โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

[นิยายแปล] ระบบราชันเจ้าสำราญ

นิยาย Dek-D

อัพเดต 09 ก.ย 2566 เวลา 08.55 น. • เผยแพร่ 09 ก.ย 2566 เวลา 08.55 น. • Kawebook
ฉินเฟิง ถ้าเจ้าต้องการเป็นนายน้อยเจ้าสำราญอันดับหนึ่งจริงๆ ก็ขอให้สนุกกับเกมเสมือนจริงเวอร์ชั่นนี้ละกัน !!

ข้อมูลเบื้องต้น

ฉินเฟิง ถ้าเจ้าต้องการเป็นนายน้อยเจ้าสำราญอันดับหนึ่งจริงๆ ก็ขอให้สนุกกับเกมเสมือนจริงเวอร์ชั่นนี้ละกัน !!

[ นิยาย : ระบบราชันเจ้าสำราญ ] [ เจ้าของลิขสิทธิ์ต้นฉบับ : Zongheng Zhongwen Wang (Zongheng) ][ ประพันธ์โดย : 绝品杜少 ] [ แปลและเรียบเรียงโดย : โจจัง ]

เมื่อ‘ฉินเฟิง’ นายน้อยขี้หลีต้องเข้ามาในระบบราชันเจ้าสำราญอย่างเลือกไม่ได้

ระบบจะคอยบังคับให้เขาทำภารกิจแต้มสำราญเพื่ออัพเกรดตัวเองให้แข็งแกร่งขึ้น

เพื่อที่จะเป็น“ราชันเจ้าสำราญ”

และด้วยภารกิจที่เกี่ยวพับกับผู้หญิงเป็นส่วนใหญ่ทำให้ฉินเฟิงต้องสร้างศัตรูจนกลายเป็นศึกรอบด้าน

ยิ่งภารกิจมากเท่าไหร่ฉินเฟิงก็ได้ถลำลึกลงไปในยุทธจักรมากเท่านั้น

ทำให้เขารู้ทุกการดำรงอยู่ของจอมยุทธสำนักและนิกายต่างๆ

หนทางการเป็นราชันเจ้าสำราญอันดับหนึ่งในจักรวาลมันไม่ง่ายอย่างที่คิด

----------------------------------

พลาดไม่ได้! อ่าน ‘ระบบราชันเจ้าสำราญ’

และนิยายจาก Jinovel ทั้งหมด ทุกเรื่อง ทุกตอน ไม่จำกัด
เพียง 99 บาท / เดือน คลิกเลย > https://bit.ly/3IEU88z

----------------
เพื่อไม่ให้พลาดทุกการอัปเดตก่อนใคร
กด'ติดตาม'ตรงนี้ไว้ได้เลย~

.

.

.

ขอให้ทุกท่านสนุกกับการอ่านนิยายนะคะ

เล่มที่ 1 บทของหยวนฝู

เทศกาลไหว้พระจันทร์ ทุกครอบครัวต่างมารวมตัวกัน!

เมืองหลวงคึกคักมีชีวิตชีวา ท้องฟ้ายามราตรีมีดอกไม้ไฟบานสะพรั่งงดงาม คู่รักโอบกอดพลอดรักใต้แสงจันทร์!

ดวงจันทร์เป็นดั่งถาดสีเงิน แสงจันทร์บริเวณชายแดนดูแล้วมีเสน่ห์ แต่ก็อ้างว้างอย่างยิ่ง…

หยวนฝูใส่ชุดเกราะสีเงิน บนไหล่มีผ้าคลุมสีแดงเพลิง นั่งร้องเพลงไปกับแสงพระจันทร์อยู่บนทะเลทรายแห้งแล้งไร้ที่สิ้นสุด เสียงเพลงแหบเครือลอยมาตามเม็ดทรายและสายลมราวกับล่องลอยไปในที่ที่เขาอยากจะไป!

ไม่มีใครฟังเสียงเพลงของหยวนฝู มีเพียงทะเลทรายตรงหน้าและค่ายทหารจำนวนหนึ่งที่กระจัดกระจายอยู่ด้านหลัง แต่หยวนฝูกลับรู้สึกว่ามันจะสื่อไปถึงครอบครัวของเขา เขาเชื่อว่าขณะนี้ครอบครัวของเขาก็กำลังมองดวงจันทร์และคิดถึงญาติมิตรที่ยังไม่กลับมา

“ท่านรองหัวหน้าหยวนครับ! ศัตรูมาบุกแล้ว…” พลทหารวิ่งมาหาหยวนฝูด้วยความตื่นตระหนก เสียงแตรเขาสัตว์ดังระงมไปทั่วทั้งค่าย

คืนนี้เป็นคืนฉลองวันไหว้พระจันทร์ แต่เฉพาะกับคนส่วนใหญ่เท่านั้น เพราะที่คนเหล่านี้ยังสามารถเฉลิมฉลองอยู่ได้นั้น สืบเนื่องจากคนส่วนน้อยที่คอยต่อสู้ปกป้องความภาคภูมิอย่างหยวนฝู…

แสงจันทร์ช่างเศร้าสร้อยงดงาม มันควรเป็นช่วงเวลาเฉลิมฉลอง หยวนฝูยกมือราดเหล้าขาวเทลงพื้น ก้มหยิบมีดสปาต้าและพุ่งไปข้างในค่ายทหาร

ที่นี่ไม่ใช่เมืองหลวง ไม่สามารถนั่งชื่นชมบุปผาและจันทราได้!

