โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

จิตวิญญาณเทพยุทธ์สยบเทวะ

นิยาย Dek-D

อัพเดต 26 พ.ค. 2567 เวลา 11.05 น. • เผยแพร่ 26 พ.ค. 2567 เวลา 11.05 น. • Kawebook
ในโลกที่ผู้ฝึกยุทธ์และวิญญาณมีสถานะสูงส่ง ทว่าร่างใหม่ของเขากลับไม่สามารถฝึกปราณได้ แต่แล้วทุกอย่างก็เปลี่ยนไป เมื่อเขาได้รับแก่นวิญญาณจากสัตว์อสูรที่จะช่วยให้เขาเป็นได้ทั้งผู้ฝึกยุทธ์และผู้ฝึกวิญญาณ

ข้อมูลเบื้องต้น

ประพันธ์โดย : 禹枫 (Yǔ fēng) (ผู้เขียนเรื่องเดียวกับ เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า)
แปลและเรียบเรียงโดย : เจริญกิจ ชีวินรุ่งโรจน์
เจ้าของลิขสิทธิ์ต้นฉบับ : Nanjing Popular Netbools Cultrue Co.,Ltd (逐浪)
ลิขสิทธิ์ฉบับภาษาไทยถูกต้องโดย : Glory Forever Pubic Co.,LTD

โลกที่ปราณวิญญาณเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้ฝึกยุทธ์และผู้ฝึกวิญญาณ “หลู่เส่าโหย่ว” กลับข้ามมิติมาเป็นนายน้อยไร้ค่า ไม่มีปราณวิญญาณที่จะฝึกตน ทำให้สถานะของเขาต่ำต้อยยิ่งกว่าคนรับใช้ ถูกทุบตีจนเสียชีวิตไม่พอ ยังถูกนำร่างมาโยนทิ้งที่หน้าผา ตกลงมาในแม่น้ำอันหนาวเหน็บ
.
.

ขณะที่กำลังหาทางเอาตัวรอด เขากลับเข้าไปพัวพันในการต่อสู้ของสัตว์อสูร ที่ทำให้ชีวิตของชายหนุ่มไร้ปราณพลิกผัน ร่ายกายเกิดการเปลี่ยนแปลง กลายเป็นผู้ฝึกยุทธ์และผู้ฝึกวิญญาณไปพร้อมๆกัน อีกทั้งการสั่งสอนจากชายชราลึกลับที่จะช่วยให้เขาได้บรรลุเป้าหมายในการเป็นผู้แข็งแกร่งในโลกนี้
.
.

เส้นทางการก้าวขึ้นสู่ผู้แข็งแกร่ง ครอบครองอำนาจที่สั่นคลอนทั้งฟ้าดินของเขาได้เริ่มขึ้นแล้ว!

.

แนะนำนิยายสนุก ‘สุดมันส์’อยากอ่านเรื่องไหน กดที่รูปได้เลย

เรื่องของโชค?

“เอ่อ…นี่ข้าอยู่ที่ไหนกัน?”

หลู่เส่าโหย่วส่ายศีรษะอันหนักอึ้ง เขาสัมผัสได้ว่ารอบตัวนั้นเต็มไปด้วยน้ำ ความเจ็บปวดทางร่างกายทำให้การรับรู้ของเขาด้านชา เพียงแค่ลมหนาวพัดผ่าน ร่างของเขาก็สั่นสะท้านขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้

เมื่อนึกถึงสภาพตัวเองในตอนนี้ หลู่เส่าโหย่วก็รู้สึกขนหัวลุกและลืมตาขึ้นมาอย่างรวดเร็ว แต่กลับพบเพียงความมืดมิด เขาอาศัยแสงจันทร์จางๆ บนท้องฟ้าจึงทำให้รู้ว่าตอนนี้ตัวเองกำลังอยู่ในแม่น้ำ

“โอ๊ย!”

เสียงร้องแห่งความเจ็บปวดดังขึ้น หลู่เส่าโหย่วรู้สึกถึงพลังบางอย่างที่กำลังแทรกซึมเข้าไปในจิตใจของตน ความเจ็บปวดนั้นทำให้เขาหมดสติไป

ตอนที่ฟ้าเริ่มสาง หลู่เส่าโหย่วจึงค่อยๆ รู้สึกตัว และเมื่อนึกถึงภาพเหตุการณ์ที่ปรากฏขึ้นในความทรงจำ ก็แทบจะทำให้เขาหมดสติไปอีกครั้ง

“นี่โชคดีหรือโชคร้ายกัน ดันข้ามมิติมาต่างโลก นี่ข้าไม่ได้ฝันไปใช่ไหม” หลู่เส่าโหย่วมองดูรอบด้านจากการที่เขาอ่านนิยายข้ามมิติไปต่างโลกมามากมาย ประกอบกับภาพเหตุการณ์ที่ปรากฏขึ้นในความทรงจำ นั่นก็ทำให้เขารู้ว่าตัวเองได้ข้ามมิติมาที่โลกนี้แล้วจริงๆ โอกาสที่จะข้ามมิติได้นั้นยากยิ่งกว่าถูกลอตเตอรี่รางวัลที่หนึ่งเสียอีก แต่เขากลับได้เจอเรื่องเหล่านี้กับตัวเอง

เมื่อหลู่เส่าโหย่วนึกย้อนกลับไป เขานั้นเรียนจบมาจากมหาวิทยาลัยธรรมดา มีหน้าที่การงานทั่วไป แต่ในตอนที่เขาช่วยเถ้าแก่เนี้ยถ่ายเอกสารนั้นดันเกิดกระแสไฟฟ้ารั่วไหล ด้วยโชคของเขานั่นเองที่ทำให้เขาข้ามมิติมายังโลกนี้

ชาติที่แล้วเขานั้นไร้ซึ่งอนาคต การได้ข้ามมิติมาก็ย่อมเป็นเรื่องดีแล้ว ไม่แน่ว่าในชาตินี้เขาอาจมีชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเดิม ตามนิยายต่างโลกที่เขาเคยอ่าน คนที่ข้ามมิติมานั้นต่างก็ไม่มีใครมีชีวิตย่ำแย่ หากไม่มีภรรยาหลายคน ก็เป็นผู้โดดเดี่ยวที่แข็งแกร่งหรือแย่ที่สุดก็อาจเป็นเพียงคนร่ำรวยธรรมดา แต่ว่าตัวเขาคงไม่โชคร้ายถึงขนาดนั้นหรอก

หลังจากแน่ใจแล้วว่าตัวเองข้ามมิติมา หลู่เส่าโหย่วก็ไม่มีความเสียใจเลยแม้แต่น้อย กลับรู้สึกว่าตัวเองได้รับการปลดปล่อย เพราะชาติก่อนเขาเป็นเพียงแค่คนธรรมดาที่ไร้ซึ่งอนาคต

