเงาเราเคยทดลองนำไปปล่อยในสระ ไม่ถึงชั่วโมงปลาตาย หากมีการสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำยวม น้ำยวมและน้ำเงาจะเปลี่ยนแปลงไป จากแม่น้ำที่ไหลกลายเป็นอ่างน้ำนิ่ง พันธุ์ปลาจะปรับตัวไม่ได้และตายเรียบ” นายสะท้านกล่าว
ด้าน น.ส.Nan Aye Aye Myaing จากองค์กรอนุรักษ์กะเหรี่ยง Karen Environmental and Social Action Network (KESAN) กล่าวว่า ที่ผ่านมาทำงานร่วมกับชุมชนกะเหรี่ยงในรัฐกะเหรี่ยง เพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติมานานกว่า 30 ปี จนนำไปสู่การก่อตั้ง Salween Peace Park หรืออุทยานสันติภาพสาละวิน โดยสนับสนุนกลไกการอนุรักษ์ของแต่ละชุมชน ในการคุ้มครองพันธุ์สัตว์และพันธุ์พืชที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ และเป็นที่อยู่อาศัยของชาติพันธุ์กะเหรี่ยง
“เรากำลังพยายามฝึกเยาวชนเพื่องานวิจัยพันธุ์ปลา มีปลาหลายชนิดที่ใกล้สูญพันธุ์ เป้าหมายต้องการนำข้อมูลวิจัยพัฒนาเป็นข้อตกลงการอนุรักษ์ของแต่ละชุมชน อนาคตอยากร่วมมือกับชุมชนบ้านแม่เงาร่วมกันศึกษา เพราะเชื่อว่าพันธุ์ปลาที่ลำน้ำสาขาของสาละวินจะมีความเหมือนและเชื่อมโยงทางระบบนิเวศ” ตัวแทนจากองค์กร KESAN กล่าว
อนึ่ง กรมชลประทานได้จัดทำโครงการศึกษาวิเคราะห์โครงการร่วมทุนระหว่างรัฐและเอกชน หรือ PPP โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อดำเนินการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน ตาม พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ ซึ่งการออกแบบและก่อสร้างองค์ประกอบสำหรับผันน้ำจากลุ่มน้ำยวมไปยังอ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพล ได้แก่ 1 เขื่อนน้ำยวม ถนนเข้าหัวงานเขื่อน อ่างเก็บน้ำอยู่ในพื้นที่ ต.แม่วะหลวง อ.ท่าสองยาง จ.ตาก และ ต.สบเมย อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน 2 สถานีสูบน้ำบ้านสบเงา อุโมงค์อัดน้ำ อุโมงค์พักน้ำ อุโมงค์ส่งน้ำ อุโมงค์เข้าออก พื้นที่จัดการวัสดุจากการขุดเจาะอุโมงค์ ถนนเข้าพื้นที่ก่อสร้าง อยู่ในพื้นที่ ต.สบเมย ต.แม่สวด ต.กองก๋อย อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน ต.นาเกียน ต.อมก๋อย อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ 3 ทางออกอุโมงค์ส่งน้ำลำห้วยแม่งูด ต.นาคอเรือ อ.ฮอด จ.เชียงใหม่
การศึกษา PPP ดังกล่าวมีการเสนอรูปแบบการลงทุน ในกรณีที่ภาครัฐไม่มีความพร้อมด้านงบประมาณในการลงทุนในการดำเนินโครงการ แต่มีเอกชนสนใจและมีความพร้อม รูปบบการร่วมทุนระหว่างรัฐ (โดยกรมชลประทาน) และเอกชน ด้วยวิธีแบบ Build Transfer Operate โดยทางเลือกนี้กรมชลประทานจะต้องจัดเตรียมงบประมาณค่าชดเชยชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบ ค่าจัดการสิ่งแวดล้อม ค่าก่อสร้างระบบสายส่งไฟฟ้าแรงสูง ค่าตอบแทนเอกชนในรูปแบบ Availability Payment ระยะเวลา 25 ปี รวมถึงจ่ายคืนค่าก่อสร้าง รวมค่าดอกเบี้ยและกำไรของเอกชนแล้ว จำนวน 233,662 ล้านบาท จะส่งผลให้ต้นทุนเฉลี่ยค่าผันน้ำอยู่ที่ 6.71 บาทต่อลูกบาศก์เมตร
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : นักวิชาการหวั่น ปลาปนเปื้อนทางพันธุกรรมใหญ่ที่สุดในโลก หากผันน้ำข้ามลุ่มจากสาละวินสู่แม่ปิง
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th