แต่เป็นสนามรบแนวชายแดน ที่มีให้ชมเพียงดินปืนและความตาย…

“ท่านรองหัวหน้าหยวนครับ ไอ้พวกคนเถื่อนโสโครกมันบุกมาตอนคืนไหว้พระจันทร์ ช่างน่ารังเกียจ!” หน่วยข่าวกรองวิ่งเข้ามารายงานสถานการณ์ทันที “ฝ่ายตรงข้ามบุกมาห้าร้อยนายครับ เป็นทหารม้าเกราะเหล็กทุกนาย ศัตรูอยู่ห่างจากแนวชายแดนไปไม่ถึงห้าร้อยเมตร พร้อมข้ามชายแดนเข้ามาได้ทุกเมื่อ”

“ท่านรองหัวหน้าหยวน รีบออกคำสั่งเถอะครับ ปืนใหญ่กับรถถังเราพร้อมแล้ว…”

คิ้วดั่งกระบี่ของหยวนฝูเลิกขึ้น ตั้งแต่ที่เขากลายมาเป็นเสือตงหนาน (ตะวันออกเฉียงใต้) หนึ่งในห้าพยัคฆ์แห่งหวาเซี่ย เขาก็ถูกส่งมาประจำการที่ชายแดน หยวนฝูประจำการอยู่ที่นี่มาสามปีและไม่เคยรบพ่ายแพ้ มีดสปาต้าในมือของเขาดื่มเลือดศัตรูมาแล้วมากมาย!

“พวกมันมีแค่กองทหารม้าเกราะเหล็กหรือ?” เสียงของหยวนฝูเย็นชา

“มีแค่ทหารม้าเกราะเหล็กห้าร้อยนายครับ ส่วนแม่ทัพของฝ่ายตรงข้าม ก็ตะโกนว่าจะสู้ด้วยกำลัง ไม่มีการใช้ปืน และยังถ…ถาม…”

“ถามอะไร? พูดออกมาซะที!” หยวนฝูอารมณ์ขึ้นและถามเจ้าหน้าที่ข่าวกรอง

“ถ…ถามว่าท่านรองหัวหน้าหยวนมีปัญญาสู้กับพวกเขาหรือไม่ ถ้าไม่มีก็กลับไปกินเงินบำนาญ…” เจ้าหน้าที่ข่าวกรองตัวสั่น เขาพูดประโยคเดิมของผู้นำฝ่ายศัตรูโดยไม่มีขาดตกบกพร่อง

หยวนฝูเลิกคิ้ว ร่างกายระเบิดพลังเกรี้ยวกราดออกมาโดยพลัน เขาหยวนฝู ไม่เคยเกรงกลัวผู้ใด…

“เรียกรวมหน่วยพยัคฆ์ชั้นเลิศสองร้อยนายออกรบ จัดการพวกคนป่าเถื่อนแค่ห้าร้อยคน พวกเราแค่สองร้อยก็เหลือแหล่…”

หยวนฝูคำรามกึกก้องและวิ่งไปทางชายแดนพร้อมกับมีดสปาต้า!

มีง้าวปักตั้งตรงอยู่บนเส้นแบ่งเขต หยวนฝูยืนอยู่ภายใต้แสงจันทร์ ร่างกายกำยำ ใบหน้าตั้งมั่น ผ้าคลุมไหล่โบกสะบัดไปตามสายลม เขากำลังรอฆ่าพวกชนเผ่าป่าเถื่อน หากพวกศัตรูไม่ข้ามศพหยวนฝูไปก่อน ก็อย่าได้คิดข้ามเขตแดนของหวาเซี่ยแม้แต่หนึ่งเซนติเมตร

ตึกๆๆ!

เสียงฝีเท้าดังจากด้านหลังของเขา หยวนฝูรู้ว่าหน่วยพยัคฆ์ที่ตัวเองเป็นผู้ฝึกได้เดินทางมาถึงแล้ว

“ท่านรองหัวหน้าหยวน หน่วยพยัคฆ์สองร้อยนายรายงานตัว เราจะสละชีพเพื่อชาติและจะปฏิบัติตามคำสั่งของท่านรองหยวนโดยไม่มีข้อโต้แย้ง!”

หยวนฝูไม่ได้หันกลับไปมอง เพราะตรงหน้ามีกองทหารม้าเกราะเหล็กขนาดใหญ่กำลังขี่ม้ามาหา

คืนนี้เป็นคืนไหว้พระจันทร์และเป็นคืนพระจันทร์เต็มดวง แม้ไม่มีการรวมตัวจัดงานเฉลิมฉลอง แต่เหล่านักรบทั้ง 201 นายที่ยืนอยู่แนวชายแดนปรารถนาจะกลับไปเฉลิมฉลองเทศกาลพร้อมครอบครัว

คืนนี้เป็นคืนที่คึกคัก เป็นคืนที่ถูกลิขิตให้ไม่ได้หลับไม่ได้นอน แต่การไม่ได้หลับไม่ได้นอนของที่นี่เป็นอีกแบบหนึ่ง…

กองทหารม้าเกราะเหล็กห้าร้อยนายอยู่ห่างไม่ถึงห้าสิบเมตร ม้าห้าร้อยตัวควบฝีเท้าจนพื้นดินสั่นสะเทือน

ฝุ่นกระจายคละคลุ้ง ใบมีดสะท้อนแสงวิบวับ ที่นี่คือสนามรบชายแดน ที่นี่คือความตาย!

“นักรบแห่งหน่วยพยัคฆ์ ถึงเวลารับใช้ชาติแล้ว…ฆ่ามัน!”

หยวนฝูกล่าวและพุ่งนำไปข้างหน้าพร้อมกับมีดสปาต้า!

เขาคำรามดุจเสียงฟ้าผ่า ร่างกายกระฉับกระเฉงเหมือนกับเสือที่ลงมาจากภูเขา เสือที่ดุร้ายที่สุดในหวาเซี่ย

ปัง!

มีดสปาต้าในมือหนักว่าสิบชั่ง แต่หยวนฝูกวัดแกว่งมันอย่างง่ายดาย เขาเหวี่ยงสันมีดออกไปโดนเข้ากับม้าสูงใหญ่ตัวหนึ่ง ม้าศึกร้องคำรามและล้มทั้งยืนขณะวิ่ง แม้แต่ทหารบนหลังม้าก็ตกลงมาล้มลุกคลุกคลาน

มีดแรกเป็นเพียงแค่การเริ่มต้น หยวนฝูเพียงแค่อุ่นเครื่องเท่านั้น

หยวนฝูกระโดดเหยียบหัวของทหารม้าเกราะเหล็กหลายร้อยคนไปตลอดทาง จนถึงม้าเหงื่อโลหิตตัวหนึ่งที่อยู่ตรงกลาง ชายร่างกำยำผู้ขี่มันคือฮาต๋า หัวหน้ากองทหารม้าเกราะเหล็ก

“ฮาต๋า ปู่มาเอาชีวิตสุนัขของเจ้าแล้ว!”

