20 ปี เส้นทางแปล ของ ดาวิษ ชาญชัยวานิช [BrighterBee | Build a Biz | Plot to Publish]
บนโลกนี้มีเรื่องราวมากมายที่ถูกเขียนและตีพิมพ์ ซึ่งการจะเข้าถึงสาระความรู้ ความบันเทิงต่าง ๆ อาจถูกตีกรอบด้วยกำแพงที่เรียกว่า “ภาษา” ดังนั้นแล้ว “นักแปล” จึงเปรียบเสมือนวีรบุรุษผู้ที่จะมาทลายกำแพงที่ขวางกั้นความรู้และจินตนาการของเรา
Build a Biz by BrighterBee ภูมิใจนำเสนอ เชน Plot to Publish EP6: Professional Literary Translator เพิ่มคลังนักอ่าน ผ่านผลงานแปล ที่จะพาทุกท่านไปเจาะลึกเส้นทางและการทำงานของคุณ ดาวิษ ชาญชัยวานิชนักแปลผู้คร่ำหวอดในวงการมากว่า 20 ปี อีกทั้งยังมีผลงานแปลนวนิยายชื่อดังที่หลายท่านอาจคุ้นหูกันดี อาทิ Fevre Dream: เรือรัตติกาล มหาศึกแห่งดูน และเพอร์ซีย์ แจ็กสัน และผลงานแปลอื่น ๆ กว่า 70 เล่ม
- ทำความรู้จักกับ ดาวิษ ชาญชัยวานิช
- เส้นทางสู่การเป็นนักแปลมืออาชีพ
- คำแนะนำสำหรับน้องใหม่ในวงการแปล
- ติดตามผลงานของคุณดาวิษ ชาญชัยวานิช
ทำความรู้จักกับ ดาวิษ ชาญชัยวานิช
เมื่อเราขอให้คุณดาวิษ แนะนำตนเอง เขาตอบแค่สั้น ๆ ว่า “นักแปล”ใครส่งอะไรมาให้แปลก็ทำให้ ไม่ว่าจะเป็นจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย หรือจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ และได้แปลหนังสือมากถึง 70 เล่ม ในระยะเวลา 20 ปี ที่ผ่านมา
ตามความคุ้นเคยของเราก็อาจจะคิดว่า คนที่เป็นนักแปลนั้นจะต้องเรียนทางด้านภาษามาโดยตรง แต่สมัยศึกษาในมหาวิทยาลัยนั้น คุณดาวิษศึกษาทางด้านจิตวิทยา ส่วนเรื่องแปลเป็นความสนใจส่วนตัวลึก ๆ จึงได้ลงเรียนในวิชาการแปลอยู่บ้าง
“จิตวิทยากับการแปลนั้น ไป ๆ มา ๆ แล้ว มีความใกล้ชิดกันอย่างไม่น่าเชื่อเลย ยกตัวอย่าง หากเรากำลังจินตนาการว่าเราจะดื่มเตกีลาช็อต เราบีบมะนาวใส่ปาก จะตามด้วยเตกีลาเพื่อให้รสชาติแอลกอฮอลนั้นหวานขึ้น แต่กลับไม่มี เรากินมะนาวเข้าไปอย่างเดียว เราจะรู้สึกได้ถึงความแสบซ่านข้างลิ้นตรงตำแหน่งที่รับรสเปรี้ยว รู้สึกน้ำลายเริ่มสอ แม้ว่าจะไม่มีมะนาวอยู่ในปากจริง ๆ ก็ตาม นี่แหละพลังของภาษา”
ดังนั้นแล้ว ถ้อยคำที่ถูกเปล่งออกมา จึงไม่ใช่แค่การพูดออกมาแล้วอีกฝ่ายได้ยิน แต่ส่งผลไปยังความคิดและจิตใจของเราด้วย
เส้นทางสู่การเป็นนักแปลมืออาชีพ
