โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาจารย์คึกฤทธิ์ กับจิตร ภูมิศักดิ์ วินิจฉัย “ใครคือขอม”?

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 20 ก.พ. 2566 เวลา 07.55 น. • เผยแพร่ 17 ก.พ. 2566 เวลา 22.09 น.
ขบวนแห่ของชาวสยามหรือ “เสียมก๊ก” สุจิตต์ วงษ์เทศ เคยกล่าวว่า คนกลุ่มนี้เป็นพวกที่อยู่รัฐและบ้านเมืองบริเวณสองฝั่งโขงที่เป็นเครือญาติใกล้ชิดสนิทสนมของกษัตริย์กัมพูชาในยุคนั้น ไม่ใช่ “กองทัพเมืองขึ้นของขอม” ตามคำอธิบายของนักวิชาการเจ้าอาณานิคมตะวันตก

ขอม เป็นชื่อยกย่องที่คนไทยใช้เรียกคนกลุ่มหนึ่งมาแต่โบราณกาลก่อนสมัยกรุงศรีอยุธยา แต่ไม่รู้แน่ว่าเป็นคนกลุ่มไหน.

ครั้นถึงสมัยกรุงศรีอยุธยาจึงมีเอกสาร เช่นกฎมณเฑียรบาลเรียกเขมร ว่า ขอม แล้วใช้เรียกสืบเนื่องมาถึงปัจจุบัน.

แต่น่าประหลาดที่เขมรไม่รู้จักขอมและไม่ยอมรับว่าตนคือขอม.

ผมถามชาวบ้านเขมรทั้งที่พนมเปญและที่เสียมเรียบ ทั้งที่นครวัดและที่นครธมก็ไม่มีใครรู้จักขอม มีแต่พวกเรียนหนังสือระดับมหาวิทยาลัยในพนมเปญเป็นบางกลุ่มเท่านั้นที่เคยได้ยินเรื่องขอม. แต่พวกเขาไม่ได้บอกว่าเขมรเป็นขอม เมื่อถูกถามก็มักหัวเราะอย่างเป็นสุขแล้วย้อนว่า;

“คนไทยอยากให้เขมรเป็นขอมใช่ไหม?”.

ผมเขียนเรื่องอาจารย์คึกฤทธิ์วินิจฉัย “ใครคือขอม?” ลงใน “สุดสัปดาห์” และ…แต่เกิดปัญหาทาง “เทคนิค” ทำให้ข้อความเกิดวิกฤตอยู่ผิดที่ผิดทางจนอ่านแล้วจับไม่ได้ใจความเรื่อง “ขอม” อันเป็นประเด็นทางวิชาการด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดีทั้งของประเทศไทยเองและของภูมิภาคอุษาคเนย์ จึงขอยกมาใหม่มีเรื่องราวความเป็นมาดังต่อไปนี้

เมื่อ พ.ศ. 2521 อาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เคยเขียนเรื่องเกี่ยวกับ “ขอมสบาดโขลญลำพง” ลงคอลัมน์ในสยามรัฐรายวัน

ชื่อ “ขอมสบาดโขลญลำพง” มีอยู่ในจารึกวัดศรีชุมสมัยสุโขทัย ตำราประวัติศาสตร์ไทยถือว่าคนผู้นี้เป็น “ผู้ร้าย” เพราะไม่ใช่ “คนไทย” แต่เป็น “เขมร” แท้ๆ ที่กษัตริย์เขมรส่งมาปกครองไทยอยู่เมืองลพบุรีแล้วยกทัพไปชิงเมืองสุโขทัย (รัฐในอุดมคติของคนไทย).

ช่วง พ.ศ. 2521 ม.จ. จันทร์จิรายุ รัชนี (พ. ณ ประมวญมารค) “กวีนักวิชาการ” ทรงเห็นต่างออกไปว่า “ขอมสบาดฯ” ไม่ใช่ “ขอม” หรือ “เขมร” ที่ไหน, แต่เป็น “เครือญาติ” เชื้อสายราชวงศ์ศรีนาวนำถมที่สถาปนาแคว้นศรีสัชนาลัย-สุโขทัยนั้นแหละ, การไปชิงราชสมบัติที่สุโขทัยก็เป็นเรื่องแย่งราชสมบัติกันเองในหมู่ “เครือญาติ” เรื่องนี้เป็นเหตุให้นักประวัติศาสตร์กับนักโบราณคดีสมัยนั้นทักท้วงและถกเถียงเป็นการใหญ่.