ตูม!

หยวนฝูมาถึงฮาต๋าพร้อมกับมีดหนึ่งเล่มในไม่กี่อึดใจ

มีดสปาต้าหวัดเหวี่ยงแหวกอากาศ มีพลังรุนแรงดั่งลมกรรโชกและคลื่นยักษ์ เป่าทหารม้าเกราะเหล็กหลายสิบคนที่อยู่รอบตัวของฮาต๋า

“หยวนฝู ได้ข่าวว่าเจ้าเป็นพยัคฆ์อันดับหนึ่งแห่งหวาเซี่ย ส่วนพ่อ! ก็คือราชสีห์อันดับหนึ่งแห่งแนวชายแดน วันนี้เรามาสู้กัน!”

ภายใต้แรงลมกรรโชก ม้าเหงื่อโลหิตที่อยู่ภายใต้ฮาต๋าเริ่มตื่นตกใจ มันยกขาหน้า และเริ่มวิ่งเตลิดไปทั่ว ฮาต๋ากระโดดพร้อมกับดึงขวานศึกคู่หนึ่งจากด้านหลังและฟันไปที่หยวนฝู

แม่ทัพทั้งสองฝั่งต่อสู้กันอย่างดุเดือด พลทหารของทั้งสองฝั่งก็เข้าห้ำหั่นกันจนบาดเจ็บล้มตาย!

ในแง่จำนวน ทหารม้าเกราะเหล็กเหนือกว่าหน่วยพยัคฆ์มากโข แต่ในแง่ความกล้าและจิตใจ หน่วยพยัคฆ์ไม่ได้ด้อยกว่า พวกมันเป็นเหมือนดั่งพยัคฆ์หาญที่กระหายชัยชนะ ไม่ยอมให้ชนป่าเถื่อนย่างกรายเข้ามาในเขตแดนของหวาเซี่ยแม้แต่ครึ่งก้าว

ใครฝ่าฝืน ฆ่าไม่ต้องปรานี!

ฉัวะ!

อั่ก!

ฮี้!

จันทราเสมือนดั่งจานเงิน ลมเหินสารทฤดูหนาวเย็น

ที่นี่คือพรมแดนของหวาเซี่ยที่ล้อมรอบไปด้วยทะเลทรายแห้งแล้งไร้จุดจบ โดยปกติไม่มีใครอยู่ที่นี่ ไม่ต้องเอ่ยถึงกิจกรรมใดๆ แต่ในคืนไหว้พระจันทร์ สถานที่แห่งนี้กลับมีเสียงกู่ร้องบ้าคลั่งของกองทัพที่เข้าห้ำหั่นกัน…

การต่อสู้เริ่มสงบลง ทั้งสองฝ่ายต่างสูญเสียอย่างหนัก!

หยวนฝูถือมีดสปาต้า ร่างกายเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดของตัวเอง แต่ที่เยอะกว่าคือเลือดของศัตรู!

หลังจากผ่านการต่อสู้ดุเดือด ฮาต๋าก็หมดแรง มือใหญ่ที่ถือขวานศึกคู่สั่นไม่หยุด

ฮาต๋าเปรียบเสมือนราชสีห์แห่งแนวชายแดน ท้ารบผู้พิทักษ์หวาเซี่ยมากมายนับไม่ถ้วน แต่ฮาต๋ามิเคยพ่ายแพ้ อย่างมากแค่เสมอ แต่วันนี้เขาพบศัตรูที่ทรงพลัง ไม่ใช่เพราะฝีมือของศัตรูแข็งแกร่งเกินไป แต่เพราะจิตใจไม่ย่อท้อของศัตรูเหนือกว่าฮาต๋าหลายขุม

“ราชสีห์อันดับหนึ่งแห่งแนวชายแดน? ราชหมีละสิไม่ว่า!”

เมื่อเห็นสหายร่วมรบล้มตายบนทะเลทรายอ้างว้าง นัยน์ตาของหยวนฝูก็แดงก่ำ เขาเงื้อมีดสปาต้าขึ้นอีกครั้งและฟันลงไป

ปัง!

ฮาต๋าไม่กล้าประมาท เขาเงื้อขวานศึกคู่ปะทะกับมีดสปาต้า ทั้งคู่ต่างมีพละกำลังมหาศาล ไม่มีใครยอมถอยให้ใคร มีแต่ปะทะกันรุนแรงขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า

มีดกับขวานปะทะกันก่อให้เกิดประกายไฟในอากาศ!

ด้วยการปะทะที่รุนแรงครั้งนี้ ทำให้อาวุธของทั้งคู่หล่นตกพื้น หยวนฝูทรงตัวและกระโจนเข้าเหวี่ยงหมัด

“หมัดเทพมังกร!”

ตูม!

ราวกับฟ้าผ่าลงมาจากฟากฟ้าพร้อมกับเสียงมังกรคำรามกึกก้อง!

ฮาต๋าไม่มีโอกาสตั้งตัว แต่ก็เหวี่ยงหมัดเข้าปะทะกับหยวนฝู

เสียงดังต่อเนื่องไม่ขาดสาย พื้นใต้เท้าของทั้งคู่เริ่มแตกร้าว เวลาเหมือนจะหยุดนิ่งไปชั่วขณะ ตามด้วยภาพของฮาต๋ากระอักเลือดออกมา

หมัดอันรุนแรงของหยวนฝูทำลายอวัยวะภายในทั้งหมดของฮาต๋าจนไม่เหลือชิ้นดี!

“หัวหน้าฮาต๋าตายแล้ว!”

“หนี…หนีเร็ว!”

ทหารม้าเกราะเหล็กที่เหลือเพียงยี่สิบกว่าคนวิ่งหนีหัวซุกหัวซุน!