“การแปล แค่เปลี่ยนจากภาษาหนึ่งมาเป็นอีกภาษาหนึ่ง คือแปลแบบ AI แปลเท่านั้น แต่หน้าที่ของนักแปลคือจะต้องส่งต่อประสบการณ์ของนักเขียนต้นฉบับไปยังผู้อ่านฉบับแปลด้วย ถ้าคนที่อ่านต้นฉบับอ่านตรงไหนแล้วหัวเราะ คนอ่านไทยก็ต้องหัวเราะ ถ้าคนอ่านต้นฉบับอ่านตรงไหนแล้วน้ำตาซึม คนอ่านไทยก็ต้องขนลุกวาบหวิวขึ้นมาแบบเดียวกัน”
ดังนั้นแล้ว การแปล ไม่ใช่แค่เรื่องของการเอาคำศัพท์มาวางเรียงต่อกันไปมา แต่นักแปลนั้นยังต้องมีความสามารถในการเลือกสรรภาษาให้ถ่ายทอดอารมณ์ ความรู้สึก ของต้นฉบับออกมาให้ได้ด้วย นักแปลจะต้องมีคลังคำศัพท์ที่มากพอ สามารถเลือกใช้คำที่เหมาะสมกับบริบทและเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้ แต่ถึงอย่างนั้น นักแปล ก็ไม่ได้มีอิสระที่จะแปลอย่างไรก็ได้ตามใจฉัน นักแปล ถูกกำกับโดยภาษาของนักเขียนต้นฉบับ ถ้านักเขียนต้นฉบับใช้คำเดิม ซ้ำไปซ้ำมาในหลายย่อหน้า นักแปลก็ต้องใช้คำแปลที่ซ้ำเดิมไปด้วย หากแต่นักเขียนต้นฉบับสรรคำมาใช้อย่างหลากหลาย นักแปลก็จะมีโอกาสได้เลือกใช้คำศัพท์ที่แตกต่างกันไปด้วย ซึ่งนักเขียนที่คุณดาวิษชื่นชมมาก ๆ ก็คือ George R.R. Martin ผู้เขียนนวนิยายเรื่อง Fevre Dream และ Frank Herbert ผู้เขียนเรื่อง Dune
“นักเขียนทั้ง 2 ท่านนี้ สร้างประสบการณ์จากความว่างเปล่า เวลาที่เราได้แปลงานหรืออ่านงานของพวกเขา เราจะรู้สึกราวกับยืนอยู่บนภูเขาสูงที่เบื้องหน้าเป็นเหวลึกสุดลูกหูลูกตา เราจะรู้สึกหวิวในท้องเหมือนกับจะตกลงไป งานเขียนของพวกเขาสร้างความครั่นคร้ามใจให้เราได้ขนาดนั้น”
ความท้าทายของการเป็นนักแปล ไม่ได้มีเพียงแค่การจำกัดเรื่องการใช้คำจากภาษาของต้นฉบับ แต่ยังต้องจัดการกับปริมาณงานของกองหน้ากระดาษตั้งแต่ 300 หน้าขึ้นไป ซึ่งแค่การพิมพ์คำเพียงอย่างเดียวให้ครบตามจำนวนคำของต้นฉบับก็เล่นเอาเหงื่อตกแล้ว แต่ด้วยความเป็นมืออาชีพ เมื่อคุณดาวิษตกลงรับงานใดมาแล้วก็ตาม คุณดาวิษก็จะให้เวลากับการแปลทุกลมหายใจเข้าออกที่ยังตื่นอยู่
โดยกระบวนการทำงานแปลงนั้นจะต้องอ่านต้นฉบับ ค้นคว้าข้อมูลประกอบการแปล และหาคำแปลของคำที่เราไม่รู้ความหมายมาก่อน ตลอดจนต้องผ่านการคิดว่าจะใช้คำว่าอะไร ใช้สำนวนภาษาแบบไหน ซึ่งคุณดาวิษก็ได้บอกกับเราว่า คุณดาวิษจะติดตามและทบทวนงานที่เขาแปลจนกว่าจะนำไปตีพิมพ์ที่โรงพิมพ์กันเลยทีเดียวหากสำนักพิมพ์ใดอนุญาต แต่ถึงอย่างนั้น คุณดาวิษก็ยังรู้สึกว่า แม้จะทำถึงขั้นนั้นแล้ว แต่หากมีโอกาสได้แปลอีกครั้ง ก็มีจุดที่ต้องการปรับแก้อยู่ดี