“ที่นี่คือที่ไหนกัน ทำไมข้าถึงข้ามมิติมาอยู่ในสถานที่เฮงซวยเช่นนี้” หลู่เส่าโหย่วสังเกตรอบตัว และเริ่มนึกถึงความทรงจำในจิตใจที่ไม่ใช่ของตัวเขาเอง

เพียงครู่หนึ่ง หลู่เส่าโหย่วก็รู้สึกอยากจะฆ่าตัวตายขึ้นมาเพื่อดูว่าเขาจะสามารถข้ามมิติได้อีกครั้งหรือไม่ คนอื่นเขาข้ามมิติมาเป็นนายน้อยหรือเจ้าชายผู้เกิดมาในตระกูลใหญ่ที่แข็งแกร่ง ไม่ก็กลายเป็นลูกหลานของผู้มีอำนาจ

แม้เจ้าของร่างที่เขาข้ามมิติมาสิงสู่นั้นก็มีศักดิ์เป็นนายน้อยเช่นเดียวกัน และที่น่าแปลกใจคือชายหนุ่มผู้นี้ก็มีนามว่าหลู่เส่าโหย่วเหมือนกันกับเขา ปีนี้มีอายุสิบหกปี แต่นายน้อยคนนี้กลับเป็นลูกนอกสมรส ทำให้สถานะในตระกูลต่ำต้อยยิ่งกว่าคนรับใช้ แม้แต่แม่ของเขาก็ยังเป็นคนรับใช้ในตระกูล ซึ่งภายหลังจากการให้กำเนิดหลู่เส่าโหย่วก็โดนคู่สมรสคนก่อนกดขี่ข่มเหง มีชีวิตย่ำแย่ยิ่งกว่าคนรับใช้เสียอีก

สองแม่ลูกคู่นี้ยามปกติก็โดนผู้คนในตระกูลรังแก แม้กระทั่งข้ารับใช้ของตระกูลก็ไม่นำทั้งสองมาใส่ใจ โดยเฉพาะเหล่าแม่บ้านและคนรับใช้ที่ทำหน้าที่ดูแลทั้งสองก็ยังรังแกสองแม่ลูกมาตั้งแต่เขายังเด็ก

อย่างเมื่อวานนี้ เพียงเพราะนายน้อยคนนี้ขัดแย้งกับคนรับใช้สองสามคำก็โดนพวกเขารุมทุบตี แต่การลงมือนั้นหนักเกินไปจนทำให้นายน้อยผู้นี้เกิดเสียชีวิตขึ้นมา ด้วยความร้อนรน พวกเขาจึงนำร่างของนายน้อยผู้นี้ไปโยนทิ้งที่หน้าผา แต่ไม่รู้ว่าถูกทิ้งที่หน้าผาใด ศพของเขาถึงตกลงไปในแม่น้ำใต้หน้าผานั้น และโชคของเขาก็ทำให้เขาข้ามมิติมาอยู่ในร่างของนายน้อยผู้นี้

เมื่อนึกถึงประสบการณ์ชีวิตอันน่าสงสารหลังข้ามมิติ เขาก็รู้สึกอยากจะร้องไห้แต่กลับไม่มีน้ำตา นี่เป็นเพราะตัวเองโชคดีหรือโชคร้ายกันนะ ชาติก่อนเขาเองก็ไม่เคยได้ทำความดีอะไร โชคของเขาเลยกลายเป็นเช่นนี้

หลู่เส่าโหย่วไร้ซึ่งหนทาง ได้แต่ยอมรับสิ่งที่ตามมา การได้กลับมามีชีวิตอีกครั้งเห็นทีไม่ว่าอย่างไรจะยอมตายง่ายๆ ไม่ได้ แค่รอดจากความตายมาได้ก็ถือว่าโชคดีแล้ว เขาว่ากันว่าหลังเกิดเรื่องราวใหญ่โตแล้วยังไม่ตาย ต่อจากนี้ไปจะต้องพบเจอกับเรื่องดีๆ แน่นอน

“นับเรื่องที่เราชื่อหลู่เส่าโหย่วเหมือนกัน และข้ายังใช้ร่างกายของเจ้า ข้าจะช่วยเจ้าแก้แค้นและดูแลแม่ของเจ้าเอง” หลู่เส่าโหย่วพึมพำ

ทันทีที่พูดจบ จิตใจของเขาก็รู้สึกแจ่มใสขึ้นมา ความขุ่นมัวที่เคยมีในจิตใจก็ได้หายไปแล้ว

“แต่ดูเหมือนว่าเจ้าจะมีความคับแค้นมากมาย ความแค้นเคืองของเจ้า ข้าจะหาโอกาสสะสางให้เอง” หลู่เส่าโหย่วแหงนมองท้องฟ้าและกล่าวขึ้นมาอีกครั้ง

เมื่อพูดจบ หลู่เส่าโหย่วก็ต้องหาทางแก้ไขปัญหาตรงหน้าก่อน ตอนนี้เขาใช้หลังพิงท่อนไม้ที่ลอยอยู่กลางน้ำ อากาศอันหนาวเหน็บทำให้น้ำในแม่น้ำแห่งนี้เย็นเฉียบ หรือเพราะเขาแช่อยู่ในน้ำมานานจนชาจึงทำให้เขาเริ่มสูญเสียการรับรู้

หลู่เส่าโหย่วพยายามดิ้นรนว่ายไปยังริมแม่น้ำ แต่เพราะขาทั้งสองข้างถูกทุบตีจนหักทำให้เขาได้แต่สบถออกมา แขนทั้งสองข้างที่เริ่มแรกดูไม่เป็นไร แต่เมื่อเขาเริ่มออกแรง เขาถึงได้รู้ว่าแขนของตัวเองก็หักลงด้วย ทำให้ตอนนี้เขาไม่สามารถใช้แรงได้เลยแม้แต่น้อย อย่าว่าแต่ว่ายไปจนถึงริมแม่น้ำเลย เพียงขยับแค่เล็กน้อยก็ยังทำไม่ได้

“สวรรค์ อย่าทำเช่นนี้กับข้าสิ” หลู่เส่าโหย่วบ่นกับท้องฟ้าขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ ในตอนนี้เขาขยับแทบไม่ไหว คงจะต้องถูกแช่แข็งจนตายทั้งเป็น

“หวือ…”

หลู่เส่าโหย่วได้ยินเสียงของอะไรบางอย่าง ราวกับมีสัตว์ปริศนาแหวกว่ายในน้ำอย่างรวดเร็ว

“คงไม่ใช่สัตว์อสูรหรอกใช่ไหม” คำว่า ‘สัตว์อสูร’ ที่น่ากลัวได้ผุดขึ้นมาในจิตใจของเขา โลกใบนี้ต่างกับโลกก่อนของเขาอย่างสิ้นเชิง ที่นี่เคารพผู้แข็งแกร่ง ทั้งยังมีสัตว์อสูรกับสัตว์วิญญาณเช่นเดียวกับที่มีผู้ฝึกยุทธ์และผู้ฝึกวิญญาณ