เมื่อพวกมันมา พวกมันมากันห้าร้อยพร้อมกับออร่าอำมหิต แต่เมื่อพวกมันกลับ พวกมันกลับหนีเตลิดกลับไปเพียงยี่สิบกว่าคน

สนามรบนั้นโหดร้าย การเมตตาต่อศัตรูจะเป็นการทำร้ายตนเอง แม้จะเป็นชัยชนะ แต่สหายหน่วยพยัคฆ์ก็ล้มหายตายจากไปมากกว่าร้อยคน

ทว่าหยวนฝูรู้สึกภาคภูมิใจในสหายที่ตายไป เขาแหงนหน้ามองพระจันทร์เต็มดวงบนฟากฟ้าอีกครั้งพร้อมกับรอยยิ้มที่อบอุ่น…

----------------
เพื่อไม่ให้พลาดทุกการอัปเดตก่อนใคร
กด'ติดตาม'ตรงนี้ไว้ได้เลย~

เล่มที่ 1 ภารกิจที่ 1 สารภาพรักท่ามกลางสาธารณชน

“ติ๊ง…ระบบราชันเจ้าสำราญมีภารกิจ : ได้รับความประทับใจจากจ้าวหลิงเซียน!”

“ระยะเวลาภารกิจ : 3 เดือน ผ่านไปแล้ว 7 วัน

“เมื่อภารกิจลุล่วง ระบบราชันเจ้าสำราญจะถูกเปิดอย่างเป็นทางการ และได้รับโอกาสจับสลาก 3 ครั้งเป็นรางวัล หากล้มเหลว อายุขัยของโฮสต์จะลดลง 3 ปี!”

“ให้ลุงเอ็งไปทำเหอะ!”

ฉินเฟิงกำลังนอนฟุบโต๊ะและเล่นโทรศัพท์มือถืออย่างมีความสุข แต่เมื่อเสียงอิเล็กทรอนิกส์เย็นชาดังขึ้นในหัว เขาก็ตกใจสะดุ้งจนอ้าปากเหวอและลุกขึ้นด่าออกมาดังๆ ด้วยความโกรธ

ตอนนี้เขาอยู่ในห้องเรียนวิชาศิลปะ และมีนักเรียนคนอื่นๆ กำลังวุ่นอยู่กับบทเรียน สายตาทุกคู่จับจ้องไปทางเจ้าของเสียงที่โพล่งออกมาทันที พวกเขามองดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น

บรรยากาศที่เงียบสงัดและอึมครึมของห้องเปลี่ยนไปทันที…

บนแท่นยืนมีครูแสนสวยคนหนึ่งใส่ชุดผ้าสีดำเบาบาง เผยสัดส่วนสุดฮอตอย่างเต็มที่!

ครูสาวคนสวยชื่อหยุนเซียว เธอคือครูสอนวิชาศิลปะและเป็นที่รู้จักในนามครูที่สวยที่สุดแห่งมหาวิทยาลัยเว่ยเฉิง ตอนนี้เธออายุ 25 ปี ซึ่งไม่มากไปกว่าเหล่านิสิตนักศึกษานัก!

ดังนั้นเธอจึงมีปัญหาเรื่องการควบคุมนักเรียนของเธอในระหว่างการสอน

แต่บรรยากาศการสอนที่เธออุตส่าห์ควบคุมด้วยความยากลำบาก กลับถูกฉินเฟิงทำให้วุ่นวายอีกครั้ง หยุนเซียวจึงจ้องเขาด้วยความหงุดหงิดและอยากจะกัดไอ้เด็กนี่ให้ตาย

เฮ้อ…

ในที่สุด หยุนเซียวก็ถอนหายใจยาว ไม่ได้ระเบิดความโกรธออกมา

ใครคือฉินเฟิง?

นายน้อยเจ้าสำราญชื่อกระฉ่อน แห่งมหาวิทยาลัยเว่ยเฉิง มีฐานะครอบครัวไม่ธรรมดา อีกทั้งเสเพลและเจ้าชู้!

พ่อของเขาคือฉินหวง เป็นคนที่รวยที่สุดในเมืองเว่ยเฉิง และเป็นผู้ออกทุนให้มหาวิทยาลัยเพื่อพัฒนาต่อยอดในทุกๆ ปีในฐานะลูกชายของอาจารย์ใหญ่กิตติมศักดิ์นี้เอง แม้ว่าหยุนเซียวจะเบื่อที่เขาเกกมะเหรก แต่เธอก็ทำอะไรฉินเฟิงไม่ได้

“ฉินเฟิง กรุณารักษาระเบียบวินัยในห้องเรียนด้วย…เอาล่ะ ทุกคนเงียบได้แล้ว เราจะมาเรียนกันต่อ”

หยุนเซียวถลึงตาใส่ฉินเฟิง แต่เธอก็หมดปัญญาจะทำอะไรกับนายน้อยเจ้าสำราญนายนี้ เธอทำได้เพียงระงับความโกรธของตัวเองไว้และกลับไปสอนต่อ

ฉินเฟิงไม่ได้ใส่ใจกับคำพูดของหยุนเซียว หรือสายตาของเพื่อนร่วมชั้นที่จ้องมองเขาแบบแปลกๆ แม้แต่น้อย หลังจากบ่นกับตัวเองไม่กี่คำ เขาก็นั่งลงตามเดิมราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

แต่คิ้วดั่งกระบี่ของเขายังคงขมวดเข้าหากันแน่น…

“เวร…อะไรวะเนี่ย? นายน้อยผู้นี้โดนผีสิงอยู่หรือไง?”

นี่ก็เจ็ดวันแล้ว!

เจ็ดวันที่สมองของฉินเฟิงได้ยินเสียงในหัว!

ตั้งแต่สัปดาห์ก่อน เขาได้ยินเสียงอิเล็กทรอนิกส์เย็นชาในหัวเป็นระยะๆ ทุกวัน และประโยคก็เหมือนเดิมทุกครั้ง…บอกให้เขาได้รับความประทับใจจากจ้าวหลิงเซียน!

ฉินเฟิงหัวเราะในใจ ขโมยไข่ไดโนเสาร์ยังง่ายเสียกว่า!

ใครคือจ้าวหลิงเซียน?