คำแนะนำสำหรับน้องใหม่ในวงการแปล
ด้วยประสบการณ์กว่า 20 ปี ในการเป็นนักแปล คุณดาวิษได้ให้คำแนะนำที่น่าสนใจหลายประการแก่น้องใหม่ในวงการแปลหรือผู้ที่ใฝ่ฝันจะเป็นนักแปลมืออาชีพเช่นเดียวกันกับคุณดาวิษ
- ตรงต่อเวลา อย่าเกินเดดไลน์
หลาย ๆ ครั้งที่นักแปลหลายท่านไม่ส่งงานตามกำหนดเวลาที่ว่างไว้ ซึ่งผลเสียไม่ได้มีแค่เงินที่จะได้ก็ช้าไปด้วย แต่ยังกระทบต่อความเป็นมืออาชีพ
- เตรียมพร้อมสำหรับโอกาสที่จะเกิดขึ้นอยู่เสมอ
เราไม่รู้หรอกว่าโอกาสจะมาหาเราเมื่อไหร่ เราจึงต้องมีความสามารถที่เพียงพอ และเมื่อโอกาสนั้นมาถึง เราจะได้คว้าเอาไว้ได้ ดังนั้นนักแปลจะต้องมีความหมั่นเพียร และขวนขวายอยู่เสมอ
- ความรู้ภาษาไทยต้องดี
เนื่องด้วยในปัจจุบัน ภาษาอังกฤษล้วนอยู่รอบตัวเรา คนที่ศึกษาในระบบการศึกษาเดียวกันก็มีความรู้ภาษาอังกฤษในระดับที่เท่า ๆ กัน ซึ่งสิ่งที่เป็นตัวตัดสินก็คือ ภาษาไทย ซึ่งคุณดาวิษได้ให้คำแนะนำในการเพิ่มคลังคำศัพท์และฝึกฝนการแปลก็คือ การเขียนให้เยอะ
- อย่าเลือกแปลแต่เรื่องที่ชอบ
คุณดาวิษได้ให้มุมมองว่า ส่วนใหญ่แล้วหากไม่ติดปัญหาเรื่องสุขภาพ และช่วงเวลานั้นสะดวก หากมีใครส่งงานอะไรมาให้แปลก็จะรับแปลหมด คนที่เป็นนักแปลก็อย่าเลือกแต่เรื่องที่ชอบ เราก็ถือว่าทำเป็นอาชีพและเป็นมืออาชีพ
- อย่าเป็นคนที่ “น้ำเต็มแก้ว”
การใช้ภาษาเป็นศิลปะ คือไม่ได้มีคำตอบที่ตายตัวเพียงคำตอบเดียว เปิดใจให้กว้าง รับฟังข้อมูลและแหล่งอ้างอิงที่หลากหลาย
ติดตามผลงานของคุณดาวิษ ชาญชัยวานิช
ขอทื้งท้ายบทความนี้ด้วยผลงานการฝากผลงานของคุณดาวิษ โดยคุณดาวิษได้กระซิบบอกเราในรายการไว้ว่า กำลังมีผลงานแปลนวนิยายชุด ซึ่งแฟนคลับสามารถรอประกาศอย่างเป็นทางการจากสำนักพิมพ์ได้เลย นอกจากนี้ขอฝากผลงานเขียนที่ชื่อว่า “ความรักของนักแปล”เป็นหนังสือที่รวบรวมประสบการณ์และแนวคิดสำคัญของการแปลไว้อย่างอัดแน่น
สำหรับใครที่อยากติดตามคุณดาวิษ ชาญชัยวานิช สามารถติดตามได้ที่เฟซบุ๊กเพจ Davischanwriter หรือติดตามผลงานแปลต่าง ๆ ของคุณดาวิษที่คุณสนใจผ่านร้านหนังสือและสำนักพิมพ์ต่าง ๆ ทั้งออนไลน์และออฟไลน์
รับชมบทสัมภาษณ์เต็มได้บนช่องทาง Youtube:
ติดตามเชนอื่น ๆ และคอนเทนต์ที่คัดสรรค์มาเพื่อคุณได้ที่
Facebook: BrighterBee
YouTube: BrighterBee
Line: @brighterbee
IG: brighterbee_official
Tiktok : Brighterbee