ในโลกนี้ผู้ฝึกยุทธ์กับผู้ฝึกวิญญาณนั้นมีสถานะสูงส่ง โดยเฉพาะผู้ฝึกวิญญาณที่มีสถานะสูงส่งเป็นอย่างมาก

แต่ร่างที่เขาสิงอยู่นั้น ไม่สามารถเป็นได้ทั้งผู้ฝึกยุทธ์หรือผู้ฝึกวิญญาณ จึงมีสถานะในตระกูลต่ำต้อยยิ่งกว่าคนรับใช้

“กา…”

ในตอนที่หลู่เส่าโหย่วคิดว่าสัตว์อสูรกำลังใกล้เข้ามานั้น ก็เกิดเสียงกรีดร้องขึ้นบนท้องฟ้า และเหมือนมีเมฆดำเคลื่อนผ่านตรงหน้าเขาไปอย่างรวดเร็ว ที่ท้องฟ้าก็ปรากฏนกยักษ์ขนาดหลายร้อยเมตรอยู่บนนั้น

นกยักษ์กางปีกทั้งสองข้าง วนอยู่บนศีรษะของหลู่เส่าโหย่ว นกตัวนี้มีลักษณะคล้ายกับเหยี่ยว มีขนสีคราม แต่ขนตรงใต้ท้องเป็นสีขาว ทั้งยังมีกรงเล็บทั้งสองข้างที่คมกริบ สายตาทั้งคู่ของมันกำลังจ้องเขม็งลงมาที่หลู่เส่าโหย่ว

“สัตว์อสูร…หรือว่าตัวข้าที่พึ่งข้ามมิติมาจะต้องกลายเป็นมื้อเที่ยงของสัตว์อสูรแล้วอย่างนั้นหรือ” หลู่เส่าโหย่วตกใจอย่างมาก ในชาติก่อนเขาเคยเห็นเหยี่ยวที่ตัวใหญ่ขนาดนี้มาก่อนที่ไหนกัน เขายิ้มอย่างขมขื่น สงสารตัวเองที่ไม่อาจขยับได้ในตอนนี้ แม้จะถูกเหยี่ยวยักษ์จับกิน เขาก็ทำได้เพียงมองดูเฉยๆ อย่างไร้ซึ่งหนทาง

“หวือหวือ…”

หลู่เส่าโหย่วรู้สึกว่าที่ด้านหลังของเขามีตัวอะไรบางอย่างกำลังขยับอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันก็เหมือนมีเสียงปีกกำลังกระทบกับผืนน้ำจนทำให้เกิดคลื่น หลู่เส่าโหย่วจึงลอยไปข้างหน้าตามแรงของคลื่นน้ำนั้น

“กากา…”

บนท้องฟ้า เหยี่ยวยักษ์ตัวนั้นกรีดร้อง แววตาของมันฉายแววดุร้าย เพียงแค่กระพือปีกก็ทำให้เกิดสายลมรุนแรง ในชั่วพริบตากรงเล็บของมันที่หดตัวอยู่ก็คลายออก จากนั้นเจ้าเหยี่ยวยักษ์ก็พุ่งลงมาอย่างรวดเร็วราวกับสายฟ้า

“ชีวิตข้าจบสิ้นแล้ว” หลู่เส่าโหย่วหนาวเหน็บไปถึงขั้วหัวใจ เขาพึ่งข้ามมิติมาไม่นานก็ต้องกลายเป็นมื้อเที่ยงของสัตว์อสูร ดวงของเขาจะซวยเกินไปแล้ว

“หวือ…” ตอนที่หลู่เส่าโหย่วกำลังสิ้นหวัง ก็เกิดแสงสีดำเคลื่อนผ่านตรงหน้าไปอย่างรวดเร็ว เงาดำโผล่ออกมาจากด้านหลังของเขา การเคลื่อนไหวนั้นทำให้เขาเห็นว่ามันคือสัตว์อสูรบินได้หลายร้อยเมตรที่ลักษณะคล้ายกับค้างคาว เพียงแต่มันมีสีขาวบริสุทธิ์ทั้งตัว เมื่อหลู่เส่าโหย่วมองขึ้นไป เขาก็พบว่าใต้ท้องของมันมีบาดแผลขนาดใหญ่ที่มีเลือดกำลังไหลออกมา คาดว่ามันน่าจะได้รับบาดเจ็บ

“ปัง! ปัง!”

เพียงชั่วพริบตา สัตว์อสูรขนาดใหญ่สองตัวบนท้องฟ้าก็ปะทะกันอย่างสมบูรณ์ เสียงกรีดร้องดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลู่เส่าโหย่วไม่สามารถขยับตัวได้ ทำได้เพียงเคลื่อนตัวลอยไปตามกระแสน้ำ

สัตว์อสูรทั้งสองปะทะกันหลายครั้ง หลู่เส่าโหย่วเห็นอสูรเหยี่ยวยักษ์กระพือปีก กางกรงเล็บที่แหลมคมไปทางอสูรค้างคาวอย่างดุร้าย

“กรี๊ด…” สัตว์อสูรที่เหมือนค้างคาวส่งเสียงแหลมออกมา ท่ามกลางความตกใจ หลู่เส่าโหย่วเห็นหมอกสีขาวพุ่งออกมาจากปากของอสูรค้างคาว

เมื่อหมอกขาวพุ่งผ่าน ความเหน็บหนาวจนถึงกระดูกก็แผ่ซ่านไปในอากาศ ทำให้น้ำในแม่น้ำเริ่มแข็งตัวขึ้น

อสูรเหยี่ยวยักษ์ถูกแช่แข็งจนกลายเป็นก้อนน้ำแข็งทันที และร่างขนาดใหญ่ของมันก็ตกลงมาจากท้องฟ้า

“ปัง!” ร่างของอสูรเหยี่ยวยักษ์ตกลงมาใส่พื้นน้ำแข็งด้านล่าง ทำให้ผิวน้ำแข็งแตกละเอียด อสูรค้างคาวที่ในตอนนี้มีสภาพอ่อนแอเป็นอย่างมากค่อยๆ เคลื่อนที่ไปทางอสูรเหยี่ยวยักษ์อย่างเชื่องช้า

“สวบ!!”

หลู่เส่าโหย่วเห็นอสูรค้างคาวอ้าปากเผยให้เห็นฟันที่แหลมคมของมัน จากนั้นก็ฉีกกระชากหน้าท้องของอสูรเหยี่ยวยักษ์ในครั้งเดียว ทำให้ลูกแก้วสีฟ้าโปร่งแสงขนาดเท่ากำปั้นเด็กทารกกลิ้งไปบนพื้นน้ำแข็งพร้อมกับร่องรอยของเลือด

----------------------------------

เพื่อไม่ให้พลาดทุกการอัปเดตก่อนใคร

กด'ติดตาม'ตรงนี้ไว้ได้เลยย~ _

.