ดาวอันดับหนึ่งแห่งคณะศิลปกรรมศาสตร์ของมหาวิทยาลัยเว่ยเฉิง มีฐานะครอบครัวที่โดดเด่น ตามแบบฉบับขาวสวยและรวยมาก!

ตัวตนที่สูงส่งอย่างนี้ไม่สมควรไปล้อเล่น เธอคือนางฟ้าที่ผู้ชายเกือบทุกคนในมหาวิทยาลัยเว่ยเฉิงใฝ่ฝัน แต่ฉินเฟิงไม่เหมือนกัน

เพราะเมื่อสัปดาห์ก่อน ฉินเฟิงประกาศต่อสาธารณชนในมหาวิทยาลัยเว่ยเฉิง ว่าเขาจะยกเลิกการแต่งงานระหว่างเขาและจ้าวหลิงเซียน

แต่งงาน?

นายน้อยเจ้าสำราญอย่างฉินเฟิงจะเห็นด้วยกับเรื่องนี้ได้อย่างไร ใครจะสนว่าเธอคือนางฟ้าหรือนางมาร การแต่งงานมันก็คือคุกดีๆ นี่เอง นายน้อยผู้นี้ไม่มีทางทำลายชีวิตรักอันผาสุก อีกครึ่งหนึ่งด้วยการแต่งงาน ดังนั้นการบอกให้เขาได้รับความประทับใจจากจ้าวหลิงเซียนนั้น เป็นเรื่องไร้สาระสิ้นดี เขาปฏิเสธเธอท่ามกลางฝูงชน ดังนั้นเธอคงจะยอมเอาลิงอุรังอุตังเป็นแฟน ดีกว่าที่จะประทับใจในตัวเขา

“ฮ่าๆ ดูเหมือนว่าไตพร่องจะทำให้ประสาทหลอน กลับไปเมื่อไรต้องหาวิธีดีๆ รักษาซะแล้ว”

ฉินเฟิงแสยะยิ้มและส่ายหัวเพื่อไล่ความคิดฟุ้งซ่านออกไป เมื่อเหลือบไปเห็นหลินเป้ยเป้ยที่นั่งอยู่ข้างๆ รอยยิ้มมุมปากก็กว้างขึ้น

ช่างงดงามราวกับนางฟ้า บอบบางราวกับไต้อวี้!

“หือ?”

หลินเป้ยเป้ยที่กำลังตั้งใจเรียน รู้สึกถึงมือใหญ่วางบนขาอ่อนของเธอทันที เธอส่งเสียงด้วยความตกใจกลัว และรีบถอยกรูดไปข้างๆ

ดวงตากลมโตที่มีน้ำตาคลอเบ้า มองไปทางฉินเฟิงที่กำลังยิ้มกริ่มด้วยความตื่นตระหนก

“เป้ยเป้ย ทำไมนั่งไกลจังเลย เดี๋ยวก็ตกเก้าอี้หรอก”

ฉินเฟิงยิ้มและขยับเข้าไปใกล้หลินเป้ยเป้ยพร้อมกับสูดกลิ่นหอมเข้าจมูก ทำให้หลินเป้ยเป้ยเขยิบจนนั่งบนเก้าอี้เพียงครึ่งหนึ่ง แลดูน่าสงสารแต่ก็น่าเอ็นดู

“นายน้อยฉินคะ อภัยให้ฉันด้วย ครอบครัวของฉันยากจนมาก หน้าตาก็ขี้เหร่ หุ่นก็ไม่ดี ไม่มีอะไรดีหรอกค่ะ”

ฉินเฟิงคือนายน้อยเจ้าสำราญอันดับหนึ่งแห่งเมืองเว่ยเฉิง แม้ว่าเขาจะไม่มีเจตนาร้ายใดๆ แต่ก็เป็นคนที่เจ้าชู้มาก ถึงขนาดมีข่าวลือว่าเขาหลับนอนกับผู้หญิงถ้าไม่ถึงพันก็แปดร้อย

หลินเป้ยเป้ยมาจากครอบครัวที่ยากจน เป็นหญิงสาวหัวโบราณและไร้เดียงสา เธอกลัวนายน้อยเจ้าสำราญอย่างฉินเฟิงมากที่สุด เขาเปรียบเสมือนปีศาจจากขุมนรก!

“เป้ยเป้ยนี่ก็เข้าใจล้อเล่น ถ้าเธอขี้เหร่ งั้นทั้งมหา‘ลัยก็ไม่มีผู้หญิงแล้ว ถ้าเธอหุ่นไม่ดี งั้นทั้งมหา’ลัยคงเหลือแต่หมู!”

แววตาของหลินเป้ยเป้ยเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและรังเกียจ แต่ฉินเฟิงมองไม่เห็น นัยน์ตาคมสีดำจ้องมองเรือนร่างของเธอโดยตรง ไม่แม้แต่หลบซ่อนสายตาหวานเยิ้ม

แต่คำพูดของฉินเฟิงไม่ได้พูดเล่นลิ้นเอาใจ เขาเห็นผู้หญิงมานักต่อนัก แต่มีไม่กี่คนเท่านั้นที่สามารถเทียบกับระดับของหลินเป้ยเป้ยได้

ควบคู่ไปกับความอ่อนโยนตามธรรมชาติของหลินเป้ยเป้ย กระตุ้นให้ชายใดก็ตามอยากปกป้อง

ฉินเฟิงนั่งโต๊ะเดียวกับเธอมาครึ่งปี และพยายามอย่างหนักเป็นเวลาครึ่งปีเพื่อชนะใจหลินเป้ยเป้ย แต่ผู้หญิงคนนี้ไม่สนใจในอำนาจหรือความร่ำรวยเลย มันช่างยากเหลือเกิน

“เป้ยเป้ยหนอเป้ยเป้ย ทำไมหน้าเธอแดงจัง? ตายแล้ว…ตัวร้อนด้วยนะเนี่ย เป้ยเป้ย เธอไม่สบายหรือเปล่า?”

