โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สิงห์ เอสเตท ลุย 4 ธุรกิจ ‘ที่อยู่อาศัย ออฟฟิศ โรงแรม นิคมฯ’ เตรียมขายบ้านหรู เร่ิม 550 ล้าน

TODAY

อัพเดต 20 มี.ค. 2566 เวลา 13.05 น. • เผยแพร่ 20 มี.ค. 2566 เวลา 13.04 น. • workpointTODAY

บริษัอสังหาฯ ใหญ่อีกราย ‘สิงห์ เอสเตท’ เปิดแผนปี 2566 ลุยเปิดโครงการใหม่ครบทั้ง 4 กลุ่มธุรกิจ ทั้งที่อยู่อาศัย ออฟฟิศ โรงแรม นิคมอุตสาหกรรม กวาดรายได้ปี 2565 ไปราว 13,500 ล้านบาท เติบโตขึ้นจากปีก่อน 62% ตั้งเป้ารายได้ปีนี้ 17,000 ล้านบาท

ปี 2022 'สิงห์ เอสเตท' ประสบความสำเร็จจาก 4 กลุ่มธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็น ที่อยู่อาศัยที่ได้เปิดตัวโครงการ ศิรนินทร์ เรสซิเด้นซ์ บ้านเดี่ยวหรูย่านพัฒนาการ ซึ่งยอดขายตอบรับดีมาก ยอดจองและยอดโอนกรรมสิทธิ์ปีที่แล้วของโครงการนี้ สูงถึง 77% และ 30%

นอกจากนี้ยังมีกลุ่มอาคารสำนักงาน ที่เปิดให้เช่าพื้นที่อีกหลายแห่ง ครบทั้งพื้นที่ออฟฟิศและรีเทล รวมถึงธุรกิจโรงแรม บริษัทสามารถสร้างรายได้จากธุรกิจนี้ได้เป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ สุดท้ายคือธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐาน ธุรกิจทั้งหมดนี้เติบโตอย่างต่อเนื่อง

มาถึงปี 2023 'สิงห์ เอสเตท' ตั้งเป้าเติบโตต่อเนื่องทุกพอร์ตธุรกิจ ผ่านแนวคิด “S EXCELS” ดันรายได้รวมจาก 4 ธุรกิจสูงขึ้นไปอีก 34% จากปีก่อน รวมมูลค่าราว 16,700 ล้านบาท ด้วยงบลงทุนราว 6,000-7,000 ล้านบาท ประกอบไปด้วย

1.) ธุรกิจที่อยู่อาศัย

ธุรกิจอสังหาฯ ส่งสัญญาณดีต่อเนื่อง หลังจากเปิดตัวโครงการศิรนินทร์ เรสซิเดนเซส พัฒนาการ ไปเมื่อปีที่แล้ว ได้รับกระแสตอบรับเป็นอย่างดี ตามรอยรุ่นพี่โครงการ สันติบุรี เดอะ เรสซิเดนเซส ปีนี้เตรียมเปิดโครงการบ้านแนวราบใหม่อย่างน้อย 5 โครงการ รวมมูลค่า 10,000 ล้านบาท

ที่น่าสนใจคือปีนี้ บริษัทจะพัฒนาบ้าน Segment ใหม่ ในกลุ่ม Luxury Class ระดับราคา 15-30 ล้านบาท และกลุ่ม Luxury premium ระดับราคา 30-50 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีโครงการหรู ลักษณะเป็น Cluster Home ขายที่ดินก่อนแล้วสร้างบ้านภายหลัง เริ่มต้นราคาหลังละประมาณ 550 ล้านบาท สูงกว่าโครงการอื่นๆ ที่เคยทำมา ปักหมุดทำเลใจกลางเมืองโซนสุขุมวิท

ทางด้านคอนโดมิเนียมก็เตรียมเปิดขายเช่นเดียวกัน โดยสิงห์ เอสเตทจะขยายสัดส่วนการถือหุ้นในโครงการ The ESSE Sukhumvit 36 จะรับรู้รายได้และกำไรได้เต็ม 100% คาดว่าโครงการที่พักอาศัยในปีนี้ โดยรวมจะมีรายได้ที่เติบโตขึ้นกว่า 70%

2.) กลุ่มอาคารสำนักงานและการค้า

กลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการค้า ฟื้นตัวดีเช่นเดียวกัน บริษัทใช้โมเดลธุรกิจ Right sizing มีขนาดพื้นที่ให้เช่าหลากหลายและพร้อมใช้งาน เข้าใจกลุ่มผู้เช่าในยุคปัจจุบันที่ต้องการความบาลานซ์ สามารถทำกิจกรรมต่างๆ ได้ครบ ปี 2566 นี้ตั้งเป้าผลประกอบการเพิ่มขึ้น 20% ด้วยอัตราการเช่าพื้นที่ (Occupancy) สูงกว่า 90% ในทุกโครงการ