.

ขอให้ทุกท่านสนุกกับการอ่านนิยายนะคะ

.

แนะนำนิยายสนุก ‘สุดมันส์’อยากอ่านเรื่องไหน กดที่รูปได้เลย

ไฟน้ำแข็งสองขั้ว

“แก่นอสูร…ขั้นต่ำต้องเป็นสัตว์อสูรระดับสี่ถึงจะมีได้” ตามความทรงจำในจิตใจที่เขาได้รับรู้ แก่นอสูรนั้นมีค่าเป็นอย่างยิ่ง ต้องเป็นสัตว์อสูรระดับสี่ถึงจะมีมัน สัตว์อสูรระดับสามลงไปไม่สามารถพบเจอแก่นอสูรได้

“กากา…”

เมื่ออสูรเหยี่ยวยักษ์ถูกอสูรค้างคาวฉีกกระชากหน้าท้องจนเผยแก่นอสูรออกมา ทันใดนั้นรอบกายของมันก็เกิดเปลวเพลิงลุกโหมจนน้ำแข็งบนร่างละลายลง จากนั้นอสูรเหยี่ยวยักษ์ก็ใช้ปากที่แหลมคมจิกไปที่บาดแผลตรงหน้าท้องของอสูรค้างคาวในทันที ทำให้หน้าท้องของอสูรค้างคาวมีเลือดไหลทะลักออกมา แล้วลูกแก้วขนาดเท่ากำปั้นเด็กทารกที่เปื้อนเลือดทั้งยังมีแสงสว่างอ่อนๆ ก็ได้ตกลงไปบนพื้นน้ำแข็ง

“แก่นอสูรอีกแล้ว…” หลู่เส่าโหย่วรู้สึกตกใจเป็นอย่างยิ่ง สัตว์อสูรระดับสี่นั้นพบหาได้ยากมาก เขาไม่คาดคิดเลยว่าข้างใต้หน้าผาแห่งนี้จะมีถึงสองตัว

“วูวู…” ด้วยความเจ็บปวด อสูรค้างคาวกรีดร้องอย่างโหยหวน ทันใดนั้นมันก็เผยฟันที่แหลมคมและกัดไปยังคอของอสูรเหยี่ยวยักษ์อย่างดุดัน จนคอของมันขาดและมีเลือดสดๆ พุ่งออกมา คราวนี้อสูรเหยี่ยวไม่มีทางที่จะมีชีวิตรอดแล้วอย่างแน่นอน

น้ำแข็งบนผิวน้ำเริ่มละลายอีกครั้ง หลู่เส่าโหย่วหนาวจนสั่นไปทั้งตัว ริมฝีปากซีดเผือดจนเป็นสีขาว ผิวหน้าม่วงคล้ำ ทั่วทั้งร่างเกือบจะแข็งหมดแล้ว เขามองดูการต่อสู้ที่เพิ่งจบลงไปของสัตว์อสูรทั้งสองตัวด้วยความรู้สึกราวกับได้รับชมภาพหลอนสามมิติ ช่างตื่นตาตื่นใจยิ่งนัก

บนผิวน้ำ อสูรค้างคาวร่างใหญ่คาบแก่นอสูรทั้งสองไว้ในปากมันกระพือปีกข้ามแม่น้ำเข้ามาใกล้เขาอย่างช้าๆ

“ซวยแล้วไง” หลู่เส่าโหย่วมองดูอสูรค้างคาวที่กำลังใกล้เข้ามา ในใจรู้สึกสิ้นหวัง สายตาของมันกำลังจ้องมองมาที่เขา

“จือจือ…” อสูรค้างคาวบินมาถึงข้างกายของหลู่เส่าโหย่ว มันส่งเสียงเอี๊ยดๆ อยู่ในลำคอ ด้วยขนาดร่างกายอันใหญ่โต เพียงดวงตาข้างเดียวของมันก็มีขนาดใหญ่กว่าตัวของหลู่เส่าโหย่วเสียอีก แต่ดวงตาของมันกลับไร้ซึ่งความดุร้าย มีเพียงแววตาอ้อนวอนมองมายังหลู่เส่าโหย่วเท่านั้น

ในคราแรกหลู่เส่าโหย่วคิดว่าตัวเองจะต้องตายเป็นแน่ แต่เมื่อลองมองสัตว์อสูรตรงหน้า เขาพบว่าแววตาของมันนั้นไร้ซึ่งความเหี้ยมโหด ดูแล้วมันคงไม่เข้ามาเพื่อทำร้ายเขา

“แกมีเรื่องอะไรอยากให้ข้าช่วยอย่างนั้นหรือ?” หลู่เส่าโหย่วลองถามออกไป เพราะ หากเป็นสัตว์อสูรระดับสูงแล้ว มันจะสามารถเปิดจิตวิญญาณ และทำให้เกิดภูมิปัญญาขึ้นมาได้

“จือจือ…” หลังได้ยินคำพูดของหลู่เส่าโหย่ว อสูรค้างคาวก็ส่งเสียงจือๆ อย่างร่าเริงในลำคอ มันค่อยๆ พยักหน้า เหมือนกับเป็นการตอบกลับ

‘นี่มันเข้าใจสิ่งที่ข้าพูดจริงๆ ด้วย’ หลู่เส่าโหย่วนิ่งอึ้งไปชั่วครู่ หากเป็นเมื่อก่อน เขาคงรู้สึกตกใจเป็นอย่างมาก แต่หากเป็นในตอนนี้มันคงไม่มีสิ่งใดให้น่าตกใจอีกแล้ว ในเมื่อตัวเขายังข้ามมิติมาต่างโลกได้ จะยังมีเรื่องอะไรที่เขายอมรับไม่ได้อีก

“สัตว์อสูรเพื่อนยาก เจ้าลองมองดูข้าในตอนนี้เสีย แค่เอาตัวเองให้รอดนั้นยังยากเลย ข้าจะช่วยเจ้าได้อย่างไร” เมื่อพูดจบหลู่เส่าโหย่วก็มองสัตว์อสูรแล้วยิ้มอย่างขมขื่น

“จือจือ…”

เหมือนว่าอสูรค้างคาวจะเข้าใจสิ่งที่เขาพูด มันก้มหัวลงราวกับครุ่นคิดอะไรบางอย่าง จากนั้นมันก็ส่งเสียงทุ้มต่ำแล้วกระโดดขึ้นไปเหนือน้ำ เผยกรงเล็บทั้งสองข้างออกมา แล้วใช้กรงเล็บข้างหนึ่งกดลงไปบนท้องของหลู่เส่าโหย่วจนปากของเขาอ้าออก