ในขณะที่หลินเป้ยเป้ยไม่ได้ใส่ใจ ฉินเฟิงก็หยิกแก้มน่ารักของเธอพร้อมกับยิ้ม เขารู้ว่าเมื่อเธออาย เธอจะหน้าแดงตัวอุ่น เขาจึงแสร้งเป็นห่วงใยเธอ

“นายน้อยฉิน คุณ…”

หลินเป้ยเป้ยใจลอยจนถูกฉินเฟิงแต๊ะอั๋ง เธอหงุดหงิดมากจนกัดฟันกรอด แต่เพราะพื้นเพของฉินเฟิง เธอไม่กล้าโกรธฉินเฟิง จึงทำได้เพียงกำหมัด และน้ำตาแห่งความโศกก็เริ่มคลอเบ้า

ฉินเฟิงผู้นี้ช่างไร้ยางอายเสียจริง!

“ติ๊ง…ระบบราชันเจ้าสำราญมีภารกิจ : จงประกาศว่าจะจีบหลินเป้ยเป้ยต่อหน้าสาธารณชน!”

“ระยะเวลาภารกิจ : 1 วัน”

“เมื่อภารกิจลุล่วง ระบบราชันเจ้าสำราญจะถูกเปิดอย่างเป็นทางการ และได้รับโอกาสจับสลาก 3 ครั้ง หากล้มเหลว อายุขัยของโฮสต์จะลดลง 1 ปี!”

ทันใดนั้นก็มีเสียงแปลกๆ ดังขึ้นในหัว ทำให้ฉินเฟิงสะดุ้งตกใจจนแทบตกเก้าอี้

หลังจากผ่านไปชั่วครู่ ฉินเฟิงจึงค่อยๆ คืนสติ เขากำลังคิดเกี่ยวกับเสียงที่ได้ยินและมือก็กำลังสั่น หลังจากเตรียมใจอยู่พักหนึ่ง เขาก็ตบโต๊ะอย่างแรงและลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว

กล่าวด้วยเสียงดังฟังชัด

“ฉันฉิงเฟิง ขอประกาศต่อหน้าครูและเพื่อนร่วมชั้นทุกคนว่า จะตามจีบบุปผาอันดับสองแห่งคณะศิลปกรรมศาสตร์ หลินเป้ยเป้ย!”

ไม่ว่ามันจะจริงหรือไม่ แต่อายุขัย 1 ปี ฉินเฟิงไม่เล่นด้วยแน่ๆ!

----------------
เพื่อไม่ให้พลาดทุกการอัปเดตก่อนใคร
กด'ติดตาม'ตรงนี้ไว้ได้เลย~

เล่มที่ 1 ภารกิจที่ 2 ระบบราชันเจ้าสำราญ

โอ้…

ทันทีที่สิ้นเสียงของฉินเฟิง คนในห้องเรียนร่วมร้อยคนก็ฮือฮาขึ้นมาทันที ในใจของทุกคนต่างกรีดร้องโหยหวน สายตาแฝงความอันตรายนับไม่ถ้วนล้วนมุ่งตรงจับจ้องไปที่เขา!

สายตาที่อำมหิตที่สุดมาจากหยุนเซียว เธอเพิ่งทำให้ชั้นเรียนสงบลงแท้ๆ แต่ไอ้บ้าฉินเฟิงนั่นกลับทำลายความสงบอีกครั้ง ตอนนี้เธอรู้สึกอยากจะฆ่าฉินเฟิงขึ้นมาทันที

แม้หลินเป้ยเป้ยจะเป็นดาวอันดับสองของคณะศิลปกรรมศาสตร์ แห่งมหาวิทยาลัยเว่ยเฉิง แต่เธอมาจากครอบครัวที่ยากจน และไม่มีพื้นเพที่สูงเกินเอื้อมอย่างจ้าวหลิงเซียน ชายหนุ่มทุกคนจึงหวังจะจีบเธอ ดังนั้นในมหาวิทยาลัยเว่ยเฉิง หลินเป้ยเป้ยจึงเป็นที่นิยมมากกว่าจ้าวหลิงเซียน

คนหนึ่งเป็นจักรพรรดินีที่มิอาจเอื้อม!อีกคนหนึ่งคือเทพธิดาที่ลงมาสู่โลกมนุษย์!

เมื่อฉินเฟิงประกาศต่อหน้าธารกำนัลว่าจะตามจีบหลินเป้ยเป้ย ผู้ที่ชมชอบเธอทุกคนก็เต็มไปด้วยความเกลียดชัง จนอยากจะตั้งทีมไปขุดหลุมศพบรรพบุรุษของเขาเลยทีเดียว

ฉินเฟิงเป็นคนที่ไม่มีอะไรดี มีดีอยู่อย่างเดียวคือเซียนจีบหญิง เขาหลับนอนกับผู้หญิงคนไหนก็ได้ที่ต้องสายตา

ดูเหมือนว่าเทพธิดาบริสุทธิ์อย่างหลินเป้ยเป้ยจะตกอยู่ในเงื้อมมือปีศาจเข้าให้แล้ว…

หลังจากถอนหายใจออกมา ทุกคนก็นึกถึงบางอย่างที่น่าสนใจยิ่งกว่า และมองไปอีกด้านหนึ่งของห้องเรียน

มีหญิงสาวสูงศักดิ์คนหนึ่งนั่งอยู่เงียบๆ ทั้งเย็นชาและสง่างาม ราวกับนกกระเรียนในหมู่ไก่

ใบหน้างดงามประณีตเคลือบไว้ด้วยชั้นน้ำแข็ง แต่นัยน์ตาของเธอสว่างไสวไปด้วยเปลวไฟ เธอกัดริมฝีปาก จ้องไปทางฉิงเฟิงที่กำลังพูดคุยและหัวเราะ ด้วยสายตาที่อยากจะกัดเขาให้ตาย

ผู้หญิงคนนี้คือเทพธิดาน้ำแข็งแห่งคณะศิลปกรรมศาสตร์ ดาวอันดับหนึ่งแห่งคณะศิลปกรรมศาสตร์ ที่ถูกฉินเฟิงปฏิเสธการแต่งงาน จ้าวหลิงเซียน

กริ๊ง!