อาจารย์ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช เข้าร่วมวงด้วย, แต่ท่านไม่ได้เถียงกับใคร, หาก “ชี้ทางบรรเทาทุกข์” ให้นักวิชาการเก็บไปพิจารณา, โดยเขียนบทความตามลีลาลงคอลัมน์ข้างสังเวียนในสยามรัฐ, ฉบับประจำวันที่ 26 เมษายน 2521. ขอคัดตัดทอนมาเฉพาะตอนสำคัญดังต่อไปนี้

“ขอมคืออะไร?”

ความคิดหรือคติที่มีมาแต่โบราณนั้นเชื่อกันว่า ขอมเป็นเชื้อชาติ.

บางท่านก็ว่าขอมคือเขมร

บางท่านก็ว่าไม่ใช่ เป็นคนละเชื้อชาติกับเขมร.

เห็นไหมครับว่าขึ้นต้นก็ยุ่งกันเสียแล้ว ถ้าถือว่าขอมหมายถึงคนเชื้อชาติ หนึ่งก็ไม่รู้กันเสียแล้วว่าขอมเป็นคนเชื้อชาติใด.

คำว่าขอมนั้นมีใช้อีกที่หนึ่งคือหนังสือขอม.

หนังสือขอมนี้หน้าตาเหมือนหนังสือเขมร แต่ก็ไม่ใช่หนังสือเขมร ความจริงเป็นตัวหนังสือชนิดหนึ่งซึ่งตั้งขึ้นตรงกับอักขรวิธีของหนังสือเทวนาครี แต่ผิดกันในรูปร่าง และได้ปรับปรุงมาใช้เขียนให้ออกเสียงชื่อต่างๆ หรือคำพูดต่างๆ ตามสำเนียงไทยได้

อย่างไรก็ตาม หนังสือขอมนั้นปรากฏว่าใช้อยู่ในศิลาจารึกทางศาสนาพราหมณ์อยู่มาก และต่อมาในเมืองไทยก็ใช้เขียน หรือจารใบลานในคัมภีร์ศาสนา เรื่องทางโลกแล้วไม่ใช่หนังสือขอมเลย.

ผมจึงคิดว่าหนังสือและภาษาขอมเป็นตัวหนังสือกลางและภาษากลางของศาสนาใด ศาสนาหนึ่งในภูมิภาคนี้ของโลก ฝรั่งเรียกว่า Lingua France คือภาษาฝรั่ง ซึ่งใช้เป็นภาษากลางในยุโรปสมัยโบราณหรือภาษาละตินซึ่งเคยใช้เป็นภาษากลางของศาสนาคริสต์ในสมัยโบราณ.

ศาสนาซึ่งมีภาษาและหนังสือขอมเป็นสื่อกลางก็คือศาสนาฮินดู ซึ่งจะเรียกว่าศาสนาพราหมณ์ก็ได้ แต่ผมเห็นว่าออกจะไขว้เขวไป.

ในมหาอาณาจักรเขมรที่มีศูนย์อยู่ที่พระนครหลวงหรือนครธมนั้น ศาสนาฮินดูเป็นศาสนาที่สำคัญมาก เพราะพระเจ้าแผ่นดินเขมรนั้น ได้รับสมมุติขึ้นเป็นพระเป็นเจ้าในศาสนาฮินดู คือ พระวิษณุบ้าง พระศิวะบ้าง หนังสือที่ใช้ในศาสนาฮินดูก็เป็นหนังสือขอมทั้งนั้น.

อีกศาสนาหนึ่งที่คู่เคียงกับศาสนาฮินดูจนเกือบจะเรียกว่าแยกกันไม่ออกก็คือ ศาสนาพุทธนิกายมหายาน.

ศาสนานี้ก็ใช้หนังสือขอมเช่นเดียวกัน.

คนไทยเรานั้นเรียกคนตามศาสนามากกว่าเชื้อชาติมานานแล้ว.

เพิ่งจะมาเปลี่ยนแปลงเรียกกันตามเชื้อชาติเมื่อไม่นานมานี้.

สมัยก่อนคนไทยที่นับถือศาสนาอิสลามก็เรียกว่าแขก ซึ่งเจ้าตัวก็ยอมรับ ไม่เดือดร้อน.

คนไทยที่นับถือศาสนาคริสต์ก็เรียกว่าฝรั่ง.