“อึกอึก…” หลู่เส่าโหย่วยังไม่ทันได้ตั้งตัว ในปากก็ปรากฏลูกบอลสองลูก จากนั้นลูกบอลทั้งสองก็หลอมละลายกลายเป็นของเหลวที่ทั้งเย็นและร้อน ของเหลวที่ร้อนนั้นราวกับเปลวเพลิงกำลังหลั่งไหลเข้ามาในร่างกายของเขา มันทำให้เขารู้สึกว่าภายในร่างกายกำลังเผาไหม้อย่างรุนแรง ส่วนของเหลวที่เย็นจัดนั้นทำให้เขารู้สึกว่าอีกครึ่งร่างของเขากำลังจะกลายเป็นน้ำแข็ง

“จือจือ…” หลังจากอสูรค้างคาวส่งเสียงร้องอีกครั้ง แววตาของมันก็ดูเศร้าซึมขึ้นมา ทันใดนั้นมันก็กระพือปีกขวาแล้วตรงขนใต้ปีกของมันก็ปรากฏงูน้อยสีเหลืองเข้มที่ยาวประมาณสิบเซนติเมตร

“จือจือ!” อสูรค้างคาวส่งเสียงอีกครา งูน้อยตัวนั้นเหมือนจะเข้าใจในสิ่งที่มันต้องการ ทันใดนั้นเอง เจ้างูก็เลื้อยขึ้นไปบนตัวของหลู่เส่าโหย่วแล้วมุดจากซอกคอเข้าไปในเสื้อของเขา

เมื่อเห็นงูน้อยเข้าไปในเสื้อของเขาแล้ว แววตาของอสูรค้างคาวก็ราวกับได้ปล่อยวางเรื่องบางอย่างลง ทันใดนั้นสายตาของมันก็กลับมาจับจ้องที่หลู่เส่าโหย่วอีกครั้ง ในแววตาของมันเปี่ยมไปด้วยความอ้อนวอน

หลู่เส่าโหย่วในยามนี้ไม่สามารถพูดอะไรออกไปได้ ร่างกายของเขามีทั้งพลังความเย็นและพลังความร้อนสองขุมกำลังคลุ้มคลั่งอยู่ภายใน ยามที่พลังทั้งสองปะทะกัน หลู่เส่าโหย่วก็รู้สึกทุกข์ทรมานเป็นอย่างยิ่ง ความรู้สึกนั้นราวกับได้ขึ้นสวรรค์และตกนรกในเวลาเดียวกัน อยากจะร้องออกมาแต่ก็ร้องไม่ออก

หลังจากนั้นครู่หนึ่ง หลู่เส่าโหย่วที่เดิมทีร่างกายยังคงอ่อนล้าอยู่นั้นก็ไม่สามารถฝืนทนได้อีกต่อไป สุดท้ายเขาจึงสลบคาแม่น้ำไป หลู่เส่าโหย่วในตอนนี้ไม่สามารถรับรู้ได้เลยว่าแม่น้ำที่อยู่รอบกายของเขานั้น ที่ฝั่งซ้ายกำลังโดนเผาไหม้จนเกิดไอร้อน ส่วนฝั่งขวาก็โดนแช่แข็งจนเกิดเป็นไอเย็น บนใบหน้าของเขาครึ่งหนึ่งกลายเป็นสีแดงและอีกครึ่งหนึ่งก็กลายเป็นสีซีด

“ข้ายังไม่ตายงั้นหรือ” เมื่อหลู่เส่าโหย่วลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง เขาก็พบว่าตัวเองยังคงลอยนิ่งอยู่ที่เดิม ด้านหลังของเขาพิงท่อนไม้ที่ช่วยให้ลอยตัวเอาไว้

“เฮ้…ข้าหายแล้ว” หลู่เส่าโหย่วค่อยๆ ขยับแขนขา และพบว่าทั้งแขนและขาที่เคยหักของเขาได้ฟื้นคืนกลับมาเหมือนว่ามันไม่เคยหักมาก่อน

“เจ้าตายหรือยัง… เจ้าสัตว์อสูรเพื่อนยาก… ข้าขอบใจเจ้ามากนะ” หลู่เส่าโหย่วพบว่าข้างกายของเขานั้นมีร่างสีขาวบริสุทธิ์ของอสูรค้างคาวลอยอยู่บนผิวน้ำ ลำตัวที่ใหญ่โตหลายร้อยเมตรของมันนั้นราวกับเรือลำใหญ่ลำหนึ่ง

ที่ร่างกายของเขาฟื้นตัวเช่นนี้ หลู่เส่าโหย่วคาดว่าคงเป็นเพราะแก่นอสูรสองลูกที่อสูรค้างคาวป้อนให้เขาอย่างแน่นอน แก่นอสูรนั้นว่ากันว่ามีค่าหาสิ่งใดเปรียบ แน่นอนว่ามันจะต้องมีความสามารถที่พิเศษอะไรอยู่บ้าง

“ร่างของเจ้าใหญ่โตเช่นนี้ ข้าคงไร้หนทางที่จะฝังมัน ถือเสียว่าแม่น้ำอันหนาวเย็นแห่งนี้เป็นสุสานของเจ้าแล้วกัน” หลู่เส่าโหย่วกล่าวกับซากสัตว์อสูรค้างคาวที่ลอยอยู่ในน้ำแล้วค่อยปีนขึ้นไปบนฝั่ง จากนั้นเขาก็มองไปรอบๆ เพื่อหาหนทางที่จะออกไปจากหน้าผาแห่งนี้

ตระกูลหลู่ในเมืองชิงอวิ๋นนั้นนับว่าเป็นตระกูลใหญ่ ผู้คนในเมืองชิงอวิ๋นต่างก็รู้ว่าผู้นำคนก่อนของตระกูลหลู่เป็นถึงผู้ฝึกยุทธ์ระดับขุนพลที่แข็งแกร่ง สำหรับเมืองชิงอวิ๋นจึงถือได้ว่าเป็นบุคคลชั้นสูงและมีอำนาจ

ตระกูลหลู่ไม่ได้เป็นเพียงตระกูลผู้ฝึกตน แต่ยังประกอบธุรกิจมากมายทั่วเมืองชิงอวิ๋น ว่ากันว่าธุรกิจที่เมืองอื่นก็มีไม่น้อยเช่นกัน

ยามราตรีที่อากาศหนาวเหน็บมาเยือน บนท้องฟ้ามีเกล็ดหิมะล่องลอยไปมา ได้ปรากฏร่างของชายหนุ่มคนหนึ่งเดินออกมาจากความมืดมิด ร่างกายของเขานั้นผอมบาง เสื้อผ้าที่ใส่ก็ทั้งเก่าและขาดรุ่งริ่ง เศษผ้าที่ขาดโบกสะบัดไปตามสายลมอันหนาวเย็น ทำให้รู้สึกสิ้นหวังและอ้างว้างมากกว่าเดิม

“ที่นี่คือตระกูลหลู่งั้นหรือ” ชายหนุ่มมุ่งหน้าเข้าไปในเมืองชิงอวิ๋น จนเมื่อมาถึงที่หน้าคฤหาสน์เขาก็พึมพำออกมา

ชายหนุ่มผู้นี้ไม่ใช่ใครอื่น เขาคือหลู่เส่าโหย่วที่ข้ามมิติมายังโลกใบนี้นั่นเอง

----------------------------------

เพื่อไม่ให้พลาดทุกการอัปเดตก่อนใคร

กด'ติดตาม'ตรงนี้ไว้ได้เลยย~ _

.

