โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ไทยเขย่า FTA 15 ฉบับ ปลุกการค้า ฝ่าเศรษฐกิจโลกถดถอย

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 06 ก.ค. 2565 เวลา 02.33 น. • เผยแพร่ 06 ก.ค. 2565 เวลา 02.33 น.

ข้อตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) เป็นเครื่องมือหนึ่งในการสร้างแต้มต่อให้กับประเทศต่าง ๆ ในการแข่งขันที่รุนแรงท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่เผชิญวิกฤตถดถอยในขณะนี้

ในส่วนของประเทศไทย ได้จัดทำ FTA ไปแล้ว 14 ฉบับ กับ 18 ประเทศ คิดเป็นสัดส่วน 63.5% ของมูลค่าการค้าไทยกับประเทศที่มี FTA หรือมีมูลค่าอยู่ที่ 342,959 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นการส่งออกมูลค่า 166,960 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 61.6% ของการส่งออกทั้งหมดของไทย และอีก 36.5% ของมูลค่าการค้าไทยกับประเทศที่ไม่มี FTA

FTA ฉบับล่าสุด

โดยล่าสุดไทยประกาศบังคับใช้ ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2565 และจากนั้นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ได้ประกาศเปิดการเจรจาจัดทำ ความตกลง FTA ไทยและสมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (European Free Trade Association : EFTA) เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2565 ที่ผ่านมา

โดยกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม FTA ไทย-EFTA รอบแรก เมื่อวันที่ 28-30 มิถุนายน 2565 ที่กรุงเทพฯ ใน 2 ระดับ คือ ระดับหัวหน้าคณะเจรจา โดยมีนางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศเป็นหัวหน้าคณะ และการเจรจากลุ่มย่อย โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของทั้ง 2 ฝ่ายเข้าร่วม

สำหรับการหารือรอบแรก ได้วางโครงสร้าง แนวทาง รูปแบบของการเจรจา ฝ่ายไทยเสนอให้ตั้งเป้าหมาย สามารถสรุปผลการเจรจาให้เสร็จสิ้นภายใน 2 ปี พร้อมทั้งกำหนดหัวข้อย่อย 16 หัวข้อ คือ การค้าสินค้า กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้าและความร่วมมือด้านศุลกากร การอำนวยความสะดวกทางการค้า มาตรการเยียวยาทางการค้า มาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช มาตรการอุปสรรคเทคนิคต่อการค้า การค้าบริการ การลงทุน พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ทรัพย์สินทางปัญญา

การแข่งขันทางการค้า การจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ การค้าและการพัฒนาที่ยั่งยืน ความร่วมมือด้านเทคนิคและการเสริมสร้างศักยภาพ ข้อบททั่วไป ข้อบทสุดท้าย และข้อบทเชิงสถาบัน และการระงับข้อพิพาท สำหรับการเจรจารอบต่อไปของเอฟทีเอฉบับนี้ มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 31 ต.ค.-4 พ.ย. 2565 ณ นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

กราฟฟิก เจรจาการค้า

แผน 5 ปี เจรจาการค้า

การโหมโรงเอฟทีเอไทย-EFTA ทำให้หลายฝ่ายตื่นตัวในการเร่งเครื่องมือนี้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ ซึ่งทางกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ มี แผนเจรจาการค้าระหว่างประเทศ 5 ปี ระหว่าง 2565-2570 โดยมีเป้าหมายเพิ่มมูลค่าทางการค้ากับคู่ค้า FTA ครอบคลุมกว่า 80% ภายในปี 2570 จากปัจจุบัน 63.5% ซึ่ง “จำเป็น” ต้องเปิดการเจรจา FTA ในความตกลงกรอบใหม่ ๆ และเร่งสรุปผลการเจรจาที่คั่งค้างอยู่ให้แล้วเสร็จ เพื่อให้มีผลบังคับใช้โดยเร็ว และต้องปรับปรุงแก้ไขให้มีความทันสมัยและสอดคล้องกับสถานการณ์การค้าโลกรวมทั้งหมด 15 ฉบับ

สำหรับกรอบเจรจาเดิมที่ต้องปรับปรุงแก้ไข เช่น FTA อาเซียน-จีน (ACFTA), อาเซียน-อินเดีย (AIFTA), อาเซียน-เกาหลีใต้ (AKFTA), อาเซียน-ญี่ปุ่น (AJFTA), อาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ (AANZFTA) โดยเฉพาะกรอบนี้ อยู่ระหว่างการเร่งปรับปรุงซึ่งเป้าหมายให้แล้วภายในปี 2565 นี้

ส่วนกรอบเจรจาที่ต้องเร่งสรุปผลของการเจรจา เช่น FTA ไทย-ปากีสถาน (PATHFTA), ไทย-ตรุกี (THTRFTA), ไทย-ศรีลังกา (SLTFTA), BIMSTEC เป็นกรอบความร่วมมือทางวิชาการและเศรษฐกิจระหว่าง 7 ประเทศในภูมิภาคอ่าวเบงกอล ประกอบด้วย บังกลาเทศ ภูฏาน อินเดีย เมียนมา เนปาล ศรีลังกา และไทย อาเซียน-สหภาพยุโรป