ครั้งหนึ่งพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง ปิยมหาราช เสด็จพระราชดำเนินไปยังภาคใต้.

มีกระทาชายนายหนึ่งแต่งตัวสำหรับเข้าเฝ้าเจ้านายถูกธรรมเนียมไทย คือนุ่งผ้าโจงกระเบน คาดผ้ากราบใต้ราวนม ทะมัดทะแมง เข้ามาเฝ้าลงกราบถวายบังคมตามแบบไทย แล้วกราบบังคมทูลว่า.

“พ้มเป็นฝรั่ง”.

เพราะแกนับถือศาสนาคริสต์

ก็ในสมัยกรุงสุโขทัยนั้น คนในเมืองไทยคงจะยังมีที่นับถือศาสนาฮินดูหรือศาสนาพราหมณ์กันอยู่มาก เทวสถานนั้นมีอยู่ในเมืองหลวงใหญ่ๆ ทุกแห่ง เช่นที่ลพบุรี สุโขทัย ส่วนทางภาคอีสานนั้นเทวสถานต่างๆ ที่เรียกกันว่าปราสาทหินในปัจจุบันนี้ก็คงยังไม่ร้าง ยังคงเป็นศาสนาสถานที่มีชีวิตอยู่”

ขณะเดียวกัน คนไทยที่นับถือศาสนาพุทธก็คงมีมาก จากศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงก็เห็นได้ว่าทรงส่งเสริมศาสนาพุทธนิกายหินยานจากลังกา.

เมื่อมีคนสองศาสนาอยู่ร่วมกันอย่างนี้ คนไทยที่นับถือพุทธก็คงจะบัญญัติศัพท์เอาไว้เรียกคนที่นับถือศาสนาฮินดูหรือศาสนาพราหมณ์ จะเรียกว่าฮินดูคงไม่ได้ เพราะเป็นศัพท์ที่บัญญัติขึ้นมาภายหลัง จะเรียกว่าพราหมณ์ก็ไม่ได้ เพราะคนที่อยู่ศาสนานั้นไม่ได้อยู่ในวรรณะพราหมณ์ไปทั้งหมด.

เมื่อไม่รู้จะเรียกว่าอะไรก็เลยเรียกว่าขอม ตามหนังสือที่ใช้ในคัมภีร์ของศาสนาพราหมณ์มาก่อน.

คำว่าขอมจึงมิได้ใช้ตามเชื้อชาติ แต่ใช้ตามศาสนา.

ใครนับถือศาสนาพราหมณ์ก็เรียกว่าขอมนั่นขอมนี่.

ขอมวามเทพมุนี เอ้า! อยู่ที่เสาชิงช้านั่นปะไร เป็นไทยแท้ๆ ไม่ได้เป็นเขมรสักนิด.

ขอสบาดลำพง จึงอาจเป็นไทยก็ได้ แต่เป็นไทยที่นับถือศาสนาพราหมณ์ ไม่จำเป็นต้องเป็นเขมร.

ถ้าเราจะตกลงกันในความหมายของคำว่าขอมอย่างที่ผมเสนอมานี้.

แต่แกก็อาจเป็นเขมรก็ได้อีก เพราะไม่ถือเอาเชื้อชาติเป็นใหญ่ ถือกันตามศาสนาแล้ว ไทยหรือเขมรที่นับถือศาสนาพราหมณ์ เราก็เรียกกันว่าขอมทั้งนั้น.

พระเจ้าอู่ทองท่านก็คงทรงใช้เกณฑ์ศาสนานี้ เมื่อตรัสว่า “ขอมแปรพักตร์” เพราะตอนนั้นพระเจ้าแผ่นดินเขมรยังนับถือศาสนาหมณ์.

ถ้าเราจะตกลงกันตามที่ผมเสนอมานี้ได้ ปัญหาที่ว่าขอมคืออะไรหรือใคร ก็คงจะหมดไป…”

———–

ประเด็นสำคัญที่อาจารย์คึกฤทธิ์ชี้แนะไว้ก็คือ คำว่าขอมจึงมิได้ใช้ตามเชื้อชาติ แต่ใช้ตามศาสนา. เรื่องนี้อาจขยายให้กว้างออกไปอีกได้ว่า คำว่าขอมไม่ใช่ชื่อเชื้อชาติ แต่เป็นชื่อทางวัฒนธรรม, ซึ่งสอดคล้องกับสภาพสังคมและวัฒนธรรมในสมัยนั้นอย่างยิ่ง มีหลักฐานสนับสนุนดังต่อไปนี้ :

