โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

รู้จักเกลือชมพู และวิธีบริโภคให้ปลอดภัยต่อสุขภาพ

อาวุโส โซไซตี้

เผยแพร่ 22 ส.ค. 2565 เวลา 08.41 น. • อาวุโสโซไซตี้
รู้จักเกลือชมพู และวิธีบริโภคให้ปลอดภัยต่อสุขภาพ

เกลือชมพู (Pink Himalayan Salt) หรือเกลือชมพูหิมาลายันเป็นเกลือชนิดหนึ่งที่มีสีชมพูจากแร่ธาตุที่อยู่ในเกลือ หลายคนเชื่อว่าเกลือชมพูมีแร่ธาตุที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่าเกลือทั่วไปที่ใช้ในครัวเรือน กลุ่มคนที่รักสุขภาพจึงนิยมบริโภคเกลือชนิดนี้

เกลือชมพูหิมาลายันขุดพบบริเวณเทือกเขาหิมาลัย ประเทศปากีสถาน มีการใช้เกลือชนิดนี้ปรุงอาหารและถนอมอาหารอย่างแพร่หลายในประเทศ อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันยังไม่มีงานวิจัยที่ศึกษาประโยชน์ของเกลือชมพูมากนัก บทความนี้จึงได้รวบรวมข้อมูลที่ควรรู้เกี่ยวกับเกลือชมพูและการบริโภคเกลือชมพูแบบไม่ทำลายสุขภาพมาฝากกัน

เกลือชมพูหิมาลายันมีประโยชน์จริงหรือ

เกลือชมพูมีองค์ประกอบทางเคมีคือโซเดียมคลอไรด์ (Sodium Chloride) และมีรสชาติเค็มกว่าเกลือทั่วไปที่ใช้ในครัวเรือน แต่มีปริมาณโซเดียมต่ำกว่า โดยเกลือทั่วไปปริมาณ 1/4 ช้อนชามีโซเดียม 581 มิลลิกรัม ขณะที่เกลือชมพูปริมาณเท่ากันมีโซเดียม 388 มิลลิกรัม จึงอาจทำให้ใช้เกลือน้อยลงในการปรุงรสอาหารและช่วยลดการบริโภคโซเดียมได้

หลายคนเชื่อว่าเกลือชมพูอาจช่วยรักษาสมดุลความเป็นกรดด่าง (pH) ในร่างกาย ชะลอความแก่ ช่วยในการนอนหลับ ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และช่วยให้โรคระบบทางเดินหายใจดีขึ้น แต่ในปัจจุบันยังขาดงานวิจัยที่สามารถยืนยันได้ว่าเกลือชมพูมีสรรพคุณเหล่านี้จริง

นอกจากนี้ เกลือชมพูประกอบด้วยแร่ธาตุหลากหลายชนิดกว่าเกลือแกงทั่วไป เช่น โพแทสเซียม แคลเซียม แมกนีเซียม ธาตุเหล็ก และซิงค์ (Zinc) อย่างไรก็ตาม แร่ธาตุในเกลือชมพูมีปริมาณไม่มากพอที่จะช่วยเสริมสร้างสุขภาพ หากจะได้รับประโยชน์จากแร่ธาตุเหล่านี้ ต้องรับประทานเกลือชมพูมากกว่า 30 กรัม ซึ่งสูงเกินกว่าปริมาณโซเดียมที่ควรได้รับต่อวัน ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพมากกว่าได้ประโยชน์

จากข้อมูลที่มีอยู่ในปัจจุบัน ไม่มีงานวิจัยที่ศึกษาเปรียบเทียบประโยชน์ของเกลือแกงและเกลือชมพูที่เพียงพอ ดังนั้น นักวิจัยจึงเชื่อว่าประโยชน์ที่ได้จากการบริโภคเกลือหิมาลายันไม่ได้ต่างจากการบริโภคเกลือแกงทั่วไป