.

ขอให้ทุกท่านสนุกกับการอ่านนิยายนะคะ

.

แนะนำนิยายสนุก ‘สุดมันส์’อยากอ่านเรื่องไหน กดที่รูปได้เลย

ตระกูลหลู่

หลู่เส่าโหย่วใช้เวลาในการปีนขึ้นมาจากหน้าผาทั้งหมดสามวัน ปรากฏว่าหน้าผาที่เขาปีนขึ้นมานั้นคือหน้าผาที่อยู่นอกเมือง อีกทั้งในตอนที่ปีนขึ้นมา หลู่เส่าโหย่วก็พบว่าตัวของเขามีกำลังเพิ่มขึ้นมาอย่างมหาศาล ทั่วทั้งร่างราวกับมีพละกำลังที่ใช้ไม่มีวันหมด ไม่เช่นนั้น คาดว่าเขาคงไม่สามารถปีนขึ้นมาจากหน้าผาได้เป็นแน่

ณ คฤหาสน์ตระกูลหลู่ หลังกำแพงสูงนั้นมีลานบ้านที่เรียงกันเป็นวงกลม ตามความทรงจำของหลู่เส่าโหย่ว ที่แห่งนี้มีการออกแบบที่คล้ายคลึงกับสวนซูโจวในชีวิตก่อนหน้าของเขาเล็กน้อย

“ปังปัง…”

หลู่เส่าโหย่วเคาะประตูใหญ่ของคฤหาสน์ ขณะเดียวกันท้องของเขาก็ร้องด้วยความหิวโหย

“เอี๊ยด” ประตูใหญ่ของคฤหาสน์ตระกูลถูกเปิดออก จากนั้นก็มีคนรับใช้สองคนที่สวมหมวกและใส่เสื้อสีเทาเดินออกมา เมื่อเห็นว่าเป็นหลู่เส่าโหย่ว สายตาของคนรับใช้ทั้งสองต่างก็แสดงออกมาว่าพวกเขาค่อนข้างแปลกใจ…

“แกเข้าไปทางประตูหลังดีกว่า นายหญิงใหญ่ท่านสั่งไว้ว่าไม่อนุญาตให้แกเข้ามาทางประตูหน้า” แม้คนรับใช้ทั้งสองจะมองหลู่เส่าโหย่วอย่างประหลาดใจ แต่ก็ไม่ได้นำเขามาใส่ใจเลยแม้แต่น้อย ทั้งยังปิดประตูใส่เขาในทันที

“สุนัขรับใช้ทั้งสอง แกยังคิดว่าข้าเป็นหลู่เส่าโหย่วคนเดิมอย่างนั้นหรือ” ในภายภาคหน้าพวกแกได้เจอดีแน่ หลู่เส่าโหย่วถุยน้ำลายใส่หน้าประตูใหญ่ สุดท้ายเขาก็ทำได้เพียงเดินไปยังประตูหลังของคฤหาสน์

ตามความทรงจำในจิตใจ หลู่เส่าโหย่วรู้มาว่าเมื่อก่อนเขานั้นไม่เคยได้เข้าคฤหาสน์แห่งนี้ทางประตูใหญ่เลย ถึงแม้เขาจะเป็นนายน้อย แต่ทว่าแม่ของเขาแต่เดิมนั้นก็เป็นเพียงแค่สาวใช้ในตระกูล มีสถานะต่ำต้อย และหลังจากการให้กำเนิดเขา แม่ก็โดนคู่สมรสคนก่อนของพ่อคอยกีดกันมาโดยตลอด พ่อของเขาก็ไม่กล้าพูดอะไร แม่จึงต้องอดทนกับการโดนกลั่นแกล้งสารพัด

“นายน้อยเส่าโหย่ว ท่านกลับมาสักที ท่านหายตัวไปตั้งห้าวัน นายหญิงรองกังวลแทบแย่ ท่านรีบกลับเข้าไปเถอะ” เมื่อคนรับใช้วัยชราที่อยู่ตรงประตูหลังเห็นหลู่เส่าโหย่ว เขาก็กล่าวกับหลู่เส่าโหย่วด้วยแววตาของความเป็นห่วงเป็นใยปนความสงสาร

“ข้าเข้าใจแล้ว ลุงหนาน” จากความทรงจำ คนรับใช้ชราผู้นี้คือ ‘ลุงหนาน’ นอกจากแม่ที่ดีกับเขาแล้วก็มีเพียงแค่ลุงหนานเท่านั้นที่คอยดูแลเขาตั้งแต่ยังเล็ก

“เอ๋… หรือว่าข้าจะดูผิดไปเอง” เมื่อมองไปที่แผ่นหลังของหลู่เส่าโหย่ว ดวงตาสีเทาของคนรับใช้วัยชราก็เกิดแสงสว่างวาบขึ้นมา ไม่นานก็กลับมาเป็นสีเทาดังเดิม จากนั้นเขาก็ค่อยๆ ปิดประตูหลังของคฤหาสน์ลง

หลู่เส่าโหย่วเดินผ่านทางเดินมากมาย จนกระทั่งมาถึงลานบ้านเตี้ยๆ หลังหนึ่ง ที่นี่คือที่อยู่ของคนรับใช้ในตระกูล

ตระกูลหลู่เป็นตระกูลใหญ่ที่อยู่ในเมือง นับแค่คนรับใช้ก็มีมากมายราว ๆ สองถึงสามร้อยคน เมื่อรวมกับสมาชิกจากตระกูลสายหลักและสายรองแล้ว จำนวนก็มีไม่น้อยกว่าเจ็ดร้อยคน ตระกูลที่มีคนมากถึงเจ็ดร้อยคนนั้นก็ถือว่าไม่ใช่ตระกูลเล็กๆ แล้ว

ข้างหน้าลานบ้านค่อนข้างทรุดโทรม และเมื่อเดินเข้าไปด้านในก็ยังพบแต่ความทรุดโทรมเช่นเดียวกัน หลังจากที่ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายหลู่เส่าโหย่วก็ผลักประตูเข้าไป

“เส่าโหย่ว ลูกหายไปไหนมา แม่เป็นห่วงแทบแย่” ข้างในห้องนั้นมีผู้หญิงคนหนึ่ง สวมใส่เสื้อไหมสีเขียวอ่อน ดูแล้วอายุน่าจะราวๆ สามสิบหกสามสิบเจ็ดปี ผิวพรรณผ่องใส ใบหน้าคม คิ้วเรียว รูปโฉมงดงามแต่ดวงตาของนางกลับแดงและบวมเล็กน้อย ราวกับพึ่งผ่านการร้องไห้มา