หลักฐานเก่าสุดที่พูดถึง “ขอม” คือจารึกวัดศรีชุมสมัยสุโขทัยที่อ้างถึงข้างต้น. จารึกหลักนี้มีคำว่า “ขอม” สองแห่ง, แห่งหนึ่งคือ “ขอมสบาดโขลญลำพง”, ส่วนอีกแห่งหนึ่งคือ “ขอมเรียกพระธม” (เมื่อพรรณนาพระสถูปใหญ่ที่ปัจจุบันเรียก “พระปฐมเจดีย์”) ทั้งสองแห่งไม่ได้หมายถึงเขมร แต่หมายถึงคนในบ้านเมืองแห่งหนึ่งในบริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาที่เข้าใจว่าหมายถึงเมืองละโว้ (ลพบุรี).

ชาวละโว้โบราณไม่ใช่เขมร แต่ก็ไม่ใช่พวกสยามหรือพวกไทย. ภาพสลัก ที่นครวัดมี “กองทัพละโว้” อยู่หลัง “กองทัพสยาม” ซึ่งล้วนไม่ใช่เขมร แต่อาจมีชาวเขมรเป็นประชากรอยู่ในบ้านเมืองเหล่านี้ได้. แต่ราชสำนักละโว้โบราณเป็น “เครือญาติ” ที่ใกล้ชิดกับราชสำนักเขมรมาก, นอกจากจะเคยนับถือศาสนาฮินดูจากเขมรแล้ว, ยังเคยนับถือพระพุทธศาสนาลัทธิมหายานที่แพร่มาจากเขมรด้วย, ดังมีพระปรางค์สามยอดเป็นพยาน, การนับถือฮินดูและพุทธมหายานย่อมได้รับยกย่องจากคนอื่นๆ ให้เป็น “ขอม” ได้. เรื่องนี้ จิตร ภูมิศักดิ์ เคยตรวจสอบเอกสารมอญ-พะม่าแล้วพบว่าฝ่ายมอญ-พะม่าเรียกชาวละโว้เมื่อราว พ.ศ. 1600 ว่า “ขอม”.

ต่อมาเมื่อละโว้เปลี่ยนมานับถือพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์แล้วเป็นส่วนหนึ่งของกรุงศรีอยุธยา ชื่อ “ขอม” ก็เลื่อนไปหมายถึงเขมร ดังมีชื่ออยู่ในกฎมณเฑียรบาลที่ตราขึ้นสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ.

ผมอ่านบทความชิ้นนี้ครั้งแรกตั้งแต่ตอนสายวันที่ตีพิมพ์ในสยามรัฐเมื่อ วันที่ 26 เมษายน 2521. เมื่ออ่านจบก็ยกมือประนมขึ้นท่วมหัวถึงอาจารย์ คึกฤทธิ์, เพราะท่านช่วย “ชี้ทางบรรเทาทุกข์” อย่างยิ่งใหญ่ให้ผมเข้าใจปมสำคัญของประวัติศาสตร์, ไม่ใช่แค่ประวัติศาสตร์ไทย แต่เป็นประวัติศาสตร์ของภูมิภาคทีเดียว.

เพื่อน้อมรำลึกและอาลัยคุณูปการของอาจารย์คึกฤทธิ์ที่มีต่อสังคมสยาม จึงขอเผยแพร่เรื่องนี้ไว้เป็นหลักฐาน และขอเชิญชวนท่านที่สนใจช่วยกันศึกษาค้นคว้าให้กว้างขวางออกไปอีก.

ที่ผมอ้างถึง จิตร ภูมิศักดิ์ เพราะได้อ่านงานค้นคว้าสำคัญอีก เล่มหนึ่งชื่อ “ข้อเท็จจริงว่าด้วยชนชาติขอม” (หนังสือบางๆ เล่มนี้จิตรเขียนต่อจากเรื่อง “ความเป็นมาของคำสยาม ไทย, ลาวและขอมฯ”) เพิ่งพิมพ์ครั้งแรก (โดยสำนักพิมพ์ไม้งาม) เมื่อ พ.ศ. 2525. เมืองบ่อยาง (บรรณาธิการสำนักพิมพ์) เขียนอธิบายว่าต้นฉบับเรื่องนี้จิตรคงเขียนขึ้นในช่วงปลายของชีวิตที่ได้อาศัยอยู่ในเมือง (พ.ศ. 2507-2508) หลังออกจากคุกแล้ว?