เสียงออดหมดเวลาดังขึ้น ทำลายบรรยากาศแปลกๆ ภายในห้องเรียน

หลินเป้ยเป้ยกลัวจะเป็นจุดเด่นและไม่สามารถยืนเฉยได้อีกต่อไป เมื่อได้ยินเสียงออด เธอก็รีบเก็บข้าวของราวกับคนจมน้ำ ที่แม้แต่เส้นฟางก็คว้าจับไว้และวิ่งหนีเตลิดไป

เธอไม่คิดว่าฉินเฟิงจะสารภาพรักกับเธอต่อหน้าทุกคน วันนี้เขากินยาไม่เขย่าขวดหรือไง!

ส่วนฉินเฟิง ต้นเหตุของเรื่องนี้ เขากลับไปนั่งลงเงียบๆ และทำตัวตามสบาย แม้ทุกคนจะมองจะจ้องอย่างไรก็ไม่สนใจเลยสักนิด

เพราะเขาปล่อยระเบิดไปแล้ว แถมยังเป็นระเบิดลูกใหญ่อีกต่างหาก!

“ติ๊ง…ขอแสดงความยินดีแก่โฮสต์ฉินเฟิง คุณทำภารกิจประกาศว่าจะจีบหลินเป้ยเป้ยต่อสาธารณชนสำเร็จ ระบบราชันเจ้าสำราญจะถูกเปิดอย่างเป็นทางการ”

เสียงชราดังก้องในหัวของฉินเฟิง มันฟังดูมีพลังอำนาจ ดึงดูดฉินเฟิงอยู่ในส่วนลึก

แล้วทันใดนั้นสติของฉินเฟิงก็มืดลง ไร้ซึ่งความนึกคิดราวกับจมอยู่ในหลุมลึกไร้สิ้นสุด

“เจ้าใช่นายน้อยเจ้าสำราญหรือไม่?” เสียงชราดังขึ้นอีกครั้ง!

นัยน์ตาของฉินเฟิงพร่ามัวราวกับมีใครมาสิงร่าง แต่เขาก็ยังเหลือจิตสำนึกและพยักหน้าอย่างไม่ลังเล “ใช่!”

ภายในเมืองเว่ยเฉิง ถ้าฉินเฟิงไม่กล้าพูดว่าตัวเองคือนายน้อยเจ้าสำราญ แล้วใครจะกล้าพูด!

“แล้วเจ้าต้องการเป็นนายน้อยเจ้าสำราญอันดับหนึ่งในจักรวาลหรือเปล่า?”

“แน่นอน!” ฉินเฟิงพยักหน้าโดยไม่ต้องคิด

“ดีมาก…ในโลกิยะนี้ อันตรายแฝงอยู่ทุกหย่อมหญ้า ชีวิตก็คือเกมและเกมก็คือชีวิต!”

“ขอให้สนุกกับเกมเสมือนจริงเวอร์ชั่นนี้ล่ะ!”

เสียงที่เหมือนมาตามกาลเวลาและห้วงอวกาศหายไปทันที ตามด้วยเสียงอิเล็กทรอนิกส์เรียบเฉยพูดต่อ “ติ๊ง…ขอแสดงความยินดีแก่โฮสต์ฉินเฟิงที่เปิดระบบราชันเจ้าสำราญสำเร็จ ระบบจะมอบหมายภารกิจเพื่อมุ่งสู่การเป็นราชันเจ้าสำราญอันดับหนึ่งในจักรวาล!”

“ระบบให้โอกาสจับสลากฟรี 3 ครั้ง ต้องการใช้หรือไม่?”

เมื่อเสียงชราน่าพิศวงหายไป ภาพขนาดใหญ่เหมือนจอ LCD ก็ปรากฏขึ้นมาในหัว มีวงล้อขนาดใหญ่บนหน้าจอ มันเต็มไปด้วยรางวัลต่างๆ เช่น อาวุธยุทโธปกรณ์ ทักษะ ยา สัตว์เลี้ยง และอื่นๆ

เหตุผลที่ฉินเฟิงลุกขึ้นสารภาพรักกับหลินเป้ยเป้ยต่อหน้าฝูงชน ก็เพื่อจะดูว่าเขาถูกผีสิงอยู่จริงหรือไม่ แต่พอเขาเห็นวงล้อขนาดใหญ่ต่อหน้าต่อตา และได้ยินเสียงชายชราลึกลับก่อนหน้านี้

ฉินเฟิงจึงสงสัยว่าตัวเองบ้าไปแล้วหรือเปล่า

“ลุงเอ็งสิ ฉันไม่เชื่อหรอก ไหนมาลองให้นายน้อยผู้นี้หมุนซิ!”

หลังจากไตร่ตรองเป็นเวลานาน ฉินเฟิงก็ไม่คิดว่าตนเองถูกผีสิงแล้ว แต่อาจเป็นเพราะร่างกายผิดปกติ ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในหัวก่อนหน้านี้ ไม่มีอะไรนอกจากภาพหลอน

เขาจึงลองพิสูจน์สมมติฐานของตัวเองดู

เขาออกคำสั่งให้มันหมุนในใจ

ทันใดนั้นวงล้อในหัวก็เริ่มหมุนทันที มันหมุนเร็วขึ้นๆจนในที่สุดก็มองไม่เห็นตัวอักษรอีกต่อไป เห็นแต่แสงและเงาเท่านั้น หลังจากหมุนเกือบครึ่งนาที มันก็ค่อยๆ หยุด

“ติ๊ง…ขอแสดงความยินดีแก่โฮสต์ คุณได้รับทักษะเล่นเปียโนเบื้องต้น!”

ฉินเฟิงแทบจะกระอักเลือดออกมา ภาพหลอนนี่มันสมจริงมาก เขาสะบัดหัวอย่างรุนแรง กัดฟันและตะโกน “ให้นายน้อยผู้นี้หมุนอีกรอบซิ!”

“ติ๊ง…ขอแสดงความยินดีแก่โฮสต์ คุณได้รับทักษะคัดลายมือเบื้องต้น”

“บ้าเอ๊ย พ่อไม่เชื่อหรอกว่ามันจะไม่หาย…ลองใหม่!!!”