ผู้หญิงคนนั้นมองมาที่หลู่เส่าโหย่วและรีบเดินเข้ามาหาเขาอย่างเป็นกังวล เมื่อนางเห็นสภาพของหลู่เส่าโหย่วที่ราวกับขอทาน ดวงตาของนางก็เริ่มมีน้ำตาคลอขึ้นมา

“แม่…ข้าไม่เป็นไร” เมื่อเห็นความอ่อนโยนของผู้หญิงตรงหน้า หลู่เส่าโหย่วก็รู้สึกสั่นไหวในหัวใจ ลูกของนางได้ตายจากไปแล้ว… แต่ตัวเขากลับไม่สามารถบอกความจริงข้อนี้ได้ หลังจากนี้ ตัวเขาก็ได้กลายเป็นลูกชายของนางแทนแล้ว

“เส่าโหย่ว รีบบอกแม่มาว่าเจ้าหายไปไหนตั้งหลายวัน ทำไมออกไปข้างนอกโดยที่ไม่บอกกันสักคำ” เมื่อมองสำรวจร่างกายของหลู่เส่าโหย่วแล้วเห็นว่าเขายังครบสามสิบสอง นางจึงค่อยรู้สึกโล่งอก จากนั้นนางจึงดึงแขนของเขาเอาไว้พร้อมกับสอบปากคำ

“ข้ามีเรื่องที่ต้องไปทำเล็กน้อย ขอโทษ…ข้าทำให้เป็นห่วงเสียแล้ว” หลู่เส่าโหย่วตอบกลับไป แน่นอนว่าเขาคงไม่สามารถบอกนางได้ว่าลูกของนางนั้นโดนคนอื่นทุบตีจนตายแล้วนำไปโยนทิ้งไว้ที่หน้าผา

“ลูกหิวหรือยัง แม่เก็บของอร่อยเอาไว้ให้ลูกด้วยนะ” สตรีที่งดงามทั้งยังใจดีคนนี้รีบไปนำซาลาเปาหลายลูก พร้อมกับเนื้ออีกหนึ่งจานมาให้เขา อาหารที่นางนำมาให้นั้นดูไม่เลวนัก แต่แค่เขามองดูก็รู้ว่าอาหารเหล่านี้เป็นของเหลือ

“อาหารพวกนี้สะอาดนะ ลุงหนานแอบขโมยออกมาจากในครัวให้ รีบกินเถอะ มีแต่ของที่ลูกชอบทั้งนั้น” หญิงงามเอ่ยพร้อมกับมองมาที่เขา แววตาที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยนพลันปรากฏความรู้สึกผิดขึ้นมา นางกล่าวเสียงเบาว่า “เพราะแม่นั้นไร้ความสามารถจึงทำให้ลูกต้องทุกข์ทรมานมาตั้งแต่เกิด หากรู้ว่าจะเป็นเช่นนี้ แม่คงไม่คลอดลูกออกมา”

“แม่…นี่ไม่ใช่ความผิดของท่านเลย หลังจากนี้ลูกจะไม่ให้แม่ต้องอยู่อย่างยากลำบากอีก” เมื่อเห็นแววตาของนาง หลู่เส่าโหย่วก็ไม่อาจห้ามให้ดวงตาของตนมีน้ำตาคลอขึ้นมาได้ ตัวเขาในชาติก่อนเติบโตมาจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ไม่เคยได้รับความรักของแม่มาตั้งแต่เด็ก บางทีการที่เขาได้ข้ามมิติมาครั้งนี้ อาจเป็นการชดเชยจากพระเจ้า เพื่อให้เขาได้รับความรักของผู้เป็นแม่ที่หาได้ยากสำหรับคนอย่างเขาก็เป็นได้ หลู่เส่าโหย่วสาบานในใจอย่างเงียบๆ ว่าต่อจากนี้ไป เขาจะถือว่านางคือแม่ของเขา และตัวเขาจะไม่ยอมให้นางต้องทนทุกข์ทรมานอีก

“เด็กดี…เจ้ารีบกินข้าวเถอะ หลังกินเสร็จแล้วก็ถอดเสื้อผ้าออกมา แม่จะช่วยซ่อมมันให้” เมื่อมองมาที่หลู่เส่าโหย่ว นางก็ยกยิ้มขึ้นมาอย่างมีความสุข

หลู่เส่าโหย่วรู้สึกหิวมากจริงๆ เขากินอาหารอย่างรวดเร็ว ซาลาเปาทั้งห้าลูกถูกกลืนลงท้องในเวลาอันสั้น จากนั้นเขาก็กลับห้องไปในทันที

ไหนๆ ก็ข้ามมิติมาแล้ว ก็ควรวางแผนให้ตัวเองเสียหน่อย” หลู่เส่าโหย่วมองดูห้องอันทรุดโทรมของตนแล้วพึมพำขึ้นมากับตัวเอง ชาติก่อนอนาคตของเขานั้นมืดมน ในเมื่อข้ามมิติมาแล้ว ทั้งยังมีโอกาสได้ใช้ชีวิตใหม่อีกครั้ง ดังนั้นชาตินี้จะให้ตัวเขาใช้ชีวิตอย่างคนธรรมดาได้อย่างไร

นี่คือชีวิตครั้งที่สองของเขา เป็นดั่งชีวิตที่เขาหยิบยืมมา หากไม่ได้ทำอะไรเลย เขาก็คงรู้สึกผิดกับพระเจ้าที่ให้โอกาส ชาติก่อนเขาทั้งอ่อนแอและไม่มีทางเลือก ชาตินี้ เขาตั้งใจว่าจะต้องหาอำนาจให้ได้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ จากนั้นก็ค่อยเพลิดเพลินไปกับทุกสิ่งทุกอย่าง นี่คือสิ่งที่เขาต้องการ

เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ หลู่เส่าโหย่วก็ราวกับได้ปลดล็อกบางสิ่งบางอย่างในหัวใจ ทำให้ภายในใจของเขาเริ่มที่จะเดือดขึ้นมา

“ดูเหมือนว่า แม้เจ้าจะใช้ชีวิตเยี่ยงคนธรรมดามาตลอดสิบหกปี แต่ภายในใจของเจ้า กลับมีความไม่ยินยอมซุกซ่อนอยู่ วางใจเถอะ หลังจากนี้ ข้าจะทำมันแทนเจ้าเอง” เขากล่าวอย่างแผ่วเบา

“กลายเป็นเด็กหนุ่มแล้ว…” หลู่เส่าโหย่วนั่งมองดูรูปร่างหน้าตาของตัวเองอยู่หน้ากระจกทองแดงเก่าๆ บานหนึ่ง เดิมทีนั้นเขามีอายุสี่สิบสามย่างเข้าสี่สิบสี่ปี แต่ตอนนี้เขากลับกลายเป็นเด็กหนุ่มอายุสิบหกแล้ว ถือว่าได้กำไรยิ่งนัก