อาจารย์คึกฤทธิ์เขียนเรื่องขอมลงในคอลัมน์สยามรัฐรายวันโดยไม่เคยรู้มาก่อนว่าจิตรเขียนไว้แล้ว และตอนนั้นก็ยังไม่เคยมีใครได้อ่านงานเรื่องนี้ของจิตร เพราะเพิ่งตีพิมพ์เผยแพร่เมื่อ พ.ศ. 2525 เป็นเวลา 4 ปีหลังจากอาจารย์คึกฤทธิ์เขียนคอลัมน์เผยแพร่ไปแล้ว, เหตุที่ผมสนใจเรื่องช่วงเวลาตอนนี้ เพราะสาระสำคัญเรื่องขอมเกือบจะตรงกันทีเดียว.

จิตรบอกว่า “เขมรส่ายหน้าบอกว่าขอมไม่ใช่ชื่อของเขา, ไทยและลาวเอาไปยัดเยียดให้เขาต่างหาก; แต่ไทยและลาวผู้เรียกนั้นเองก็ถูกชาติอื่นเรียกตนว่าขอม (กะหลอม) เข้าให้อีกด้วย” จากนั้น จิตรก็อธิบายว่า

“การ กรอม หรือขอม มีความหมายหลายอย่างในหลายภาษานี้ เราไม่มีหน้าที่จะต้องไปพยายามทำให้มันมีความหมายตรงกันให้หมด, ไม่ต้องใช้อคติ หรืออุปาทานทางพงศาวดารกำหนดว่า ขึ้นชื่อว่าขอมแล้วจะต้องหมายถึงชนชาตินั้นหรือชนชาตินี้แต่เพียงชาติเดียวและตายตัว เราควรศึกษาไปตามความเป็นจริง, วิเคราะห์ข้อมูลในตำนานหรือพงศาวดารโดยให้สัมพันธ์กับพัฒนาการของสังคม, แล้วปัญหายุ่งยากสับสนทั้งปวงก็จะค่อยๆ คลี่คลายเผยคำตอบ ออกมาว่าเหตุใดมันจึงเป็นเช่นนั้นโดยไม่ยากนัก”.

จิตรยังอธิบายอีกว่า แกนความหมายของขอมและกัมโพชในตํานานล้านนา คงหมายถึงขอมพวกที่พูดภาษาเขมรเป็นหลัก รวมทั้งข่าด้วย. แต่เมื่อเรียกโดยทั่วไปแล้วก็คงจะเหมารวมคลุมไปถึงชนชาติอื่นๆ บรรดาที่มีอยู่ในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนบนด้วย โดยเฉพาะพวกที่ผิวพรรณและวัฒนธรรมผสานกลืนกับขอม. ถึงคนไทยอโยธยาที่มีอยู่ใต้ละโว้ลงมาตลอดไปจนแถบตะวันตกคือสุพรรณภูมิ ก็คงจะถูกเรียกรวมๆ เป็นขอมไปด้วย. ข้อนี้คงจะเหมือนกับความเข้าใจทางมอญพะม่า ที่จดพงศาวดารและทำจารึกไว้ถึงเรื่องของกรอม/ คฺยวม จากอโยธยาซึ่งยกทัพไปตีเมืองสะเทิม ในระยะใกล้เคียงกัน, พวกนั้นก็ปรากฏตามพงศาวดารมอญว่าเป็น กองทัพไทยด้วย หรืออย่างน้อยก็มีแม่ทัพเป็นคนไทย. คนเหล่านี้ถูกเรียกว่า กรอม/คฺยวม/กัมโพช (ขอม) หมด.

“นี่เราก็ต้องสรุปว่า ในปลายศตวรรษที่ 16 นั้น ชนในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนบนนี้ จะเป็นชนชาติอะไรบ้างก็ตามแต่ ตกว่าอยู่บริเวณละโว้-อโยธยาแล้ว พะม่า มอญ ไทยล้านนา เป็นเรียกเหมาว่า ขอมหมดทั้งสิ้น. แม้ไตลื้อและไทใหญ่ก็เชื่อว่าได้เรียกคนที่บริเวณนี้ ว่ากะหลอม (กรอม) มาแต่ครั้งนั้นแล้วเช่นกัน”

ทีนี้ท่านผู้อ่านคิดว่า “ใครคือขอม?” ล่ะ.

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!!สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 15 สิงหาคม 2565

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...