โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

"ผัวเดียวหลายเมีย" สังคมไทยสมัยก่อน ไม่ห้ามการมีเมียหลายคน

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 14 ม.ค. 2565 เวลา 01.26 น. • เผยแพร่ 14 ม.ค. 2565 เวลา 00.52 น.
ภาพประกอบเนื้อหา - ฉากเกี้ยวพาราสีในจิตรกรรมฝาผนังภายในอุโบสถวัดวัง จังหวัดพัทลุง เขียนขึ้นสมัยรัชกาลที่ 4

แม้ปัจจุบันจะเห็นได้ชัดว่าเป็นสังคมแห่งสิทธิเสรีภาพ ไม่ว่าจะการดำรงชีวิตหรือสิทธิในการออกปากเสียง ความเท่าเทียมของผู้หญิงผู้ชาย แต่ความเสมอภาคระหว่างผู้หญิงและผู้ชายเห็นชัดเจนในกลุ่มคนสมัยใหม่มากกว่า ทว่ากลุ่มคนบางกลุ่มอย่างผู้เฒ่าผู้แก่สมัยก่อนตามต่างจังหวัดหรือชุมชนชนบทบางพื้นที่ยังคงหลงเหลือความเชื่อที่ว่าผู้ชาย “เป็นช้างเท้าหน้า” ครอบครัวอยู่

ครอบครัวนับเป็นสถาบันหนึ่งที่เปิดโอกาสให้ผู้ชายเป็นผู้ที่มีอำนาจเหนือผู้หญิง ส่วนใหญ่แล้วชีวิตผู้หญิงในวัยเยาว์ขึ้นอยู่กับบิดาพอสมรสก็ขึ้นอยู่กับสามี ทำให้ผู้หญิงเชื่อไปตามสังคมว่า หญิงด้อยกว่าชาย ทั้งที่ความเป็นจริงในเรื่องความคิดสติปัญญาทั้งหญิงและชายมีความเท่าทียมกัน เพียงแต่ผู้หญิงสมัยก่อนไม่มีโอกาสได้แสดงสิ่งนั้นออกมา

ย้อนกลับไปสมัยสุโขทัย ผู้ชายมีอำนาจมากในทางเศรษฐกิจ เพราะเป็นผู้หารายได้เลี้ยงดูครอบครัว ขณะเดียวกันนั้นผู้หญิงถูกกำหนดให้อยู่ในครัวและในบ้าน ความสัมพันธ์ทางเพศสมัยสุโขทัยตำหนิผู้ชายที่ทำชู้กับภรรยาคนอื่น แต่ไม่ห้ามการมีภรรยาหลายคน ส่วนผู้หญิงที่มีสามีแล้วจะมีความสัมพันธ์ทางเพศกับชายอื่นอีกไม่ได้ ถ้าใครละเมิดเชื่อว่าจะตกนรกอย่างที่ปรากฏในไตรภูมิพระร่วง ซึ่งได้บรรยายสภาพของนรกไว้อย่างน่ากลัว น่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผู้หญิงประพฤติปฎิบัติอยู่ในกรอบของศีลธรรม

กระทั่งสมัยอยุธยาผู้ชายก็ยังคงเป็นผู้นำอยู่ในทุกๆด้าน อย่างเช่นผู้นำชุมชน ผู้นำครอบครัว ซึ่งเป็นสิ่งที่กำหนดสิ่งต่าง ๆ เพื่อสนองความต้องการของตน โดยมีกฏหมายเป็นฐานรับรองความถูกต้องความชอบธรรม เห็นได้จากกฏหมายที่เปิดโอกาสเอื้อให้ผู้ชายสามารถมีเมียได้หลายคน ดังที่ปรากฎในกฏหมายลักษณะผัวเมียที่ตราขึ้นในปี พ.ศ. 1904 มีชื่อเรียกว่า “พระไอยการลักษณะผัวเมีย” มีใช้มาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์

เรียกได้ว่าระบบ“ผัวเดียวหลายเมีย”  เป็นระบบที่มีในสังคมไทยสมัยก่อนมีมาเป็นเวลานานแล้ว ในกฏหมาย “พระไอยการลักษณะผัวเมีย” ได้กล่าวถึงประเภทของเมียไว้ถึง 3 ประเภท

1. เมียกลางเมือง หมายถึง หญิงอันบิดามารดากุมมือให้เป็นเมียชายหรือภรรยาหลวง แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นภรรยาที่พ่อแม่จะยกให้เสมอไปการจะได้เป็นภรรยาหลวงหรือไม่ขึ้นอยู่กับชาย สามีจะยกย่องให้เป็นภรรยาชั้นใดหญิงนั้นก็เป็นภรรยาชั้นนั้น

2. เมียกลางนอก หมายถึง อนุภรรยาหรือเมียน้อย

3.เมียกลางทาษี หรือทาสภรรยา หมายถึง หญิงที่มีทุกข์ยากชายไถ่ตัวมาเลี้ยงให้เป็นภรรยา หรืออาจรวมถึงหญิงที่ถูกฉุดคร่ามาเป็นเมียและทาสรับใช้่

ตามกฏหมายภรรยาทั้ง 3 ประเภทนี้ จะมีกี่คนก็ได้ล้วนแต่ได้รับการยกย่องว่าเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฏหมายทั้งสิ้น การเปิดโอกาสให้ชายมีเมียได้หลายคนน่าจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ผู้หญิงยอมรับสถานะของตนต่ำกว่าผู้ชาย

นอกจากกฏหมายจะเอื้อให้ชายสามารถมีเมียได้หลายคนแล้ว ผู้ชายยังมีค่านิยมในการมีเมียหลายคน โดยเห็นว่าการมีเมียหลายคนเป็นการแสดงถึงฐานะทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคมชั้นสูง และฐานะทางการเมืองอีกด้วย ซึ่งค่านิยมดังกล่าวส่วนมากจะปรากฏอยู่ในหมู่ชนชั้นนาย เช่นสมัยอยุธยาและรัตนโกสินทร์ตอนต้น จะมีพระมเหสีหลายพระองค์ ประเพณีแบบนี้เกิดขึ้นเนื่องจากความต้องการเสริมอำนาจทางการมือง โดยเอาสตรีที่เป็นบุตรสาวของข้าราชการชั้นผู้ใหญ่มาเป็นเจ้าจอม

อ้างอิง

“ระบบผัวเดียวหลายเมียในสังคมไทย”. ดารารัตน์ เมตตาริกานนท์. ใน ศิลปวัฒนธรรม ฉบับมีนาคม 2528.

เผยแพร่ครั้งแรกในระบบออนไลน์ เมื่อ 2 เมษายน พ.ศ.2561

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...