“ถึงแม้เจ้าจะมีชีวิตแสนธรรมดา หน้าตาก็ไม่ได้ดูฉลาดห้าวหาญหรือหล่อเหลาเป็นพิเศษ แต่ก็ถือว่ามีเสน่ห์เป็นของตัวเอง” หลู่เส่าโหย่วยิ้มบางๆ ขณะที่มองดูรูปร่างหน้าตาของตนในกระจก เขามีรูปร่างสูงเพรียว ผิวสีข้าวสาลี และสัดส่วนใบหน้าที่ดูเด่นชัดมีมิติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งดวงตาคู่นั้น เป็นดวงตาที่เปล่งประกายเหมือนกับดวงดาว

“ไม่เลว ข้าค่อนข้างชอบมันนะ” หลู่เส่าโหย่วยิ้มอย่างหลงตัวเอง ริมฝีปากของเขาค่อยๆ ยกขึ้นจนกลายเป็นรอยยิ้มที่ดูเกียจคร้าน หากแต่ภายใต้รอยยิ้มนั้นกลับซุกซ่อนไว้ซึ่งความทะเยอทะยาน

“ตอนนี้ ถึงเวลามาทำความเข้าใจโลกใบนี้เพิ่มขึ้นแล้ว” หลู่เส่าโหย่วนอนลงบนเตียงและค้นหาความทรงจำทั้งหมดในจิตใจที่เกี่ยวข้องกับโลกใบนี้อย่างละเอียด

ที่นี่เป็นทวีปที่แตกต่างจากชาติก่อนของเขาโดยสิ้นเชิง ทวีปแห่งนี้มีชื่อว่า ทวีปหลิงหวู่ มีขนาดกว้างใหญ่ไพศาล ประกอบไปด้วยศิลปะการต่อสู้ที่แข็งแกร่งและจิตวิญญาณอันสูงส่ง มีการคงอยู่ของผู้ฝึกยุทธ์และผู้ฝึกวิญญาณ

ผู้ฝึกยุทธ์นั้นมีพละกำลังมหาศาล ว่ากันว่าเมื่อบรรลุถึงระดับหนึ่งจะสามารถเคลื่อนภูเขา พลิกทะเลและทำลายความว่างเปล่าได้ ซึ่งผู้ฝึกยุทธ์สามารถแบ่งออกได้เป็นหลายระดับ ได้แก่ ‘สาวก นักรบ ปรมาจารย์ ยอดยุทธ์ ขุนพล แม่ทัพ ราชา เจ้ายุทธ์ และจักรพรรดิ’

ว่ากันว่าผู้ฝึกวิญญาณแต่ละคนต่างก็ลึกลับ ทรงอานุภาพ และมีความสามารถอันเหลือเชื่อ เมื่อผู้ฝึกวิญญาณบรรลุถึงระดับหนึ่ง หากจะกล่าวว่าผู้นั้นสามารถพลิกฟ้าหรือบังฝนได้ก็คงไม่เกินจริง ผู้ฝึกวิญญาณก็แบ่งระดับเป็น ‘สาวก นักรบ ปรมาจารย์ ยอดยุทธ์ ขุนพล แม่ทัพ ราชา เจ้ายุทธ์ และจักรพรรดิ’ เช่นเดียวกัน

ในทวีปหลิงหวู่นี้ เมื่อผู้ฝึกยุทธ์กับผู้ฝึกวิญญาณก้าวถึงระดับปรมาจารย์ ก็จะถือได้ว่าเป็นผู้แข็งแกร่ง แต่ละคนนั้นถือว่าเป็นผู้สูงส่ง อย่างผู้นำคนก่อนของตระกูลหลู่ หรือก็คือปู่ผู้ที่เขาไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน ว่ากันว่าท่านเป็นถึงผู้ฝึกยุทธ์ระดับขุนพล

ในทวีปนี้ นอกจากผู้ฝึกยุทธ์กับผู้ฝึกวิญญาณแล้ว ยังมีสัตว์อสูรและสัตว์วิญญาณอีกด้วย สัตว์เหล่านี้เก่งกาจเป็นอย่างมาก มนุษย์ต่างก็ไม่กล้ายั่วยุพวกมัน มีแค่ผู้ฝึกยุทธ์กับผู้ฝึกวิญญาณที่แข็งแกร่งเท่านั้นที่จะกล้าจัดการกับพวกมันได้ ดังนั้น ในทวีปหลิงหวู่นี้ ผู้ฝึกยุทธ์กับผู้ฝึกวิญญาณจึงมีสถานะสูงส่งเป็นอย่างยิ่ง

‘ดูเหมือนว่า มีแต่ต้องกลายเป็นผู้ฝึกยุทธ์กับผู้ฝึกวิญญาณเท่านั้น แต่ทำไมข้าถึงไม่สามารถกลายเป็นผู้ฝึกยุทธ์กับผู้ฝึกวิญญาณได้เล่า?’ หลู่เส่าโหย่วกล่าวในใจ ตามความทรงจำในจิตใจนั้นทำให้เขาได้รู้ว่าร่างกายนี้ได้รับการตรวจสอบมาตั้งแต่ยังเด็ก และดูเหมือนว่าเส้นชีพจรของเขาจะมีบางอย่างผิดปกติ ทำให้ไม่สามารถกลายเป็นผู้ฝึกยุทธ์หรือผู้ฝึกวิญญาณได้

หากเขาสามารถกลายเป็นผู้ฝึกยุทธ์กับผู้ฝึกวิญญาณได้ สถานะของเขากับแม่ก็คงไม่ย่ำแย่ถึงเพียงนี้หรอก

‘ต้องหาทางกลายเป็นผู้ฝึกยุทธ์กับผู้ฝึกวิญญาณให้ได้ นี่เป็นหนทางเดียวเท่านั้น’ หลู่เส่าโหย่วกล่าวในใจอีกครั้ง ในโลกนี้ หากต้องการจะประสบความสำเร็จก็มีแต่สองทางนี้เท่านั้น

“เฮ้…ข้าลืมเจ้าไปเลยเด็กน้อย” เมื่อหลู่เส่าโหย่วถอดเสื้อที่ทั้งเก่าและขาดรุ่งริ่งของเขาออกเพื่อจะนำมันไปให้แม่ เขาก็พบกับงูน้อยสีเหลืองอ่อนพันอยู่รอบแขนของตัวเอง

----------------------------------

เพื่อไม่ให้พลาดทุกการอัปเดตก่อนใคร

กด'ติดตาม'ตรงนี้ไว้ได้เลยย~ _

.

.

ขอให้ทุกท่านสนุกกับการอ่านนิยายนะคะ

.

แนะนำนิยายสนุก ‘สุดมันส์’อยากอ่านเรื่องไหน กดที่รูปได้เลย

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...