“ติ๊ง…ขอแสดงความยินดีแก่โฮสต์ คุณได้รับเพลงหมัดพยัคฆ์คำรนเบื้องต้น”

“โอกาสหมุนสลากทั้งสามครั้งถูกใช้หมดแล้ว หวังว่าโฮสต์จะมุ่งมั่นทำภารกิจและกลับมาใหม่อีกครั้ง!”

แล้วภาพจอ LCD ในหัวก็หายไปพร้อมกับเสียงอิเล็กทรอนิกส์อันเฉยชา ทุกอย่างกลับสู่ความสงบอีกครั้ง

ทุกอย่างเกิดขึ้นไวมากจนดูเหมือนเขาจินตนาการไปเอง

เฮ้อ…

ฉินเฟิงเช็ดเหงื่อจากหน้าผากแล้วถอนหายใจยาว ในที่สุดเสียงในหัวของเขาก็หายไป และทุกอย่างก็กลับสู่ปกติ

ขืนยังเป็นแบบนี้ต่อไป ฉินเฟิงคงเชื่อว่าตัวเองเป็นบ้าแน่ๆ

แต่เมื่อเขาถอนหายใจออกมาได้เพียงครึ่งลมหายใจ สีหน้าก็เปลี่ยนไปราวกับเห็นผี เขาตกใจจนดวงตาเกือบจะถลนออกจากเบ้า

ความเจ็บปวดเข้าสู่สมองและแทรกลงในความทรงจำ มันเป็นความรู้สึกที่ทั้งคุ้นเคยและไม่คุ้นเคย มันคือความรู้ของทักษะทั้งสามอย่างที่เพิ่งได้รับมา เปียโน คัดลายมือ และหมัดมวย

ไม่จริงน่า! ของจริงดิ?

ฉิงเฟิงสั่นสะท้านอย่างช่วยไม่ได้และไม่สามารถนิ่งนอนใจ เขาไตร่ตรองเป็นเวลานานและตัดสินใจลองใช้ทักษะทั้งสามดูว่าตัวเองบ้าไปแล้วหรือไม่

เมื่อเขาลุกขึ้น ทั้งห้องเรียนก็ว่างเปล่า ทุกคนกลับบ้านกันหมดแล้ว

เนื่องจากไม่สามารถหาพู่กันได้ ฉินเฟิงจึงใช้ปากกาหมึกซึมแทน เขาเริ่มเขียนลงบนกระดาษอย่างรวดเร็วทีละตัวๆและตัวอักษรอันสวยงามก็ปรากฏขึ้นมาบนกระดาษ

เขาอยู่มา 20 ปี ไม่เคยเรียนคัดลายมือมาก่อน ไม่แม้แต่จะรู้วิธีจับพู่กันด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้ เมื่อไรก็ตามที่เขาคิดจะเขียนพู่กัน เขาก็มีความรู้และอยากจะหยิบพู่กันมาเขียน

ฉินเฟิงทั้งตกใจและสับสน ทันใดนั้นเขาก็มองดูกำปั้นของตัวเอง และเริ่มลองวิชาในห้องเรียนที่ว่างเปล่า

เพลงหมัดพยัคฆ์คำรนทั้งแข็งแกร่งและดุดันเหมือนเสือ ฉินเฟิงออกท่วงท่าได้อย่างลื่นไหลราวกับฝึกมาหลายสิบปี

สำหรับนายน้อยฉินผู้ที่ไม่เคยฝึกศิลปะการต่อสู้หรือแม้แต่ออกกำลังกาย เรื่องนี้มันน่าเหลือเชื่อมาก!

แต่ตอนนี้ฉินเฟิงก็มั่นใจว่า ตัวเองไม่ได้ถูกผีสิงหรือกลายเป็นบ้า ไม่ต้องพูดถึงโรคประสาท แต่เขาได้รับระบบที่น่ามหัศจรรย์!

ช่างเป็นระบบที่ช่างสุดยอดจริงๆ! มันจะพาเขาทะยานไปสู่ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่แน่นอน!

“ติ๊ง…ระบบราชันเจ้าสำราญมีภารกิจ : ได้รับความประทับใจจากจ้าวหลิงเซียน!”

“ระยะเวลาภารกิจ : 1 เดือน ผ่านไปแล้ว 7 วัน”

“เมื่อภารกิจลุล่วง จะได้รับแต้มสำราญ 200 แต้มเป็นรางวัล หากล้มเหลว อายุขัยของโฮสต์จะลดลง 3 ปี!”

ไอ้บัดซบ!

ฉินเฟิงที่กำลังตื่นเต้นรู้สึกเหมือนถูกน้ำเย็นสาดทันที ตอนนี้พอรู้การคงอยู่ของระบบ เขาก็รู้ว่าภารกิจนี้มันยากเพียงใด

ได้รับความประทับใจจากจ้าวหลิงเซียน? มันเกือบจะเป็นไปไม่ได้เลย!

ถ้าภารกิจล้มเหลวก็ต้องเสียอายุขัย 3 ปี ฉินเฟิงรู้สึกอยากจะวิ่งชนกำแพงตาย

หลังจากผ่านไประยะหนึ่ง ฉินเฟิงก็ค่อยๆ ใจเย็นลงและยอมรับสภาพตามจริงของระบบ

หลังจากตรวจสอบ เขาก็พบว่านอกจากโอกาสหมุนสลาก 3 ครั้ง ยังสามารถแลกโอกาสหมุนสลาก สิ่งของ อัพเกรดทักษะ และการใช้งานเหล่านี้จำเป็นต้องทำภารกิจ เพราะมันใช้แต้มสำราญในการแลกเปลี่ยน

หลังจากคิดเกี่ยวกับทักษะที่ท้าทายสวรรค์ และยุทโธปกรณ์ที่ระบบราชันเจ้าสำราญเสนอมาให้ ดวงตาของฉินเฟิงก็แดงก่ำและกู่ร้องในใจ “ภารกิจ! ภารกิจ! นายน้อยผู้นี้ต้องการภารกิจเยอะๆ!

----------------
เพื่อไม่ให้พลาดทุกการอัปเดตก่อนใคร
กด'ติดตาม'ตรงนี้ไว้ได้เลย~

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...