บริโภคเกลือชมพูหิมาลายันอย่างไรให้พอดี

เกลือชมพูมีขายทั่วไปทั้งชนิดหยาบและชนิดป่นละเอียด สามารถนำมาปรุงอาหารเพื่อเพิ่มรสเค็มได้เหมือนการใช้เกลือแกง เช่น หมักเนื้อสัตว์ ปรุงรสอาหารจานผัดหรือต้ม โดยหากบริโภคเกลือชมพูในปริมาณที่เหมาะสมมักไม่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ

ความต้องการโซเดียมต่อวันจะแตกต่างกันไปในแต่ละคนขึ้นกับเพศ อายุ และสภาวะของร่างกาย เช่น ผู้ที่อายุ 19–30 ปี เพศชายควรได้รับโซเดียม 500–1,475 มิลลิกรัมต่อวัน เพศหญิงควรได้รับ 400–1,200 มิลลิกรัมต่อวัน ผู้ที่อายุ 31–70 ปี เพศชายควรได้รับโซเดียม 475–1,450 มิลลิกรัมต่อวัน เพศหญิงควรได้รับ 400–1,200 มิลลิกรัมต่อวัน โดยเกลือป่น 1 ช้อนชา มีโซเดียม 2,000 มิลลิกรัม

เกลือชมพูที่วางขายอาจมีปริมาณโซเดียมต่างกัน ก่อนบริโภคจึงควรอ่านปริมาณโซเดียมที่ระบุไว้ในฉลากก่อนเสมอ โดยเกลือบดละเอียดอาจมีโซเดียมสูงกว่าเกลือหยาบ และควรใส่เกลือเพียงเล็กน้อย แม้จะมีปริมาณโซเดียมต่ำกว่าเกลือแกงแต่เกลือชมพูมีความเค็มสูง หากบริโภคมากไปอาจได้รับโซเดียมมากเกินความต้องการของร่างกาย และอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพ เช่น

  • การคั่งของเกลือและน้ำในอวัยวะต่าง ๆ ที่ทำให้ใบหน้า แขน ขาบวม และน้ำหนักเกิน
  • ความดันโลหิตสูง
  • เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ เช่น ภาวะหัวใจโต (Enlarged Heart Muscle) หัวใจล้มเหลว (Heart Failure) โรคหลอดเลือดสมอง และโรคไต

ทั้งนี้ การบริโภคเกลือชมพูอาจนำไปสู่ภาวะขาดไอโอดีน เนื่องจากเกลือชมพูมักไม่ผ่านกระบวนการเติมไอโอดีนในการแปรรูปเหมือนเกลือแกง จึงมีไอโอดีนน้อยกว่า ซึ่งไอโอดีนจำเป็นสำหรับการทำงานของต่อมไทรอยด์และการเผาผลาญของเซลล์ในร่างกาย หากบริโภคเกลือชมพูเพียงอย่างเดียวต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน อาจทำให้ร่างกายขาดไอโอดีนได้

บางคนอาจนำเกลือชมพูมาทำเป็นโคมไฟหินเกลือหิมาลัย (Himalayan Salt Lamps) ซึ่งเชื่อกันว่าช่วยปรับอารมณ์ ช่วยให้นอนหลับดีขึ้น และช่วยกรองอากาศในห้องหรือในบ้านให้สะอาดขึ้น แต่ยังไม่มีผลการศึกษาที่ยืนยันได้ว่าการใช้โคมไฟหินเกลือจะมีประโยชน์ในด้านต่าง ๆ เหล่านี้ได้จริง

เกลือชมพูที่หลายคนเชื่อว่ามีประโยชน์ต่อสุขภาพหลายด้าน ในปัจจุบันยังขาดผลการวิจัยที่เพียงพอในการยืนยันสรรพคุณต่าง ๆ ดังนั้น การรับประทานเกลือแกงทั่วไปก็ทำให้ร่างกายได้รับประโยชน์ไม่ต่างจากเกลือชมพู โดยเฉพาะไอโอดีนในเกลือแกงที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ผู้ที่บริโภคเกลือชมพูควรรับประทานอาหารที่มีไอโอดีนเช่น สาหร่ายและปลา เพื่อป้องกันภาวะขาดไอโอดีน

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : พบแพทย์ (pobpad.com)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...