ไม่ว่าจะเป็นโครงการสิงห์ คอมเพล็กซ์, ซันทาวเวอร์ส และ S-Metro รวมถึงโครงการอาคารสำนักงานล่าสุดอย่าง S-Oasis บนถนนวิภาวดีรังสิต บริเวณห้าแยกลาดพร้าว ศูนย์กลางธุรกิจที่เปี่ยมศักยภาพแห่งใหม่ พร้อมเซ็นสัญญาผู้เช่ารายใหญ่ในไตรมาส 2 ปีนี้

3.) กลุ่มโรงแรม

ธุรกิจโรงแรมภายใต้การบริหารงานของ SHR เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่โดดเด่นและเป็นเบอร์สองของประเทศไทยที่สามารถทำรายได้ได้สูงสุด โดยปีที่ผ่านมาสามารถทำรายได้ทะลุเป้า 8,700 ล้านบาท จากการฟื้นตัวในภาคการท่องเที่ยว อัตราค่าห้องพักเฉลี่ยรายวัน (Average Daily Rate: ADR) ปรับเพิ่มขึ้นได้กว่า 28% จากปีก่อนหน้า

โรงแรมในประเทศไทยมีทั้งหมด 4 แห่ง ราว 800 กว่าห้อง คาดรายได้เติบโตถึง 60% จากปีก่อนหน้า ส่วนรายได้จากโรงแรมในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญต่างประเทศ อย่างมัลดีฟส์จะเติบโตขึ้น 30% รวมถึงในประเทศอื่นๆ อีกหลายแห่ง คาดรายได้รวมแตะ 10,000 ล้านบาท หรือเติบโตขึ้นกว่า 20% ตั้งเป้าปีนี้อัตราการเข้าพักรวมต้องเพิ่มขึ้น 75%

ในช่วงปลายปีจะมีการเปิดตัว SO/ Maldives โรงแรมไลฟ์สไตล์หรูระดับ 6 ดาว ในโครงการครอสโรดส์ มัลดีฟส์ โดยได้ร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ ในระยะยาวจะช่วยสร้างกำไรให้กับบริษัทฯ ได้ในอีกทางหนึ่.

4.) กลุ่มนิคมอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐาน

ปิดท้ายกันที่กลุ่มธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐาน รายได้จากการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินในปีก่อนได้กว่า 77 ไร่ และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง ในปี 2566 เตรียมพร้อมโตก้าวกระโดดด้วยยอดการโอนที่ดินเพิ่มเป็น 2 เท่าตัว

บริษัทฯ ตั้งเป้ายอดโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินในนิคมอุตสาหกรรม S-อ่างทอง เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า โดยอ่างทองเป็นจังหวัดที่มีวัตถุดิบครบ อยู่บนเส้นทางการลำเลียงระหว่างภาคเหนือและภาคกลาง ในขณะที่ราคาที่ดินไม่แพงจนเกินไป ตั้งเป้าให้เป็นนิคมอุตสาหกรรมด้านอาหาร สะอาดและไม่เป็นมลพิษ

ทั้งหมดนี้คือ 4 กลุ่มธุรกิจของสิงห์ เอสเตท หนึ่งในคีย์สำคัญคือการจับมือพันธมิตรทั้งภายในและภายนอก สร้างแต้มต่อทางธุรกิจ ซึ่งที่ผ่านมาได้เรียนรู้กลยุทธ์มาจากบริษัทแม่ โดยนำมาปรับใช้กับธุรกิจที่พักอาศัยและโรงแรม เพื่อให้เร็วสู้ตลาดได้ ปรับตัวได้ไว (Speed to market)

พร้อมทั้งกำลังก้าวเข้าสู่ธุรกิจ Flex space บริษัทมีแผนร่วมมือกับผู้ประกอบการชั้นนำซึ่งมีสาขาครอบคลุมศูนย์กลางทางธุรกิจสำคัญ และมีระบบการบริหารจัดการที่ทันสมัยมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ บริษัทฯ จะเริ่มพัฒนาโครงการ Flex Space ในอาคารสำนักงานของบริษัทฯ เป็นลำดับแรก

ส่วนเรื่องสังคมและสิ่งแวดล้อมก็เป็นสิ่งที่บริษัทไม่เคยมองข้าม ได้ผสานนวัตกรรม Clean Energy เข้ามาใช้ในโครงการ เช่น การติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาของโรงแรมในเครือ SHR ทั้งในประเทศไทยและมัลดีฟส์ ร่วมมือกับธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน รวมพื้นที่กว่า 10,000 ตารางเมตร ผลิตกระแสไฟฟ้าได้ราว 3 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมงต่อปี

บริษัทมีแผนขยายการใช้พลังงานสะอาดไปยังโครงการอื่นๆ ในอนาคต พร้อมก้าวสู่ Carbon Neutral ภายในปี 2030 สร้าง Biodiversity และให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชน ความยั่งยืนทั้งหมดนี้จะช่วยให้ 'สิงห์ เอสเตท' สามารถขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตเฉลี่ยปีละ 20% ตลอดระยะเวลา 3 ปีต่อจากนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...