และสุดท้ายกรอบเจรจาใหม่ที่จะต้องผลักดันให้เกิดขึ้น เช่น FTA อาเซียน-แคนาดา, ไทย-สหภาพยุโรป (EU) ไทย-สมาคมการค้าเสรียุโรป (EFTA) ซึ่งประกอบด้วย สวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ ไอซ์แลนด์ และลิกเตนสไตน์, ไทย-สหราชอาณาจักร (UK), ไทย-สหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (EAFTA)

ขณะที่กรอบเจรจา FTA ไทย-สหราชอาณาจักร (UK) ภายหลังจากการแยกตัวจากสหภาพยุโรป ทั้ง 2 ฝ่ายมีเป้าหมายที่จะเจรจา FTA กับอังกฤษเพื่อรักษาสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ให้คงเดิม เช่นเดียวกับ FTA ไทย-สหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (EAFTA) ปัจจุบันก็อยู่ระหว่างการประสานเพื่อเปิดการเจรจา

ส่วน FTA อาเซียน-แคนาดา ที่เริ่มเปิดหารือกรอบเจรจาตั้งแต่ปี 2561 กระทั่งปี 2564 ได้ประกาศผลสำเร็จ และพร้อมเปิดเจรจารอบแรกในเดือนสิงหาคม 2565 นี้ ตั้งเป้าหมายเจรจาให้แล้วเสร็จภายใน 2 ปีนี้

ดันตั้งกองทุน FTA

อีกด้านหนึ่ง กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ได้วางมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ จากความตกลงเอฟทีเอ โดยนับจากเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2565 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการจัดตั้ง “กองทุนช่วยเหลือเพื่อการปรับตัวของภาคการผลิตและภาคบริการที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้า” (กองทุน FTA) ซึ่งกรมได้เตรียมยกร่าง “พ.ร.บ.กองทุนช่วยเหลือเพื่อการปรับตัวของภาคการผลิตและภาคบริการที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้า พ.ศ. …” หรือร่าง “พ.ร.บ.กองทุน FTA” แล้ว ตามที่คณะกรรมการนโยบายการบริหารทุนหมุนเวียน กระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นผู้เสนอ

ซึ่งในเร็ว ๆ นี้เตรียมจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้องต่อร่างกฎหมายดังกล่าว คาดว่าจะใช้เวลา 3-4 เดือน เพื่อปรับปรุงและนำร่าง พ.ร.บ.เสนอคณะรัฐมนตรี คณะกรรมการกฤษฎีกา และรัฐสภา ตามกระบวนการตรากฎหมายของไทยต่อไป

“สาระสำคัญของกองทุนนี้ รัฐบาลจะจัดสรรเงินงบประมาณใน 3 ปี รวม 5,000 ล้านบาท โดยเริ่มจากปีแรกจัดสรรให้ 1,000 ล้านบาท ปีที่ 2-3 ปีละ 2,000 ล้านบาท ส่วนแหล่งที่มาของรายได้มาจากการจัดเก็บค่าธรรมเนียม จากผู้ส่งออกที่ได้รับประโยชน์จากการเปิดเสรีทางการค้า ค่าธรรมเนียมจากผู้ขอหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า คาดว่าจะสามารถจัดเก็บได้ประมาณ 80 ล้านบาทต่อปี”

ขณะที่รูปแบบการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจาก FTA จะมี 2 รูปแบบ คือ เงินจ่ายขาด เช่น ค่าใช้จ่ายในการจัดหาที่ปรึกษา ฝึกอบรม และการตลาด เงินหมุนเวียน เช่น ค่าลงทุนต่าง ๆ ค่าเครื่องมือและอุปกรณ์ และค่าใช้จ่ายหมุนเวียน ส่วนแนวทางการใช้ประโยชน์จากกองทุน จะมีการตั้ง “หน่วยงานข้อกลาง” ซึ่งมีตัวแทนจากภาครัฐ เอกชน เกษตร วิชาการ และธนาคาร เพื่อเชื่อมโยงกลุ่มผู้ขอรับการช่วยเหลือในพื้นที่ต่าง ๆ กับกองทุน FTA และควรช่วยเหลือและให้คำปรึกษาด้านต่าง ๆ ด้วย รวมไปถึงการขอความช่วยเหลือด้วย

สถานะกองทุน FTA นี้จะมีลักษณะเป็น “กองทุนถาวร จะช่วยผู้ประกอบการได้รับผลกระทบ จากกองทุนรูปแบบเดิมที่รอรับงบประมาณประจำปี จึงถือเป็นทางออกสำคัญที่จะช่วยเหลือผู้ประกอบการได้อย่างแท้จริง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...